ชุมชนทางเลือก “หุ่นเชิด” ของการพัฒนาทางเลือก

บนเส้นทางการพัฒนาที่ผ่านมาเกินครึ่งศตวรรษ ถึงแม้ว่าการพัฒนากระแสหลักในแบบ ทุนนิยมจะ “ถูกเลือก” ว่าเป็นหนทางการพัฒนาที่ดีที่สุด จนสามารถครองความคิดจิตใจของคนส่วนใหญ่ได้อย่างเหนียวแน่น แต่ทว่าที่ผ่านมา “การพัฒนากระแสรอง” หรือ “การพัฒนาทางเลือก” ก็ “ถูกเลือก” เช่นกันโดยเฉพาะในสายงาน “พัฒนาชุมชน” เห็นได้จากการผนวกเอาแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนเข้าเป็นวัฒนธรรมองค์กรของเอ็นจีโอหลากหลายกลุ่ม หรือการเกาะกระแสเศรษฐกิจพอเพียงของหน่วยงานรัฐตามท้องถิ่นต่างๆ เป็นต้น

ในปัจจุบันการทำงานพัฒนาชุมชนล้วนดำเนินไปท่ามกลางความสัมพันธ์อันซับซ้อน ระหว่างองค์กรพัฒนา กับกลุ่มผู้มีบทบาทบนเวทีการพัฒนา (เช่น รัฐ กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมต่างๆ เครือข่ายปัญหาในระดับสากล นักวิชาการ ปัญญาชน ตัวชาวบ้านเอง เป็นต้น) ที่มีการต่อต้าน ต่อรองกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้ในหลายๆครั้ง “แนวทางการพัฒนาที่ถูกเลือก” กลายเป็นเพียง “สิ่งสร้าง” ที่องค์กรพัฒนาใช้กำหนดตัวตนลงในพื้นที่ทางสังคม เพื่อดำรงไว้ซึ่งบทบาทหน้าที่ทางสังคม ภายใต้ภาพลักษณ์ที่มีความพยายามแสดงให้เห็นว่าองค์กรพัฒนาเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญต่อการพัฒนาในเมืองไทย

สถานการณ์ดังกล่าวจัดว่าเป็นปัญหาหนึ่งซึ่งพบมาก ในสายงานพัฒนาชุมชน ส่งผลให้ชุมชนกลายเป็นเพียงพื้นที่ที่บุคคลกลุ่มต่างๆ เข้ามานิยามความหมาย “การพัฒนา” ในแบบของตน ผ่าน “สิ่งสร้าง” ดังกล่าว ที่ในวันนี้มีเพียงความรกร้างของ ปัญหาที่ชาวบ้านต้องแบกรับอยู่เพียงฝ่ายเดียว

“กุดชุม” นามเรียกขานชุมชนทางเลือกแห่งหนึ่งที่สามารถก่อตั้งกลุ่ม เพื่อการพึ่งตนเองได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น โรงหมอผลิตยาสมุนไพร โรงสีชุมชน โรงสีชาวนาแห่งแรกของประเทศ การส่งเสริมเกษตรทางเลือก และการผลิตเบี้ยกุดชุม (ปัจจุบันเรียก บุญกุดชุม) ที่ก่อเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนจนกลายเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ สร้างความตื่นเต้นยินดีให้แก่อดีตนักสังคมนิยมหลายคน ด้วยกิตติศัพท์ดังกล่าวทำให้ใครหลายคนจินตนาการถึงความเป็น “สังคมอุดมคติ” ของกุดชุม แต่เมื่อได้เข้าไปสัมผัสจริงกลับพบว่ามีปัญหามากมายเกิดขึ้นในชุมชนทางเลือกแห่งนี้

กว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา “กุดชุม” เปรียบเสมือนชุมทางวาทกรรมการพัฒนา ที่มาจากการนำเข้าของคนหลายกลุ่ม ทั้งรัฐ ข้าราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน ปัญญาชน นักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้าน และที่สำคัญคือตัวชาวบ้านเอง คนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวคิด ยุทธวิธี และกิจกรรมการพัฒนาชนบท รวมถึงการถ่ายทอดระบบความคิดความเชื่อภายใต้แนวคิดการพัฒนาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ทุนนิยม ความเจริญก้าวหน้า อนาธิปัตย์นิยม (การดำรงอยู่อย่างอิสระของชุมชนท้องถิ่น) เศรษฐกิจพอเพียง การพึ่งตนเอง เกษตรยั่งยืน ระบบคุณค่าในเรื่องของพันธมิตรทางชนชั้นระหว่างชาวบ้านกับชนชั้นกลางหรือปัญญาชนในเมือง เป็นต้น ระบบความคิดความเชื่อดังกล่าวล้วนมีผลอย่างลึกซึ้งต่อการนิยามความหมายแก่ “ชุมชน” ของกลุ่มผู้มีบทบาทบนเวทีการพัฒนาเหล่านั้น อานันท์ กาญจนพันธุ์ (2538) ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า ที่ผ่านมาทั้งรัฐ นักวิชาการ นักพัฒนาและชาวบ้านเอง ต่างก็นิยามความหมายของหมู่บ้านอย่างหลากหลาย ด้านหนึ่งมองว่าหมู่บ้านมีเศรษฐกิจแบบยังชีพ และพึ่งตนเองได้ อีกด้านหนึ่งมองว่าหมู่บ้านต้องพึ่งพาการค้า ในขณะที่ความเป็นจริงพบว่า มีปัญหามากมายเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ชาวบ้านมีชีวิตที่ทุกข์ยากและเอารัดเอาเปรียบกันเอง

