กองทุนหมู่บ้าน : เมล็ดพันธุ์พืชล้มลุกราคาแพง

พืชล้มลุกคือพืชที่เติบโตง่ายแต่อายุสั้น ปราศจากรากแก้ว ปราศจากแก่นแกนของลำต้นที่แข็งแรงทนทาน ซึ่งขาดความยั่งยืน
เป็นข้อเปรียบเปรยที่แหลมคมยิ่งนักหากนำมาเปรียบเทียบกับนโยบายหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท เพราะการที่รัฐบาลนายทักษิณ
ชินวัตร พยายามเร่งคลอดแผนและระเบียบการกองทุนหมู่บ้าน โดยปราศจากการศึกษาให้เข้าใจหรือแม้แต่การรับฟังเสียง
ประชาชนผู้เป็นเจ้าของทรัพยากร ก็ไม่มี ทั้งๆ ที่โดยแท้จริงแล้ว ชุมชนหรือหมู่บ้าน เขารู้ว่าเขาต้องการอะไร เขามองเห็น
ปัญหาและเขาสามารถสร้างชีวิตใหม่ที่ยั่งยืนได้ด้วยพลังของชุมชนเขาเอง

กองทุนหมู่บ้านคือหนึ่งในหลายๆ ข้อที่นโยบายรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ จนมัดใจประชาชนชาวชาวไทย
เทคะแนนเสียงเลือกพรรคไทยรักไทย อย่างถล่มทลาย เป็นประวัติการณ์ นั่นเป็นเพราะเป็นนโยบายที่มองเห็นได้เป็นรูปธรรม
ที่สุดในสายตาชาวบ้าน

แต่ปัญหามีว่า การใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลของแผ่นดินมาดำเนินนโยบายเทลงคลองแบบนี้ โดยไม่ศึกษาและวาง
กระบวนการอย่างรอบคอบ รับฟังอย่างรอบด้านนั้น ย่อมเป็นการผลักนโยบายเพื่อหวังผลทางการเมือง มากกว่า ที่จะ หวังผล
ในการสร้างให้ชุมชนไทยเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง

สุนทรีย์ เซ่งกิ่ง จาก คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชนบท(กป.อพช.)อีสาน ซึ่งเป็น
นักพัฒนาองค์กรเอกชนคนหนึ่งที่ได้ศึกษาคลุกคลีอยู่กับปัญหาในชุมชนภาคอีสานมานาน ได้ออกมาให้ชี้แจงข้อเท็จจริง
กับ ทีมข่าว thaingo พร้อมนายพฤกษ์ เถาถวิล จาก สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ( สกน.) ว่า

ปัญหาความไม่ยั่งยืนในการพัฒนาของชุมชนไทย ไม่ว่าจะเป็นชุมชนชนบทหรือชุมชนเมืองนั้น เกิดขึ้นเพราะนโยบายรัฐ
ไม่รอบคอบ ไม่ศึกษากระบวนการเติบโตของชุมชน ไม่ศึกษาให้เข้าใจถึงความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง รัฐมักโยน
ทรัพยากรและงบประมาณเพียงเพื่อให้นโยบายของตนเองเสร็จสิ้นลงเท่านั้น...

" พวกเรา NGOs อีสาน ติดตามเรื่องนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ระเบียบการนี้ยังไม่ออกมา หมายถึง
ว่าเราต้อง ผลักดันให้ผู้นำชุมชนที่ได้รับผลกระทบนี้ออกมาเสนอความคิดเห็นในลักษณะว่า
นโยบายแบบไหนที่เขาต้องการเข้าสู่ชุมชน ซึ่งมันมีกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นมาก่อนแล้ว
หลายจุด

