เล่าย้อนถึงกิ่วเคียน “วิบากกรรมของวิถีวัฒนธรรม” จากยุคหนีเขื่อนมาถึงยุคหนีน้ำ

พ่ออินแก้ว มาตรสาร ชายชรา วัย 70 ปี ผู้บุกเบิกบ้านกิ่วเคียน ตำบลจริม อ.ท่าปลาอุตรดิตถ์ ชายชราที่เคยเป็นผู้อย่างยาวนานมาถึง 2 แผ่นดิน และเป็นผู้นำ (ผญบ.) คนแรกของบ้านกิ่วเคียน วันนี้ได้นั่งลงย้อนความทรงจำท่ามกลางยาเส้นกลิ่นฉุน ถึงวิถีชีวิตชาวกิ่วเคียน ตั้งแต่ครั้งอยู่บ้านน้ำปึง (เก่า) ดินแดนที่ปัจจุบันอยู่ใต้น้ำ เขื่อนสิริกิตติ์

จวบจนวันนี้ พ่ออินทร์แก้ว ได้แต่นั่งมอง ซากปรักหักพัง และปลักโคลน ทับถมเรือกสวนไร่นา ที่ครั้งหนึ่งเคยอุดมสมบูรณ์ “ในน้ำมีปลา ในป่ามีอาหาร ในลำธารมีผัก และในทุ่งมีข้าวกิน” แต่แล้วในรุ่งเช้าของวันหนึ่ง ทุกอย่างก็หายไปกับสายน้ำ

พ่ออินทร์แก้วเล่าย้อนวิถีชีวิต ชุมชนกับทรัพยากร ตลอดจนจารีตประเพณีของชาวบ้าน ที่ซึ่งวิถีชีวิตได้เดินทางเผชิญโชคอันแสนผันผวน ตั้งแต่สมัยวัยเยาว์ ตั้งแต่ บ้านเดิมที่น้ำปึง จนถึงกิ่วเคียนว่า

“บ้านเดิมพ่อมีที่นาเยอะมาก อพยพออกจากพื้นที่เขื่อนเมื่อ 4 มิ.ย.2514 เข้าไปอยู่ที่เขื่อนดินประมาณ 1 พรรษา ปี 2515 ย้ายมาอยู่ที่กิ่วเคียน และปี 2532 ตั้งเป็นหมู่บ้านขึ้น และพ่อ คือ ผ้ใหญ่คนแรกของที่นี่

ชาวบ้านน้ำปึงเก่า (ปัจจุบันคือกิ่วเคียน) นับถือศาสนาพุทธ (พุทธ-ผี) ปัจจุบันมีทั้งหมด 86 ครอบครัว สภาพชุมชนเดิม (น้ำปึงเก่า) เหมือนปัจจุบัน คือ คนในชุมชนมักช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

บ้านเดิมนั้น ถึงชาวบ้านยากจน แต่ข้าวก็มีพอกิน (พ่ออินทร์มี 80 ไร่) ชาวบ้านที่นั่น มีที่ดินทำกิน อย่างน้อยที่สุด 6 ไร่ ลักษณะที่นาเป็นนาน้ำเหมือง มีฝ่ายหลายที่ เพื่อเอาน้ำเข้านา มีฝ่ายประมาณ 12 ลูก เป็นฝ่ายที่ชาวบ้านช่วยกันทำขึ้นมา โดยเอาไม้ไปตอกๆ ถมๆ ฝ่ายนั้นต้องทำแทบทุกปี พอพ้นปีจะผุ จึงต้องทำทุกๆ ปี

มาถึงฤดูเก็บเกี่ยว ก็จะเอาแรงกัน ไม่มีการจ้างเลย ข้าวนั้นเราจะเก็บไว้กิน ไม่ได้ขาย เก็บไว้ถ้าคนไหนมีนาน้อย มีข้าวน้อย ก็มากู้ มายืมกัน ช่วยเหลือกัน ไม่มีดอกข้าว

