ารพัฒนาประเทศทั้งหมด ในอดีตเป็นบทบาทของภาครัฐ โดยมีรัฐบาล ในแต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ละคณะ คอยร่างนโยบายกำกับทิศทางการพัฒนา ถึงแม้ว่าจะปรับทิศทางกันมาตลอด แต่รัฐก็ยังรวบรวมจุดมุ่งหมายของคนไม่กี่คน กี่กลุ่มมาเป็นเป้าหมายเชิงนโยบายในการพัฒนา ที่สำคัญรัฐและนักวิชาการผู้หลงใหลตะวันตก ทั้งหลายให้ความสำคัญต่อวิถีทางการพัฒนาแบบตะวันมากเกินไป จนวันหนึ่ง ผลพวงของการพัฒนา โดยไม่ดูรากเหง้าตนเอง เริ่มสะท้อนปัญหา ปัญหาที่สังคมไทยกำลังล่มสลายผลึกภูมิปัญญาที่บรรพชนไทยแต่โบราณ ได้สั่งสม เรียนรู้ และปรับเปลี่ยนจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตอันเรียบง่าย ง่ายด้วยการพึ่งพากัน ง่ายเพราะมีชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติ

วันนี้ เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจ ได้สั่นรากฐานสังคมไทย สิ่งคือมองเห็นคือการเดินทางที่ผิดทิศทาง ผิดเพราะชีวิตในชุมชนเล็กๆ เริ่มเดินออกมาพึ่งพาปัจจัยนอกชุมชน ไม่ว่าข้าวปลา อาหาร หรือยารักษาโรค ชุมชนที่เคยเข้มแข็ง มีพร้อมก็สูญสลายไป จึงคำถามว่า"อะไรคือการพัฒนา" ใครคือผู้กำหนดเนื้อหา แนวทางการพัฒนา" และ " พัฒนาเพื่อใคร"

ชุมชนกาดุนง เป็นชุมชนชาวมุสลิมปลายสุดด้ามขวานของไทย ได้รับบทเรียนจากการพัฒนาของภาครัฐ การพัฒนาที่กำหนดจากส่วนกลางของข้าราชการนั่งโต๊ะ การพัฒนาที่ทำให้ครั้งหนึ่ง ชาวกาดุนงเคยมีชีวิตเรียบง่าย เก็บผัก ดักปลาอุดมสมบูรณ์ ต้องเปลี่ยนไปที่ตลาดอย่างเดียว และปัจจัยปากท้องไม่ใช่ฝีมือที่เรียนรู้จากกัน แต่ปัจจัยคือเงิน เงินซื้อทุกอย่าง

บทสรุปสุดท้ายชุมชนกาดุนงเริ่มตั้งคำถาม ถ้าเราจะพัฒนาชุมชนเรา เราคือผู้กำหนด "โครงการวิจัยอาหารพื้นบ้าน"คือ เชื้อไฟแห่งการเรียนรู้และให้คำตอบว่า ชาวชุมชนกาดุนงสามารถหาคำตอบอย่างเป็นวิชาการได้ ว่าสามารถศึกษาค้นคว้า หาแนวทางการพัฒนาได้จากภูมิปัญญา จากความต้องที่แท้จริงของชุมชน

โครงการวิจัยผักพื้นบ้าน จึงเป็นโครงการต่อเนื่องที่ชาวบ้านรวมตัวกันทำการศึกษาขึ้นเอง มีการรวบรวมตัว สอบถาม ลงพื้นที่ เก็บข้อมูลและประเมินผลเอง โดยการสนับสนุนด้านทุนจาก สำนักงานกองทุนเพื่อการวิจัย (สกว.)

ทีมข่าว thaingo ได้เข้าไปสัมภาษณ์ นายกำราบ พานทอง เจ้าหน้าที่จากสถาบันศันติประชาธรรม ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้แก่ชาวชุมชนกาดุนง ได้กล่าวกับทางทีม ทีมข่าว thaing ว่า

"ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มมีแนวทางชัดเจนมากขึ้น ในการนำเสนอ ความคิดของเขาเองมากขึ้นแล้ว เพราะส่วนใหญ่เขาได้เริ่มเรียนรู้ และนำเสนอสิ่งที่เขาคิดกันมากขึ้น

และงานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยที่ชาวบ้านทำขึ้นมาเองเขียนเอง สรุปวิเคราะห์วิจัยเอง โดยการสนับสนุนของสกว. ครับ ซึ่งเป็นการสรุปงานในรอบ 6 เดือน ของชาวบ้าน ก็มีอาจารย์บัณฑร อ่อนดำ และก็อาจารย์บำเพ็ญ เขียวหวาน และผู้ร่วมสัมนาคือเจ้าหน้าที่จากเกษตรจังหวัด ก็ฌ็ษรับฟังและก็วิจารณ์สรุปให้ความเห็น ซึ่งมีการวิเคราะห็เชื่อมโยง ทำให้ชาวบ้านมองเห็นชัดเจนในเรื่องนโยบายที่เขาต้องการมากขึ้น

สิ่งทีน่าสนใจคือชาวบ้านเขาได้นำเสนอบทเรียน ด้วยความคิดตัวเขาเอง แล้วก็ทำเองทั้งหมด ตั้งแต่ตั้งคำถาม เก็บข้อมูล นำมาประเมิณ ประมวลผล โดยมี NGOs และนักวิชาคอยให้คำปรึกษา เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากงานวิจัยอาหารพื้นบ้านให้ต่อเนื่องขึ้นมาอีก ซึ่งเคยทำเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการสาธารณสุขพื้นฐาน เป็นเจ้าภาพได้เงินสนับสนุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ เมื่อชาวบ้านได้เห็นตัวอย่างก็เลยเป็นบทสรุปที่เขาต้องมาคิดเรื่องการพัฒนาต่อเลยมาเน้นเรื่องการศึกษา การฟื้นฟู ที่มีการศึกษาเพื่อให้มันเข้าไปในระบบโรงเรียน และระบบการศึกษาอื่นๆ ด้วย เพื่อให้สามารถถ่ายทอดออกไปได้ ในการฟื้นฟู ส่วนอีก 6 เดือนถัดไปก็เป็นแผนในการฟื้นฟูรณรงค์ ให้คนหันมาสนใจพืชผักพื้นบ้านและให้โรงเรียนทำอาหารกลางวันแบบพืชผักพื้นบ้าน และมีงานว่าด้วยการเสนอองค์ความรู้ ในเรื่องพืชผักพื้นบ้าน งานว่าด้วยช่องทางการตลาด นี่เป็นแผนงาน 6 เดือนถัดไปครับ " นายกำราบ กล่าว พร้อมทั้ง ย้ำอีกว่า

" เมื่อครบ 6 เดื่อนเราจะมีการนัดประชุมร่วมกัน ซึ่งเดือนแรก ที่เริ่มประชุมคือ เดือนพฤศจิกายน ต้องนับถอยหลังไปนะ เป็นการนำเสนองานวิจัยอยู่ในชุดโครงการลุ่มน้ำภาคใต้เป็นทีมวิจัยกลาง ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 8 โครงการ ทั้งหมดเป็นองค์กรชาวบ้าน ชุดหนึ่งจะมีทีมวิจัยกลางเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงด้วย

ผลงานชิ้นนี้เป็นเอกสารการศึกษาแหล่ง ชนิด ของผักพื้นบ้าน ว่ามีขึ้นที่ไหนบ้าง แต่ละแหล่งมีสรรพคุณอย่างไร มีการใช้ประโยชน์อย่างไร มีชื่อท้องถิ่นว่าอย่างไร มีชื่อพื้นบ้านว่าอย่างไร ที่เป็นภาษามาลายูนะครับ แล้ว ก็ข้อมูลว่าด้วยการจัดจำหน่ายในตลาด และเช็คไปแล้วประมาณ 10 แห่ง ว่าในตลาดมีผักอะไรขายบ้าง ราคาเท่าไหร่ ซึ่งเป็นข้อมูลเบื่องต้น ที่ชาวบ้านเก็บรวบรวมมาวิเคราะห์ดู

และตอนนี้ชาวบ้านค่อยๆ ขยับต่อไปแล้วว่า จะดำเนินงานอะไรต่อ ในการฟื้นฟูทรัพยากร ในการฟื้นฟูป่า ลำน้ำ ปลา ให้มีอาหารมากขึ้น และฟื้นฟูภูมิปัญญาในการลดการพึ่งพาข้างนอก เช่น อาหารที่ต้องจ่ายในตลาดมา พึ่งพาผักพื้นบ้าน ซึ่งมีอยู่รอบๆบ้านมาปรุง ให้เกิดประโยชน์ เป็นอาหาร เพราะปัจจุบันตลาดในท้องถิ่นเราเองแทบจะไม่มีผักพื้นบ้านเลย อีกทั้งคนในหมู่บ้านเองตอนนี้ก็หาของพื้นบ้านมากิน มาใช้ไม่ง่ายนัก " นายกำราบกล่าว จากนั้น นายกำราบได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการหันมาทำงานด้านการอนุรักษ์พื้ชผักพื้นบ้านว่า