จนเมื่อครั้ง เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก็ได้เข้าพบกับท่านนายกฯ ก็มีข้อเสนอของชาวบ้าน ว่าหน้าตากองทุนนั้น
หน้าจะเป็นหลายๆทาง เพราะเราก็มีกรรมการระดับชาติหลายท่านที่เป็นผู้ใหญ่เข้าใจการทำงานในภาคประชาชน หรือ
NGOs รวมอยู่อยู่ด้วย

และ ที่ทราบมาคือล่าสุดเมื่อวัน 24 พฤศจิกายน มีการประชุมกัน ซึ่งก็คาดว่า 90% เราน่าจะได้ระเบียบการอย่างที่เรา
ประชุมกัน แต่ระเบียบกองทุนออกมาเมื่อวันที่ 29 หน้าตาก็ไม่แตกต่างจากร่างเดิม อันเป็นฉบับแรกของรัฐบาล ที่เคย
นำเสนอ แต่พอเอารายละเอียดมาศึกษาก็พบว่ามันมีหลายเรื่อง ที่มันยังเหมือนเดิม ซึ่งก็หมายความว่ากระแสการ
รับฟังประชาชนนั้น มันไม่ เกิดอะไรขึ้นเลย มันคงเป็นแค่รูปแบบที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏ
ออกมาในการปฏิบัติ ไม่ปรากฏออกมาในระเบียบของการร่างจริงๆ" สุนทรีย์ เซ่งกิ่ง กล่าว.... อ่านต่อด้านล่าง

สำนักข่าว ไทยเอ็นจีโอ รายงาน



"ผมว่ามันเป็นน้ำซึมในบ่อทรายมากกว่า เพราะเมื่อเทลงไปก็หายไปหมด สาเหตุที่ผมคิดอย่างนี้
ก็เพราะว่าปัญหาของชนบทมันไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่ชนบทต้องการก็คืออำนาจ
ไม่ใช่เงิน อำนาจคืออะไรบ้างก็เอาตั้งแต่ อำนาจในการจัดการทรัพยากร เช่น ป่า น้ำ ที่ดิน เป็นต้น
อีกอย่างหนึ่งก็คือ


อำนาจในการควบคุมการผลิตการเกษตรของตัวเอง ก็คือว่าปัจจัยการผลิตทุกๆ อย่างเกษตรกรก็ยังต้องพึ่งเขาอยู่
ไม่มีอำนาจต่อรองเลย เขาขายเท่าไหร่ก็ต้องซื้อเท่านั้น เวลาขายก็ไม่มีอำนาจต่อรองได้เลย" นายพฤกษ์ เถาถวิล
กล่าว ...อ่านต่อด้านล่าง