ในสมัยนั้น งบรัฐบาลไม่มี ไม่เคยส่งเข้ามาช่วย ชาวบ้านเลย ดังนั้น กิจกรรมชุมชนจะใช้วิธีเรี่ยไร บริจาคกัน เช่น สร้างสำนักสงฆ์ แล้วออกแรง ไปหาบอิฐที่ทุ่งนา ซึ่งไกลมาก มาทำกำแพงวัด

การแก้ปัญหาความขัดแย้ง จะใช้วิธีพูดคุยเจรจาแบบสภาผู้เฒ่า คือคนแก่มาคุยกัน หารือกัน แล้วลงมติเป็นเอกฉันท์ ซึ่งลูกหลานรับได้ เพราะความคิดในการแก้ไขปัญหานั้น จะคำนึงถึง ความเป็นญาติ เป็นพี่เป็นน้อง มาก่อน ชุมชนในอดีตนั้น ทุกคนต้องช่วยกันดูแลชีวิตและทรัพย์สินซึ่งกันและกัน มาเวรยามช่วยกัน เพราะโจร ขโมย (ควาย) ชุกชุมมาก

ในยามเผชิญวิกฤติ เช่น เคยมีโรคห่าควายลง ชาวบ้านต้องช่วยกันต้อนควายเข้าไปในป่า เพื่อหนีภัยโรคห่า แล้วผลัดกันเฝ้า ทีละ 5 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนกัน ส่วนเรื่องการรักษาพยาบาล เมื่อก่อนก็ใช้แต่หมอยาพื้นบ้าน เนื่องจากลำบากสำหรับการเดินเท้าเข้าเมือง

ด้านประเพณี วัฒนธรรม ก็มีงานประจำปีฟังเทศก์ ส่วนพิธีกรรม ก็มีไหว้ผีปู่ฝาง ไหว้ปีละ 2 ครั้ง เลี้ยงไก่เลี้ยงเหล้า พอครบ 3 ปี ก็เลี้ยงหมูที จุดมุ่งหมายการเลี้ยงผีนั้น ก็เพื่อให้ลูกหลานมีความสุข โรคร้ายไข้เจ็บไม่เข้ามาทำร้าย ทำลายชุมชน เพราะครั้งหนึ่ง เคยมีโรคฝีดาษมาลงกับหมู่บ้านใกล้ๆ พ่อใช้วิธี เอาผู้เฒ่าในหมู่บ้านมาบนบานศาลกล่าว เลี้ยงหมู เหตุการณ์นั้น ทำให้ไม่มีใครเป็นโรคฝีดาษเลย แต่หมู่บ้านใกล้ๆ กลับมีคนล้มตายไปถึง 20-30 คน

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวถึงในพิธีเลี้ยงผี ก็คือ ผีปู่ฝาง อาจญาลี (ย่าลี) ซึ่งเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ แม่น้ำสายนี้ (น้ำรี หรือ น้ำลี) สถานที่ที่จัดทำพิธี คือทำที่ศาลเพียงตา ของหมู่บ้าน และคนจะมาทำพิธีไหว้ปู่ฝาง อาจญาลีนั้น ต้องมาทั้งหมู่บ้าน อีกอย่างคนที่มีผีเรือนเดียวกันจะต้องช่วยกันดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วย

ความเชื่อเกี่ยวกับสร้างบ้านนั้น คือต้องไม่ให้พ่อแม่อยู่กั้นกลาง บ้านของลูกๆ เพราะชาวบ้านเชื่อว่า การปลูกบ้านเช่นนั้น หมายถึง “พ่อแม่หาบลูก หรือ ลูกหามพ่อแม่” ซึ่งอัปมงคล ส่วนชาวบ้านในสมัยนั้นไม่นิยมเล่นคุณไสย เนื่องจากถือหลักคุณธรรมจริยธรรมว่า “อยู่ตามศีลกินตามธรรม”

ด้านวัฒนธรรมการแต่งงาน นั้น คล้ายๆ กับที่อื่นๆ การคัดเลือก ก็จะดูว่า เจ้าบ่าวมีความพร้อม พอเลี้ยงดูปูเสื่อได้ไหม และมั่นใจว่าจะไม่ทิ้งกัน

