Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง
NGOs คือใคร ?

องค์กรพัฒนาเอกชน หรือ อพช. มีบทบาทในการพัฒนาสังคมไทยมากว่า ๓ ทศวรรษ คนทั่วไปรู้จักในนาม "เอ็นจีโอ" (NGOs)

ภาพลักษณ์ของ NGOs ในความเข้าใจของคนในสังคม มีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ตามข้อมูล ที่ได้รับและประสบการณ์ที่ได้สัมผัส บ้างว่าเป็นพวกที่มีอุดมการณ์ มีความตั้งใจสูงในการทำงาน เพื่อสังคม แต่มีคนไม่น้อยมองว่าเป็นพวกม็อบรับจ้าง พวกขัดขวางความเจริญ พวกรับเงินต่าง ประเทศมาทำลายชาติ และอื่นๆ อีกมากมาย

...แล้ว NGOs คืออะไรกันแน่?...

NGOs มาจากคำย่อว่า Non Govermental Oganizations แปลตรงตัว คือ องค์กรที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐ ในต่างประเทศมักเรียกว่า "องค์ที่ทำงานโดยไม่แสวงหากำไร" หรือ "องค์กรอาสาสมัครเอกชน"

สำหรับประเทศไทย มักเรียกว่า "องค์กรการกุศล" หรือ "องค์กรสาธารณประโยชน์" และในระยะหลังก็เรียกว่า "องค์กรพัฒนาเอกชน"

องค์กรพัฒนาเอกชน ( NGOs) คือ องค์กรที่ไม่ใช่ภาคราชการ และไม่ใช่ภาคธุรกิจที่แสวง หากำไร ก่อตั้งและดำเนินการโดยกลุ่มบุคคล ที่มีความมุ่งมั่นในอันที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไข ปัญหาสังคม โดยเฉพาะปัญหาด้านคุณภาพชีวิตของกลุ่มบุคคลผู้ด้อยโอกาสและประชาชนผู้ทุกข์ยาก อันเกิดจากผลกระทบของการพัฒนา


NGO ในประเทศไทย

การแก้ไขปัญหาความยากจน และการพัฒนาประเทศนั้นเป็นบทบาท ของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียวมา โดยตลอด จะพบอยู่เสมอว่า ในภาครัฐจะมีบุคลากรมากมาย มีงบประมาณจากภาษีประชาชนไม่น้อย แต่ในการทำงานยังมีข้อจำกัด เพราะปัญหาสังคมนั้นใหญ่โตและสลับซับซ้อนเกินกว่าที่จะแก้ไขได้โดย ภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว

โดยตลอดมาในสังคมไทยเรา มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้วยใจ ที่ต้องการจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยรวมตัวกันเรียกว่า "องค์กรพัฒนาเอกชน" มานานแล้ว

กลุ่มแรกๆ เป็นกลุ่มศาสนา ทั้งในส่วนของพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนา ที่มีอุดมการณ์ทางศาสนา ให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยากและเสียเปรียบ

อีกกลุ่มหนึ่ง คือนักศึกษาตามสถาบันต่างๆ รวมตัวกันเป็นกลุ่มอาสาสมัคร ออกไปช่วยสร้างโรงเรียน สร้างห้องสมุด หรือช่วยสอนหนังสือเด็กชนบทที่อยู่ห่างไกล

ในยุคแห่งการรณรงค์ให้เกิดการพัฒนาในประเทศด้อยพัฒนา ที่องค์การสหประชาชาติเรียกว่า "ทศวรรษแห่งการพัฒนา" กระแสในช่วงนั้น ทำให้มีการก่อตั้ง "สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมภ์" ในปี พ.ศ.๒๔๙๙ "สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์" ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ.๒๕๐๑

งานขององค์กรพัฒนาเอกชนในช่วงนี้ เน้นการให้ความรู้และการสงเคราะห์แก่กลุ่ม ผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่ขาดแคลน และผู้ที่ประสบปัญหาขั้นพื้นฐาน

การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ในแต่ละช่วง มีส่วนสำคัญในการกำหนดแนวคิด และวิธีการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ในแต่ละช่วงเช่นเดียวกัน

ในช่วงเวลาต่อมา แนวความคิดการพัฒนาที่เน้นการสงเคราะห์ไม่สามารถตอบสนองการแก้ไขปัญหา สังคมที่พัฒนาขึ้น จึงค่อยๆเริ่มเปลี่ยนแปลง การทำงานนั้นมีการศึกษาวิเคราะห์ ชุมชนไปพร้อมกับมุ่ง เข้าไปแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและด้านสังคมเป็นสำคัญ

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง นำโดย ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ริเริ่มโครงการที่สำคัญคือ

- โครงการบูรณะชนบท
- โครงการบัณฑิตอาสา
- โครงการพัฒนาลุ่มน้ำแม่กลอง

และได้ก่อตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้นักวิชาการและนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เข้าร่วมในโครงการ
มีโอกาสศึกษาเรียนรู้ชุมชนชนบทไทย และสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานชุมชน อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญของงานพัฒนาในช่วงเวลาต่อมา