สำนักข่าว ไทยเอ็นจีโอ รายงาน


"เรื่อง กองทุนที่เราวิจารณ์แถลงข่าว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินหรือระยะเวลาการใช้คืน คิดว่ามันไม่ควรจะมีการ
กำหนดไว้ตายตัว มันควรจะให้ชุมชนเขาตัดสินใจเลือกว่าวงเงินเขาควรจะอยู่เท่าไร ระยะเวลาใช้คืนมันควรจะเป็น
เท่าใด กับชุมชนของเขา เพราะว่าเขาเองรู้ว่า ชุมชนของเขาควรจะได้รับเท่าใด ปีหนึ่งคืนได้ หรือควรจะเป็น 2 ปี หรือวงเงินอาจจะสูงกว่านั้น ก็ดูที่ความจำเป็นกันไป บางทีในชุมชนก็อาจจะมีการตกลงกันว่า ไม่ให้พร้อมกัน
แต่อาจจะให้ 10 คน 20 คนก่อน หรืออาจจะมากหรือน้อยกว่านั้นก็ให้เขาตัดสินใจกันไป ส่วนเพดานเงิน ก็ไม่ควรจะ
กำหนดตายตัวไว้อย่างนั้น เพราะที่ทำไปอย่างนี้ไม่ได้เปิดโอกาสให้ชุมชนเขาใช้ศักยภาพ ของเขาในการที่จะตัดสินใจ
ประเด็นที่ 2 ฐานของเขาที่เสนอนั้นมันแทบเป็นไปไม่ได้เลย ในการไปประกอบอาชีพใหม่ๆ ที่พ้นจากหนึ่งไปปีแล้ว
มีเงินงอกเงยมาชำระหนี้คืนได้เร็วขนาดนั้น โดยเฉพาะงานในลักษณะอาชีพการเกษตร ซึ่งถ้าชาวบ้านเอาไปลง
ในแปลง ในไร่นา ขุดบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เวลาแค่นี้ มันไม่เกิดอะไรขึ้นเลย พอสิ้นปีหนี้ยังอยู่ แต่เงิน
ที่หมุนกลับมาเพื่อคืนมันยังไม่มี ถ้าหากเลี้ยงวัวเลี้ยงควายก็ยังไม่ตกลูกเลย หรือตกลูกแล้วแต่ก็ยังเล็กๆ ขายไม่ได้
สุดท้ายก็เป็นภาระที่ว่าชาวบ้านจะต้องไปยืมเงินก้อนอื่นมาชำระ กลายเป็นหนี้สินเพิ่มอีกหนึ่งวงจร หรือให้เข้าใจง่ายๆ
คือ ทำให้ชาวบ้ายิ่งมีหนี้นอกระบบมากขึ้น นั่นเอง เพราะปัญหาปัจจุบันคือชาวบ้านยืมหนี้ ธกส. มาใช้หนี้ นายทุน
ยืมหนี้นายทุนมาใช้ ธกส. แล้ววันนี้ก็อาจจะมีกองทุนหมู่บ้านเข้าไปเพิ่มหนี้อีกช่องหนึ่ง

หรือถ้าเราให้เขายืมโดยมีเพดานที่ไม่สอดคล้อง มันก็ไม่ได้ช่วยในการแก้ปัญหาเขามากนัก เพราะว่าจะให้เขาทำ
อาชีพอะไรหล่ะ ในเม็ดเงิน 1 หมื่นบาทหรือ 2 หมื่นบาท ระยะเวลาหนึ่งปีต้องชำระ นอกจากนี้ก็ยังมีระเบียบกองทุน
อื่นๆ อีก ที่มันหยุมหยิมและไม่เอื้อแก่ชาวบ้าน เช่น การเข้าชื่อลงทะเบียนเป็นสมาชิกไว้ หรือมีการระบุว่า อาจจะใช้
หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน เป็นต้น อย่างนี้ จะเอื้อแก่ชาวบ้านได้อย่างไร เพราะจะมีสักคนกี่คนที่มีหลักทรัพย์
ค้ำประกัน ...โดยเฉพาะคำว่า"อาจจะ"คำนี้ ใครคือคนตัดสินใจได้บ้าง กรรมการระดับภาคหรือกรรมการระดับจังหวัด

จนเรามีบทสรุปออกมาเลยว่า กองทุนนี้ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนได้ เพราะถ้าให้เรามองกันจริงๆ แล้ว
ชุมชนไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน หรือถ้ามองเม็ดเงินที่รัฐเคยเอาเข้าไปในหมู่บ้านในหลายครั้งที่ผ่านมา จริงๆแล้วมันมากกว่า
ล้านด้วยซ้ำ ดังนั้นมาตรการการใช้เงินกองทุนอย่างเดียวนั้นมันเพียงพอไหม? ปัญหาที่เรามองตอนนี้ มันต้องมี
มาตรการอื่นทำร่วมไปด้วย ถ้าคิดจะสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงๆ เช่น การประกันราคาพืชผลทางการเกษตร
หรือว่ามาตรการส่งเสริมภาคการเกษตร การยกเว้นภาษีบางเรื่อง หรือ การส่งเสริมทฤษฎีการเกษตรรวมทั้งความรู้
อะไรต่างๆ ไม่ใช่แค่การเอาเงินเข้าไปให้ยืมเท่านั้น ถ้าราคาพืชผลไม่มีราคา ชาวบ้านก็ไม่สามารถหาเงินมาชำระได้
ลงทุนไปก็ขาดทุน เพราะทุกวันนี้เกษตรกรเขาขาดทุนอยู่แล้ว ชาวบ้านไม่มีใครเข้ามาประเมินราคาผลิตผลให้มัน
สมเหตุสมผล ไม่เหมือนภาคอุตสาหกรรมที่เขามีอยู่แล้ว ซึ่งตราบใด ถ้ารัฐยังมีนโยบายอุดหนุนภาคอุตสาหกรรม
มากกว่าเกษตรกรรมนั้น การเอาเงินไปให้ภาคการเกษตรไม่ใช่การแก้ไขปัญหาให้เขา อย่างแน่นอน

