ผู้หญิงหลังท่อก๊าซ ทัศนีย์ นะแส
บทสัมภาษณ์ ทันนีย์ นะแส : ลงจุดประกายวันที่ 19 กรกฏาคม 2546

"ตอนพี่จงบวช แกจะไม่ยอมสึกนะ บวชเลยพรรษา จนแต่งงานกันแล้ว แกยังบอกว่าอยากจะไปบวชใช้ชีวิตอย่างพระ เราก็บอกถ้าป๊าจะไปบวช เราก็จะไปบวชอยู่กุฏิข้างๆ แกบอกว่าแล้วจะตามไปทำไมอีก ... นี่คือแกพูดตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่องนี้นะคะ ถ้าแกไม่มีมิติของศาสนาอยู่ ดิฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะทนกับแรงกดดันครั้งแล้วครั้งเล่าได้ "


บรรจง นะแส และครอบครัว สิ่งที่ยังคุกรุ่นเบื้องหลังความขัดแย้งกรณีท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ไม่ใช่เพียงการนับถอยหลังเพื่อตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอาท่อก๊าซเท่านั้น แต่ในขณะที่สถานการณ์ยังผันผวน ผู้คนที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับโครงการนี้ต่างก็ได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า

20 ธันวาคม 2545 ภายหลังการปะทะกลางเมืองหาดใหญ่โดยที่ยังจับมือใครดมไม่ได้ แกนนำกลุ่มผู้คัดค้านจำนวนหนึ่งถูกจับกุมและตั้งข้อหารุนแรง หนึ่งในนั้นคือ บรรจง นะแส นักเคลื่อนไหวท้องถิ่นซึ่งถูกกลไกรัฐหมายหัวไว้ว่า เขาคือ เอ็นจีโอหนึ่งใน 10 เปอร์เซ็นต์ที่นิยมความรุนแรง กระทั่งนายกรัฐมนตรีเองยังออกปากท้าทายว่า ถ้าจะเคลื่อนไหวก็ให้เดินออกมาจากกระโปรงเสียก่อน..

แต่นั่นคือภายหลังจากที่ บรรจง นะแส พร้อมแกนนำกลุ่มผู้คัดค้านอีกสิบกว่าชีวิต ต้องย้ายที่นอนไปในคุกอยู่หลายคืน ก่อนที่จะได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา

ถ้าเราจะพยายามทำความเข้าใจว่า ท่าทีดังกล่าวเป็นบุคลิกเฉพาะของผู้นำประเทศคนปัจจุบัน มันก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจธรรมชาติได้ เพราะในฐานะคนที่ยืนฝ่ายตรงข้ามไม่ว่าจะเป็นใคร ต่างก็ถูกตอบโต้ด้วยท่าทีและวิธีการคล้ายๆ กันทั้งสิ้น ในสายตาอำนาจรัฐ ชื่อบรรจง นะแส จึงอาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่มีความหมายใกล้เคียงกับของแสลงชวนขยะแขยง

แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง บรรจง นะแส ไม่ได้เป็นเพียงผู้คัดค้านโครงการท่อก๊าซที่ไร้หัวนอนปลายเท้าหรือไร้ที่มาที่ไป

วันที่บรรจง นะแส ถูกจองจำอยู่ในคุก ผู้หญิงของบ้านจึงต้องทำหน้าที่แบกรับดูแลชีวิตภาคที่เหลือในครอบครัว พร้อมๆ กับดิ้นรนหาช่องทางเรียกอิสรภาพคืนให้กับผู้เป็นสามี

สถานะของอาจารย์ประจำคณะพยาบาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ทัศนีย์ นะแส อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งกรณีท่อก๊าซไทย-มาเลย์ แต่ในฐานะภรรยาของบรรจง นะแส และแม่ของ น้องจริง-จริงจัง นะแส ลูกสาววัย 15 ปี และ น้องเจีย-เจียระไน นะแส ลูกชายวัย 13 ปี ...เธอเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงแน่ๆ

แม้ว่าปัญหาความขัดแย้งนอกบ้านยังมองไม่เห็นอนาคต แต่ จุดประกาย-เสาร์สวัสดี ก็มีโอกาสพูดคุยกับเธอในวันที่สถานการณ์ภายในครอบครัวเริ่มคลายตัว...อย่างน้อยที่สุด ณ นาทีนี้ พ่อ-แม่-ลูก ก็ยังมีโอกาสได้อยู่กันพร้อมหน้า

ทัศนีย์เริ่มต้นพูดคุยด้วยบรรยากาศและท่าทีผ่อนคลาย คล้ายกับว่าต้องการใช้เวลาที่ยังเหลือร่องรอยความสุขนี้ให้คุ้มค่าที่สุด


+เล่าย้อนหลังให้เราฟังสักนิดได้ไหมคะว่า มาพบกับคุณบรรจงได้ยังไง

พี่จงเคยบอกว่าเขาเห็นดิฉันมาตั้งแต่ยังแก้ผ้า แต่ดิฉันว่าคงไม่จริง (หัวเราะ) คือดิฉันเรียนอนุบาลจนจบม.ต้น ที่อำเภอจะนะ แล้วเรียนเร็วกว่าเกณฑ์ ในขณะที่พี่จงอายุมากกว่า พอจบม.ต้นก็มาต่อที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ ซึ่งเป็นโรงเรียนชายประจำจังหวัดที่ดังมากสมัยนั้น เขาจะรับผู้หญิงเฉพาะม.ปลายเท่านั้น ซึ่งก็รับน้อยมากแค่ 3-4 คนต่อชั้น แต่เราอยากเรียนเพราะสมัยเขาบอกว่าถ้ามาสายวิทย์ต้องเรียนที่มหาฯเท่านั้น

