|
ที่มางานมหกรรมสภาประชาชน
หลักการและเหตุผล
โลกาภิวัฒน์เป็นวาทกรรมสำคัญของโลกในช่วงสอง-สามทศวรรษสุดท้ายของสหัสวรรษ
มันได้ทำให้พลังของระบอบทุนนิยมผูกขาดมีอิทธิพลทบทวียิ่งขึ้น ประเทศทุนนิยมศูนย์กลางสามารถครอบงำประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนาให้ดำเนินนโยบายภายใต้กระบวนทรรศน์การพัฒนาและการค้าเสรี
โดยผ่านองค์กรการค้า การพัฒนา และการเงินระหว่างประเทศ จนกระทั่งมีอำนาจเหนือการผลิต
การตลาด และการเมือง นอกจากนี้ โลกาภิวัตน์ยังได้สร้างภาพลวงของสังคมข่าวสารข้อมูลที่ดูดกลืนวัฒนธรรมอันหลากหลายให้ตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมการบริโภคที่เป็นหนึ่งเดียว
เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับอิทธิพลจากอุดมการณ์การพัฒนาและนโยบายการสร้างชาติให้ทันสมัย
แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ ผลักดันโดยธนาคารโลกและรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ต้องการยุติการขยายอิทธิพลคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคอินโดจีน
ขณะที่ชนชั้นปกครองไทยที่เป็นเผด็จการก็ต้องการแผนพัฒนา เพื่อสร้างความชอบธรรมในการดำรงอยู่ของตน
การพัฒนาจึงเป็นเครื่องมือต่างตอบแทนของชนชั้นปกครองไทยและสหรัฐอเมริกา
รูปธรรมการพัฒนาของประเทศไทยกว่า ๔ ทศวรรษ คือ วิกฤติการณ์เศรษฐกิจฟองสบู่หรือโรคต้มยำกุ้ง
สัดส่วนรายได้ระหว่างชนบทกับภาคเมืองขยายจาก ๑ ต่อ ๘ เป็น ๑ ต่อ ๑๙
กลุ่มคนที่มีรายได้มากที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีสัดส่วนรายได้กว่า ๖๐
เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้ยากจนที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีสัดส่วนรายได้เพียง
๓.๘ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาหนี้สินเกษตรกรกว่า ๔ แสนล้านบาท หนี้สาธารณะกว่า
๓ ล้านล้านบาท ผู้ว่างงานกว่า ๑ ล้านคน เกษตรกรไร้ที่ดิน ๘ แสนครอบครัว
การขยายตัวของชุมชนแออัด ๕๕ จังหวัด ต้นทุนทางสังคม วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอเสื่อมทรุดลง
ความล้มเหลวของการพัฒนาเป็นภาพสะท้อนที่บ่งชี้ถึงโครงสร้างทางการเมืองที่ผูกขาดรวมศูนย์เปลี่ยนผ่านจากกลุ่มศักดินา
กลุ่มอำมาตยาธิปไตย กลุ่มทุนชาติ กลุ่มทุนข้ามชาติ แม้ว่ารัฐธรรมนูญ
พ.ศ.๒๕๔๐ ภาคประชาสังคมจะมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงมากขึ้น มีการรับรองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
สิทธิชุมชน สิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การเสนอกฎหมายโดยเสนอรายชื่อ
๕ หมื่นคน หากแต่ภาระการปฏิบัติการให้ได้มาตามเจตนำนงค์ในรัฐธรรมนูญกลับตกอยู่ที่ประชาชน
อาทิ การเสนอ พรบ.ป่าชุมชน พรบ.สถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยฯ พรบ.ชุมชนแออัด
ในทางตรงกันข้าม องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญกลับขยายพื้นที่อำนาจแก่ฝ่ายรัฐราชการและเทคโนแครตให้มีมากขึ้น
กระทั่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นการรอมชอมทางอำนาจของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย
กลุ่มทุนระดับชาติ และกลุ่มเทคโนแครต
เมื่อพิจารณาโครงสร้างการเมืองส่วนบนที่เข้าถึงกระบวนการทางนิติบัญญัติและการกำหนดนโยบายสาธารณะ
ยังคงเป็นไปในลักษณะรวมศูนย์อำนาจ รวมทั้งโครงสร้างการปกครองที่มีพลังอำนาจในการผลิตอุดมการณ์รัฐชาติเชิงจารีตประเพณีก็ยีงเป็นไปในลักษณะผูกขาด
