เราคือเอ็นจีโอ

เป็นสัจธรรมอย่างยิ่งที่สังคมไทยยากและต้องใช้เวลา นานมากถึงจะเข้าใจและยอมรับบทบาทของเอ็นจีโอ ทำให้ผมจึงฟันธงเช่นนี้ คำตอบง่าย ๆ ที่ผมเองถูกทำให้ ฝังใจมาตั้งแต่เด็ก ๆ อย่างน้อยสองประการคือ หนึ่ง หน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ( การพัฒนา ) เป็นเรื่องของกลไกเฉพาะบุคคลทางการเท่านี้ทุกคน นอกนั้นควรให้การสนับสนุนร่วมมือปฏิบัติตามเหตุการณ์หรือ ได้รับการขอร้อง หรือกำลังกายกำลังทรัพย์ โดยไม่ต้องไต่ถาม ตรวจสอบว่าเขาเอาไปทำมากน้อยหรือจริงเพียงใด สองเมื่อมีปัญหาก็ขอให้ใช้บุคคล หรือกลไกทางการเป็นช่องทางสื่อสาร บอกกล่าว แล้วจะได้รับการแก้ไข

ก่อนหน้านี้ ๓๐ ปี เมื่อมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (บชท.) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนรายแรก ลงทำงานในชนบทจังหวัดชัยนาทและสิงห์บุรี เมื่อปี ๒๕๑๒ บชท. ได้เพิ่มงานพัฒนาเข้าไป อีกส่วนหนึ่งเป็นงานสงเคราะห์ (DIRECT ASSISTANCES) สังคมแม้จะเห็นดีเห็นงาม แต่ก็ยังไม่วายสงสัยจับตาดูการปฏิบัติการของบูรณากร ( พัฒนากร : ศัพท์ของกรมการพัฒนาชุมชน ) หลังจากนั้นก็เกิดองค์กร และกลุ่มพัฒนานำร่องเกี่ยวกับ บชท. เพิ่มซ้อนทั้งในเมืองและชนบท ครอบคลุม ความจำเป็นประเด็นต่าง ๆ เช่น สตรี เด็ก สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม สิ่งแวดล้อม และงานคนจนเมือง ฯ

ด้วยการทำงานที่ต่างกว่าทางราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยืดหยุ่นและการคลาย หรือเกาะติดกลุ่มเป้าหมายอย่างเหนียวแน่น และใช้การเพิ่มจิตสำนึกคุณค่าความเป็นมนุษย์ของปัจเจกบุคคลกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เกิดการพัฒนาผู้นำในระดับชุมชนหญิงชายขึ้นในหลายแห่ง นอกจากนี้การฝึกอบรมโดยการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ข้ามหมู่บ้าน ท้องถิ่น จังหวัด และระดับภาค ทำให้การไหลถ่ายเทของประสบการณ์ ทั้งงานและคนทวีคูณขึ้นอย่างขนานใหญ่ จนได้บทสรุปว่า การทำงานพัฒนา “คุณภาพชีวิต” แบบส่งเสริมอาชีพ การศึกษา สาธารณสุข และการรวมกลุ่ม อย่างเดียวนั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้หมดและยั่งยืน เพราะนโยบายและกฎหมายในระดับโครงสร้างเป็นอุปสรรคสำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องรณรงค์ในวงกว้าง อันนำมาซึ่งกิจกรรม การยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรม ประท้วงทั้งในเขตนอกพื้นที่จนกระทั่งเดินทางเข้าส่วนกลาง กรุง เทพมหานคร

ต่อมา ฝ่ายผู้นำและประชาชน ได้พัฒนารูปแบบของตนเองหลากหลายขึ้น เป็นองค์กรประชาชน ( PEOPLE ORGANIZATION ) หรือเครือข่ายองค์กรประชาชนในชื่อของสมัชชาต่าง ๆ กล่าวโดยสรุปวันนี้ องค์กรและผู้นำฝ่ายประชาชนจำนวนไม่น้อย รอบรู้และมีความสามารถสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะการตัดสินใจได้เองในการเลือกกิจกรรม ซึ่งเท่ากับว่า องค์กรประชาชนได้ขึ้นมามีฐานะบทบาทเท่ากับองค์การพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ บางกลุ่มมีความก้าวหน้าและเข้มแข็งกว่าเอ็นจีโอด้วยซ้ำไป