ทีนี้พี่จงเขาเรียนอีกโรงเรียนซึ่งมีผู้หญิงมากกว่า แกเรียนศิลป์ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าคงไม่เจอกันอยู่แล้ว แต่แกบอกว่าแกเคยเห็นเราเดินไปเดินมา...อะไรอย่างนี้ แกว่าเคยเห็นดิฉันเดินนำหน้าหมา หมาตามหลังเป็นพรวนอะไรของแก ...แกยืนยัน (หัวเราะ)

พอถึงปี 2519 ดิฉันเข้าพยาบาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) แต่พี่จงแกยังเรียนม.ปลายอยู่เลย เราก็เรียนไปไม่ได้สนใจ รู้แต่ว่าเขาเป็นรุ่นน้อง เพราะเข้ามาทีหลัง อยู่คณะวิทยาการจัดการ (วจก.)

มาเจออีกทีตอนที่แกอยู่ทีมทีมโต้วาที เป็นคู่แข่งของคณะพยาบาล เราก็จะไปเชียร์เพื่อน พอแกขึ้นเวทีรอบตัดสินโอ้โห..ทั้งทีมแกทั้งปากแก...สุดๆ..ทุกคนเลย พวกเราที่เป็นพยาบาลได้แต่นั่ง...แบบ..ตายแล้ว...ทำไมเขาพูดจาได้ขนาดนี้

+คือจำฝีปากได้ก่อน ?

จบมาเราก็เป็นอาจารย์ อยู่แฟลตอาจารย์ ส่วนพี่จงยังไม่จบ แต่เขาสนิทรองอธิการฝ่ายกิจการนักศึกษา เขาก็มาอยู่ห้องตรงข้าม เราก็ไม่คิดอะไรถือว่าเป็นรุ่นน้อง แต่มีวันหนึ่งแกเดินมาบอกว่า...รู้นะอายุเท่าไหร่ เราก็สวนไปว่า...นี่บรรจง ถ้าเธอจะหาแฟนนะ แฟนเธอคงจะลำบากแน่เลย ปากเธอเป็นแบบนี้ (หัวเราะ) เธอเพลาๆ ลงบ้าง แกก็บอกว่าไม่เป็นไร แกมีคนที่แบบ..ปากจัดกว่ามาคู่ควร ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ตัว

มีอยู่คราวหนึ่งแม่ดิฉันไม่สบาย ต้องเข้าโรงพยาบาล ส่วนเราก็ต้องขึ้นไปเรียนปริญญาโทที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นดิฉันเป็นอาจารย์แล้ว ก็ขึ้นๆ ลงๆบ่อยมาก พี่จงก็เข้ามาดูแม่ เขาก็ไม่ได้สนใจว่าเราจะมาหรือไม่มา ตอนนั้นแหละถึงได้รู้จักแกอีกมุมหนึ่ง คือรู้จากแม่ แม่ก็เล่าให้ฟัง

+ใช้วิธีเข้าทางแม่เข้าทางผู้ใหญ่ ?

เพื่อนๆ ก็บอกอย่างนั้น แต่เราก็ยังไม่รู้สึกอะไร มีอยู่วันหนึ่งดิฉันไปนอนเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล ทั้งแม่ทั้งเราก็หลับเพราะเพลียมาก พอตื่นมาก็มีรองเท้าแตะวางคู่อยู่กับองุ่นกับขนมบนโต๊ะวางของเยี่ยมน่ะค่ะ เราก็บอกว่าใครนะซื้อรองเท้าแตะแล้วมาวางแบบนี้ แม่ก็บอกว่าไม่มีใครหรอก คนนี้แน่นอนเลยรับรอง เราก็บ่นไปคนอะไรเอารองเท้าแตะกับขนมมาวางไว้ด้วยกัน พอวันหลังถามแก แกก็บอกเห็นเราใส่รองเท้าจะขาด แล้วก็เที่ยววิ่งอยู่ที่โรงพยาบาล แกก็เลยซื้อให้ จากนั้นค่อยเริ่มสนิทกัน

+แล้วตอนนั้นคุณมองคุณบรรจงยังไง..นอกจากเรื่องปาก

ก็เริ่มสนิทกันตอนแม่ไม่สบาย พี่จงจะเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย เป็นคนตรงแล้วก็ไม่ค่อยฟอร์ม เรารับรู้ได้ว่าเขาจริงใจไม่มีปกปิดอะไรเลย มีอยู่วันหนึ่งดิฉันนั่งเขียนหนังสืออยู่ที่แฟลต แกก็มาเคาะประตู ก็คงจะเข้ามาคุยด้วยนั่นแหละ แต่แกก็เอามีดมาให้ดูว่านี่นะมีด แล้วก็คุย คุยไปแกก็ให้เราดูมีดอยู่นั่นน่ะ พอแกกลับไปแล้วเราก็ยังงง เพื่อนบอกว่าแกคงมาจีบมั้ง (หัวเราะ) บ้าเหรอมาจีบอะไรแบบนี้ ไม่ได้สนใจถามสารทุกข์สุกดิบเลยนะ พูดแต่เรื่องมีด (หัวเราะ)