ส่วน การมีเม็ดเงินเข้าไปในชุมชนมากๆนี่ จะทำให้ชุมชนแตกแยกกันไหม ตรงนี้เราไม่ได้พูดกันโดยตรงนัก
เพราะเราเคารพชุมชนเสมอ อีกทั้งเขาอยู่กันมานานจนมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน แต่การตั้งกองทุนนั้นมันจะยั่งยืน
และเป็นไปได้ทุกคนต้องรู้สึกเป็นเจ้าของ เช่น การที่เราพูดถึงการระดมทุนโดยการออมทรัพย์ ตรงนั้นมันจะสร้าง
ให้คนเกิดจิตสำนึกความเป็นเจ้าของร่วมกันของคนในชุมชน ว่าเงินอันนี้นะ มันออกมาจากเขาทุกคนมากอง
รวมกันน่ะ

ซึ่งเราจะพบว่า กองทุนอะไรต่างๆ ที่รัฐให้มา ถ้าไปถาม ตอนนี้จะเหลือแต่ตัวเลข แต่ถ้าเป็นของชาวบ้านนั้นมันไม่เคย
หายไปไหน เพราะชาวบ้านเขาหวงแหนมัน แต่เงินรัฐนี่เป็นเงินของคนอื่นเป็นเงินจากภายนอกที่เข้ามาให้เปล่าๆ
ดังนั้นเทียบกันไม่ได้เลยกับเงินที่เกิดจากการออมทรัพย์ของคนในชุมชน ยิ่งปัจจุบันนี้ นอกจากเงินออมทรพย์แล้ว
เขายังมีการทำธุรกิจในชุมชนมีการค้าขาย มีการแปรรูปผลิตผลการเกษตร มีการทำหัตถกรรม พวกนี้จะไม่มี
ทางสูญหาย เพราะเขารู้สึกว่าเป็นเจ้าของ ก็เลยเกิดคำถามว่า ในเมื่อมีกองทุนอยู่แล้ว มีกลุ่มอาชีพในชุมชนอยู่แล้ว
ทำไมไม่เอาเงินกองทุนเข้าไปตามช่องทางเหล่านั้น ไปช่วยขยายให้มันเติบโตมากขึ้น

อีกอย่างทำไมไม่เริ่มจากการไม่มีฐานไหนเลยในกระจายกองทุน เพราะที่ทำอยู่นี้มันเริ่มจากฐานเฉลี่ยทุกหมู่บ้าน
คือจะได้หมู่บ้านละเท่าๆกัน ทำให้เราไม่แน่ใจเลยว่ามันจะยั่งยืนได้อย่างไร ทั้งๆที่ ฐานเดิมถ้าเขามีเป็นกองทุน
แล้วก็น่าจะนำเข้าตามกองทุนนั้นไป