ทรัพยากรในชุมชน สมัยก่อน (บ้านน้ำปึงเก่า) จะอุดมสมบูรณ์มาก ไม่ค่อยได้ซื้อกับข้าว ได้อะไรมาก็แบ่งกันกิน เพราะถ้าใครไม่แบ่งปัน ไม่ทำตามจะถูกเลิกคบค้า และถ้าใครตระหนี่ขี้เหนียวก็จะถูกลงโทษเลิกคบค้าสมาคมไปเลย

ในยามที่มีคนตาย ญาติไม่มีเงินเผา คนนั้นจะตักข้าวมาวางที่กลางหมู่บ้าน ใครมีเงินก็จะเข้ามารับมาจำนำ โดยไม่ต้องบอก เพราะเจ้าตัวจะรู้ตัวอง ในปี 2504 ตั้งชมรม ฌาปนกิจศพ โดยเก็บครอบครัวละ 1 บาท / 1 ศพ

ระดับการศึกษาในยุคนั้น ก็แค่ ป.4 สูงสุด ครูสอนหนังสือ (ครูแขม ธรรมใจ) ก็จบ ป.4 แหล่งศึกษาหาข้อมูลความรู้ของพ่อ ก็คือ วารสารกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในสมัยนั้น

การสื่อสารกับโลกภายนอก ในยุคนั้นจะใช้ กระบอกไม้ไผ่ บรรจุเอกสารราชการ หรือจดหมาย เพื่อนบ้าน เนื่องจากถุงพลาสติกยังไม่มี แล้วก็ออกมารับ มาส่ง ระยะทางบ้านน้ำปึง ถึง อ.ท่าปลา คือเดิน 1 วัน กลับอีก 1 วัน รวมเป็น 2 วัน ดังนั้น จะใช้ระบบการผลัดเปลี่ยนกัน ทีละครอบครัว

การหาอยู่หากินในสมัยนั้น เช่น การออกหาสัตว์ป่า ถ้าใครได้จะตัดเอาเนื้อมาตัดแบ่งออกเป็น 3 ชิ้น 2 ชิ้นเสียบกับกิ่งไม้ ทั้ง 2 ข้าง และ 1 ชิ้น เสียบไว้ที่ตรงกลางกิ่ง ภาษาพื้นบ้านเรียกว่า “แบ่งพูดหาบ พูดหาม” เพื่อเซ่นให้เจ้าป่าเจ้าเขา ซึ่งทุกคนเชื่อว่า ถ้าไม่ทำจะหากินไม่ได้

ในการออกไปหาของป่า ใครจะพูดจะจาต้องระวังด้วย ต้องรักษาคำพูด ซึ่ง ในการล่าสัตว์ ใครยิงได้ มักจะกล่าวว่า “ตัวมันเล็กไม่พอกิน คราวหน้าขอตัวใหญ่ๆ น่ะ” ส่วนใหญ่จะแบ่งกันกินเพราะ ไม่มีใครเข้ามาซื้อด้วย

เรื่องเขื่อนนั้น เหตุการณ์การสร้างเขื่อนชาวบ้านไม่รู้เลย มาทราบตอนใกล้จะปิดเขื่อนประมาณ 2 ปี รู้เพราะมีเจ้าหน้าที่จัดซื้อหามาสำรวจ จ่ายชดเชย อาทิ ที่ดินหมู่บ้านจ่าย ตร.ม.7 บาท ส่วนที่นาที่ไร่ จ่ายไร่ละ 600 บาท บ้านไหนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ (เรียกว่าเป็นที่ดินมือเปล่า) จะได้น้อยลงไป ไร่ละ 400 บาท

