|
"หาญณรงค์
เยาวเลิศ" กับมุมมองการเมืองไทย
การเมืองไทย ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยา 49 จนถึง ณ สถานการณ์ปัจจุบัน
ยังไม่มีที่ท่าว่าจะพบ ทางออกที่เป็นฉันทามติของคน ทั้งชาติ
ความขัดแย้งของอำนาจเก่า อำนาจใหม่ ก็ยังคงอยู่และขยายตัว ในขณะที่กลุ่ม/ขั้ว
อื่นๆ ก็นับว่าเติบโต โดยเฉพาะ เครือข่าย 12 องค์กรไม่เอารัฐประหาร
(และไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550) ไม่นับคลื่นใต้น้ำที่เกิดขึ้นทั่วทั้งสังคมไทย
ที่ยังไม่รวมตัวจริงจัง ไม่ลงสังกัดกลุ่มใด แต่จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ติดตาม
การเคลื่อนไหว มาตลอดและพร้อมจะออกมา ถ้าสถานการณ์สุกงอม และมีทางเลือกที่ดีและเป็นที่น่าพอใจ
กระนั้น
ขบวนการภาคประชาชน ขบวนการ NGOs ที่เคยเนืองแน่น
มีพลังมากพอสมควร มีเครือข่ายทั่วประเทศ และ มักมีฐานคิดนำเสนอทางเลือกที่สาม
ที่ยึดผลประโยชน์ภาคประชาชนเป็นหลัก กลับเงียบหายไป ซึ่งมีเพียงไม่กี่คน
ที่ออกมาเคลื่อนไหว บนจุดยืนไม่สนับสนุน ก็ต่อต้าน อำนาจใหม่
หาญณรงค์ เยาวเลิศ ผู้ช่วยเลขาธิการฝ่ายวิชาการและนโยบายอนุรักษ์
มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า และพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ซึ่ง เป็น NGOs ที่อยู่ระดับแนวหน้าอีกคนหนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน
ได้เสนอมุมมองบทบาทขบวนประชาชนและ NGOs พร้อมวิเคราะห์ปัญหาการเมืองไทย
กรณีการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ให้กับทีมงาน ThaiNGO
ฟัง ดังนี้
การร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ขบวนการภาคประชาชน
อย่าง NGOs มีส่วนร่วมไหม อย่างไร ?
"ก็มี กป.อพช. มีพี่ติ๋ว
(เรวดี ประเสริฐเจริญสุข) พี่ไพโรจน์ พลเพชร พี่บรรจง นะแส แล้วก็ทำเป็นเครือข่าย
ก็ไปร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอ ไป ว่า ภาคประชาชน เขาต้องการอะไร
ก็เหมือนเสนอไป แต่ก็มันก็แห้งๆ เพราะมันไม่มีแอคชั่นมารองรับ
ว่าข้อเสนอของเราไปอยู่ตรงไหน ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ก่อนที่จะยกร่าง
คนที่รับฟัง สมัยนั้น ก็มี คุณอุทัย พิมพ์ใจชน คุณอานันท์ ปันยารชุน
กลับมาครั้งนี้ มันดูเหมือนจะมีเวลา เหมือนจะมีนักวิชาการ แต่ผลสุดท้ายกลับไม่มีผนวกเข้า
มันได้แต่พูด แต่ไม่รู้ว่าจะรับประเด็นนี้จริงๆ หรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น
หลายครั้งที่ สภาที่ปรึกษาฯ เสนอไปตั้ง 20 กว่าเวที องค์กรอื่นก็เสนอไป
สุดท้าย ก็บอกว่าเป็นชนกลุ่มน้อยอะไรแบบนี้ ซึ่งนี่คือ กระบวนการร่าง
ก็ขาดการรับฟังไปแล้ว
