|
ข้อมูลโดยสรุปจากเครือข่าย
- เด็ก / การศึกษาทางเลือก
เด็ก
จากการทบทวนเอกสารและข้อมูลการศึกษาของบุคคลต่าง ๆ ที่รวบรวมจากบทสรุปจากแผนพัฒนาเด็ก
และเยาวชนด้อยโอกาส ปี ๒๕๔๕ - ๒๕๔๙ ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ
ซึ่งรวบรวมโดยสภาองค์กรพัฒนาเด็กและเยาวชน เพื่อนำเสนอในการประชุมสัมมนาองค์พัฒนาเอกชนอาเซียน
- ญี่ปุ่น ณ ประเทศอินโดนีเซีย ได้สะท้อนให้เห็นภาพของเด็กด้อยโอกาสในสังคมไทย
ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สภาพของเด็กไทยว่ายังคงเป็นปัญหารุนแรงที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
บางส่วนบานปลาย ยากแก่การแก้ไข โดยเฉพาะเด็ก ๖ ประเภทได้แก่
๑. เด็กที่ถูกละเมิด และทำร้ายซึ่งรวมถึงโสเภณีเด็ก การค้าเด็ก เด็กถูกใช้แรงงาน
เด็กถูกละเมิดร่างกายและเพศ
๒. เด็กถูกทอดทิ้ง รวมถึงเด็กเร่รอน เด็กขอทาน เด็กในชุมชนแออัด เด็กถูกละเลยและกำพร้า
๓. เด็กทำความผิด รวมถึงเด็กติดยาและค้ายา เด็กถูกจับ เด็กในสถานพินิจ
และเด็กพฤติกรรมเบี่ยงเบน
๔. เด็กผิดปกติทางจิต รวมทั้งเด็กโรคจิต เด็กพยายามฆ่าตัวตาย และมีปัญหาทางอารมณ์
๕. เด็กขาดโอกาส รวมถึงเด็กยากจนมาก เด็กในท้องถิ่นห่างไกล เด็กจากครอบครัวพ่อแม่ตกงาน
เด็กไร้สัญชาติ และเด็กอพยพ
๖. เด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์รวมทั้งเด็กติดเอดส์ และเด็กกำพร้าจากพ่อแม่ติดเอดส์
โดยสรุป เด็กด้อยโอกาสยังคงหลากหลาย และมีจำนวนมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
จากสภาพวิกฤติเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีขึ้น ในขณะที่การดูแลยังเป็นแบบตั้งรับ
การให้บริการยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง และไม่เป็นเอกภาพ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นต่างคนต่างทำกัน
และขึ้นกับเป้าหมายส่วนองค์กรมากกว่าภาพรวมทั้งหมด การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล
แม้จะมีกฎหมายเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนจำนวนมาก แต่ครอบครัวอ่อนแอลงโดยเฉพาะในปัจจุบันที่กระแสบริโภคนิยมกำลังรุนแรง
ส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรม และการด้อยโอกาสที่สลับซ้อนมากยิ่งขึ้น ยากแก่การปกป้องคุ้มครอง
ประกอบกับอิทธิพลการแพร่กระจายยาเสพติดไปยังเยาวชนนับวันรุนแรงมากขึ้นทั้งในชุมชน
และโรงเรียนทั่วประเทศ
ท่ามกลางปัญหาวิกฤติที่รุมล้อมสังคม ในขณะนี้ทำให้เด็กและเยาวชนที่เป็นกลุ่มชนที่มากที่สุด
และอ่อนแอที่สุดของประเทศกำลังตกที่ท่ามกลางความเสี่ยงนานับประการ
บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานในการปกป้องคุ้มครองเด็กจะดำเนินการในการติดตาม
และรวมรวบข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์เด็ก สอบสวนและรายงานจำนวนเด็กถูกละเมิด
ช่วยเหลือเด็กจากการถูกละเมิดอย่างครบวงจร เช่น ดูแลให้ที่อยู่พักพิง
และการดำเนินการตามกฎหมาย การติดตามผล การให้การศึกษากับองค์กรที่ทำงานด้านการปกป้องคุ้มครองเด็ก
และเชื่อมกับองค์กรหาทุนต่าง ๆ เชื่อมโยงเครือข่ายและทำงานร่วมกัน
ในกิจกรรมป้องกันเด็กถูกละเมิดในระดับชาติ และประสานกิจกรรมกับองค์กรต่าง
ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น คณะทำงานด้านเด็กมีเครือข่ายหลัก 18 องค์กร
ที่ทำงานเชื่อมคนทำงานด้านเด็กทั้งภาครัฐและเอกชน