+ตอนนั้นรู้หรือยังว่าคุณจงจะเลือกวิถีชีวิตแบบนี้ คือเป็นเอ็นจีโอ

พอรู้ค่ะ แต่สมัยแกลงพื้นที่ที่ปากบาง อำภอจะนะ ตอนนั้นแกไม่ได้รับเงินเดือน แต่นั้นบังเอิญว่าช่วงที่แกลงไปเป็นอาสาสมัครที่ปากบาง คณะพยาบาลเขาสนใจเรื่องสุขภาพของชาวประมงพอดี แต่ตัวดิฉันยังเรียนโทอยู่ที่จุฬาฯ ก็ไม่ค่อยได้เจอกัน แต่อาจารย์ที่คณะหลายคนสนิทกับแก สนิทขนาดที่คณบดีเคยถามแกเลยว่า ตกลงชอบลูกน้องของเขาคนไหน

+เรื่องอาชีพของคุณบรรจงเป็นประเด็นให้เราหนักใจไหมว่าจะเลือกเขาหรือเปล่า

ไม่เป็นประเด็น ดิฉันตัดสินใจไม่ยากเลยนะ รู้อยู่ว่าเขาไม่ได้รับเงินเดือน มาเพิ่งได้ช่วงหลังนิดๆ หน่อยๆ แต่ส่วนใหญ่ก็กินข้าวกับชาวบ้าน กินเสร็จก็จะมาเล่าให้เราฟังว่าเมื่อเช้ากินข้าวยำบ้านคนนั้น มื้อเย็นไปกินกับปูบ้างอะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าการแต่งงานก็คือได้แกมาเป็นเพื่อน มันเป็นเรื่องของการมองชีวิตร่วมกัน ไม่ได้คาดหวังให้แกมาเป็นผู้นำ ต้องมารับผิดชอบดูแล

+ขณะที่คุณเองก็ยังเรียนต่อไม่ได้หยุด ?

ค่ะ ตอนนี้กำลังทำปริญญาเอกที่คณะพยาบาล มอ.สนใจประเด็นไหน
เรื่องปัญหาความขัดแย้งทางจริยธรรมในการตัดสินใจในสถานพยาบาล อย่างเช่น ถ้าคนไข้หยุดหายใจ หมอจะเซ็นคำว่า NR - no reflecutate แปลว่าไม่ช่วยฟื้นคืนชีพน่ะค่ะ การที่หมอเขียนแบบนี้ก็คือปกป้องตัวหมอเองว่า คนไข้หยุดหายใจนะ พยาบาลและทีมงานของเขาก็จะไม่ไปฟื้นคืนชีพ ญาติเองก็รับรู้ แต่คนไข้ใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ ใครจะเป็นคนถอดเครื่องออก หมอไม่ต้องเป็นคนถอด ญาติคนไข้ถึงแม้อยากเอาไปบ้านก็ไม่ใช่คนถอด

+พยาบาลก็เหมือนรู้โดยปริยาย ว่าอย่างนี้จะต้องถอด

ใช่ อย่างถ้าคนไข้สาหัสที่บอกว่าอยากตาย หมอกับพยาบาลก็เข้าใจว่าคนไข้ไม่อยากทรมานและเป็นความต้องการของคนไข้ แต่ถ้าช่วย ตามกฎหมายคือการฆ่า อย่างนี้ก็เลยเป็นที่มาของการมีพินัยกรรม คือคนไข้สามารถจะทำพินัยกรรมของตัวเองได้ถ้าเป็นแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามกรณีนี้มันก็เข้าข่ายของการฆ่า ทำให้การมีชีวิตอยู่มันสิ้นสุดลง

อย่างในการดูแลคนไข้เอดส์ เราก็รู้ว่าเขาเป็นแล้วล่ะ โอกาสที่เราไปให้การดูแลแล้วเราติดมันก็มี ถึงแม้ว่าเราจะมีวิธีการป้องกัน แต่ในแง่ของความรู้สึกการให้การดูแลคนไข้เอดส์ มันก็ไม่เหมือนกับการดูแลคนไข้เด็กที่เพิ่งคลอด เพราะฉะนั้นถามว่าพยาบาลมีสิทธิที่จะตัดสินใจมั้ย ในฐานะที่เขาเป็นคนๆ หนึ่งเขามีสิทธิที่จะปฏิเสธให้การดูแลนี้มั้ย เขาเลือกได้มั้ยว่าขอไม่ดูแลคนไข้เอดส์นะ ขอดูแลคนไข้เด็กดีกว่า ซึ่งถ้าในแง่จริยธรรมมันไม่ได้ แต่ในฐานะที่เขาก็เป็นคนๆ หนึ่งเขามีสิทธิที่จะเลือกมั้ย

+ที่เรียนหรือทำวิทยานิพนธ์คือหากรอบที่จะตัดสินใจในเรื่องเหล่านี้

ก็คงต้องดูว่าในวัฒนธรรมของเรา ในกรอบของศาสนา คิดว่าจะเอามาเป็นกรอบช่วยในการตัดสินใจให้ดีขึ้น มันคงไม่มีหรอกว่าหนึ่งต้องแบบนี้ 2-3-4-5 มันคงไม่มีคำตอบสำเร็จรูป แต่มันน่าจะมีกรอบสำหรับพยาบาลที่จะใช้ตัดสินใจ เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเจอประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมในการดูแลคนไข้ กรอบที่มีอยู่หลายๆ อันก็ยังขัดกันอยู่ ในเรื่องของกฎหมาย เรื่องการรักษาความลับนี่ชัดเจน พยาบาลควรจะรักษาความลับของคนไข้ แต่ถามว่าสิทธิของญาติหรือคู่ชีวิตเขาล่ะ

+ทุกวันนี้ทำกันอย่างไร ใช้กรอบไหนเป็นหลัก

มันเอามาใช้ในทางปฏิบัติจริงไม่ค่อยได้ แล้วในมุมของศาสนายังแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นพยาบาลแต่ละคนจึงมีส่วนต่างในเรื่องนี้

+แล้วแต่ว่าใครจะหยิบกรอบคิดอันไหนมาใช้ ?