เมื่อถึงช่วงเวลาที่เรียกว่า "ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน" (พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๙) ประชาชนกลุ่มต่างๆ เกิดการตื่นตัวปัญหาที่ที่ดำรงอยู่ในสังคมหลากหลายมากขึ้น กว่าเดิม จากที่เคยเน้นหนักที่ปัญหา เฉพาะในพื้นที่ชนบท งานองค์กรพัฒนาเอกชนในช่วงนี้ เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น ที่เป็นความพยายามเข้าไปแก้ปัญหาสังคม อาทิ งานสลัม งานสิทธิกรรมกร ตลอดจนงานด้านสิทธิมนุษยชน มีความพยายามเข้าไปแก้ปัญหา การละเมิดสิทธิอย่างมากมายในขณะนั้น

หลังปี พ.ศ. ๒๕๑๙ สถานการณ์ความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ทางการเมือง
นำไปสู่การใช้ความรุนแรง บรรยากาศทางการเมืองจึงเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและการควบคุมจากรัฐ งานขององค์กรพัฒนาเอกชน จึงลดบทบาทลงไป แต่ในขณะเดียวกัน องค์กรพัฒนาเอกชนทางด้านศาสนาเริ่มมีบทบาทสูงขึ้น โดยการนำเสนอหลักธรรมที่เน้นแนวทางสันติวิธี เข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม

เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลายลง ในปี พ.ศ.๒๕๒๒ เข้าสู่บรรยากาศที่เรียกว่ายุคประชาธิปไตยครึ่งใบ หลังจากถูกจำกัดบทบาทมานาน ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่มีองค์กรพัฒนาเอกชนเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย (ดูรายละเอียดใน "ทำเนียบองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทย" ,๒๕๒๙,โครงการอาสาสมัครเพื่อสังคม)

จนในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ นักพัฒนาที่มีประสบการณ์กลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันอย่างไม่เป็นทางการ มีการจัดเวที แลกเปลี่ยนแนวคิดประสบการณ์ในการทำงานพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหนุนช่วยซึ่งกันและกันในด้านการทำงาน และชีวิตส่วนตัว

เมื่อนักพัฒนาเข้าร่วมมากขึ้น จึงมีการเลือกกลุ่มคนขึ้นมาช่วยในการนงานมีชื่อเรียกในขณะนั้นว่า "คณะกรรมการประสานองค์กรเอกชน" ต่อมามีสมาชิกเข้าร่วมมากขึ้นจากทุกภูมิภาค จึงได้เปลี่ยนชื่อเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น และและปรับตัว ให้เข้ากับสถานการณ์ในขณะนั้น โดยใช้ชื่อว่า "องค์ประชุมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาชนบท" (Exchange Forum on Rural Development) เรียกกันย่อๆว่า EFORD (อีฟอร์ด)

จากเวทีสัมมนา EFORD ในปี พ.ศ.๒๕๒๕ สมาชิกได้ทำการวิเคราะห์และมีความเห็นร่วมกันว่า องค์ประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้เริ่มขยายวงเพิ่มมากขึ้นทุกปี การประสานงานและการแลก เปลี่ยนความคิดเห็น ทำได้อย่างมีข้อจำกัด เพื่อให้เกิดความคล่องตัวจึงมีมติร่วมกัน ให้สมาชิกแต่ภูมิภาค ประสานงานและจัดกิจกรรมในภูมิภาคแต่ยังคงมีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในงาน พัฒนาชนบท ร่วมกันปีละครั้ง

การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องในเวที EFORD ช่วยให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ใน หมู่คนทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน ที่สำคัญคือการมองและวิเคราะห์ชุมชนด้วยทัศนะและมุมมอง ใหม่ จากเดิมซึ่งเป็นการมองเชิงลบ (Negative Approach) มาสู่ความเข้าใจใหม่ว่า แต่ละชุมชนต่าง มีประวัติศาสตร์ของตนมายาวนาน ชุมชนได้ร่วมกันสร้างสรรค์วัฒนธรรมภูมิปัญาในด้านต่างๆ รวมทั้ง มีการสืบทอดให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม แก่คนในรุ่นปัจจุบัน