"จุดเริ่มต้นจริงๆ นั้น เรารณรงค์ในเรื่องเขื่อน มาก่อน โดยต่อสู้ให้รัฐยกเลิกโครงการสร้างเขื่อนและ เมื่อเรารณรงค์สำเร็จ เราก็กลับมาคิดอีกว่า เราเองมีทรัพยากรอยู่เยอะมาก แต่มาวันนี้ใกล้จะหมดไปแล้วเช่นผักพื้นบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะพบว่าเขาสูญเสียไปเยอะแล้ว ภูมิปัญญาการพึ่งพิงตัวเขาเอง ที่เคยรพึ่งตนเองได้ นั้นหายไปไหน

จริงอยู่แต่เดิมเราจับแต่งานร้อนกัน เช่น เรื่องเขื่อนปากมูล สมัชชาคนจน แล้วก็โดนโจมตีมาก อีกอย่างมันไม่มีความยั่งยืนเท่าไหร่เก็ลยหันมา ยืนหยัดต่อสู้กับสมัชชาคนจน จนรัฐบาลยกเลิกมติ ครม. จากนั้นจึงหันมาดูแลเรื่องทรัพยากรกันมากขึ้น เป็นเรื่องยั่งยืนกว่า และใกล้ชิดกับวิถีชีวิตจริงๆ พอดี สกว.เปิดช่องให้ด้วย ในเรื่องทุน ชาวบ้านจึงได้มีโอกาสทำงานวิจัยเอง

จากนั้นนายกำราบยังได้กล่าวถึงบาบาท NGOs ต่อการพัฒนาสังคม ด้วย โดยกล่าว NGos จะอยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้านมาก อีกทั้งเข้าใจโลกภายนอกที่กำลังเปลี่ยนแปลงพัฒนา ที่สำคัญคือเข้าใจบทบาทและกระบวนการทำงานของภาครัฐ ดังนั้นการที่มี NGOs เข้ามาเป็นตัวประสานสะพานระหว่างชาวบ้านกับรัฐจึงทำให้งานพัฒนาเข้าใจและปรับทิศทางเข้าหากันได้มากขึ้น ทำให้ชาวบ้านเรียนรู้การพัฒนาตนเอง อย่างยั่งยืน

"สำหรับบทบาท NGOs ในงานต่างๆนั้น จุดเริ่มต้นคืองานวิจัยน่าจะช่วยให้เกิดการไปสู่งานพัฒนาที่ยังยืน เพราะปัญหาการกำหนดทางเลือกให้ตัวเอง นั้นเกิดจากชาวบ้านขาดข้อมูลพื้นฐาน ในการกำหนดทางเลือก ส่วนการวิจัยของนักวิชาการชาวบ้านไม่ได้เอาไปทำประโยชน์ หรือเอาไปทำประโยชน์ไม่ได้ แต่งานของชาวบ้าน ชาวบ้านเอาไปทำประโยชน์ ทำแผนปฏิบัติได้เลย

ทุกวันนี้ชาวบ้านพูดอะไรได้มากแล้ว เพียงแต่ยังขาดการจัดเก็บข้อมูล การอธิบายให้สาธารณะ เข้าใจ แต่เรื่องราวปัญหาต่างๆ ชาวบ้านเข้าใจได้ และสามารถเรียนรู้ กำหนดทิศทางตัวเองได้โดยตรงมากขึ้น และทั้งหมดนี้ก็คือบทบาทของ NGOs ส่วนหนึ่ง ในการเสริมขบวนเขาให้เข้มแข็งขึ้น เป็นระบบงานขึ้น หรือ NGOs ทำหน้าที่เพียงสื่อกลางระหว่างความคิดของเขากับสาธารณะชน และที่สำคัญกับรัฐด้วย NGOs คอยอธิบายให้คนภายนอกเข้าใจว่าชาวบ้านคิดอะไร และที่สำคัญชาวบ้านเข้าใจแล้วว่าการวิจัยมีส่วนสำคัญมากในการพัฒนาชุมชน ทำให้ชาวบ้านมีความชัดเจน มีข้อมูลรอบด้านมากขึ้น การวิเคราะห์ของชาวบ้านก็ชัดเจนขึ้นตามมาด้วย"

 

รายงานโดย ทีมข่าว thaingo