| "ส่วนเงินกองทุนหมู่บ้านที่เขาจะให้นั้น มันก็แค่การให้เขียนโครงการแล้วก็เอาตังค์ไปใช้
ดังนั้นถ้าจะให้ชาวบ้านจริงๆ
มันต้องเริ่มจากการไล่แก้ที่กฎหมายจัดการทรัพยากรเลยครับ อย่างกฎหมายป่าก็อยู่ที่กรมป่าไม้
ที่ดินก็อยู่ที่กรมที่ดิน
น้ำก็กำลังจะออกกฎหมายน้ำ ส่วนเรื่องการผลิต ก็รู้สึกว่านโยบายตอนนี้คือให้ทุนการเกษตรเข้ามาหากิน
ซึ่งระบบ
การเกษตรตอนนี้ก็ถูกทำให้เป็นลูกค้า ที่ผ่านๆ มา เกษตรกรไม่ได้รับการส่งเสริมให้สามารถทำในสิ่งเหล่านี้ได้
เช่น ปุ๋ย
เมล็ดพันธุ์ ยาฆ่าแมลงเหล่านี้เป็นธุรกิจของคนต่างชาติเกือบทั้งหมด
แม้แต่เทคโนโลยีทุกอย่างเราก็ยังทำเองไม่ได้ เรายังต้องซื้อมาจากต่างชาติ
แม้แต่น้ำมันก็ต้องซื้อ ที่ผ่านๆ มามันไม่เคยมีการส่งเสริมตรงนี้เลย
ทั้งเรื่องความรู้ เรื่อง
ความเข้าใจด้านทุน หรือการออกกฎหมายที่เป็นสิทธิแก่เกษตรกรเป็นต้น
แต่กลับมีกฎหมายสิทธิพิเศษให้กับการลงทุน
ทุกอย่างแก่ภาคอุตสาหกรรม ส่วนที่เป็นปัจจัยการผลิตนั้น เราต้องพึ่งเขาตลอด
ตัวอย่างง่ายๆ นะครับ คือเรื่องเหล้า
พื้นบ้าน นี่นะครับ คือการแปรรูปผลผลิตการเกษตร การแปรรูปข้าว ข้าวโพดมาทำเหล้า
ซึ่งถ้าทำได้ ก็สามารถยกระดับ
ราคาข้าวได้เหมือนกัน แต่ตอนนี้รัฐกลับไปไล่จับชาวบ้าน
นอกจากนั้นก็คือเรื่องการตลาดนะครับ เกษตรกรตอนนี้ต้องแข่งแม้กระทั่งกับทุนข้ามชาติ
เช่น พวกโลตัส แม็คโคร
เป็นต้น ที่เขาก้าวเข้ามาซื้อขายผลผลิตแปรรูปครบวงจร ซึ่งทำให้เกษตรกรกำลังถูกเบียดจากนายทุนใหญ่
มากขึ้น
ที่นี้ถ้าถามว่ากองทุนหมู่บ้านให้อำนาจอะไรตรงนี้ไหม ก็ไม่..? ใช่ไหมครับ
ส่วนปัญหาระดับนโยบาย ระดับกฎหมายต่างๆ เหล่านี้ก็ยังเหมือนเดิม ซึ่งมองแล้วกองทุนนี้ก็คงอยู่ได้ไม่นานก็เลิกรากันไป
ไปไม่รอดหรอกครับ ถึงแม้ว่าชาวบ้าน
จะพยายามทำธุรกิจอะไรก็ตาม
อีกประเด็นที่ผมคิดว่าน่าจะมีการพูดถึงกันบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยมีใครพูดก็คือว่า
จริงๆ แล้วในแต่ละหมู่บ้าน นั้น ไม่ได้มีกลุ่มคนที่เป็นเนื้อเดียวกัน
ทุกหมู่บ้าน หรือถ้าใช้คำพวกซ้ายหน่อยก็คือว่า ในแต่ละหมู่บ้านมันไม่ได้มีพวก
ชนชั้นเดียวกัน มันมีทั้งคนรวย มีทั้งคนจน อีกอย่างหมู่บ้านในเมืองไทยนี้จะมีอิทธิพลท้องถิ่นเยอะมากแทบทุก
หมู่บ้าน ซึ่งพวกนี้เขาอุปถัมภ์ชาวบ้านอยู่ ถ้ามีเงินผ่านลงมาก็ต้องผ่านมาสู่คนเหล่านี้พูดง่ายๆ
คือ กลุ่มคนเหล่านี้
ได้ประโยชน์มากที่สุด หรือประโยชน์เป็นของเขาทั้งหมด เพราะคนพวกนี้มีอำนาจพอที่จะควบคุมวงจรชีวิตชาวบ้าน