แต่ก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่ากองทุนนี้มีข้อเคลือบแคลงมาก เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดนี้จะพยายามผลักเงิน
กองทุนออกมาสู่หมู่บ้าน เพราะหวังผลทางการเมืองมากกว่าจะสร้าง ความยั่งยืนให้กับชุมชน ซึ่งถ้าตั้งใจจะสร้าง
ชุมชนจริงๆ เมื่อมีชาวบ้านเสนอข้อเรียกร้องหรือข้อคิดเห็นมา ตั้งหลาย
ประเด็นทำไมไม่รับฟังชาวบ้าน และเคยเสนอให้แม้กระทั่งกับนายกฯ ก็ยังไม่ถูกเอามาปฏิบัติ หรือการที่เรากล่าวว่า
อย่าเพิ่งรีบร้อนจ่ายเงิน แต่ให้ค่อยๆคิด ค่อยๆดูก่อน ว่าจะให้ชุมชนที่เข้มแข็งก่อนดีไหม หรือให้ชาวบ้านเขาออกมา
คิดกันก่อนดี เช่น การประชาพิจารณ์ก็ได้ แต่รัฐบาลก็เร่งรีบจะให้เสร็จให้ได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ อย่างนี้มันจะหวัง
ความยั่งยืนอะไรได้ การรีบๆ เอาใจคนที่เคยลงคะแนนเสียงให้ เหมือนกับการเอาเงินงบประมาณมาซื้อความนิยม
จากประชาชน ทั้งๆ ที่เป็นเงินของประชาชนด้วยซ้ำ จึงอยากบอกให้รัฐบาลคิดนานๆ กว่านี้หน่อยก็ได้ เพื่อปรึกษาหารือ
กันว่าจะทำอย่างไรจะให้มันยั่งยืนกันได้บ้าง โดยเฉพาะการปรึกษากับชาวบ้านที่ได้รับเงินกองทุน

แต่ถ้ามันต้องออกมาให้ได้ ส่วนทางเราก็คงต้องทำหน้าที่ตรวจสอบหรือประเมิณผลกันต่อไป เพราะเราถือว่านั่นคือ
การเข้าร่วมในกระบวนการอีกวิธีหนึ่งในการสร้างชุมชน โดยจะหานักวิชาการที่ชำนาญและอิสระมาทำงานประเมิณ
ผลความสำเร็จของโครงการนี้กันต่อไป เพราะเราคิดเสมอว่าการแค่กระจายเงินออกมาแล้วก็พอนั้นไม่ใช่แน่นอน แต่เรา
ต้องติดตามดูกันไปเรื่อยๆ เพื่อให้มันยั่งยืนแก่ชุมชนได้จริงๆ ไม่ใช่ 2 หมื่นบาท เมื่อถึงมือชาวบ้านกลายเป็นตู้เย็น
กลายเป็นทีวี กันไปหมด พอถึงเวลาชดใช้ชาวบ้านไม่มีเงินชดใช้ ตรงนี้แหละคือบทบาท กป.อพช.อีสาน ที่พยายามจะ
ทำงานให้ชุมชนภาคอีสานของเรา"

สุนทรีย์ เซ่งกิ่ง
คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชนบท (กป.อพช.)อีสาน


