|
2. ขบวนการองค์กรพัฒนาเอกชน
ในประเทศไทย
ในรอบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
สังคม และการเมือง นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในสังคมไทย
ที่องค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
ซึ่งแต่เดิมทิศทางการพัฒนาในอดีต รัฐ จะเป็นผู้มีบทบาทหลักเพียงฝ่ายเดียวมาโดยตลอดในสังคมไทยมีกลุ่มและองค์กรนอกระบบดำเนินการ
มาช้านานแล้ว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า องค์กรพัฒนาเอกชนที่รวมตัวกันเป็นรูปองค์กรเข้ามาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาสังคมนั้นเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใด
แต่ในยุคสมัยรัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีได้ทรงสถาปนาและก่อตั้ง
สภาอุณาโลมแดง หรือ สภากาชาดไทย ในปัจจุบัน
ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นต้นแบบปฏิบัติการขององค์กรพัฒนาเอกชนไทย
มีจุดประสงค์เพื่อให้องค์กรนี้ดำเนินการกุศลช่วยเหลือพวกทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม

โดยมีภรรยาข้าราชการและกุลสตรีสมัยนั้น สมัครเป็นอาสาสมัครออกปฏิบัติงานงานอาสาสมัคร
ในรูปขององค์การเอกชนของประเทศไทย จึงมีจุดเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่
๕ ซึ่งกิจกรรมจะเน้นหนัก ไปด้านการช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์ต่าง
ๆ เรียกว่า งานสังคมสงเคราะห์ ภายหลังประเทศไทย
ได้เข้าสู่กระแสการพัฒนาประเทศแผนใหม่ หรือที่องค์การสหประชาชาติเรียกว่า
ทศวรรษแห่งการพัฒนา ในช่วงนั้นทำให้เกิดองค์กรพัฒนาเอกชนขึ้น
เช่น สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ในปี ๒๔๙๙
และในปี ๒๕๐๒ รัฐบาลได้ผลักดันให้มีการจัดประชุมร่วมกันระหว่างองค์กรพัฒนาต่าง
ๆ จึงได้กำเนิด สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย
ขึ้น งานขององค์กรพัฒนาเอกชนช่วงนี้จึงเน้นการให้ความรู้
และการสงเคราะห์แก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้ขาดแคลนและผู้ที่ประสบปัญหาขั้นพื้นฐานอย่างไรก็ตามการขยายตัวขององค์กรพัฒนาเอกชน
ก็มีขีดจำกัดขึ้นกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง
เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ในแต่ละช่วงที่มีส่วนสำคัญ ในการกำหนดแนวคิดและวิธีการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชนในช่วงเวลาต่อมา
แนวคิดการพัฒนาที่เน้นการสงเคราะห์ไม่สามารถตอบสนองการแก้ไขปัญหาสังคมที่พัฒนาขึ้น
จึงเริ่มมีการทำงานศึกษาวิเคราะห์ชุมชน ไปพร้อมกับมุ่งเข้าไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในปีพ.ศ.