แล้วถ้าไปดูประเด็น ณ วันนี้ หลายประเด็นตัวอย่าง
เช่น ประเด็นเรื่อง นายกฯ ไปเขียนอยู่หมวดเดียว เรื่องการได้ซึ่ง
ส.ส. แล้วก็ การได้ซึ่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปเถียงกันเรื่องนี้
แทนที่จะเถียงเรื่องกระบวนการ หรือ องค์กร อื่นๆ ต่อกระบวนการตรวจสอบ
คือมันแห้ง มากนะ กับภาพทัศนคติของ ส.ส.ร. ก็มีแต่นักวิชการ
กับทหาร คือ ท่าทีแบบนักวิชาการ ผมจะยกตัวอย่าง ของปี 2540 เรื่องสิทธิชุมชน
สิทธิของผู้ที่ถูกกระทำในสังคม เช่น คนสลัม สมัชชาคนจน ก็มารับฟังถึงหน้าทำเนียบ
จากสลัมเอามาให้ถึงที่ พอให้แล้วมันถูกผนวก เช่น เรื่องสิทธิ
พื้นฐาน สิทธิชุมชนในกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 56 ,57 ชาวบ้านรู้สึกว่าจับต้องได้มากกว่า
ของปี 2550
ตอนนี้ ที่ผมเสนอไป เช่น เสนอสิทธิเหล่านี้
เขาก็ บอกว่าเขียนไว้เมื่อปี 2540 ซึ่งไม่แน่ใจว่า ถ้าเป็นของปี
2540 ซึ่งเขาจะยกมาทั้งหมด (หรือเปล่า ?) แต่ที่เรารู้ๆ คือยกมาหมวดเดียว
ที่ไม่แก้ไขเลย คือหมวด เรื่องสถาบัน แต่ส่วนอื่น (ไม่รู้) อาจจะแก้ไขหมดก็ได้
แม้แต่องค์กรอิสระที่มีอยู่แล้ว ก็มีท่าทีว่า บางองค์กรจะล้มไม่ล้มแหล่
หรือเขาจะรับรองต่อหรือเปล่า หรือเข้าไปเปลี่ยน โครงสร้างทางอำนาจ
ไปลดบทบาทเขา ถ้าถามว่า มีความหวังหรือเปล่า ผมยังไม่รู้ มันไม่ได้รับความจริง
เพราะประเด็นที่มันถกเถียงมันมีเฉพาะหมวด ซึ่งที่จริงมันไม่จำเป็นต้องแก้ทั้งฉบับ
คือ คุณแค่ไปแก้ ที่หมวดว่าด้วยเรื่องของอำนาจ ส.ส. กับ รัฐมนตรี
ก็เล่นแค่หมวดนั้น ส่วนหมวดอื่น ก็คงไว้ สิ เช่น ส.ส.ร. ยกขึ้นมาเพื่อแก้ไขบางหมวดที่มีปัญหา
บางหมวดเพื่อให้มันสมบูรณ์ อันนี้มันง่ายกว่า แต่พอคุณมาไล่หมดทุกหมวด
เอาหมวด 1 ไปอยู่หมวด 5 เอาหมวด 3 ไปอยู่หมวด 8 อะไรแบบนี้ มันก็มีปัญหา
ในส่วนภาคประชาชน หรือ NGOs
เขาเสนอกันหลายรอบแล้ว แต่เขาเสนอเป็นเอกสาร เป็นเปเปอร์ แต่ว่า...
พอถึงกระแสวันนี้ มันเหมือนจะร่างใหม่ แล้วโฟกัสของสังคมไปอยู่ตรงไหน
โฟกัสของสังคม กับโฟกัสของสื่อ ไปอยู่ที่บทบาท ส.ส.ร.มากกว่า
ไปอยู่องค์กรหนึ่ง องค์กรใด ที่อิสระ เพราะสื่อมันไปสนใจ
แต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งนักการเมืองมาจากไหน เมื่อเป็นแล้ว
คุณจะออกจากตำแหน่ง หรือเปล่าเพื่อไปเป็นรัฐมนตรี วุฒิการศึกษา
ซึ่งผมคิดว่ามันอยู่หมวดเดียว ผลสุดท้ายมันแก้อยู่หมวดเดียว
มองที่ กลไกการเมืองภาคประชาชน
"ประเด็นการตรวจสอบทางอำนาจ ผมว่าเป็นประเด็นที่ถูก ละเลย
แล้วก็ พอทุกคนจะยกขึ้นมา เขาก็บอกว่า มีองค์กรอิสระที่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบแล้ว"
เช่น ปปช. ปปง. กรรมการสิทธิ์ หรือมีองค์กรอิสระอื่นๆ อาทิ สตง.
มีสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่ง นี่คือองค์กรอิสระ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับเดิม
พอรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โครงสร้างทางการเมืองที่อยากให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ
มันไม่มี แม้แต่ในหมู่นักการเมือง ก็ไม่คิด ยกตัวอย่างเช่น
ผมเคยร่วมอภิปราย ร่วมกับคุณ อลงกรณ์ พลบุตร และ คุณ พงษ์เทพ
เทพกาญจนา ที่จัดโดยทางเครือข่ายภาคประชาชน คุณอลงกรณ์ ก็พูดแบบแผ่นเสียงตกร่องในเชิง
ต้องคืนอำนาจให้ประชาชน ต้องเลือกตั้ง แต่อยู่บนกรอบของอะไร
นี่มิทราบ ผมว่า แม้เรื่องเลือกตั้งเสร็จแล้ว แล้วกระบวนการประชาชนเรื่อง
50,000 รายชื่อ คุณจะเอายังไง ในการถอดถอน นักการเมือง เมื่อไม่ได้คิดเรื่องนี้ก็ต่อไปไม่ได้
กไปกับการแก้ปมของตัวเอง ส่วนปัญหาการตรวจสอบในภาคประชาชน ไม่ได้รับการใส่ใจเท่าไหร่
ในส่วนภาคประชาชนเอง ที่สามารถเคลื่อนไหวได้
ตอนนี้ก็ขยับไม่ออก แทรกไปไม่ได้ คุณไม่มีเนื้อที่ข่าวให้ทำอะไรเลย
ผมว่า มันขาดเนื้อที่ข่าวไหม ที่ไม่มีใครทำอะไรได้เลย"
เป็นอย่างนี้แล้ว
รัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำลังจะเสร็จจะใช้ได้ไหม?
"รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะได้ใช้จริงไหม
ผมคิดว่า มันเหมือนกับ เขาหวังว่า ถ้ามันแก้ไขอะไรไม่ได้มากนัก
แต่มันได้เนื้อหาปี 2540 บางส่วนกลับมา แล้วไม่ถูกตัดออก ผมก็ถือว่ายังโอเคอยู่
อันนี้ผมว่าในใจผม ส่วนคนอื่น คิดยังไงผมไม่รู้ เช่นเสนอเรื่องสิทธิชุมชน
การเข้าถึงทรัพยากร การมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร ตามมาตราอื่นๆ
ส่วนเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 56 วรรค 2 ให้เกิดองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมหรือไม่
อาจจะคิดเรื่องนี้น้อย พอคิดเรื่องนี้น้อย กระแสที่มันเกิดขึ้นมันเหมือนมีหลายฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งทหาร ฝ่ายสองอำนาจเก่า ฝ่ายสามการเคลื่อนไหวของกลุ่มอำนาจเก่ากับภาคประชาชน
จนทำให้สังคม แยกไม่ออก แม้แต่ตัวเราเองก็รู้สึกว่าแยกไม่ออก
ระหว่างม๊อบแต่ละม๊อบมันคืออะไร เพราะตอนนี้ม๊อบมันเยอะ แล้วถ้าวันนี้พันธมิตรร่วมด้วย
ตกลงมันเป็นพวกเดียวกับกลุ่มอำนาจเก่าหรือเปล่า ตรงนี้มันแยกไม่ออก
มันต่างกันจากเหตุการณ์เดือนกันยา - ตุลา มันรู้สึกว่า มี 2
กลุ่ม แต่ตอนนี้ มันรู้สึกว่ามี 1 ผู้มาใหม่ 2 ผู้อยู่เก่า และ
3 คนที่กำลังหันซ้ายหันขวา จะเอายังไง"
จะทำยังไง กับสถานการณ์ความขัดแย้ง ที่กำลังถูกผลักออกเป็นแค่
2 ฝ่าย แล้วทำท่าจะรุนแรง?