เมื่อคนทำงานพัฒนามองว่า ชุมชนมีภูมิปัญญา จึงเกิดความเคารพในความรู้และความสามารถของ ชุมชน ท่าทีในการทำงานจากที่เคยคิดว่าตัวเองเก่งกว่า มีความรู้เหนือกว่า ชุมชนมีความรู้ความสามารถ ในด้านใด แล้วใช้ความรู้ความสามารถทีมีอยู่ของนักพัฒนา ร่วมวิเคราะห์แลกเปลี่ยนถึงปัญหาที่ชุมชน ประสบอยู่และร่วมวิเคราะห์ทางออกในการแก้ไขปัญหาตามศักยภาพและความต้องการที่แท้จริงของชุมชน โดยชุมชนเป็นผู้ตัดสินใจและคนทำงานพัฒนาจะคอยเอื้ออำนวยให้ชุมชน ตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดองค์กรชุมชนที่เข้มแข็งเท่าทันสถานการณ์และแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองในอนาคต แล้วนำมาวิเคราะห์แลก เปลี่ยนร่วมกัน ทั้งในเวทีภูมิภาคและเวทีกลางในแต่ละปี จนกระทั่ง ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ กลุ่ม EFORD ค่อยๆลดบทบาท ขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนได้มีการรวมตัว กันอย่างเป็นทางการในนาม "คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชนบท" แต่ยังคง ความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน

ประเด็นเนื้อหาและกิจกรรมที่องค์กรพัฒนาเอกชนดำเนินการในเวลาช่วงนี้
จึงเป็นการศึกษาค้นหา ปราชญ์ชาวบ้าน รวบรวมองค์ความรู้ของชาวบ้าน กิจกรรมที่ชาวบ้านสร้างสรรค์ขึ้นจากพื้นฐานวัฒนธรรม และภูมิปัญญาของตนเอง แล้วนำมาเผยแพร่สู่สังคมในวงกว้าง รวมทั้งการสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ ระหว่างชาวบ้านและขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ อาทิ การรักษาสุขภาพแบบองค์รวม ป่าชุมชน เกษตรธรรมชาติ หรือ เกษตรผสมผสานที่เรียกรวมๆว่า "เกษตรกรรมทางเลือก" เป็นต้น

ฐานประสบการณ์หลักขององค์กรพัฒนาเอกชน อยู่ที่การทำงานในระดับชุมชนมาโดยตลอด และมองว่าหากองค์กรชาวบ้านเข้มแข็งแล้ว ย่อมแก้ปัญหาทุกปัญหาได้ ในช่วงนั้นคนทำงานพัฒนา มีการพูดกันว่า "คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน"

ขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนทำงานในชุมชน ก็เริ่มมองเห็นว่าปัญหาหลายปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน เป็นผลกระทบจากกฎหมายและนโยบายการพัฒนา ในหลายหมู่บ้านที่องค์กรพัฒนาเอกชนทำงานมานาน
ต้องสูญเสียป่าต้นน้ำลำธาร เพราะการที่รัฐอนุญาตให้บริษัทเอกชนได้รับสัมปทานการตัดไม้ในป่าที่นาอัน อุดมสมบูรณ์ของหลายหมู่บ้านต้องถูกรัฐเวนคืน เพื่อให้บริษัทเอกชนเข้าดำเนินการทำเหมืองแร่ลิกไนต์

ชาวบ้านนับร้อยหมู่บ้านต้องกลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย ต้องถูกอพยพเพราะรัฐต้องการเพิ่มพื้นที่ป่า อนุรักษ์โดยออกนโยบายประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับลงในที่ทำกินและที่อยู่อาศัยที่ชาวบ้านตั้งรกรากมาก่อน ชาวบ้านในหลายหมู่บ้านเข้าร่วมในโครงการเกษตรกรรมสัญญา (Contract Farming) แล้วเสียเปรียบบริษัท หรือการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ของรัฐในช่วงแรกๆ เน้นให้คนเกิดความกลัว คนที่ได้รับเชื้อ HIV ก็ถูกสังคมรังเกียจ และมีการฆ่าตัวตาย เป็นต้น

งานในช่วงหลังองค์กรพัฒนาเอกชน จึงมีการทำงานควบคู่กัน ทั้งงาน ในระดับชุมชนและงานในระดับ นโยบายมีการศึกษาวิเคราะห์รวบรวมข้อมูลปัญหาที่มีผลกระทบมาจากนโยบายรวมทั้งจัดทำข้อเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาร่วมกับองค์กรชาวบ้าน เพื่อนำไปเผยแพร่ให้คนในสังคมรับรู้และนำเสนอต่อผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ในการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย.

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ
"บันทึกลับ NGO" บริษัทกลางเวียงการพิมพ์ จำกัด, เชียงใหม่ ๒๕๔๓

สนใจ ลงโฆษณา กับ ThaiNGO.org
ดูรายละเอียดที่นี่...
ThaiNGO Columnists
มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
6 Board
ประชาสัมพันธ์ งานกิจกรรม (Activities Board)
สมัครงาน หางาน (Jobs Board)
ร่วมปันน้ำใจ ให้สังคม (Charity Board)
ซื้อขาย แลกเปลี่ยน (Classifieds Board)
แหล่งทุน หาทุน (Grant Board)
กระดานสนทนา (ThaiNGO Webboard)






Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: 66 (0) 2318 3959 , 66 (0) 2314 4112 , 66 (0) 2314 4113 Fax: 66 (0) 2718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org