ดังนั้น ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา จึงมีฐานะเป็นเพียงผู้ออกเสียงเลือกตั้ง
เพื่อประทับรับรองความชอบธรรมให้แก่ชนชั้นนายทุนที่ใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนเพื่อแสวงประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทยที่มุ่งเน้นการบริหารที่มีประสิทธิภาพ
สนับสนุนภาคธุรกิจเอกชนภายใต้ปรัชญาการค้าเสรี กลุ่มทุนธุรกิจเอกชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่นจึงเข้ามามีบทบาททางการเมืองโดยทางตรงมากขึ้น
กระทั่งสามารถควบคุมพลังรัฐราชการไม่ให้มีอิสระต่อฝ่ายการเมืองอย่างเด็ดขาดเช่นในอดีต
จากนโยบายปฏิรูประบบราชการ เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญหาคนยากจนจึงไม่อยู่ในลำดับความสำคัญของรัฐบาล
หากแต่คนจนถูกกล่าวถึงในฐานะหน่วยการตลาดทางการเมืองของพรรคไทยรักไทย
และเป็นกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่ที่จะเป็นฐานที่ทำให้เกิดสภาพคล่องทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค
ดังรูปธรรมทางนโยบายแบบประชานิยมที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปสู่ภาคชนบทและภาคคนจนเมือง
นั่นคือ กองทุนหมู่บ้านละ ๑ ล้านบาท การพักชำระหนี้เกษตรกร ธนาคารประชาชน
ฯลฯ
ปัญหาความยากจนไม่ใช่ปัญหาการไร้ทุนทรัพย์ที่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยการสังคมสงเคราะห์
หากแต่เป็นปัญหาในระดับโครงสร้างที่คนจนไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองและการจัดสรรทรัพยากร
ซึ่งเมื่อพิจารณาจากนโยบายของรัฐบาลพบว่า รัฐบาลได้วางนโยบายบริหารจัดการกลุ่มพลังทางสังคม
โดยใช้บุคลากรที่เป็นอดีตนักกิจกรรมยุค ๑๔ ตุลา เป็นผู้ประสานงานการแก้ไขปัญหา
ผนวกกับการสร้างภาพที่เป็นมิตรต่อกลุ่มพลังต่างๆ ของนายกรัฐมนตรี หากแต่ไม่ได้สร้างกลไกอันสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาคนจนในระดับโครงสร้างได้
ประการแรก รัฐบาลปล่อยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามกระบวนการบริหารราชการแผ่นดินที่ยึดระเบียบ
กฎหมาย และการมุ่งสร้างความมั่นคงและสงบเรียบร้อยของรัฐ นำมาสู่การเลือกบังคับใช้กฏหมายที่คงไว้ซึ่งพื้นที่ทางการเมืองและฐานะอำนาจของฝ่ายรัฐราชการและทุน
อาทิ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๔ พระราชบัญญัติประมง พ.ศ.2495
พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493 มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2541
ที่นำมาสู่การอพยพประชาชนจากเขตป่าอนุรักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีมติคณะรัฐมนตรี
๒๓ เมษายน ๒๕๔๕. ที่ให้ความชอบธรรมในการใช้กำลังปราบปรามคนยากจนที่กำลังประสบปัญหาเดือดร้อน
ดังที่เกิดขึ้นกับกรณีที่ดิน จ.ลำพูน มีการใช้กำลังตำรวจหลายร้อยนายข่มขู่คุกคามเผาทำลายทรัพย์สิน
พืชผลทางการเกษตรของประชาชน มีการออกหมายจับ ๗๙ ราย จำนวน ๑๐๗๙ คดี
กรณีเกาะไผ่ จ.กระบี่ เจ้าหน้าที่ตำรวจเผากระท่อมชาวประมงจำนวน ๖๒
หลัง โดยอ้างว่าเสียทัศนียภาพการท่องเที่ยว
ประการถัดมา ฝ่ายการเมืองในฐานะรัฐบาลเพิกเฉยต่อการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของชุมชนท้องถิ่น
ปิดกั้นกระบวนการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการประชาพิจารณ์ เนื่องจากรัฐเป็นผู้เกี่ยวพันทางผลประโยชน์เสียเอง
อาทิ โครงการท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย จ.สงขลา โครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก-บ้านกรูด
จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเป็นเช่นนี้ กระบวนการตัดสินใจในข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากโครงการต่าง
ๆ จึงถูกแทรกแซงจากหน่วยงานรัฐและเอกชนทั้งในและนอกระบบ โดยการใช้วิธีการซื้อตัว
ข่มขู่คุกคาม กระทั่งการลอบสังหาร ทำให้ในรอบปีที่ผ่านมามีผู้นำประชาชนเสียชีวิตถึง
๖ ศพ และมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีกในหลายพื้นที่
จากบทเรียนความล้มเหลวของการพัฒนากระแสหลัก ความล้มเหลวของประชาธิปไตยระบบตัวแทน
และประสบการณ์ที่สั่งสมจากการต่อสู้เรียกร้องการประกันราคาพืชผล การปฏิรูปที่ดิน
การยกเลิกหนี้สิน การไล่รื้อสลัม การคัดค้านนโยบายอพยพประชาชนจากป่าอนุรักษ์
ค่าชดเชยที่เป็นธรรมจากโครงการของรัฐ ได้พัฒนาการเรียกร้องจากปัญหาตนเอง
มาเป็นกลุ่มปัญหา เป็นเครือข่ายปัญหา และเป็นขบวนการประชาชน จากปัญหาชีวิตความเป็นอยู่มาเป็นปัญหานโยบาย
สิทธิทางการเมือง และความเป็นธรรมทางสังคม รวมทั้งการจัดทำวาระประชาชนที่ปฏิเสธต่อกระบวนทรรศน์การพัฒนาและการค้าเสรี
เมื่อพิจารณาจากบทเรียนการต่อสู้ในช่วงที่ผ่านมา ประสานกับสถานการณ์ปัจจุบันของสังคมไทย
ภาระหน้าที่ของขบวนการประชาชนก็คือ การหล่อหลอมวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ร่วมของมวลชนชนชั้นล่าง
การขยายความร่วมมือกับพันธมิตรภายในประเทศและระดับสากล และการสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็ง
ซึ่งนั่นหมายถึง การสร้างประชาธิปไตยทางตรง สถาปนาการเมืองภาคประชาชนให้เกิดขึ้นในเวทีทางการเมืองทั้งในและนอกรัฐสภา
ที่มุ่งควบคุมตรวจสอบการเมืองในระบบ หรือประชาธิปไตยแบบตัวแทน ในขณะที่ต้องสร้างพื้นที่ทางการเมืองให้กับภาคประชาชนทุกส่วนของสังคม
ทั้งอำนาจการบริหาร นิติบัญญัติ หรือการกำหนดนโยบายในระดับชาติและท้องถิ่น
เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน เครือข่ายองค์กรประชาธิปไตย และเครือข่ายองค์กรประชาชน
ได้ร่วมกันจัดโครงการมหกรรมสภาประชาชนขึ้น เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้
สรุปบทเรียนการทำงานระหว่างเครือข่าย การนำเสนอประเด็นปัญหาและข้อเสนอทางนโยบาย
ควบคู่กับการวิพากษ์กระบวนทรรศน์การพัฒนาและนโยบายในการแก้ไขปัญหาคนจน
การเสนอทางเลือกการพัฒนาของสังคมไทย และการสร้างสมานฉันท์ขบวนการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคม
วัตถุประสงค์
๑.สร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สรุปบทเรียนการทำงานระหว่างเครือข่าย
๒.การรณรงค์เสนอประเด็นปัญหาและข้อเสนอทางนโยบายเครือข่ายองค์กรประชาชน
๓.การวิพากษ์กระบวนทรรศน์การพัฒนาและนโยบายในการแก้ไขปัญหาคนจน
๔.การเสนอทางเลือกการพัฒนาของสังคมไทย
๕.การสร้างสมานฉันท์ขบวนการต่อสู้เพื่อคนยากจนและเพื่อความเป็นธรรมในสังคม
กลุ่มเป้าหมาย
๑.ผู้นำและสมาชิกเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน ๔ ภาค
.. เครือข่าย
๒.ผู้นำและสมาชิกเครือข่ายองค์กรประชาชน
๓.นักพัฒนาและนักกิจกรรมทางสังคมรุ่นอาวุโส รุ่นกลาง และรุ่นใหม่
รูปแบบกิจกรรมมหกรรมสภาประชาชน
๑.เวทีสมานฉันท์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สรุปบทเรียนการทำงาน
๑.๑เวทีสภาประชาชน ๔ ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคเหนือล่างกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และภาคใต้
๑.๒เวทีนักกิจกรรมทางสังคมรุ่นอาวุโส
๑.๓เวทีนักกิจกรรมทางสังคมรุ่นกลาง
๑.๔เวทีนักกิจกรรมทางสังคมรุ่นใหม่