แล้วก็พบว่าหลายๆ ครั้งที่ตัดสินใจผิด พอกรณีเกิดขึ้น แล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ มีกรณีจริงนะคะ ก็คือมีคนไข้มาพบจิตแพทย์ อันนี้อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกับพยาบาลเท่าไหร่ พยาบาลก็ให้การดูแลให้เขามาพบจิตแพทย์เป็นระยะๆ แล้วครั้งสุดท้ายคนไข้ก็บอกกับแพทย์และพยาบาลว่าเขาจะฆ่าตัวตาย นี่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกับใครเพราะว่ารักษาความลับของคนไข้ แล้วคนไข้ก็ตาย ฆ่าตัวตายจริง ทีนี้เรื่องมันก็คงไม่มีปัญหาถ้าคนไข้คนนั้นตายแล้วตายเลย แต่ว่าเมื่อสืบคดีไปพบว่า เขาเคยบอกเรื่องนี้กับแพทย์กับพยาบาลไว้ชัดเจนว่าเขาจะทำอะไร

หรืออีกกรณี มีผู้ชายมาคุยกับจิตแพทย์เหมือนกัน แต่เขาไม่ได้ฆ่าตัวตาย เขาไปฆ่าผู้หญิง คืออกหักมาจากผู้หญิง ทีนี้ก็เป็นคดีเหมือนกัน เพราะถือว่าเขาบอกความลับกับแพทย์ พอถึงเวลาเขาก็ไปฆ่าจริงๆ

+คือแพทย์กับพยาบาลรู้แล้วแต่ไม่ได้บอกคนอื่น

เพราะว่ามีกรอบของการตัดสินใจมีอยู่ว่าต้องรักษาความลับของคนไข้ ต้องปกปิดข้อมูลของคนไข้ อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องยึดถือ แต่ปัญหาคือสิทธิของคนไข้ มันก็ไปส่งผลกับคนอื่น

+เทียบกับกรณีสิทธิของชาวบ้านอำเภอจะนะ คุณมองยังไง

ดิฉันอยู่ในกลุ่มของอาจารย์ที่พร้อมเป็นนายประกันหากชาวบ้านถูกจับ พอเขาติดต่อมาเราก็จะไป พอไปเราก็เห็นสภาพ คือในมุมมองของพยาบาลไม่ได้มองแค่ตรงนั้น เราถูกฝึกมาว่าให้มองคนไข้เป็นองค์รวม มองคนอย่างคนทั้งคน แล้วคนเนี่ยเขาไม่ได้อยู่โดดๆ เขามีสังคม มีอะไรของเขา มีมิติของจิตวิญญาณ ทีนี้จากการได้คุยกับเขา เรารู้สึกว่าเขาโดนกระทบมาก

อย่างกรณีชาวบ้านคนหนึ่งโดนจับ ภรรยาเขายังอายุน้อยอยู่เลยค่ะ เราไปถึงก็นั่งอยู่ที่หน้าโรงพัก จะไปเป็นคนประกัน ก็เตรียมหลักฐานไว้เสร็จ เขาก็มานั่งคุกเข่า ฟังเขาพูดแล้วเราก็รับรู้ได้ว่า...เขาหมดแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง เขาทำอะไรไม่ถูกแล้ว ตัดสินใจอะไรไม่ได้แล้ว มาถึงก็คุกเข่าเอามือมาวางบนขาเรา แล้วก็บอกว่า ถ้าพี่ไม่ช่วยเขาก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วอะไร ก็เลยต้องบอกว่าไม่เป็นไร ใจเย็นๆ นะ พี่ช่วย พี่ก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากมาย ก็แค่ยื่นหนังสือแล้วก็ขอประกัน พี่ก็ไม่ได้กระทบอะไร เงินก็ไม่ต้องจ่าย

เราก็ต้องอธิบายบอกให้ใจเย็นๆ มีคนที่มีความคิดเหมือนกันอยู่เยอะ คือปลอบให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้โดดเดี่ยว เสร็จแล้วเราก็หันมามอง โอ้โห (นิ่งเงียบ) รัฐทำกับคนได้ถึงขนาดนี้ ทำจนเขาหมดสิ้นทุกอย่าง ช่วยตัวเองไม่ได้เลย ดิฉันว่ามัน...(อึ้ง)

+รัฐอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไปมีผลขนาดนี้ ?

รัฐไม่น่าจะโง่ขนาดไม่รู้นะ โดยเฉพาะผู้นำ

+ฟังดูเหมือนกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณบรรจงเราพอรับมือได้ แต่กับชาวบ้านคนอื่นๆ ...?