วันนี้ เอ็นจีโอจึงเป็นเสมือนพันธมิตร หรือเพื่อนขององค์กรประชาชน มากกว่าเป็นตัวนำหรือฝ่ายแหย่องค์กรประชาชนให้เคลื่อนงานต่าง ๆ ทำไมหนอกลุ่มประชาชนจะคิดและกำหนดรูปแบบ คัดค้านการประท้วงความไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ของการใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการเองไม่ได้เชียวหรือ น่าเสียดายที่สังคมไทยส่วนหนึ่งมองว่าเอ็นจีโอเป็นตัวก่อความวุ่นวาย ขัดขวางการพัฒนา

สังคมมนุษย์ไม่เคยหยุดนิ่ง เปลี่ยนแปลงทั้งด้านกายภาพ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมอยู่ตลอดเวลา จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และต้องไม่ปฏิเสธว่า ไม่มีสถาบันหรือกลไกทางสังคมใดที่จะผูกขาดการเป็นพระเอกของการขับเคลื่อนพลังความคิดและการพัฒนาได้ตลอดไป และทุกสิ่งคงยังต้องอาศัยการสงเคราะห์ ( Charitable Service ) อยู่ แม้ว่างานรณรงค์จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างกฎหมาย การเศรษฐกิจ การเมือง มีความจำเป็นยิ่งขึ้น ซึ่งก็หมายความว่า เอ็นจีโอ จะต้องมีหลากหลายในกิจกรรม กล่าวคือกลุ่มหรือองค์กรหนึ่งอาจจะมีทั้งงานสังคมสงเคราะห์ และงานพัฒนาแบบองค์รวมอยู่ในองค์กรเดียวกัน หรือมีเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่งก็ได้ เช่น มูลนิธิพิทักษ์ไก่ชนไทยฯ แต่จะต้องชัดเจนว่า กิจกรรมของตนเองเป็นองค์ประกอบอะไรในภาพจิ๊กซอว์ใหญ่ของสังคมไทย “อยู่เย็นเป็นสุข” เอ็นจีโอ คือองค์กรสาธารณประโยชน์จะต้องมี “สุขสาธารณะ” เป็นเป้าหมายเหมือนกัน สุขสาธารณะจะเกิดและยั่งยืนไม่ได้เด็ดขาด ถ้าไม่ส่งเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มเป้าหมาย (EMPOWERMENT ) เอ็นจีโอและสังคมไทยจำเป็นต้องเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงสีของโลกเพื่อจัดการตนเองให้ถูกต้อง ให้เหมาะสม การเป็นเอ็นจีโอทั้งชื่อและพฤติกรรมของการทำงาน

หนังสือเล็ก ๆ เล่มนี้พยายามที่จะบอกลำดับของการเกิดการปรับเปลี่ยนขบวนการเอ็นจีโอในภาพรวม ซึ่งมีงานทั้งด้านวิเคราะห์และพัฒนาร่วมควบคู่กันมาโดยตลอด และจะต้องดำรง พัฒนาต่อไป แต่ให้ภาพมากเป็นพิเศษกับกลุ่มหรือสายที่ขับเคลื่อนงานพัฒนาและการรณรงค์ ซึ่งเป็นกลุ่มสืบสานมาจากการเป็นนิสิตนักศึกษากิจกรรมและกลุ่มปรัชญาความคิด หลักการ วิธีการของมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย และกลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นองค์กรขนาดเล็ก บุคคลากรระหว่าง ๕-๒๐ คน ซึ่งในปี ๒๕๒๙ ได้ร่วมกันเป็นขบวนการทางสังคมภายใต้ชื่อ คณะกรรมการประสานงานองค์การพัฒนาเอกชน ( กป.อพช. ) หลังเหตุการณ์ รสช. ปี ๒๕๓๔ ได้มีกลุ่มและเครือข่ายต่าง ๆ เกิดขึ้นอีกท่ามกลางการตื่นตัวของประชาชนและภาคสังคม พลเมือง ( CIVIL SOCIETY ) มากขึ้น แต่เครือข่ายของ กป.อพช. ก็ยังคงฐานะบทบาทไม่ต่างไปกว่าเดิม นอกจากจะกำเนิดมาจากกลุ่มและเครือข่ายทางภาคชนบท ซึ่งเป็นฐานที่สำคัญยิ่งของการเกษตรและสังคมไทยแล้ว กลุ่มนี้จะมีเครือข่ายที่เป็นสมาชิก ครอบคลุมเกือบทุกประเด็นของงานพัฒนาที่เผชิญหน้าสังคมไทย อนึ่งนับจากปี ๒๕๓๔ เป็นต้นมา กลุ่มนี้ได้จัดกิจกรรมสำคัญ ๆ ระดับประเทศและสากลมาอย่างต่อเนื่อง จากเวทีชาวบ้าน ๓๔ ( ปี ๒๕๓๔ ช่วงธนาคารโลกมาประชุมที่ศูนย์สิริกิตย์ ) แต่เมื่อประเทศไทยประสบวิกฤติฟองสบู่แตก ปี ๒๕๔๐ กลุ่มเครือข่ายของ กป.อพช. ก็ยังคงเอาการรายงานในการจับชีพจรสังคมและเฝ้าระวังการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของฝ่ายการเมืองและราชการ อย่างไม่ลดละ พบว่าจะมีความขาดแคลนทรัพยากรการทำงานมาโดยตลอดก็ตามที