ในความหลากหลายดังกล่าว ดูเหมือนว่าชุมชนจะมีทางเลือกในการกำหนดแนวทางการพัฒนามากขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่าชาวบ้านในกุดชุม ไม่มีอิสระเพียงพอที่จะสลัดทิ้งชีวิตในระบบทุนนิยม เหมือนกับชาวบ้านในชุมชนอื่นๆ เนื่องจากถูกตรึงไว้ด้วยกลไกของทุนนิยมอย่างหนาแน่นมาเป็นเวลานาน การที่จะทำให้ชาวบ้านกระโดดมาใช้ชีวิตแบบพอเพียง ทวนกระแส หรือพึ่งตนเองได้นั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนอย่างที่นักพัฒนาหลายคนต้องการ ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้โครงการพัฒนาโดยเฉพาะการพัฒนาทางเลือกไปไม่ถึงฝั่งฝัน เห็นได้จากการที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ในกุดชุมยังคงเป็นหนี้ ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนไปมาระหว่างการทำเกษตรปลอดสารกับเกษตรเคมี เนื่องจากยังต้องการผลผลิตต่อไร่สูง เพื่อนำเงินไปใช้หนี้และใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็น ส่วนเบี้ยกุดชุม เบี้ยการพึ่งตนเอง ก็กลายเป็นของที่ระลึกสำหรับผู้คนที่ผ่านเข้าไปในชุมชน คนที่นำเบี้ยไปใช้จริงๆก็มีเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้น เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าเป็นเรื่องของสินค้าที่มีอยู่ไม่หลากหลายพอ ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังหาซื้อของบริโภคจากตลาดภายนอกอยู่ ประกอบกับชาวบ้านกลัวมีปัญหาขัดแย้งกับรัฐเหมือนที่ผ่านมา การใช้เบี้ยกุดชุมจึงไม่เป็นที่สนใจสักเท่าใด เป็นต้น

ส่วนกรณีของโรงสีข้าว ผู้นำในการก่อตั้งโรงสีคนหนึ่งเล่าว่า ตอนนี้กิจการของโรงสีกำลังย่ำแย่ ขาดทุน เป็นหนี้ธนาคารอยู่หลายล้าน เนื่องจากโรงสีโตเร็วเกินไป เกินกำลังที่ชาวนาอย่างพวกแกจะบริหาร พวกแกไม่ใช่นักธุรกิจ เป็นเหมือนนกที่เพิ่งหัดบิน อีกทั้งโรงสีนี้เกิดขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ของการพัฒนาการพึ่งตนเอง (มีการส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ในแบบยั่งยืน) ไม่ใช่เพื่อมุ่งทำกำไรเหมือนกับโรงสีอื่นๆ มันเลยยากกว่าการบริหารทั่วไป ในขณะที่นักพัฒนาเอกชนผู้อยู่เคียงข้างโรงสีมาตลอดสิบกว่าปี กลับสะท้อนว่า คนในชุมชนยังไม่ตกผลึก ไม่มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง หลายคนยังใช้ปุ๋ยเคมี การดำเนินชีวิตก็เป็นไปอย่างสำมะเลเทเมา เป็นหนี้เป็นสิน ไม่จริงจังกับการพัฒนาการพึ่งตนเอง

จากคำบอกเล่าของบุคคลทั้งสองทำให้รู้ว่าโรงสีกำลังประสบปัญหา แต่เมื่อเปรียบเทียบคำอธิบายของทั้งคู่ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่นักพัฒนาพูด สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังที่มีต่อชุมชนค่อนข้างสูง จนลืมยอมรับความจริงที่ว่า ทุนนิยมยังคงเป็นบ่วงที่ชาวบ้านไม่สามารถสลัดให้หลุดไปได้อย่างง่ายดาย การทำให้ชาวบ้านทุกคนพร้อมใจกันปลูกข้าวอินทรีย์แบบยั่งยืน อีกทั้งยังต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) อย่างเคร่งครัด เพื่อที่โรงสีจะได้นำข้าวส่งออกขายยังต่างประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องของการตกผลึกหรือไม่ตกผลึกเท่านั้น แต่เป็นเรื่องความพร้อมที่ชาวบ้านมีอยู่ เนื่องจากคนที่ปลูกข้าวอินทรีย์ได้สำเร็จมักจะอยู่ในสถานะที่พร้อมแล้วระดับหนึ่ง ความพร้อมในที่นี้หมายถึงการไม่มีปัญหาเรื่องหนี้สิน มีที่นาหลายแปลง สามารถหารายได้จากทางอื่นได้ในระยะแรกของการเปลี่ยนผ่านจากข้าวธรรมดาเป็นข้าวอินทรีย์ ซึ่งในความเป็นจริงพบว่า ชาวบ้านที่ไม่พร้อมด้วยปัจจัยดังกล่าวยังมีอยู่มาก

จากปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดเป็นข้อถกเถียงและคำถามมากมาย ที่มีต่อบทบาทของนักพัฒนาและองค์กรพัฒนา เนื่องจากโรงสีชมรมรักษ์ธรรมชาติ ไม่ใช่กลุ่มชาวบ้านที่ดำเนินการด้วยตัวเองแบบโดดๆ ที่ผ่านมามีนักพัฒนาจำนวนมากเข้ามาทำงานผลักดันการพัฒนา ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับชุมชนมาเป็นเวลานาน และช่วยให้เกิดโรงสีและชมรมรักษ์ธรรมชาติขึ้นในที่สุด

เนื่องจากที่ผ่านมาการก่อตั้งโรงสีตลอดไปจนถึงการออกแบบโครงสร้าง การบริหาร และการดำเนินการต่างๆล้วนเกิดจากการคิดร่วมกันของชาวบ้านกับนักพัฒนาเอกชนหลายคน หลายข้อเสนอที่มาจากนักพัฒนา ได้ปรากฏเป็นสิ่งที่โรงสีดำเนินการอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ การส่งออกข้าวอินทรีย์ไปยังตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการปฏิบัติตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้มาซึ่งคู่ค้าที่มีเครดิตดี อย่างตลาดในต่างประเทศ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้โรงสีพยายามผลักดันตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อที่โรงสีชาวนาแห่งแรกของประเทศจะได้เติบใหญ่อย่างทระนง แต่เมื่อหันกลับไปดูในระหว่างทางเดินที่ผ่านมา กลับพบว่าโรงสีต้องประสบกับความกดดันและความบอบช้ำต่างๆนานาในสมรภูมิการค้าที่มีทุนนิยมเป็นตัวนำ ผู้นำรวมทั้งชาวบ้านต้องแบกรับภาระและความเสี่ยงมากมาย ส่วนนักพัฒนาที่เคยร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กันมากลับมองดูอยู่ห่างๆเท่านั้น ทำให้การดำรงอยู่ของโรงสีดังกล่าวมิได้มีผลในทางการพัฒนาเท่าที่ควร ในทางกลับกันอาจกล่าวได้ว่านักพัฒนาและองค์กรพัฒนาเอกชนไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย นอกจากการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกข้าวอินทรีย์แทนที่ข้าวธรรมดา เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ และนอกนั้นก็เป็นไปตามวิถีเดิม คือ ชาวบ้านก็ยังเป็นชาวนาที่ปลูกข้าวเชิงพาณิชย์ มีหนี้สินรุงรัง พึ่งตนเองไม่ได้...ไม่ต่างจากที่รัฐเคยทำไว้เมื่อ 40 ปีก่อน...

จากปัญหาข้างต้น เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงข้อจำกัดในการทำงานพัฒนาของนักพัฒนาที่พยายาม “สร้างชุมชน” ให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ จนทำให้สภาพทางสังคมวัฒนธรรมของชาวบ้านถูกบีบรัดด้วยเครื่องมือการวางแผน และการประเมินผลของตน จนไม่เหลือที่ว่างให้ชาวบ้านได้คิด พูด และทำด้วยตนเองอย่างแท้จริง ซึ่งสุดท้ายแล้วการพัฒนาทางเลือกที่มีอยู่ในกุดชุมก็คงจะไม่ต่างไปจากการพัฒนากระแสหลัก ชาวบ้านที่พูดเก่งและชุมชนที่มีชื่อเสียงก็เป็นได้แค่เพียงหุ่นเชิดบนเวทีการพัฒนา หรือเป็นพื้นที่ที่การพัฒนาสามารถเข้าไปควบคุมสังคม สร้างระเบียบ จัดวางตำแหน่งแห่งที่ ตลอดจนสามารถนิยามความหมาย “การพัฒนา” และสร้างภาพให้แก่ชุมชน เหมือนดังที่กุดชุมถูกนิยามว่าเป็นชุมชนทางเลือกหรือชุมชนทวนกระแส ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกุดชุมเป็นเพียงชุมชนหนึ่งที่ชาวบ้านยังคงมีปัญหาในเรื่องการทำมาหากินเหมือนชุมชนทั่วไป

อาสาสมัครไทยเอ็นจีโอ รายงาน
4 ตุลาคม 2550