ใช่ ความรู้สึกไม่เหมือนกัน อย่างตอนที่เกิดกับพี่จง ดิฉันกำลังสมัครเรียนปริญญาเอก ไปสมัครเจ้าหน้าที่เขาก็บอกว่าต้องเอาผลจากอย่างอื่นด้วย ต้องมีคะแนนภาษาอังกฤษแนบใบสมัคร เราก็ขอหัวหน้าว่าวันนี้ขอกลับเร็วนะ จะกลับบ้านไปอ่านภาษาอังกฤษ

กลับมาก็โทรหาพี่จง...ป๊าอยู่ไหนแล้ว...เพราะเรารู้ว่าเขาจะไปยื่นหนังสือ เขาก็บอกว่ายังไปไม่ถึงไหนเพราะตำรวจกักอยู่ เราก็เออๆ เจรจาให้เสร็จนะ เดี๋ยวค่อยโทรใหม่ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ก่อนจะถึงหาดใหญ่ ก็ยังโทรคุยกัน พี่จงยังบอกว่าเดี๋ยวจะพยายามให้ถึงบ้านก่อนมืด น้ำเสียงแกก็ไม่ได้กังวล

พอถึงบ้านนั่งอ่านหนังสือ พักใหญ่ๆ ก็มีคนโทรมา แล้วน้องจริง (ลูกสาว) รับสาย คนปลายทางเขาก็ไม่ยอมพูด อีกแป๊บนึงโทรมาอีก น้องจริงรับ เขาก็ไม่พูด เราก็ เออ สงสัยคงไม่ค่อยดีแน่เลย เดี๋ยวลูกไม่ต้องรับ แม่รับเอง พอโทรมาอีกทีถึงได้คุยกัน ทางนั้นก็บอกว่า พี่จงโดนจับ กำลังเคลียร์อยู่ แต่อย่าบอกให้หลานรู้นะ เดี๋ยวหลานตกใจ เราเองตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่ามันจะรุนแรงขนาดนี้ คือไม่ได้มีเหตุผลจะเป็นถึงขนาดนี้น่ะค่ะ

+แต่สุดท้ายลูกๆ ก็ต้องรู้ ?

ดิฉันพูดกับลูกเลย บอกเขาว่าป๊าโดนจับนะ...ก็บอกเขาทุกอย่าง น้องจริงบอกว่า แม่เราไปไหม...เราไปดูป๊า เราก็บอกแป๊บนึงนะเดี๋ยวป๊าต้องติดต่อมาแน่เลย น้องจริงก็ยังบอกว่าถ้าป๊าถูกจับแล้วป๊าจะติดต่อเราได้ยังไง

พักใหญ่ๆ พี่จงโทรมาบอกว่าป๊าโดนจับนะ แต่แกก็บอกว่าแม่ยังไม่ต้องมาอยู่กับลูก ดูแลลูกไปก่อน เราก็ยังเข้าใจว่าไม่รุนแรงแกพูดมือถือกับเราได้ก็แสดงว่าไม่ได้ใส่กุญแจมือ เพิ่งมารู้ทีหลังจากน้องคนหนึ่งตอนออกมาแล้วว่าเขาเป็นคนล้วงแล้วก็ถือให้แกพูด เพราะแกโดนใส่กุญแจ

รุ่งเช้าไปศาล เตรียมเงินไปประกัน พี่ๆ เขาก็เอามาให้ อาจจะเป็นเพราะว่าเราเป็นครอบครัวใหญ่ แล้วทุกคนก็มีจุดยืนเดียวกัน ถ้าเราเป็นครอบครัวเดี่ยวคงลำบากกว่านี้ แต่นี่คือไม่มีเวลาที่จะอยู่โดดเดี่ยวเลย โทรศัพท์คนโน้นคนนี้มา พี่สาวที่อยู่หาดใหญ่บอกว่าไม่เป็นไรนะ เรื่องเงินเดี๋ยวพี่จัดการ พี่สาวคนโตก็บอกไม่เป็นไรเดี๋ยวพี่เอาโฉนดที่ดินไป เพื่อนๆ ก็โทรมา ไปศาลก็ไปกันเต็ม แต่ก็ไม่ได้เข้าใกล้แกนะ เพราะว่าตำรวจเยอะ ถือเอ็ม 16 พรึ่บเลย

เราก็อยากรู้ว่าแกเป็นยังไงบ้าง ก็ต้องแหวกตำรวจ แล้วก็ตะโกน เขาก็ยืนถือปืนกัน พี่จงแกก็ส่งสัญญาณว่าเป็นห่วงน้องๆ ผู้หญิง บางคนมีประจำเดือน เราก็ไปซื้อผ้าอนามัย ช่วยกันใหญ่ดูว่าขาดอะไร แล้วแกก็ส่งสัญญาณว่าเขาจะเอาแกไปขังอีกที่หนึ่ง เราก็ถามว่าแกจะเอาอะไรไหม แกบอกแกอยากได้เสื้อ ผู้ชายก็ถอดเสื้อตรงนั้นแล้วโยนให้ แล้วก็มีคนตามตลาดซื้อเสื้อผ้ามาให้

ตรงนี้มันช่วยได้มาก เราจะได้ในอีกมิติหนึ่งคือมิติของการได้ร่วมทุกข์ มันเกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้นะว่า...เออเราไม่ได้อยู่คนเดียว แต่เรามีอีกตั้งหลายคนที่เป็นพวกเดียวกัน เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เรารู้สึกแบบนั้นนะ