"ผมคิดว่ามันเป็นผลพวงมาจากชุดที่แล้วด้วย
มันเหมือนกับปฏิเสธไม่ได้ การชอบหรือไม่ชอบ ตัวบุคคล อย่างเช่น
บางคนก็แยกไม่ออกในสาย NGOs ด้วยกัน อย่างเช่น
การเคลื่อนไหวของครูประทีป อึ๊งทรงธรรม ของหมอเหวง โตจิราการ
บางช่วง แม้แต่พันธมิตรเองก็ตาม ที่ออกมาคัดง้างบางเรื่อง แล้วความเป็นพันธมิตรมันก็ไม่ใช่
NGOs ทั้งหมด เพียงแต่มีจุดหนึ่งที่มันร่วมกันได้
เช่นไม่เอาตัวบุคคล แล้วก็ต้องการที่จะเปลี่ยน แล้วก็มาเปลี่ยนกัน
เท่านั้น อีกอย่างแม้แต่กับวิธีการเคลื่อนไหว
ก็เป็นมีส่วนแตกต่างเหมือนกัน การเคลื่อนไหวแบบคุณสนธิ ลิ้มทองกุล
กับการเคลื่อนไหวแบบ NGOs ก็ต่างกัน แต่ถ้าคุณเคลื่อนไหวแบบ
NGOs มันก็ไปจากกลุ่มพันธมิตรแค่บางส่วนไป
จนการเคลื่อนไหวจบไปแล้ว แต่ผลของความไม่ลงกัน ก็ยังคงอยู่ พอมาถึงตอนนี้
มันถึงจะเลือกว่า ต้องถือข้างกันแล้ว ว่าจะเอาแบบไหน ซึ่ง ก่อนหน้านี้ถือการปฏิวัติกัน
อันนี้ พอมาถึงเรื่องรัฐธรรมนูญก็จะเลือกแล้วว่า
จะเอาแบบไหน ยิ่งมาตอนนี้ มันอึมครึมในเชิงบางเรื่องด้วยเช่น
คุณประสงค์ สุ่นสิริ มาพูดแบบโน้นแบบนี้ มันก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงรายวัน
และไม่รู้จุดประสงค์คนพวกนี้ คืออะไร ซึ่งผมว่า เวลาอ่านเกมมันอ่านต่างกัน
และผมไม่รู้ ว่าเกมแก คืออะไร สมัยคุณอานันท์ ปันยารชุน คุณอุทัย
พิมพ์ใจชน ในยุคร่างรัฐธรรมนูญ 2540 เรามันรู้อยู่แล้ว ว่ามันคืออะไร
ไปแนวนี้ไหม "พอมาฉบับ 2550 นี้ มันเดาไม่ได้ ก็เลยไม่รู้
ว่าข้างในมันเล่นอะไรกัน" มันเป็นสถานการณ์พลิกผันรายวัน
แล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้ใช้ไหม ผมคิดว่า ปัญหามันเริ่มทวีหนักขึ้น"
ถ้ายังงั้น
ทำไมไม่กลับไปเอารัฐธรรมนูญ 2540 หล่ะ ?