๒๕๑๐ ศาสตราจารย์ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและคณบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้เล็งเห็นว่า ในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑ ที่ผ่านมา
หากปล่อยให้ภาค ชนบทเติบโตอย่างไร้ทิศทางและไม่มีความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ
จะนำมาซึ่งปัญหาระยะยาว จึงได้ริเริ่ม แนวความคิดที่จะทำให้ภาคชนบทมีความสำคัญขึ้น
โดยจัดทำโครงการบูรณะชนบท โครงการบัณฑิตอาสาสมัคร โครงการพัฒนาชนบทลุ่มน้ำแม่กลอง
และก่อตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ที่จังหวัดชัยนาท โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำงานส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนและองค์กรประชาชนในชนบทจึงกล่าวได้ว่า
มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย นับว่าเป็นองค์กรเอกชน
ที่ทำงานปฏิบัติการพัฒนาชนบทแห่งแรกในประเทศไทย อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญของงานพัฒนาในช่วงต่อมา
พัฒนาการของขบวนการองค์กรพัฒนาเอกชน
ยุคประชาธิปไตยเบิกบาน ( พ.ศ.๒๕๑๖-พ.ศ.๒๕๑๙)
เหตุการณ์เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างกว้างขวางทุกระดับ
กระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในหมู่ประชาชนผู้ยากไร้ ซึ่งเริ่มตระหนักถึงพลังของตนเอง
และสำนึกของชนชั้นกลางก็ถูกยกระดับให้สูงขึ้น และมีการตั้งคำถามต่อสังคมไทย
สถานการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของ องค์กรพัฒนาเอกชน
เกิดกลุ่มบุคคลและองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนมาก ลงไปหาผู้ด้อยโอกาสในสังคม
ทั้งในเมืองและชนบทมีการแสวงหาแนวทางการพัฒนา จากงานสังคม
สงเคราะห์สู่การสร้างพลังให้กับประชาชน งานพัฒนาในช่วงนี้มีความหลากหลาย
ที่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคมในกลุ่มงานหลายสาย
ได้แก่
งานพัฒนาชนบท คนหนุ่มสาวจำนวนมากออกสู่ชนบท
โดยมุ่งหวังอุทิศตนเพื่อชนบท มีการผสมผสานงาน งานพัฒนาสำคัญได้แก่
โครงการหมู่บ้านสหกรณ์แม่ตะมาน อ.กีดช้าง จ.เชียงใหม่
ซึ่งดำเนินการ โดยกลุ่มหนุ่มสาวร่วมกับมูลนิธิโกมลคีมทอง
ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การเพิ่มผลผลิตเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวบ้าน
เน้นการรวมกลุ่มเกษตรกร
งานพัฒนาในเมือง หลังเหตุการณ์เดือนตุลา
๒๕๑๖ เริ่มมีองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าไปทำงานพัฒนาสลัมมากขึ้น
โดยมีสลัมคลองเตยเป็นตัวแทนของปัญหา และเริ่มมีการเคลื่อนไหวในการให้คำปรึกษา
ช่วยเหลือสิทธิขั้นพื้นฐานของกรรมกรในการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงาน
งานสิทธิมนุษยชน
เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ทำให้หลักการสิทธิเสรีภาพ มีความสำคัญ ก่อให้เกิดองค์กรประชาชน
เช่น สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย สภาแรงงานแห่งประเทศไทย ได้เกิดองค์กรสิทธิมนุษยชนขึ้น
ได้แก่ สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งปัจจุบันคือ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
โดยเฉพาะการรณรงค์ช่วยเหลือนิสิตนักศึกษาที่ถูกจับกุมคุมขังในเหตุการณ์
๖ตุลา ปี ๒๕๑๙
สถานการณ์ในช่วงนี้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้องค์กรพัฒนาเอกชน
จำต้องยุติบทบาทของตน และถูกกล่าวหาว่าเป็นแนวร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ยุคหลัง
๖ ตุลาคม ๒๕๑๙-๒๕๒๒ หลังปี พ.ศ. ๒๕๑๙ สถานการณ์ความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ทางการเมือง
นำไปสู่การใช้ความรุนแรง บรรยากาศทางการเมืองเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
งานขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านศาสนา ได้เข้ามามีบทบาทสูงขึ้น เช่นเกิดกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม
( กศส.) ขึ้น เพื่อรณรงค์ติดตามให้คำแนะนำด้านกฎหมาย และมีคณะกรรมการยุติธรรมและสันติ
ซึ่งเป็นหน่วยงานของสภาคาทอลิคแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา ที่นำเสนอแนวทางสันติวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมและการก้าวพ้นในงานพัฒนามากกว่าขอบเขตของคริสตชนไปสู่กลุ่มอื่นด้วย