+คุณรู้สึกว่าคุณบรรจงเป็นหัวขบวนของเอ็นจีโอ 10 เปอร์เซ็นต์ที่นิยมความรุนแรงไหม
ไม่นะ อย่างเวลาออกทีวีให้สัมภาษณ์ เราอาจจะเห็นแกเสียงดัง แต่มันมีเหตุมีที่มาที่ใช้อารมณ์ เวลาให้สัมภาษณ์ แกจะพยายามพูด พูดแล้วก็อึดอัดใจ แล้วโดยเฉพาะเวลาให้สัมภาษณ์สดออกทีวี แกบอกว่าแกจะไม่ได้ยินคำถาม คือมันทั้งเกร็งทั้งเครียดอยู่แล้ว

+แล้วคิดว่าทำไมถึงต้องเป็นบรรจง ทำไมต้องเป็นข้อกล่าวหาพวกนี้

ดิฉันเข้าใจเอาเองว่ารัฐบาลหรือว่าผู้นำมองว่าชาวบ้านโง่หรือเปล่า...นี่ไม่แน่ใจนะ ถ้ามองว่าพี่จงเป็นคนบงการ เป็นคนจัดการ เป็นคนมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการที่จะบงการให้ชาวบ้านทำอะไรก็ได้ เขาก็คงคิดว่าชาวบ้านโง่ ชาวบ้านไม่มีความรู้ ไม่มีวิจารณญาณ ไม่มีดุลพินิจที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง จึงมองว่าคนๆ หนึ่งสามารถบงการอะไรก็ได้ ซึ่งพี่จงไม่ใช่เทวดานะ เขาเป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีอำนาจอะไรจะไปสั่งชาวบ้าน

ทันนีย์ นะแส ในทางกลับกัน ชาวบ้านต่างหาก เขามีความรู้มีนิสัยใฝ่รู้หาข้อมูล สนอกสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม อะไรที่จะมากระทบวิถีชีวิต มีวิธีการที่จะแสวงหาข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ เขาก็ตัดสินใจของเขาเอง อย่างพวกเราพยาบาลยังต้องไปเรียนรู้จากชาวบ้าน ที่คณะพยาบาลต้องให้ความสนใจ ต้องเอามากำหนดเป็นวิสัยทัศน์ของคณะเลยก็คือ การดูแลหรือการพยาบาลแบบองค์รวมที่ใช้ภูมิปัญญาตะวันออก

+คุณรู้ไหมว่าคุณบรรจงแกรับเงินต่างชาติอย่างที่นายกฯว่าหรือเปล่า

เงินต่างชาติที่ตกถึงมือเอ็นจีโอ เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เงินต่างชาติส่วนใหญ่อยู่ในมือของรัฐบาล ราชการหลายๆ ส่วนก็ใช้เงินต่างชาติเหมือนกัน มหาวิทยาลัยก็มีการรับเงินช่วยเหลือจากต่างชาติ แล้วทำไมไม่พูดบ้างว่า อาจารย์รับความช่วยเหลือจากต่างชาติ เพียงแต่ว่ารับมาแล้ว มาทำอะไร ตรวจสอบได้มั้ย ถ้ารัฐมีข้อกังขา ก็จัดระบบตรวจสอบสิ แต่อย่ามาพูดให้คนเข้าใจผิดว่าต่างชาติจ้างให้มาทำ

ประเด็นนี้ท่านนายกฯน่าจะทราบนะคะ เพียงแต่ว่าพูดแล้วทำให้คนเข้าใจไปทางนั้น ถ้าพี่จงรวยจริง ป.ป.ช.ก็ตรวจสอบไปแล้ว ใช่มั้ย ตอนออกข่าวว่าตรวจสอบ มีคนมาถามว่าเธอรวยมากเลยเหรอ เราก็บอกว่าเธอก็มาดูเองสิ ความเป็นอยู่ของเราเป็นยังไง แล้วพอผลตรวจสอบออกมาไม่ยักกะพูด ใช้สื่อปล่อยข่าวให้คนเข้าใจไปแล้วทั้งประเทศว่าเราร่ำรวยผิดปกติ มันเป็นคู่ต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมกันตั้งแต่ต้นแล้ว ต่อสู้ไปก็ไม่เห็นทางเสมอ อย่าว่าแต่ชนะ

+ตอนนี้รัฐบาลมีนโยบายที่จะลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชน เอ็นจีโอไม่ต้องเข้ามาแทรกตรงกลาง เหมือนกับแย่งประชาชนคืนมา ถ้าเป็นไปอย่างนี้ เป็นไปได้ไหมที่สามีคุณจะตกงาน

จะตกงานหรือไม่ก็ไม่เป็นไร เพราะครอบครัวเราไม่ได้คาดหวังว่าต้องร่ำรวย ถ้าพี่จงไม่ได้ทำเอ็นจีโอ เราก็ทำสวนทำอะไรได้

+คุยกับลูกๆ บ้างไหมว่าเขารู้สึกยังไงกับงานของพ่อ

ตอนเด็กๆ ก็ยังไม่ค่อยรับรู้ แต่ช่วงหลังอย่างกรณีปลากะตัก เขาก็เริ่มรู้แล้วว่างานป๊าเป็นแบบนี้ ดิฉันจำได้วันนั้น อีกฝ่ายหนึ่งเขาทำหุ่นพี่จงเตรียมเผา เราก็ไม่อยากให้ลูกเห็นกลัวเขารับไม่ได้ รับลูกที่โรงเรียนเสร็จ ก็พาลูกไปทานข้าว กลับเข้าบ้าน เปิดประตูปุ๊บ น้องเจีย (ลูกชาย) วิ่งไปเปิดทีวี ก็มีข่าวนี้พอดี ลูกก็เลยได้รับรู้ตั้งแต่นั้นมา

อย่างลานหอยเสียบเขาก็ไป ยังเคยพาไปนอนดูดาว ตอนที่เริ่มจะขัดแย้ง ดิฉันถามข้อมูลพี่จงว่าโครงการนี้มันเป็นยังไง แกก็พูดเรื่องสัญญาที่เราไปเซ็นกับมาเลย์ว่ามันถูกต้องมั้ย น้องเจียก็ถามมันมีรายละเอียดเยอะ พี่จงจะเอาแฟ้มมา น้องเจียก็นอนอ่าน อ่านแล้วถาม แกก็อธิบายลูกก็อ่านไป ดูข่าวแล้วเราก็จะคุยกัน

+ฟังดูก็ไม่เหมือนพวกนิยมความรุนแรง ?