"ผมก็พูดกับหลายคน
ว่า ปัญหาอยู่ที่ คุณมีชัย ฤชุพันธ์ คือ เพราะคุณมีชัย ดันไปยกร่างรัฐธรมนูญชั่วคราวมา
แล้วไปเขียนล็อคเรื่องไปแก้ไขทั้งฉบับ ในกฎหมายรัฐธรรมปี 2540
ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้ว ว่า การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
เป็นเรื่องยาว ใช่ไหม มันยาก แต่ถ้าคุณแก้ไขเพียง 1 หมวด เช่นการได้มาของ
ส.ส. เท่านี้ หมวดเดียว มันก็น่าจะจบ แต่นี่วางล็อคยาวมาก ยกตัวอย่างเช่น
การได้มาของ ส.ส.ร. การประชามติ เสนอเรื่องใหม่หมด มันไปลงล็อค
คนที่คุมเสียงทางการเมืองได้ อย่างที่คุณทักษิณบอกว่ามีฐานเสียง
10 กว่าล้านคน ซึ่งผมคิดว่าไม่ควรเสนอเรื่องประชามติด้วยซ้ำไป
ดังนั้น ผมคิดว่า ปัญหาแรก
เริ่มมาจากผู้ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้ว
ทั้งหมด ผมคิดว่า เป็นเกมนะ แต่ไม่รู้เกมของใคร
ที่มีเจตนาบางอย่าง ที่จะทำให้เรื่อง ให้กระบวนการบางอย่างมันไม่จบง่ายๆ
เพราะเหมือนว่า ทหารมาอยู่ไม่กี่วันแล้วอยากไป ผมว่าไม่สมควรมาผูกเงื่อนปมปัญหาไว้มากขนาดนี้
เช่นปม เรื่องการได้ของ ส.ส.ร. ได้มาแล้วรับรองเท่าไหร่ แล้วกลับไปให้องค์กรอิสระ
12 องค์กรกลับไปดูอีกทีหนึ่ง ดูแล้วเขาฟังหรือเปล่า เป็นเงื่อนเวลาหมด
เสร็จแล้ว ก็มีประชามติอีก ประชามติแบบมีเงื่อนไข หรือประชามติแบบไหน
อีก ผมว่า คุณก็วางหมากไปเลยว่า ให้ไปใช้ปี 2540 ต่อ ซึ่งมันก็มีปัญหาอยู่แล้ว
มันมีคำตอบ อยู่แล้ว ถ้าคำตอบนี้ไม่ได้ คุณไปใช้อีกคำตอบหนึ่ง
แต่พอไปถึงพอจะใช้ปี 2540 มันก็ใช้ไม่ได้อีก เพราะมันมาอีรุงตุงนัง
กับการยกร่าง นี่ไง ผมเลยคิดว่า ปัญหามันจะลากยาว ผมว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ
ที่จริง ถ้าเพื่อแก้ไขบางเรื่องไม่ควรจะผูกปมมากขนาดนี้"
หมายความว่า เงื่อนปมทั้งหมดนำมาสู่เส้นฟาง
สุดท้าย คือ ความรุนแรง ?
"ผมคิดว่าภาพที่มันออกมา
กฎหมายรัฐธรรมนูญที่ร่างออกมา เขาไม่รับกัน แล้วจะกลับไปใช้ปี
2540 เลย ในช่วงฉับพลัน ก็มีกระแสต้าน และถ้ามีกระแสต้านก็จะยกอันใหม่
ปรับแก้บางอันที่ คตช.จะทำเอง ก็ไม่ยอมรับอีก เพราะไม่ยอมรับตัวบุคคลอยู่แล้ว
และระยะเวลามันพิสูจน์ กลุ่มบุคคลนี้ อาจจะไม่เป็นที่เชื่อถือแล้ว
ซึ่งมันต่างกว่าปลายปีที่แล้ว ถูกไหม ฉะนั้นผมว่าการที่ พีทีวี
ที่ออกมาเคลื่อนไหว สร้างความขัดแย้ง สร้างบางสิ่งที่มันจะสะสมไปสู่
อีก 2 เดือนข้างหน้า"
แล้วบทบาทขบวนการภาคประชาชน
ขบวนการ NGOs ไม่มีและไม่ออกมา เคลื่อนไหวแสดงจุดยืนหน่อย หรือ?