กระแสชาวบ้านสมัยนั้น ไม่มีใครพอใจ แต่ไม่กล้าต่อต้าน เนื่องจากข้อมูลข่าวสาร ไม่ทั่วถึง เจ้าหน้าที่รัฐบังคับด้วย โดยเฉพาะนายอำเภอ บังคับมาก เรื่องการขนย้าย ชาวบ้านใช้รถลากไม้ซุง ซึ่งทุลักทุเลมาก โดยพ่อและชาวบ้าน 6 ครอบครัวเลือกมาพักที่เขื่อนดินก่อน (หรือหัวเขื่อน หรือ Cally ปัจจุบันคือบ้านท่าเรือ) ใช้เวลาขนย้ายกว่า 10 วัน กายย้ายมาที่เขื่อนดินนั้น พ่ออินทร์แก้วเลือกเอง ต่างจากหมู่บ้านอื่นๆ ที่ถูกย้าย ซึ่งจะเข้าไปยังสถานที่ที่ราชการจัดให้ (บ้านน้ำปึงใหม่หรือบ้านปากคาในปัจจุบัน) ซึ่งการเลือกที่เขื่อนดินนั้น ไม่เป็นที่ชอบใจของทางราชการมากนัก

หลักการเลือกทำเล ตั้งหมู่บ้าน (บ้านกิ่วเคียน) หรือ ที่ทำกินคือ ที่ดินดี ติดน้ำ ในขณะที่สถานที่ที่ราชการจัดให้ เอาแค่ตอกหลักลงดินเพื่อแบ่งเขต ยังตอกไม่เข้าเลยเนื่องจากมีแต่หิน ไม่เหมาะสมเลยสำหรับทำกิน

พ่อและครอบครัวอื่นๆ จำนวน 2 ครอบครัว จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่บ้านกิ่วเคียน (บ้านที่น้ำท่วมในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นที่ดินของพ่อที่ จับจองไว้ตั้งแต่ ปี 2510 ซึ่งชุมชนก็ขยายมาเรื่อยๆ จาก 2 ครอบครัวเป็น 18 ครอบครัว และ 41 ครอบครัวในปัจจุบัน

บ้านกิ่วเคียนในอดีตอุดมสมบูรณ์มาก ครอบครัวหนึ่งทำนาได้ข้าวมากถึง 3-4 เกวียน ซึ่งต่างจากญาติๆ ที่อยู่น้ำปึงใหม่ (หมู่บ้านที่ราชการอพยพลงมา) กลับทำนาไม่ได้เลย ทำอะไรไม่ได้กิน ต้องเลี้ยงชีพด้วยการหาบหญ้าคามาแลกข้าวกับบ้านกิ่วเคียน

สภาพภูมิอากาศบ้านกิ่วเคียนในอดีตนั้น หนาวมาก แดดส่องไม่ถึงพื้นดิน แม้แต่ในตอนเที่ยงวันน้ำค้างยังตกอยู่ สภาพป่าเป็นป่าทึบ ในยามค่ำคืนจะได้ยินเสียงเสือร้องคำรามทั่วป่า ซึ่งน่ากลัวมาก แต่ชาวบ้านก็มีวิธีปกปักษ์รักษาชีวิต คือในยามที่เสือเข้ามาเพ่นพ่าน ชาวบ้านก็จะไหว้ปู่ฝาง กับอาจญาลี ให้คุ้มครอง โดยมีหมากพลู 2 กำ แล้วอธิษฐานว่า “ขอให้ปู่ฝางมารักษา อย่าให้มาใกล้ มาไกล และให้คุ้มครองชาวบ้านด้วย”

ความเคารพนับถือนี้ ยังมีถึงปัจจุบัน จวบเมื่อวันที่ฝนตกหนัก พ่อก็ได้ไหว้บนบานปู่ฝาง อาจญาลี ให้คุ้มครองและให้น้ำลด

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ (พ่ออินทร์เลื่อน มีอินทร์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านและมีผีเรือนเดียวกันกับพ่ออินทร์แก้ว) เชื่อว่า ต้องมีพญานาคลงมาแน่ๆ เพราะ 81 ปี (ตามอายุพ่ออินทร์เลื่อน) ที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้ มันรุนแรงมาก แต่กระนั้นบ้านกิ่วเคียนกลับไม่มีคนตายสักคน ซึ่งก็เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองนี่เอง”


อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

16 มิถุนายน 2549