"ส่วนเงินกองทุนหมู่บ้านที่เขาจะให้นั้น มันก็แค่การให้เขียนโครงการแล้วก็เอาตังค์ไปใช้ ดังนั้นถ้าจะให้ชาวบ้านจริงๆ
มันต้องเริ่มจากการไล่แก้ที่กฎหมายจัดการทรัพยากรเลยครับ อย่างกฎหมายป่าก็อยู่ที่กรมป่าไม้ ที่ดินก็อยู่ที่กรมที่ดิน
น้ำก็กำลังจะออกกฎหมายน้ำ ส่วนเรื่องการผลิต ก็รู้สึกว่านโยบายตอนนี้คือให้ทุนการเกษตรเข้ามาหากิน ซึ่งระบบ
การเกษตรตอนนี้ก็ถูกทำให้เป็นลูกค้า ที่ผ่านๆ มา เกษตรกรไม่ได้รับการส่งเสริมให้สามารถทำในสิ่งเหล่านี้ได้ เช่น ปุ๋ย
เมล็ดพันธุ์ ยาฆ่าแมลงเหล่านี้เป็นธุรกิจของคนต่างชาติเกือบทั้งหมด แม้แต่เทคโนโลยีทุกอย่างเราก็ยังทำเองไม่ได้ เรายังต้องซื้อมาจากต่างชาติ แม้แต่น้ำมันก็ต้องซื้อ ที่ผ่านๆ มามันไม่เคยมีการส่งเสริมตรงนี้เลย ทั้งเรื่องความรู้ เรื่อง
ความเข้าใจด้านทุน หรือการออกกฎหมายที่เป็นสิทธิแก่เกษตรกรเป็นต้น แต่กลับมีกฎหมายสิทธิพิเศษให้กับการลงทุน
ทุกอย่างแก่ภาคอุตสาหกรรม ส่วนที่เป็นปัจจัยการผลิตนั้น เราต้องพึ่งเขาตลอด ตัวอย่างง่ายๆ นะครับ คือเรื่องเหล้า
พื้นบ้าน นี่นะครับ คือการแปรรูปผลผลิตการเกษตร การแปรรูปข้าว ข้าวโพดมาทำเหล้า ซึ่งถ้าทำได้ ก็สามารถยกระดับ
ราคาข้าวได้เหมือนกัน แต่ตอนนี้รัฐกลับไปไล่จับชาวบ้าน

นอกจากนั้นก็คือเรื่องการตลาดนะครับ เกษตรกรตอนนี้ต้องแข่งแม้กระทั่งกับทุนข้ามชาติ เช่น พวกโลตัส แม็คโคร
เป็นต้น ที่เขาก้าวเข้ามาซื้อขายผลผลิตแปรรูปครบวงจร ซึ่งทำให้เกษตรกรกำลังถูกเบียดจากนายทุนใหญ่ มากขึ้น

 

ที่นี้ถ้าถามว่ากองทุนหมู่บ้านให้อำนาจอะไรตรงนี้ไหม ก็ไม่..? ใช่ไหมครับ ส่วนปัญหาระดับนโยบาย ระดับกฎหมายต่างๆ เหล่านี้ก็ยังเหมือนเดิม ซึ่งมองแล้วกองทุนนี้ก็คงอยู่ได้ไม่นานก็เลิกรากันไป ไปไม่รอดหรอกครับ ถึงแม้ว่าชาวบ้าน
จะพยายามทำธุรกิจอะไรก็ตาม

อีกประเด็นที่ผมคิดว่าน่าจะมีการพูดถึงกันบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยมีใครพูดก็คือว่า จริงๆ แล้วในแต่ละหมู่บ้าน นั้น ไม่ได้มีกลุ่มคนที่เป็นเนื้อเดียวกัน ทุกหมู่บ้าน หรือถ้าใช้คำพวกซ้ายหน่อยก็คือว่า ในแต่ละหมู่บ้านมันไม่ได้มีพวก
ชนชั้นเดียวกัน มันมีทั้งคนรวย มีทั้งคนจน อีกอย่างหมู่บ้านในเมืองไทยนี้จะมีอิทธิพลท้องถิ่นเยอะมากแทบทุก
หมู่บ้าน ซึ่งพวกนี้เขาอุปถัมภ์ชาวบ้านอยู่ ถ้ามีเงินผ่านลงมาก็ต้องผ่านมาสู่คนเหล่านี้พูดง่ายๆ คือ กลุ่มคนเหล่านี้
ได้ประโยชน์มากที่สุด หรือประโยชน์เป็นของเขาทั้งหมด เพราะคนพวกนี้มีอำนาจพอที่จะควบคุมวงจรชีวิตชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านจะต้องพึ่งพาเขาแทบทุกอย่าง เขามีอิทธิพลอยู่มากและคนเหล่านี้อีกนั่นแหละคือคนที่จะมาตั้งวงทำ
อะไรต่างๆ เกี่ยวกับกองทุนนี้ ดังนั้นเงินนี้นอกจากจะไม่ถึงมือชาวบ้านแล้วยังช่วยสร้างระบบอุปถัมภ์ให้มีมากขึ้นไปอีก
รุนแรงขึ้นไปอีก ซึ่งตรงนี้ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเลย พูดถึงแต่ว่า ในหมู่บ้านนั้นมีความกลมเกลียว มีความเป็นหนึ่งเดีย
ทุกคนพูดกันได้ แต่จริงๆ แล้วคนที่อยู่ในหมู่บ้านเขารู้ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น ความขัดแย้งมันเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้
ซึ่งมีอิทธิพลให้คุณให้โทษกับชาวบ้านอยู่มีอยู่แทบทุกหมู่บ้านแล้วตอนนี้

