|
แนวทางการฟื้นฟูชุมชนกับทรัพยากรหลังน้ำท่วม
กรณีบ้านกิ่วเคียน
กระแสพระราชดำริ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
กำลังจะถูกนำกลับมารื้อฟื้นและบรรจุลงในแผนพัฒนาฯ อีกครั้ง ในฉบับที่
10 นี้ ซึ่งกำลังระดมมันสมองกันอยู่
ปัญหาการกลับหลังหันมาสนใจเรื่องนี้อีกครั้ง ไม่ได้หวือหวาด้วยแรงการเมือง
อย่างที่เคยเห็น แต่แรงเพราะเริ่มเข้าใจ และคนไทยยอมทบทวนอย่างเอาจริงเอาจัง
มากขึ้น แม้แต่ในขบวนการงานพัฒนาภาคเอกชนเอง ว่าแท้จริง รูปแบบการดำรงวิถีการผลิตในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้นตามพระราชดำรินั้น
ควรจะออกมาในรูปแบบใด
บทเรียนที่ผ่านๆ มา แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มักจะถูกบบรรจุไว้ในนโยบายการเมือง
แล้วก็ทำส่งๆ ให้พอผลาญงบประมาณไปได้บ้าง โดยไม่ก่อให้เกิดอานิสงส์ใดๆ
ในทิศทางที่อยากสร้างเศรษฐกิจพอเพียง กลับกันกลับสนับสนุนหรือกระตุ้น
ให้เศรษฐกิจกระแสหลักยิ่งทวีความเติบโตและบริโภคกันอย่างฟู่ฟ่า
ท้าทายสถานการณ์พลังงานขาดแคลน น้ำมันขึ้นราคา และต้นทุนค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น
รัฐบาลทักษิณ พยายามนำรายได้ต่อหัว มาชี้วัดการแก้ไขปัญหาความยากจน
นำผลผลิตชุมชนไปเป็นสินค้าโอท็อปและเชื่อมถึงตลาดภายนอก แล้วเร่งผลิต
นอกจากนั้น ยังอัดฉีดเงินทุน เงินกู้ และแปลงสิทธิ์ประโยชน์หรือกรรมสิทธิ์ต่างๆ
เพื่อชุมชน แรงงานได้เข้าเข้าถึง เงินทุน ทั้งหมด ก็เพื่อให้รัฐบาลได้ประกาศผลงาน
ปลดล็อคความยากจน !!!
ดงนั้น โอกาสที่จะพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรแบบพึ่งตนเอง ดำรงวิถีพออยู่พอกินนั้น
ยังต้องรอไปอีก นาน วันนี้แม้ว่า กำลังจะถูกระบุไว้ในแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 10 แต่จากบทเรียนที่ผ่านมา เมื่อลงสู่แนวทางปฏิบัติ
ผ่าน กลไกรัฐ ก็มักจะถูก ทั้งฝ่ายการเมืองฝ่ายราชการ ปรับเปลี่ยน
แก้ไขและทำให้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงกลายเป็นเรื่อง ที่สอดคล้องและเพ้อเจ้อสำหรับชุมชนไป
เพราะไม่สามารถก่อเกิดได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ยิ่งฝ่ายการเมืองพยายามเร่งรัดให้เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจทุนนิยมเพียวๆ
และเกาะติดตลาดและการบริโภค ในทุกๆ ก้าวด้วยแล้ว ยากที่ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง
จะก้าวลุกขึ้นยืนได้
วิกฤติสิ่งแวดล้อม ปรากฏการณ์ธรรมชาติลงโทษ ในรอบ 10 ปี มานี้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อผนวกกับค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น และการแข่งขันกันสูง
ทำให้ชุมชนต้องดิ้นรนหาทางปรับตัวให้อยู่ได้
หลังเกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมใหญ่ พร้อมโคลนถล่มที่จังหวัดอุตรดิตถ์
พิษณุโลก และสุโขทัย ทำให้ชุมชนถูกเปิดออกสู่สาธารณะ เพราะบุคคลจำนวนมากได้ลงไปช่วยเหลือ
กอบกู้บ้านเรือน และผลักดันงานฟื้นฟูชุมชน
กรณีที่ ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ก็นับว่าโดนหนัก ที่สุด รวมทั้งบ้านกิ่วเคียน
