|
หนี้เสียในกิจการไฟฟ้า
กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต
 |
เวลานี้สภาพกิจการไฟฟ้าของเมืองไทยก็ไม่ต่างอะไรจาก
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ซึ่งท่วมไปด้วยหนี้เสียหรือ NPL |
จากประมาณการเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงาน
แห่งชาติ (สพช.)
พบว่าหนี้สินติดค้าง
(หรือก็คือหนี้เสีย)
ของกิจการไฟฟ้ามีมากถึง
6 แสนล้านบาท
ถ้าประชาชนคนไทยทุกคนช่วยกันรับภาระนี้เท่าๆกัน
ก็จะตกประมาณคนละ
60,000 บาท คำถามก็คือ
ใครจะจ่าย
คำตอบของรัฐบาลและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
(กฟผ.) ในฐานะผู้รับผิดชอบการ
จัดหาไฟฟ้าของประเทศ
ก็คงหนีไม่พ้นผู้ใช้ไฟ
ซึ่งไม่มีสิทธิมีเสียง
ไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการ
ตัดสินใจของรัฐ
หนี้เสีย 6 แสนล้านบาทนี้มาจากไหน
? สาเหตุหลักก็คือการตัดสินใจวางแผนให้มีโรงไฟฟ้า
ท่อก๊าซฯลฯ
ที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่ผ่านมา
หากพิจารณาตามแผนการพัฒนาระบบไฟฟ้าของ
กฟผ.
ฉบับ 99-02 แล้ว
จะพบว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศในเดือนมกราคม
2544 ที่ผ่านมา
มีปริมาณสูงถึง
56% ของความต้องการใช้ไฟฟ้า
ซึ่งก็คือมีโรงไฟฟ้าถึง
56% ที่ลงทุนสร้างไปแล้ว
แต่นิ่งอยู่เฉยๆ
ไม่ได้เดินเครื่อง
เพราะไม่มีความต้องการ
จึงเปรียบเสมือนตึกสำนักงานหรือคอนโดซึ่งสร้างเสร็จแล้ว
แต่ถูกทิ้งร้างให้กลายเป็น
NPL นั่นเองแต่กิจการไฟฟ้าแตกต่างจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่
2
ประการคือ
ตึกร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์
คงไม่จ้างพนักงานเต็มอัตรา
ไว้คอยดูแลทำความสะอาด
แต่โรงไฟฟ้าของกฟผ.มีการจ้างพนักงานมากจนเกินจำเป็น
(มากกว่าถึง
4 เท่า เมื่อเทียบกับ
โรงไฟฟ้าขนาดเท่ากันของเอกชน)
นอกจากนี้ พนักงานการไฟฟ้ายังมีอภิสิทธิ์ต่างๆ
เช่น ใช้ไฟฟรี
มีสนามกอล์ฟและบ้านพักตากอากาศอันหรูหรา
ได้โบนัสแม้จะประสบผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
และได้รับประกันการจ้างงานตลอดชีพ
ในขณะที่ประชาชนคนไทยกว่า
2 ล้านคน กำลังประสบ
ปัญหาตกงาน
โดยไม่มีมาตรการใดๆของรัฐมารองรับ
หากไฟฟ้าเป็นเหมือนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีการแข่งขัน
ราคาค่าไฟก็คงจะถูก
ลงอย่างเห็นได้ชัด
จากการที่กำลังการผลิตไฟฟ้าล้นตลาดเกินความต้องการ
แต่สภาพของความ
เป็นจริงก็คือ
ค่าไฟจะมีแต่แพงขึ้นๆ
เพราะภาระกำลังผลิตเกินความต้องการจะมีอยู่ต่อไปอีกอย่าง
น้อย 6 ปี ต้นทุนจากการดำเนินงานและการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ
(หนี้เสีย) ที่ค่อยทยอยเก็บใน
รูปของ Ft (สูตรปรับค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ)
ดังนั้น เมื่อมีกำลังการผลิตเหลือ
แทนที่ค่าไฟจะถูก
กลับแพง เพราะลงทุนไปเท่าไหร่
ก็ผลักภาระบวกกำไรของการไฟฟ้าไปให้ผู้ใช้เท่านั้น
ที่เป็นเช่นนี้เพราะกิจการไฟฟ้าเป็นกิจการที่ผูกขาด
และที่วางแผนการลงทุนได้ผิดพลาดเท่านี้ก็
เพราะระบบขาดการตรวจสอบ
ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
พอเกิดหนี้เสียขึ้นมา
แทนที่ผู้ประกอบ
การจะต้องรับภาระ
กลับกลายเป็นว่าผู้รับเคราะห์คือประชาชน
จึงได้มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่า
“หนี้สินติดค้าง”
สำหรับหนี้เสียที่ผู้ประกอบการเป็นคนก่อแต่ผู้บริโภคเป็นคนรับ
ผู้บริโภคไม่มีทาง
เลื่อกอื่นใดนอกจากจะเลือกที่จะถูกตัดไฟและอยู่ในความมืด
หนี้สาธารณะของประเทศที่ประชาชนต้องรับภาระมีมูลค่าสูงถึง
3 ล้านล้านบาท
หรือเฉลี่ยคนละ
500,000 บาทถ้วน แล้วยังมีภาระหนี้เสียจากกิจการไฟฟ้าอีก
6 แสนล้านบาท
ที่จะมาซ้ำเติมประชาชน
ในรูปของค่าไฟฟ้าอีก
อันที่จริงหนทางแก้ไขเพื่อบรรเทาทุกข์ของผู้ใช้ไฟไม่ใช่ว่าไม่มี
แต่ที่ผ่านมารัฐบาลและกฟผ.