ตอนพี่จงบวชนี่ แกไม่ยอมสึกนะ บวชเลยพรรษา นี่ดิฉันรู้จากแม่กับเตี่ย จนแต่งงานแล้ว แกยังบอกกับเราว่า อยากจะไปบวชใช้ชีวิตอย่างพระ เราก็บอกถ้าป๊าจะไปบวช เราก็จะไปบวชอยู่กุฏิข้างๆ แกบอกว่าแล้วจะตามไปทำไมอีก (หัวเราะ)

นี่คือแกพูดตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่องนี้นะคะ ถ้าแกไม่มีมิติของศาสนาอยู่นะ ดิฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะทนกับแรงกดดันครั้งแล้วครั้งเล่าได้

+รู้สึกยังไงที่สามีตัวเองถูกนายกฯท้าว่าอย่ามุดอยู่ใต้กระโปรงชาวบ้าน

ตอนที่ท่านนายกฯลงมาจะนะ ถ้าไม่นับข้อมูลที่ได้จากพี่จง ก็จะเป็นข้อมูลที่ได้จากน้องชายดิฉัน อย่างเรื่องนกเขา เรื่องผลกระทบ น้องชายยังบอกว่าชอบนายกฯมากเลยตอนนั้น บอกว่าท่านฟังข้อมูลนะ...ท่านสนใจ กลับไปก็คงสั่งยกเลิกโครงการ เราฟังแล้วก็ยังดีใจ

แต่พอกลับไปแล้ว ท่านไม่ได้เป็นแบบนั้น ทุกครั้งที่ท่านพูดเรื่องโครงการท่อก๊าซ ดิฉันไม่เห็นส่วนที่จริง มีแต่ส่วนที่ไม่จริงทั้งนั้นเลย เท่าที่รับรู้นะคะ ไม่ว่าจะชาวบ้านตีตำรวจก่อน สร้างสถานการณ์ พูดถึงการบาดเจ็บ เราก็เห็นอยู่ที่โรงพยาบาลว่าใครบาดเจ็บบ้าง พูดถึงการบาดเจ็บของชาวบ้าน พูดถึงการบาดเจ็บของตำรวจ พูดถึงสภาพความเป็นอยู่ของพี่จงและน้องๆ อีก 11 คนที่อยู่ที่ค่าย พูดถึงการปฏิบัติของตำรวจต่อผู้คัดค้าน ทุกอย่างไม่จริงทั้งนั้นเลย แล้วเวลาท่านพูด นอกจากจะพูดไม่ตรงกับความเป็นจริงแล้ว ก็ยังพูดไม่หมดอีก

ในเรื่องการตัดสินใจ ดิฉันมองว่าในฐานะที่เป็นนักวิชาการ ท่านนายกฯไม่ได้ตัดสินใจบนข้อมูลที่เป็นจริง แล้วก็อยากจะพูดด้วยซ้ำว่า ท่านไม่ได้ตัดสินใจอยู่บนความสงบสุขของชาวบ้าน การยอมรับความคิดของชาวบ้าน ไม่แต่เฉพาะที่พูดถึงพี่จง ถามว่าดิฉันรู้สึกอย่างไร ดิฉันก็อยากจะย้ำว่า สิ่งที่ท่านนายกฯพูดเกี่ยวข้องท่อก๊าซเกือบทั้งหมดไม่จริง...อาจจะมีจริงบ้างหนึ่งในร้อยก็ไม่ทราบนะ แต่ที่ได้ยินนี่...ล้วนแต่ไม่จริง

ถามว่ามุดอยู่ใต้กระโปรงนี่ เราจะใช้คำนี้กับคนที่แบบไม่กล้าสู้กับความเป็นจริงใช่มั้ยคะ คนที่ไม่ยอมรับความเป็นจริง แล้วก็ไม่กล้าขี้ขลาด ถามว่ามีใครบ้าง ดิฉันไม่คิดว่ามีใครนะในกลุ่มคัดค้านนี่ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือเอ็นจีโอ ที่เห็นมีแต่คนที่รู้ว่าสู้ไม่ได้ก็ยังสู้ ถามว่าแบบนี้เหรอที่เรียกว่ามุดอยู่ใต้กระโปรง