ในพื้นที่ ต.จริม อ.ท่าปลา กรณีบ้านกิ่วเคียนนั้น โดนหนักไม่น้อยกว่าบ้านอื่นๆ
คือบ้านเรือนพังเสียหาย ที่ทำกินทั้งเสียหายและสูญหาย แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต
ชาวบ้านกิ่วเคียนในอดีต ก็เป็นชาวบ้านในหลายสิบหมู่บ้าน ที่ถูกอพยพออกจากเขื่อนสิริกิตติ์
และก็เหมือนชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศ คือ เร่งผลิตเข้าสู่ตลาด เร่งถากถาง
เร่งบุกเบิก จนอุทยานประกาศทับที่ จึงได้ยุบพื้นที่ทำกิน เหลือเพียงน้อยนิด
แต่ชุมชนที่พยายามเพิ่มผลผลิต และเข้าให้ถึงตลาดมากขึ้น เช่น
มีกลุ่มทำไม้กวาด ทำกล้วยตากขาย แต่ก็ไปไม่รอด เมื่อพื้นที่ทำกินมีจำกัด
ชุมชนนั้นขยายตัว แรงงานจึงต้องดำรงชีพกันด้วยการรับจ้างทุกอย่าง
ปัญหาที่น่าสนใจคือ แม้ว่าจะโดนปล้นยึดเอาทรัพยากรไป เพื่อทำเขื่อน
ทำพื้นที่อนุรักษ์ (อุทยาน) โดนเศรษฐกิจแบบทุนนิยมพึ่งตลาด
ดูดกลืนส่วนเกินไปมากมายและล่าสุดโดนน้ำท่วมโคลนถล่ม แต่ชาวบ้านกิ่วเคียนก็ยัง
หาอยู่หากินได้ แม้ว่า ณ ปัจจุบัน ชาวบ้านแทบไม่มีรายได้เลย
แนวคิดหลังการฟื้นฟูชุมชนบ้านกิ่วเคียน ถึงกลับมารื้อความหมาย
ปรัชญาและคุณค่าเศรษฐกิจแบบพอเพียงอีกครั้ง โดยบทสรุปจากเวทีหารือร่วมกัน
ถึงแนวทางการฟื้นฟูชุมชนหลังน้ำท่วม ณ บ้านกิ่วเคียน ต.จริม
อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ที่ผ่านมา
โดยผู้เข้าร่วม ฝ่ายพัฒนาเอกชน คือ นายกรรชิต สุขใจมิตร
ผอ.มูลนิธิกองทุนไทย นายกวิน ชุติมา
รอง ผอ.มูลนิธิฯ และคณะทำงาน โดยฝ่ายชาวบ้าน มี นายราชัน
มหาวัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจริม นายสมชาย
ธรรมใจ รองนายกฯ และสมาชิก อบต.จริม พร้อมทั้ง
นายเสน่ มาตสาร ผู้ใหญ่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน
ข้อสรุปในเบื้องต้นในส่วนของชาวบ้านคือ
สนใจที่จะฟื้นฟูชุมชนในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำการเกษตรเพื่อบริโภคก่อน
โดยชาวบ้านเสนอว่า อยากมีพื้นที่ทำนาให้พอกิน เพราะก่อนอุทกภัย
ชาวบ้านมีที่ทำนาพอกิน หรือเกือบพอกิน กันทุกครอบครัว ที่นา
2 ไร่ปลูกข้าวได้ 1 เกวียน ซึ่งพอเพียงสำหรับครอบครัวขนาด 3-4
คนตลอดปี แต่อุทกภัยครั้งล่าสุดได้ทำลายที่นาให้เสียหายไปเกือบทั้งหมด
ข้อเสนอของชาวบ้าน คืออยากขอพื้นที่ทำกินเพิ่ม โดยได้เล็งพื้นที่ไว้แห่งหนึ่ง
ทางด้านตะวันตกของชุมชน ขนาดประมาณ 30-40 ไร่ ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ
แต่ในอดีตเคยเป็นที่ทำกินเก่าของชาวบ้าน แต่ต่อมาถูกอุทยานประกาศทับ
ก็เลยเลิกร้างไป
ชาวบ้านในที่ประชุมได้ยืนยันว่า ถ้าได้ที่ตรงนั้น เชื่อว่าจะพอกินทั้งหมู่บ้านตลอดทั้งปี
นอกจากนั้นดินบริเวณนี้ยังอุดมสมบูรณ์ สามารถปลูกไม้ผลได้ดีด้วย
เช่น ผักกาดแต้ (ผักกาดขม) เป็นต้น
นอกจากการทำนาแล้ว ข้อเสนอเกี่ยวกับพัฒนาชุมชนด้านเศรษฐกิจพอเพียง
ที่ชาวบ้านสนใจ คือการฟื้นฟูสภาพห้วยรี เนื่องจากบริเวณสองข้างของลำห้วย
ถูกน้ำท่วมทำลายจนหมด เนื่องจากโดยแต่เดิมนั้น ในห้วยรีมีปลา
มีผักริมห้วย มีก่อไผ่ ซึ่งอุดมสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะผักกูด บอน