และผมก็คิดว่า กองทุนหมู่บ้านที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้นั้น มันไม่สามารถสร้างชุมชนให้ยั่งยืนได้เลย และที่สำคัญผมคิดว่า ยิ่งทำให้ชาวบ้านหลงประเด็นด้วย หลงประเด็นคือว่า ปัญหาจริงๆ ที่ชาวบ้านต้องการการแก้ไขมากที่สุดคืออำนาจ
ชาวบ้านจะต้องมองปัญหาตัวเองให้ชัด แล้วร่วมเรียกร้องให้ชัด ทั้งเรื่องนโยบาย เรื่องทรัพยากร ซึ่งชีวิตเกษตรกร
ชีวิตชาวบ้าน ถ้าน้ำยังไม่ใช่ของตนเอง ที่ดินยังไม่ใช่ของตนเอง มันก็อยู่ไม่ได้แล้ว

ดังนั้นผมจึงกล้าฟันธงสรุปได้เลยว่า ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายเรื่องกองทุนนี้ เหตุผลอย่างแรกก็คือว่า คงจะเสียเงิน
เปล่าๆ อันที่สอง คือ ยิ่งตอกย้ำระบบอุปถัมภ์ในหมู่บ้าน อันที่สามทำให้ชาวบ้านหลงประเด็นในการที่จะต่อสู้เรียกร้อง มันจึงเป็นการใช้เงินเพื่อเบลอประเด็น ทั้งปัญหาความขัดแย้ง ปัญหาโครงสร้าง แต่ถ้าถามว่าชาวบ้านอยากได้เงินไหม
จะเอาเงินไหม แน่นอน อยากได้...!!

ผมอยากเสนอให้รัฐบาลเข้าใจและแก้ปัญหาตรงนี้ด้วยว่า ถ้าเป็นเรื่องทรัพยากร เช่น ป่าไม้ ที่ดิน ก็ให้อำนาจชาวบ้าน
เขาจัดการเพราะเขามีตรงนี้เขาก็สามารถอยู่ได้แล้ว แต่โอเคครับ ไม่ใช่เรื่องการเอาป่าไปให้ชาวบ้าน หรือให้ชาวบ้าน
เข้าไปตัดป่าขาย อันที่สองที่ดิน ซึ่งตอนนี้มันไปอยู่ในมือคนไม่กี่คน การทำการผลิตก็เริ่มจากที่ดิน ดังนั้นถ้าคุณไม่
กระจายสิทธิตรงนี้ออกมา ชาวบ้านก็ไม่รู้จะไปหาที่ดินที่ไหน น้ำก็เหมือนกัน ซึ่งตราบใดที่เกษตรกรยังเป็นทาสของ
นายทุน ทาสของ ธกส.มันก็วนอยู่อย่างนั้น เงิน 1 ล้านบาทก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกครับ.."

พฤกษ์ เถาถวิล
สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.)


ทีมงาน ThaiNGO รายงาน