ในทางกลับกัน คนที่ถูกเรียกร้องว่าคุณออกมาพูดความจริงต่อสาธารณะสิ เอาข้อมูลมาพูดสิ วันแล้ววันเล่า ไม่กล้าที่จะพูด อย่างนี้ควรจะเรียกว่าอะไร ดิฉันอยากจะถามท่านนายกฯ ถ้าท่านนายกฯพูดกับดิฉันสักประโยค ถามว่าดิฉันจะเชื่อท่านมั้ย บอกได้เลยโอกาสที่จะเชื่อมีน้อย เพราะสิ่งที่เรารับรู้กับสิ่งที่ท่านพูดมันไม่ตรงกัน เราไม่ได้พูดว่าท่านผิดนะ แต่สิ่งที่ท่านพูดไม่ตรงกับที่เรารับรู้ ก็หวังนะ หวังว่า...ครอบครัวเราจะเป็นครอบครัวสุดท้ายที่...(เงียบไปนาน สะอื้น) ..เป็นครอบครัวสุดท้ายที่ถูกกระทำจากรัฐ โดยที่เราไม่ได้ทำความผิดเลย ถ้าเป็นไปได้ ดิฉันจะมีความสุขมาก

+ถ้ามีโอกาสเสนอทางออกให้รัฐ คุณจะมีข้อเสนอว่ายังไงเพื่อให้เรื่องนี้จบด้วยดี

ดิฉันจะเสนออะไรได้...รัฐธรรมนูญฉบับนี้กว่าที่เราจะได้มาเราต้องสูญเสียไปตั้งเท่าไหร่ ผ่านไปตั้งกี่รุ่นแล้ว กว่าที่เราจะได้เห็นรัฐธรรมนูญแบบนี้ พอได้มา ผู้นำประเทศก็มาละเมิด ถามว่าเราจะคาดหวังอะไรได้จากประเทศนี้ ละเมิดรัฐธรรมนูญยังละเมิดได้ จะเสนออะไร มันไม่ใช่แค่ท่อก๊าซหรือไม่ท่อก๊าซนะ ที่ดิฉันมอง ไม่ได้หวังแค่ว่าโครงการนี้จะไม่ได้สร้างแล้วเรามีความสุข ชาวบ้านมีความสุข ไม่ได้มีหลักประกันอะไรเลย

ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง การกระทำของรัฐแบบนี้ มันทำให้เรามีความรู้สึกมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินเหรอ เรามีหลักประกันที่จะทำให้เรามั่นใจได้เหรอว่า สังคมแบบนี้มันจะสงบสุข

ดิฉันก็เป็นห่วงพี่จงนะ แต่ว่าเป็นห่วงแล้วจะให้พี่จงหยุดอย่างนั้นเหรอ มันคงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง แล้วก็ไม่ใช่ความต้องการของดิฉัน ในขณะเดียวกัน ก็แน่ใจว่ามันไม่ใช่ความต้องการของพี่จง ตั้งแต่คบกันมาเราก็รู้ แกให้ความสำคัญกับงาน งานมีส่วนสำคัญในชีวิตแก แกไม่ได้ทำเพราะว่ารับเงินต่างชาติมา ตัวเนื้องานก็ไม่ใช่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีปัญหา มันก็มีปัญหามาตลอด

งานเอ็นจีโอที่ดิฉันรับรู้ มันก็ไม่ได้ราบรื่น ไม่เหมือนราชการ มันมีอุปสรรค คนที่จะอยู่เอ็นจีโอได้นานๆ ดิฉันมองว่า ต้องเป็นคนที่อดทนและรักที่จะทำงานจริงๆ ถึงจะอยู่ได้นาน คนทุกคนก็รักในงานที่ตัวเองเลือก ในส่วนของดิฉัน ดิฉันก็รักที่จะเป็นอาจารย์สอนนักศึกษา แล้วก็มีความสุขกับงานที่ทำ เพราะฉะนั้นดิฉันก็เชื่อว่า พี่จงรักในงานของแกและมีความสุขกับงานที่แกได้ทำ

ในฐานะที่เป็นภรรยา ดิฉันมองว่าสิ่งที่เราจะให้ได้ก็คือให้อิสระกับแก ให้แกได้ทำงาน ทำในสิ่งที่แกต้องการ แต่ก็ไม่เคยบอกพี่จง...ไม่เคยพูด เราคิดว่าถ้าสามารถดูแลตัวเองได้ดูแลลูกได้ โดยที่ไม่ทำให้แกเป็นห่วงหรือเป็นภาระ นี่คือสิ่งที่ช่วยได้ คือทำให้แกทำงานได้อย่างเต็มที่ นี่คือสิ่งที่ดิฉันพยายามทำ นอกเหนือจากว่าดูแลตัวเอง ดูแลลูก ดูแลแม่กับเตี่ยของพี่จง ดิฉันก็ไม่มีพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายแล้ว เสียหมดแล้ว ตอนที่แกโดนจับ ดิฉันถึงถามว่าจะให้ไปมั้ย แกก็บอกไม่ต้อง ให้ดูลูก เราก็อยู่ดูแลลูก คอยคุยกับแม่กับเตี่ยไม่ให้แกกังวล นั่นน่าจะทำให้แกเป็นอิสระและจะคิดหรือตัดสินใจจะทำอะไร ดิฉันก็ยอมรับการตัดสินใจทุกอย่างของแก

ถามว่าที่พี่จงทำนี่เสี่ยงมั้ย เราก็รับรู้ตระหนักอยู่ตลอดว่ามันเสี่ยง อาจจะเกิดการสูญเสีย ถามว่ารับได้มั้ย ถ้าถึงเวลาต้องสูญเสียคงไม่มีใครบอกได้ว่ามันจะเป็นยังไงรับได้หรือไม่ แต่ที่แกทำแบบนี้ มันก็ต้องเป็นแบบนี้ด้วยสถานการณ์ มันก็ต้องมีคนหนึ่งต้องโดน เพียงแต่ว่าคนๆ นั้นเป็นพี่จง..ซึ่งเป็นสามีเรา