ภายใต้กระแสพัฒนาในยุคโลกาภิวัตน์(globalization ) ในปัจจุบันองค์กรพัฒนาเอกชน ก็ได้มีการปรับตัวให้เท่าทันกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบให้เกิดประเด็นปัญหาทางสังคมใหม่ เพื่อก่อให้เกิดความสลับซับซ้อนในประเด็นปัญหาเดิม

บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนในอนาคต

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ( ๒๕๔๓ ) ได้ให้ทัศนะไว้ในบันทึกลับ NGOs ไว้ว่า เอ็นจีโอจะต้องมองการเคลื่อนตัวของสังคม และการจัดองค์กรของประชาชนเพื่อการจัดการแก้ปัญหาของตัวเอง ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐ สถานการณ์ปัจจุบันเอื้อให้เอ็นจีโอขยายตัวและมีบทบาทเพิ่มขึ้นทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติการ

การพังทลายของเศรษฐกิจ ทำให้คนเริ่มเห็นความสำคัญ การสร้างรากฐานสังคมให้เข้มแข็ง สังคมต้องขยับและช่วยตัวเอง โดยไม่หวังพึ่งรัฐอีกต่อไป รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๖ ได้เปิดช่องให้เกิดการเคลื่อนตัวของสังคมได้มากขึ้น รัฐจะไม่ใช่ตัวสำคัญ ทุนเสรีการค้าตามทิศทางของโลกาภิวัตน์ จะลดบทบาทของรัฐให้ลดลง แต่ทุนต่างชาติจะเข้ามามีอำนาจมากขึ้น ในขณะที่รัฐและสังคมตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ได้ยาก จึงต้องจัดการให้สังคมพึ่งพาต่างชาติให้น้อยลง และพยายามมองหาการพึ่งจุดที่ กว้างขวางมากกว่าจุดที่พึ่งพาเดิม อาทิ การเชื่อมต่อเครือข่ายประชาชนระหว่างประเทศด้วยกัน โดยไม่ผ่านแหล่งทุนต่างชาติ หรือองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ ดังนั้น

เอ็นจีโอ จะต้องสร้างพลังระหว่างเอ็นจีโอด้วยกันให้ชัดเจนมากขึ้น ไม่ถูกแยกสลายเพื่อให้มีพลังต่อรองมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ มีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันเพื่อให้เกิดการเท่าทันสถานการณ์ทางสังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เอ็นจีโอ ต้องเชื่อมโยงกลุ่มที่ทำงานรณรงค์ ผลักดันระดับนโยบายกับกลุ่มที่ทำงานในระดับพื้นที่เพื่อเชื่อมประสานข้อเด่นของแต่ละส่วน และหนุนเสริมซึ่งกันและกันให้มากขึ้น

เอ็นจีโอ จะต้องทำงานกับกลุ่มอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย จะเป็นการกระตุ้นให้สังคมเกิดการเคลื่อนไหวในทุกระดับ

เอ็นจีโอ ต้องใช้ยุทธวิธีประสานคนในภาครัฐในเชิงตัวบุคคลก่อนในระยะแรก เพื่อให้มาทำงานร่วมกันให้มากขึ้น

โดยจะต้องทำงานกับสื่อ เพื่อยึดพื้นที่ทางอุดมการณ์ของชนชั้นกลาง เพราะชนชั้นกลางรับความคิดผ่านสื่อ โดยจะต้องสร้างสื่อในแนวราบ หมายถึง การสื่อสารระหว่างคนในกลุ่ม เครือข่ายต่าง ๆ ที่อยู่ในชุมชน ต้องมีการคิดค้นสื่อทางเลือกสำหรับประชาชน โดยเริ่มจากชุมชนให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ระหว่างกันมากขึ้น และผลักดันให้เกิดสื่อทางเลือกสำหรับประชาชน

การผลักดันกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๖ เป็นตัวแปรสำคัญของการเปลี่ยนแปลงรัฐตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการระดับชาติ จะต้องร่วมกันผลักดันการเมืองภาคประชาชน ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการต่อรอง และทำงานการเมืองกับนักการเมืองให้มากขึ้น ไม่ใช่เข้าไปเล่นการเมืองกับพรรคการเมืองโดยตรง แต่เป็นการทำงานการเมืองของภาคประชาชน

เดช พุ่มคชา ( ๒๕๔๒ ) มองว่าประเทศไทยในอนาคต ( สิบปี ) จะเผชิญกับความไม่เรียบร้อย ความสับสนนานาชนิด เอ็นจีโอจะต้องได้รับผลกระทบแต่ก็มีภารกิจที่สำคัญ คือ

- การบรรเทาและปลดเปลื้องความยากจนของกลุ่มคนยากจนต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่เป็นธรรมที่ต้องแบกภาระหนี้สินส่วนรวมซึ่งไม่ได้เป็นผู้สร้าง

- ติดตามแผนการกู้เงิน การใช้เงิน ตลอดจนการคัดค้านการแก้วิกฤติเศรษฐกิจ โดยการกู้จากแหล่งทุนต่างประเทศที่ครอบงำประเทศยากจน

- ส่งเสริมการเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข็ง โดยใช้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๖

- นำเสนอผลักดันวาระประชาชนเพื่อความเป็นไทให้เกิดผลทางการปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม การเข้ามามีส่วนร่วมในงานพัฒนาสังคมของเอ็นจีโอโดยแนวทาง และการดำเนินงานที่หลากหลาย ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก แต่ปัญหาสังคมก็ยังคงดำรง อยู่ ปัญหาเฉพาะหน้าจึงต้องได้รับการแก้ไขควบคู่กับการคำนึงถึงการแก้ไขระยะยาว ผู้ด้อยโอกาสในสังคมยังต้องการการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาของตนเอง

เอ็นจีโอจึงต้องมีภารกิจสร้างเงื่อนไข เพื่อเพิ่มพลังสามารถแก่ผู้ด้อยโอกาสมากยิ่งขึ้น เอ็นจีโอจำต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ จะต้องรู้เท่าทันสังคม สามารถรักษาอุดมคติ และต้องให้อยู่รอดได้ ไม่หลงไปกับสังคม หรือเข้าไปในโครงสร้างอำนาจทางการ และชัดเจนในทิศทางของตัวเองไม่ใช่มุ่งหวังอำนาจ

เอ็นจีโอจะต้องเป็นวิธีการมากกว่าเป้าหมาย คือเป็นวิธีการเสริมให้กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ด้อยโอกาสได้เป็นผู้ปฏิบัติการ จะต้องเป็นตัวเสริมในฐานะผู้กระตุ้นให้มั่นคง