จึงหวังว่าสาระของหนังสือเล่มนี้จะช่วยเพิ่มแง่มุม เพื่อให้ท่านผู้อ่านเอาไปขบคิด ทบทวน และมองข้างหน้าเพิ่มขึ้น แม้ว่ายังไม่เข้าใจพลวัตรของสังคม และเอ็นจีโออย่างถ่องแท้
สุดท้ายใคร่ขอฝากวลีของท่านผู้หญิง สุมาลี จาติกวณิช อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นคนแรก (ปี ๒๕๒๙-๒๕๓๒) ซึ่งกล่าวเปิดประชุมในงานเหลียวหลังแลหน้าองค์กรพัฒนาเอกชนบนเส้นทางงานพัฒนา (๒๘-๒๙ มกราคม ๒๕๔๐) ดังนี้

" องค์กรพัฒนาเอกชนคืองานที่ท้าทายของท่าน ถ้าท่านจะมองไปข้างหน้า สิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือ ต้อง พัฒนาทรัพยากรที่ยังเหลืออยู่ในชนบท ที่ดินที่เราเหลืออยู่เพียงน้อยนิด มีความสมบูรณ์หรือไม่มีความสมบูรณ์ก็ตามซึ่งยังมีที่ดินเหลืออยู่บ้าง เรามีคนสูงอายุซึ่งมีทั้งภูมิปัญญาและมีทั้งประสบการณ์ และมีความรักถิ่น / เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ทิ้งไปไหน แล้วเราก็มีเด็ก ๆ ซึ่งจะเติบโตขึ้นมาภายใต้การดูแลของผู้อาวุโสนั่นแหละ จะทำให้เขารักถิ่นได้ไหม เราจะทำให้เขาเข้มแข็งแสวงหาการศึกษาที่พัฒนาตนเอง โดยที่พัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของเขาไปด้วยได้หรือเปล่า ให้เขาพัฒนาท้องถิ่นของเขา เป็นที่ ๆ เขาจะทำมาหากิจต่อไปข้างหน้า ด้วยความภาคภูมิใจอย่างสุขใจ และมีการพัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ จำเป็นหรือเปล่าที่เขาจะต้องทิ้งบ้านไป ทำงานในโรงงาน แต่ถ้าหากว่าเราจะให้เขาอยู่กับถิ่นแล้ว เขาจะต้องมีความรู้ ความสามารถ ความช่วยเหลืออะไรบ้าง..."

วันนี้เอ็นจีโอ และขบวนการ เป็นผู้ใหญ่เต็มที่ตามกาลเวลา จึงเป็นเรื่องที่จะต้องทบทวนทั้งวุฒิภาวะ และบทบาทไปพร้อม ๆ กัน อนาคต ที่จะต้องจะเพิ่มความเข้าใจ เอ็นจีโอมากน้อยเพียงใดก็ตาม แต่ประวัติศาสตร์และบทบาทของเอ็นจีโอจะต้องดำรงความเป็นหมายเหตุเล็ก ๆ ของแผ่นดินนี้อย่างแน่นอน

ขอแสดงความนับถือ
เดช พุ่มคชา
กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