ซึ่งชาวบ้านจะต้องพึ่งพาเขาแทบทุกอย่าง เขามีอิทธิพลอยู่มากและคนเหล่านี้อีกนั่นแหละคือคนที่จะมาตั้งวงทำ
อะไรต่างๆ เกี่ยวกับกองทุนนี้ ดังนั้นเงินนี้นอกจากจะไม่ถึงมือชาวบ้านแล้วยังช่วยสร้างระบบอุปถัมภ์ให้มีมากขึ้นไปอีก
รุนแรงขึ้นไปอีก ซึ่งตรงนี้ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเลย พูดถึงแต่ว่า ในหมู่บ้านนั้นมีความกลมเกลียว
มีความเป็นหนึ่งเดีย
ทุกคนพูดกันได้ แต่จริงๆ แล้วคนที่อยู่ในหมู่บ้านเขารู้ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น
ความขัดแย้งมันเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้
ซึ่งมีอิทธิพลให้คุณให้โทษกับชาวบ้านอยู่มีอยู่แทบทุกหมู่บ้านแล้วตอนนี้
และผมก็คิดว่า กองทุนหมู่บ้านที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้นั้น มันไม่สามารถสร้างชุมชนให้ยั่งยืนได้เลย
และที่สำคัญผมคิดว่า ยิ่งทำให้ชาวบ้านหลงประเด็นด้วย หลงประเด็นคือว่า
ปัญหาจริงๆ ที่ชาวบ้านต้องการการแก้ไขมากที่สุดคืออำนาจ
ชาวบ้านจะต้องมองปัญหาตัวเองให้ชัด แล้วร่วมเรียกร้องให้ชัด ทั้งเรื่องนโยบาย
เรื่องทรัพยากร ซึ่งชีวิตเกษตรกร
ชีวิตชาวบ้าน ถ้าน้ำยังไม่ใช่ของตนเอง ที่ดินยังไม่ใช่ของตนเอง มันก็อยู่ไม่ได้แล้ว
ดังนั้นผมจึงกล้าฟันธงสรุปได้เลยว่า ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายเรื่องกองทุนนี้
เหตุผลอย่างแรกก็คือว่า คงจะเสียเงิน
เปล่าๆ อันที่สอง คือ ยิ่งตอกย้ำระบบอุปถัมภ์ในหมู่บ้าน อันที่สามทำให้ชาวบ้านหลงประเด็นในการที่จะต่อสู้เรียกร้อง
มันจึงเป็นการใช้เงินเพื่อเบลอประเด็น ทั้งปัญหาความขัดแย้ง ปัญหาโครงสร้าง
แต่ถ้าถามว่าชาวบ้านอยากได้เงินไหม
จะเอาเงินไหม แน่นอน อยากได้...!!
ผมอยากเสนอให้รัฐบาลเข้าใจและแก้ปัญหาตรงนี้ด้วยว่า ถ้าเป็นเรื่องทรัพยากร
เช่น ป่าไม้ ที่ดิน ก็ให้อำนาจชาวบ้าน
เขาจัดการเพราะเขามีตรงนี้เขาก็สามารถอยู่ได้แล้ว แต่โอเคครับ ไม่ใช่เรื่องการเอาป่าไปให้ชาวบ้าน
หรือให้ชาวบ้าน
เข้าไปตัดป่าขาย อันที่สองที่ดิน ซึ่งตอนนี้มันไปอยู่ในมือคนไม่กี่คน
การทำการผลิตก็เริ่มจากที่ดิน ดังนั้นถ้าคุณไม่
กระจายสิทธิตรงนี้ออกมา ชาวบ้านก็ไม่รู้จะไปหาที่ดินที่ไหน น้ำก็เหมือนกัน
ซึ่งตราบใดที่เกษตรกรยังเป็นทาสของ
นายทุน ทาสของ ธกส.มันก็วนอยู่อย่างนั้น เงิน 1 ล้านบาทก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ.."
พฤกษ์ เถาถวิล
สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) |