ยุค
๒๕๒๓-ปัจจุบัน ภายหลังสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลายลงในปี
พ.ศ. ๒๕๒๒ องค์กรพัฒนาเอกชนขยายตัวและเติบโตมากขึ้น ช่วงปีพ.ศ. ๒๕๒๒
ได้เกิดการเคลื่อนไหวของหน่วยงานและขบวนการพัฒนาสังคม ในระดับสากล
เพื่อทบทวนปัญหาและประสบการณ์การดำเนินการพัฒนาในประเทศโลกที่สาม โดยต้องยึดถือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา
 แนวคิดเรื่อง
การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้รับการแพร่กระจาย ทำให้เกิดการทบทวนการพัฒนา
ทั้งในระดับภาครัฐบาลและองค์กรเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ได้ประเมินผลการพัฒนาและยอมรับว่าประเทศไทยยังประสบปัญหาในการพัฒนาประเทศ
และมองเห็นความสำคัญของภาคเอกชน จึงริเริ่มดำเนินการส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนมากขึ้น
ในส่วนของภาคองค์กรพัฒนาเอกชน ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานอาสาสมัครเอกชนทั้งในชนบทและสลัม
และมีการประชุมต่อเนื่องมา เพื่อพิจารณาปัญหา และความต้องการร่วมกันของหน่วยงานอาสาสมัครเอกชน
เพื่อหาความร่วมมือในการส่งเสริมการดำเนินงานภาคองค์กรเอกชน และได้ร่วมกันก่อตั้ง
โครงการอาสาสมัครเพื่อสังคม เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๒๓ เพื่อเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการฝึกอบรมอาสาสมัครและบริการแก่องค์การอาสาสมัครเอกชนต่าง
ๆ และทำหน้าที่ส่งเสริมการประสานงานระหว่างองค์การอาสาสมัครเอกชนให้มากขึ้น
สถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ จึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ ในการผลักดันขบวนการพัฒนาเอกชน
ให้ขยายตัวและเติบโตในระยะเวลาต่อมา
นับตั้งแต่ปี
๒๕๒๓ เป็นต้นมา จึงก่อให้เกิดองค์กรพัฒนาเอกชนเล็ก ๆ เกิดขึ้นมากมาย
ทั้งที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการและในปี ๒๕๒๔ ได้มีการประชุมสัมมนาผู้บริหารองค์กรพัฒนาเอกชนระดับชาติ
ได้ตั้งคณะกรรมการติดตามผลการสัมมนาองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทย ครั้งที่
๑ เพื่อให้ทำหน้าที่ผลักดันให้มีการปฏิบัติตามมติที่ประชุมอย่างต่อเนื่อง
และในช่วงขณะนั้นได้เกิดการประชุมขององค์กรพัฒนาเอกชนหลายครั้ง มีการจัดตั้ง
ชมรมนักพัฒนา ขึ้น มีสมาชิกจากภูมิภาคต่าง ๆ
มีการประสานงานระหว่างภูมิภาค ซึ่งในปี ๒๕๒๖ ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น
กลุ่มแลกเปลี่ยนเพื่อการพัฒนาชนบท ( Exchange
Forum on Development) ซึ่งเรียกกันย่อ ๆ ว่า EFORD (อีฟอร์ด) ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดของนักพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการทำงานพัฒนาชนบทร่วมกัน
ช่วยให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ในหมู่คนทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน เป็นการศึกษาและวิเคราะห์ชุมชน
เพื่อนำสู่การปฏิบัติและให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมชุมชน
ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่
๖ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายให้รัฐประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนา
โดยเฉพาะการพัฒนาชนบท โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ได้ตั้งคณะทำงานกำหนดแนวทางประสานความร่วมมือ จัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนต่อไป
ในช่วงปลายปี
๒๕๒๘ องค์กรพัฒนาเอกชนทั้งประเภทพัฒนาและสงเคราะห์ ๑๓๙ องค์กร จึงได้จัดประชุมและมีมติให้จัดตั้ง
คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชนบท (กป.อพช.) ระดับชาติขึ้น
ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน
เพื่อเป็นกลไกขององค์กรพัฒนาเอกชนในการประสานงานกับภาครัฐ
ขณะเดียวกันในแต่ละภูมิภาคก็ได้มีการรวมตัวกันเป็น กป.อพช. ระดับภาคเช่นเดียวกัน
การกำเนิดขึ้นของ กป.อพช. จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญขององค์กรพัฒนาเอกชนไทยที่เป็นการพัฒนามาก
กว่างานสังคมสงเคราะห์ โดยมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ
๑.