นั้นมีมากมาย เป็นแหล่งอาหารสำคัญของชาวบ้านที่นี่ และมากพอให้คนภายนอก
เข้ามาหาซื้อได้ด้วย ดังนั้น ข้อเสนอของชาวบ้านกิ่วเคียน จึงอย่างเร่งพัฒนาที่ทำกิน
ทั้งในแง่เก็บกู้ซากที่ดินเดิม ที่ขอที่ดินทำกินเพิ่มในกรณีที่สูญเสียไป
เพื่อพัฒนาและกลับมาดำรงวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง
กรณีที่ดินที่ขอเพิ่มนั้น ชาวบ้านยืนยันว่า จะขอแค่สิทธิทำกิน
โดยไม่ถูกไร่รื้อ และไม่ต้องการเอกสารสิทธิ์ เนื่องจากอาจจะถูกซื้อขายเปลี่ยนมือได้
นอกจากนั้น กรอนุญาตให้ชุมชนหาอยู่ หากินกับของป่าบางอย่างได้บ้าง
ก็ช่วยสนับสนุนให้การดำเนินวิถีชีวิต แบบพึ่งพาทรัพยากรป่า ซึ่งลดภาระการผลิตเพื่อหารายได้ได้มากขึ้น
นอกจากนี้บ้านกิ่วเคียนยังมีข้อดีในการใช้ทรัพยากรแบบยั่งยืนอีกด้วย
อาทิ การเลือกและแบ่งกอข่าก่อนขุด ทำให้ข่างอกและขยายกอมีใช้ทั้งปีอีกด้วย
ทางด้าน
นายกรรชิต สุขใจมิตร ให้มุมมองว่า
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ชาวบ้านเพิ่งจะได้รับการเยียวยาการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
พอมีที่อยู่ที่กินเท่านั้น ดังนั้น ยังมองไม่เห็นการฟื้นฟูสภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม
ให้กลับคืนมาสู่สภาพเดิม และยังไม่ต้องพูดถึงการพัฒนาให้ดีขึ้น
ให้ยั่งยืนโดยเฉพาะประเด็นเรื่องการทำมาหากิน ที่ยังไม่มีความชัดเจนเลยว่า
จะทำอะไรกิน จะทำที่ไหน จะทำอย่างไร ซึ่งสภาพชาวบ้านที่ทรัพย์สินและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่
ที่สะสมมา 20 - 30 ปี หายวับไปกับสายน้ำหมด ยังตั้งหลักไม่ได้เลยว่า
จะทำอย่างไรดี
ด้วยเหตุนี้ หลังจาก 2-3 เดือนนี้แล้ว
ความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ก็จะเริ่มลดลง และคาดว่าจะไม่ต่อเนื่องเหมือนกับกรณีสึนามิ
ที่ความช่วยเหลือจากต่างประเทศเข้ามามาก ชาวบ้านก็ต้องช่วยตัวเองเป็นหลัก
คิดว่ามูลนิธิฯ และโครงการการให้ฯ จะต้องไม่ช่วยเพียงแค่เฉพาะหน้าตามกระแสเท่านั้น
แต่จะต้องพยายาม แสดงให้เห็นถึงการให้ ในมิติที่ถูกต้อง คือ
ให้ตามความต้องการ, ให้อย่างมีส่วนร่วม, ให้เพื่อสร้างความยั่งยืน,
ฯลฯและ ให้สังคมได้เรียนรู้ด้วย
โดยสรุป การผลักดันเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เพียงแค่เริ่มต้นที่นโยบาย
หรือแผนพัฒนาฯ เท่านั้น แต่ต้องลงไป ปฏิบัติ สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม
ดูความพร้อม ทั้งในมิติวัฒนธรรมชุมชน และฐานทรัพยากร ตลอดวิถีการผลิต
การบริโภคด้วย ซึ่งหัวใจสำคัญที่สุด ไม่ว่านักพัฒนาเอกชน ภาครัฐ
และแม้แต่ตัวชาวบ้านเอง ล้วนแต่ยังต้องเรียนรู้ วิเคราะห์ปัญหาตนเอง
แล้วเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ทราบกระบวนการพัฒนาและปรับเปลี่ยน
ตนเอง เพื่อไปสู่วิถีการผลิตในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างจริงจัง
และสามารถดำรงอยู่ได้ในสถานการณ์ที่โลกกำลังหมุนเร็วด้วยอำนาจทุน....
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
24 กรกฎาคม 2549
|