คอยแต่จะปฏิเสธปัญหา
ปฏิเสธที่จะทบทวนนโยบายที่ผิดพลาด
โดยไม่คำนึงผลประโยชน์ของผู้ใช้ไฟ
อย่างแท้จริง
หากรัฐบาลใหม่มีความจริงในที่จะแก้ปัญหาภาระหนี้เสียของการไฟฟ้า
ก็ควรพิจารณาข้อเสนอต่างๆ
เพื่อลดภาระของประชาชนดังนี้
ในระยะสั้น
1. หยุดการก่อหนี้เพิ่ม
หยุดยั้งการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าเก่า
(Repowering) ของกฟผ. และหยุดการเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติม
การลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าของกฟผ.ที่มีอายุมากและมีประสิทธิภาพต่ำ
จะเป็น
การเพิ่มภาระให้แก่ประชาชน
เพราะในสภาพที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าเหลือ
เราสามารถเลือกให้โรงไฟฟ้า
ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าได้เดินเครื่องก่อน
การลงทุนในโรงไฟฟ้าเก่าๆ
ซึ่งไม่ได้รับเลือกให้เดินเครื่อง
อยู่แล้ว จึงเหมือนเป็นการจมเงินไปกับตึก
NPL ที่ไม่มีคนต้องการซื้ออยู่ดี
สู้เอาเงินของรัฐที่จะ
ใช้ในการลงทุนนั้น
มาจ่ายคืนให้ประชาชนจะได้ประโยชน์สูงกว่า
ในส่วนของสัญญาซื้อไฟฟ้า
ปัจจุบันกฟผ.
ได้ลงนามสัญญาซื้อไฟฟ้าในลักษณะ
Take or Pay
ไว้กับบริษัทเอกชนเป็นจำนวนมาก
ซึ่งก็คือแหล่งที่มาที่สำคัญที่สุดของหนี้เสียหรือหนี้สินติดค้าง
ในกิจการไฟฟ้า
สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ
สพช. และ กฟผ.
ยังคิดที่จะเดินหน้าเจรจาเพื่อเซ็นสัญญากับ
โครงการในลาวเพิ่มเติมอีก
ทั้งๆที่การกระทำดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ใช้ไฟและยังขัด
กับนโยบายของรัฐที่ต้องการให้มีการแข่งขันในกิจการไฟฟ้า
(Power pool) อีกด้วย ดังนั้นกฟผ.