เปลี่ยนวิธีการทำงานต่างคนต่างทำ มารวมพลังเป็นขบวนการมากขึ้น
๒. เชื่อมโยงองค์กรพัฒนาเอกชนด้านต่าง ๆ เด็ก สตรี เกษตร
สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
๓. ยกระดับการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชนชนบทจากจุดเล็ก
ๆ เฉพาะพื้นที่และเฉพาะปัญหา สู่ระดับที่กว้างขวางมากขึ้น จากการรวมตัวขององค์กรพัฒนาเอกชนจึงเป็นการเพิ่มพลังและเป็นขบวนการทางสังคม
ซึ่งรัฐมิอาจมองข้ามได้ ประเด็นเนื้อหาและกิจกรรมที่องค์กรพัฒนาเอกชนดำเนินการในเวลาช่วงนี้
จึงเป็นการลงทำงานกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อช่วยแก้ปัญหา
คิดค้นแนวทาง และกิจกรรมการพัฒนา ซึ่งทำให้ได้ค้นพบผู้นำ
และทางเลือกของประชาชน กลายมาเป็น ปราชญ์ชาวบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่น
ที่กล่าวขานและถูกเผยแพร่ในปัจจุบัน รวมทั้งการสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างชาวบ้าน
และขยายผลไปยังชุมชนอื่น ๆ เช่น ป่าชุมชน เกษตรกรรมทางเลือก
เป็นต้น
ประสบการณ์หลักขององค์กรพัฒนาเอกชน
อยู่ที่การทำงานระดับชุมชนมาโดยตลอด และมองว่าถ้าองค์กรชาวบ้านเข้มแข็งแล้ว
จะสามารถแก้ปัญหาได้จึงเรียกกันว่า คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน
ขณะเดียวกันองค์กรพัฒนาเอกชน
ก็มองเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนเป็นผลกระทบจากกฎหมายและนโยบายการพัฒนา
จึงได้ทำงานทั้งระดับชุมชนและระดับนโยบาย จัดทำข้อเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาร่วมกับองค์กรชาวบ้าน
เพื่อเผยแพร่ให้สังคมร่วมรับรู้ และนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหา
ในช่วงปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ กป.อพช.
ได้จัดเวทีประชุมสมัชชา กป.อพช. และมีข้อเสนอในที่ประชุม ให้จัดปรับขบวน
อพช. เพื่อรวมพลังสู้กับกระแสโลกาภิวัตน์ และมีเวทีประชุมใหญ่ ๆ เกิดขึ้นหลายเวที
เช่น เวทีประชุมอังค์ถัด เวทีการประชุมคู่ขนานธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ได้ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านต่าง
ๆ และองค์กรประชาชน ในการเข้ามาร่วมกันทำงาน ในเชิงขบวนการยิ่งขึ้น
กป.อพช. จึงได้ทำหน้าที่บทบาทในฐานะกลไกประสานงานกลางให้กลไกภาคและเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านต่าง
ๆ เครือข่ายองค์กรประชาธิปไตย สมัชชาคนจน รวมตัวกันในนาม คณะทำงานวาระประชาชนเพื่อความเป็นไท
จัดทำ วาระประชาชน ขึ้นมา โดยการสังเคราะห์ประสบการณ์การทำงาน
จากการทำงานร่วมกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและประชาชนทั้งภาคเมืองและชนบท
เพื่อที่จะจัดทำเป็นข้อเสนอวาระประชาชน อันเป็นหลักการการทำงานที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืน
บนพื้นฐานการพัฒนาต้องมา จากประชาชน โดยได้จัดทำเป็นข้อเสนอต่อรัฐบาลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายและการบริหารประเทศในรัฐบาลชุด
ฯพณฯ ท่าน นายกรัฐมนตรี พันเอกทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์
๒๕๔๔ ( ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือชุด วาระประชาชนเพื่อความเป็นไท
ธันวาคม ๒๕๔๓ )
|