๑.๕เวทีสรุปบทเรียนการทำงานนโยบายและกฏหมาย
๑.๖เวทีสรุปบทเรียนการทำงานสื่อ
๑.๗เวทีองค์กรประชาชน
๒.งานวิชาการและการเผยแพร่
๒.๑การสังเคราะห์เนื้อหาหนังสือวาระประชาชน เล่มที่ ๒ ทางเลือกการพัฒนา
ทางรอดสังคมไทย
๒.๓ข้อมูลนิทรรศการเวทีสภาประชาชน
๒.๔ข้อมูลการอภิปรายเวทีสภาประชาชน
๓.งานศิลปวัฒนธรรม
๓.๑ประกวดภาพถ่ายคนจน
๓.๒ประกวดโฟล์คซองเพื่อชีวิต
๓.๓การสัมมนานักเขียน-ศิลปิน
๔.งานระดมทุนและงบประมาณ
๔.๑กิจกรรมจัดหารายได้และของที่ระลึก
๔.๒การนำหน่ายข้าวกล้อง - สาโท ฯลฯ ประชาชน
๕.งานรณรงค์และเผยแพร่
๕.๑หนังสือวาระประชาชน ทางเลือกการพัฒนา ทางรอดสังคมไทย
๕.๒นิทรรศการเวทีสภาประชาชน
๕.๓สูจบัตรประกอบงาน
๖.เวทีสภาประชาชน
๖.๑สภาประชาชน จำลองรูปแบบสภา อภิปรายการแก้ไขปัญหาโดยตัวแทนเครือข่าย
๖.๒การปราศรัย
๖.๓ตลาดนัดปัญหาประชาชน ศูนย์รับปรึกษาปัญหาประชาชน
๖.๔การแสดงศิลปวัฒนธรรม
๖.๕การสัมมนา
ขั้นตอนการดำเนินงาน
๑.การประชุมเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนจดตั้งคณะทำงาน
๒.การประชุมองค์กรประชาชน องค์กรประชาธิปไตย นิสิตนักศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน
และนักกิจกรรมทางสังคม
๓.เวทีสมานฉันท์ สรุปบทเรียนของแต่ละภาค
๔.การวิเคราะห์ สังเคราะห์ทางเลือกการพัฒนา ทางออกสังคมไทย
๕.เวทีสภาประชาชน
เนื้อหาเวทีสมานฉันท์
๑.สรุปบทเรียนยุทธศาสตร์การทำงานกิจกรรมทางสังคม
๒.การวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์โลกาภิวัตน์และการปฏิรูปการเมือง
๓.ยุทธศาสตร์ขบวนการประชาชนในอนาคต
๔.ข้อเสนอในการแก้ไขกรณีปัญหาและนโยบาย
เนื้อหาเวทีสภาประชาชน
๑.วิพากษ์ความล้มเหลวในการแก้ปัญหาคนจน แบ่งเป็น ๒ ระดับ
๑.๑ระดับเครือข่าย-ประเด็น เช่น ท่อก๊าซ ที่ดินลำพูน
๑.๒ระดับนโยบาย แบ่งเป็น ๑) นโยบายเฉพาะของรัฐบาล อาทิ การปรับเปลี่ยนกระทรวง
กองทุนหมู่บ้าน ๑ ล้านบาท โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค และ ๒) นโยบายภาพรวมของรัฐบาล
เช่น การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ, มติคณะรัฐมนตรี
๒๓ เมษายน ๒๕๔๕
๒.ทางออกจากภาคประชาชน แบ่งเป็น ๒ ระดับ
๒.๑ทางออกเครือข่าย เช่น การปฏิรูปที่ดินโดยองค์กรชุมชน การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า
๒.๒ทางออกภาพรวม สังเคราะห์วาระประชาชนนัดทำเป็นหมวดการเมือง เศรษฐกิจ
สังคม วัฒนธรรม
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
๑.เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่าย
๒.ผลักดันการแก้ไขปัญหาและข้อเสนอทางนโยบายเครือข่ายองค์กรประชาชน
๓.นโยบายในการแก้ไนปัญหาคนจน
๔.การค้นคว้ารูปธรรมทางเลือกการพัฒนา
๕.การค้นคว้าแลกเปลี่ยนยุทธศาสตร์การต่อสู้เพื่อคนยากจนและเพื่อความเป็นธรรมในสังคม
องค์กรร่วมจัด
คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชนบท
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือตอนล่าง
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้
กลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ
กลุ่มเพื่อนประชาชน
คณะกรรมการสมานฉันท์
เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
เครือข่ายสลัม ๔ ภาค
เครือข่ายเหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทย
สมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย
สภาเครือข่ายผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อม
สมัชชาคนจน
สมัชชาชาวนาชาวไร่ภาคอีสาน
สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
|