"ถ้าจะมองที่
NGOs ผมคิดว่า เป็นกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใหญ่พอ เพราะ หนึ่ง
เหมือนกับไม่ได้ซ้อมรบบนท้องถนนกันมานาน ไม่เหมือนกับกลุ่มที่ไปยึดสนามหลวง
กลุ่มคนเหล่านี้ให้ข้อมูลตลอด เป็นกลุ่มที่มีแอคติ้ง ตลอด มันสู้กลุ่มนั้นไม่ได้
ผลสุดท้าย กลุ่มคนที่เข้มแข็งที่สุด คือกลุ่มคนที่แสดงกำลังตลอด
ได้ไปยึดสนามหลวง มีเวที แต่ NGOs ไม่ได้ทำประเด็นนี้
และยังมีกลุ่มคนที่อึดอัด แต่ไม่มีที่อยู่ เพราะมันไม่ใช่ทางเลือก
กลุ่มคนที่อึดอัด เพราะว่า เปอร์เซ็นต์ มันไม่ถึง แล้วก็ต้องดูอีกว่า
กลุ่มนี้คือใคร กลุ่มนั้นคือใคร ใจเราอยากไปร่วมไหม บางทีมันไม่ใช่
ไม่ใช่มิติที่เราจะเข้าร่วมในลักษณะอย่างนี้
ผมว่ามันต้องมีคนที่ลงมา แล้วบอกว่า
เปิดกระบวนการให้มากขึ้น ก่อนที่กระบวนการมันจะสิ้นสุด ประเด็นนี้สมควรตัด
ประเด็นนี้เอาแค่นี้ แค่ในเชิง ประนีประนอม ต่อสาธารณะ แต่ละประเด็น
อย่างประเด็นบางประเด็น ที่ถกเถียงกัน อาทิ เรื่อง นายกฯ มาจากไหน
หรือบางประเด็น ก็ตาม เพราะต้องมาดูว่ารัฐธรรมนูญจะไปสิ้นสุดตรงไหน
เราจะต้องมีตัวช่วย เพราะทำแค่นี้เอาไม่อยู่หรอก อาจจะพลิก ถ้านายกฯ
ถอดใจ คมช.คุมไม่อยู่ อาจจะยุ่งได้เลย เพราะว่า มันเล่นตัวบุคคลไว้หมดแล้ว
ดิสเครดิตกันหมดแล้ว ทั้งสองฝ่ายดิสเครดิตซึ่งกันและกัน จนสังคมสับสนว่า
ตัวจริงคืออะไร ดังนั้น การดิสเครติต ต่างคนต่างก็รู้ว่าเอาเกมนี้มาเล่น
เมื่อเอามาเล่นสุดท้ายมันมองทางออกไม่ได้
มันมีการเสนอกระบวนการ ที่เป็นทางออกไว้เหมือนกัน
เช่น กระบวนการทางศาล แต่ก็ไม่รู้ว่า ศาลนี้นั้น คนจะยังฟังอยู่ไหม
องค์กรอิสระบางองค์กร หรือเมื่อก่อน ผู้คนก็ยังเชื่อเรื่องความเป็นกลาง
อาจจะเอาคุณอนันต์ ปันยารชุน แต่ปัจจุบันไม่รู้มันจะเหลืออยู่ไหม
แม้แต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ตอนนี้ ถูกดิสเครดิตหมด แล้ว พอหมด
ไม่มีตัวเลือก นี้แหละ ปัญหที่มันจะกลับไปสู่อำนาจเก่า ซึ่งผมคิดว่า
การเมืองตอนนี้ มันคล้ายช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เหมือนการเมืองฟิลิปปินส์
สมัยอาคิโน ที่ล้างกันไปล้างกันมาอีกหลายปีกว่าจะจบ"
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
8 พฤษภาคม 2550
|