ไม่ควรเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก
นอกจากนี้ รัฐบาลควรจะต้องระวังสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติที่ปตท.ได้ทำไว้ด้วย
เวลายังมีที่จะ
ทบทวนโครงการ
JDA ที่ภาคใต้
บทเรียนเห็นได้ชัดจากโครงการท่อก๊าซยาดานาซึ่งถูกสร้างท่าม
กลางเสียงต่อต้าน
แต่สุดท้ายก็ตกเป็นภาระประชาชน
เนื่องจากภาระ
Take or Pay
(ต้องจ่ายถึงแม้จะไม่มีความต้องการใช้ก๊าซ) และเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ไฟฟ้าซึ่งผลิตจากก๊าซธรรมชาติ
60% มีต้นทุนสูงขึ้น
เนื่องจากราคาก๊าซพม่าสูงกว่าก๊าซจากแหล่งที่อื่นถึงเกือบ
40% ดังนั้นในสภาพ
การณ์ที่ประเทศยังคงมีก๊าซเหลือเกินความต้องการ
อย่าให้โครงการ
JDA ต้องกลายเป็นความผิด
พลาดซ้ำสอง
ซึ่งในที่สุดต้องกลายเป็นภาระที่ผู้ใช้ไฟต้องแบกรับอีก
ดังเช่นการขึ้นค่า
Ft 22.4
สตางค์เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้
10 สตางค์มาจากราคาก๊าซที่แพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
2.เลิก
เลื่อน และปรับปรุงโครงการที่ไม่จำเป็น
หนี้เสียจำนวน
6 แสนล้านบาทส่วนใหญ่มาจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
ที่กฟผ.ทำไว้กับผู้
ผลิตไฟฟ้าเอกชน
แต่ถึงแม้สัญญาจะลงนามไปแล้ว
โครงการหลายโครงการยังลงทุนสร้างไปได้ไม่
มากหรือยังไม่ได้เริ่มเลยด้วยซ้ำจึงน่าจะเป็นไปได้ที่บางโรงการอาจจะเลิกได้โดยไม่มีผลกระทบมาก
นัก บางโครงการก็น่าจะชะลอไว้ก่อน
รอให้มีความต้องการแล้วค่อยสร้าง
มิฉะนั้นกฟผ.(และผู้ไฟฟ้า)
จะต้องรับภาระจ่ายค่าความพร้อมจ่ายซึ่งเป็นค่าตอบแทนการลงทุนทั้งๆ
ที่ไม่มีความต้องการใช้ไฟที่เพียงพอ
ดังเช่นในกรณีของโรงไฟฟ้าราชบุรี
ซึ่งทำให้ Ft เมื่อกลางเดือน
กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
สูงขึ้นถึง
5 สตางค์ต่อหน่วย
การชะลอโครงการอาจจะต้องมีการจ่ายค่าชดเชยให้
แก่ผู้ผลิตเล็กน้อย
แต่เมื่อเทียบกับค่าความพร้อมจ่ายที่ประหยัดไป
ก็อาจจะคุ้มหรืออีกหนทางหนึ่งก็คือ
ให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนซื้อโรงไฟฟ้าเก่าของกฟผ.
แล้วปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้น
แทนที่จะต้องไปลง
ทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
ซึ่งก็จะสามารถประหยัดการลงทุน
และลดปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินได้ในระดับหนึ่งสิ่งที่ขาด
ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา
แต่เป็นความจริงจังและจริงใจของรัฐบาล
การเจรจาเพื่อเลิก
เลื่อน หรือปรับปรุง
โครงการที่ไม่จำเป็น
ไม่เพียงแต่จะลดภาระของผู้ใช้ไฟ
ยังสามารถลดความขัดแย้งในท้องถิ่นและ
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากโครงการบางโครงการอีกด้วย
3. ยกเลิกหรือปรับปรุงวิธีการกำหนดค่า
Ft
เดิมทีค่า
Ft มีไว้เพื่อปรับค่าไฟฟ้าให้สะท้อนกับต้นทุนทางด้านเชื้อเพลิงซึ่งอาจมี
ราคาที่
|

|
ผันผวน แต่ตอนนี้
Ft ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการผลักภาระของการลงทุนและดำเนินงานที่ไม่มี
ประสิทธิภาพ
(เช่นภาระ Take or Pay
ของก๊าซจากพม่า
ค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าราชบุรีและ
IPP) รัฐจึงควรทบทวนกลไกการเรียกเก็บค่า
Ft เพื่อให้มีความโปร่งใสและการตรวจสอบ
ที่ผ่านมา
ประชาชนไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและกำหนดค่า
Ft ทำให้การไฟฟ้าสามารถส่ง
ผ่านต้นทุนต่างๆ
ทั้งที่จำเป็นและไม่จำเป็น
ให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับหาก
Ft ยังขาดความโปร่งใส
ส่งผ่านต้นทุนอื่นๆ
ที่ไม่ใช่ค่าเชื้อเพลิง
และประชาชนก็ไม่สามารถตรวจได้
ก็ควรจะยกเลิกกลไกนี้เสีย
มิฉะนั้น ผู้ใช้ไฟ
จะต้องทนรับกรรมหนี้เสีย
6 แสนล้านที่กฟผ.เป็นผู้ก่ออย่างไม่มีทางเลือก
( อ่านรายงาน
ค่าเอฟที (ft ) เพิ่มแบบวิเคราะห์เจาะลึกได้
) |