การดำเนินงานที่ผ่านมาของเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็กได้รณรงค์
เรื่องอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติซึ่งเป็นกฏหมายระหว่างประเทศ
ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ต่อรัฐภาคี (ประเทศสมาชิก) ทั้งปวงนับแต่วันที่รัฐภาคีนั้น
ร่วมลงนามและให้สัตยาบัน เป็นกฎหมายที่มุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมที่เอื้อต่อการพัฒนาการของเด็ก
โดยไม่มีกฎเกณฑ์เรียกร้องให้เด็กมีหน้าที่ใด ๆ ตอบแทนสังคม เพราะถือว่าเด็กเป็นกลุ่มบุคคลที่อ่อนแอกว่าบุคคลทั่วไปเช่นเดียวกับคนพิการ
คนชราและสตรี
คณะทำงานด้านเด็กได้เริ่มรณรงค์ เรื่องอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กมาตั้งแต่ปี
พ.ศ. ๒๕๓๑ เพื่อเร่งให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาฯ จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๕ นายกรัฐมนตรีนายอานันท์
ปันยารชุณ จึงได้ลงนามภาคยานุวัติสาร ( หมายถึง การยอมรับที่จะนำไปปฏิบัติตาม
) เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ซึ่งมีผลบังคับใช้ในประเทศไทย เมื่อวันที่
๒๖ เมษายน ๒๕๓๕
ความเคลื่อนไหวของคณะทำงานด้านเด็ก
คณะทำงานด้านเด็ก ร่วมกับเครือข่ายองค์กรเพื่อเด็ก และหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก
ได้ร่วมจัด " เวทีสิทธิเด็ก ครั้งที่ ๑๓ " ขึ้น ณ ศูนย์ประชุมแห่งสิริกิติ์
ในหัวข้อเรื่อง " สังคมไทยกับการลงทุนเพื่อเด็ก "
การจัดเวทีสิทธิเด็กในปีนี้จึงมุ่งเป็นการรณรงค์ เพื่อให้สังคมสนใจ
ในการปกป้องคุ้มครองเด็กอย่างจริงจัง พร้อมกับได้ร่วมกันจัดทำคำประกาศ
" ข้อเรียกร้องต่อสังคมไทยในการลงทุนเพื่อเด็ก ดังนี้
๑. การกระทำใด ๆ ของประชาชนทุกคน องค์กรนิติบัญญัติ องค์กรอิสระ รัฐบาล
องค์กรธุรกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรชุมชน ตั้งแต่นี้ไป ต้องคำนึงถึงเด็กเป็นอันดับแรก
๒. การลงทุนเพื่อเด็ก ต้องเป็นนโยบายเร่งด่วนระดับชาติของรัฐบาล รายได้ของประเทศส่วนใหญ่ต้องทุ่มลงทุนในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพโดยเฉพาะเด็กมากกว่าการพัฒนาด้านวัตถุ
๓. นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้นำและเป็นเจ้าภาพในการพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติ
ทั้งนี้เพื่อความยั่งยืนที่แท้จริงของประเทศ
๔. บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับเด็กอย่างจริงจัง และโดยเฉพาะ " พันธสัญญา
" ที่ได้ลงนามร่วมกับนานาประเทศทั่วโลก
๕. รัฐบาลต้องสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ทุกส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน
โดยลงทุนเชื่อมโยงเครือข่ายทำงานอย่างเข้มแข็งจริงจัง
๖. สังคมไทยต้องร่วมกับประณามผู้ที่ทำร้ายและเอาเปรียบเด็กทุกรูปแบบและทุกกรณี
ศูนย์ประสานงานคณะทำงานด้านเด็ก ศูนย์พัฒนาเยาวชน
๑๖ / ๑ ซอยมูลทรัพย์ ๑ ถนนรามคำแหง คลองตัน สวนหลวง
กทม. ๑๐๒๕๐
โทรศัพท์ (๐๒) ๗๑๙ - ๙๑๙๑ , ๗๑๙ - ๙๑๖๙ - ๗๐
โทรสาร (๐๒) ๗๑๗ - ๓๖๗๕
Email tfct@ypde.org
--------------------------------------------------------------------------------
การศึกษาทางเลือก
นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา กลุ่มชนชั้นนำด้านศึกษาของประเทศ ได้โฆษณาชวนเชื่อมาอย่างต่อเนื่องว่า
การศึกษาของไทยถึงคราวและมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องการยกเครื่องและปฏิรูป
โดยยกเอาเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา
๔๓ ที่มีบทบัญญัติที่นำไปสู่การ่างกฎหมายเพื่อการศึกษาแห่งชาติว่า
" บุคคลย่อมมีสิทธิ์เสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า
๑๒ ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
"
และตามหมวด ๕ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๘๑ ระบุไว้ว่ารัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชน
จัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ
ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม
สร้างเสริมความรู้ และปลูกฝังจิตสำนัก ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง
การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปวิทยาการต่าง
ๆ เร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนา วิชาชีพครู
และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปและวัฒนธรรมของชาติ
ปัญหาของการศึกษาไทยปัจจุบันที่เกิดข้ตือระบบการศึกษาไทยได้ถูกควบคุฒโดยชนชั้นปกครองซึ้งใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการล้างสมอง
และครอบงำประชาชนให้ยอมจำนนต่ออำนาจรัฐมาโดยตลอด แทนที่จะใช้การศึกษาเพื่อบูรณาการในความเป็นมนุษย์
อันเป็นการศึกษาที่แท้จริง
ปัญหาการศึกษาของไทยคือ การที่ไม่สามารถเตรียมคนไทยให้สามารถเผชิญกับยุคสมัยแห่งการเปลี่นแปลงทำให้สังคมไทยอ่อนแอ
ขัดแย้ง ทำลายตัวเอง และวิกฤต ทั้งนี้เพราะระบบการศึกษาไทยเป็นระบบที่รวมศูนย์อำนาจ
ไม่เรียนตู้และปรับตัว เน้นการเรียนการสอนแบบท่องจำ ขาดความสามารถในกาเรียนรู้ต่อเนื่อง
สังคมไทยจึงมีความจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบการศึกษาอย่างเร่งด่วน
ในข้อเสนอวาระประชาชนต่อรัฐบาลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายและการบริการประเทศ
ได้เสนอให้ระบบการศึกษาเป็นเครื่องมือของประชาชนเพือ่สร้างอุดมการณืทางการเมือง
อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจและองค์ความรู้ของประชาชน และมีข้อเสนอ วาระประชาชน
ตามหมวด 5 แนวนโยบายแห่งรัฐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 ตามมาตรา
81 ที่ระบุไว้ว่า รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม
จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาตุ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
และสังคม สร้างเสริมความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง
การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปะ
วิทยาการต่างๆ เร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ
พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ
เครือข่ายการศึกษาทางเลือกได้มีข้อเสนอภาคประชาชนดังนี้
๑. ลดอำนาจในการจัดการศึกษาของรัฐลง และกระจายอำนาจการศึกษาไปยังประชาชน
องค์การพัฒนาเอกชนและชุมชน โดยการสนับสนุนให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพสามารถจัดการศึกษาด้วยตนเองได้
(การศึกษาทางเลือก) ทั้งนี้โดยรัฐให้การสนับสนุนทั้งในด้านงบประมาณและอื่นๆ
ที่เป็นงบพื้นฐานการศึกษา 12 ปี
๒ ระบบการศึกษาไม่ว่าจะของรัฐหรือประชาชนต้องมีความหลากหลาย และมีขนาดเล็ก
เพื่อง่ายต่อการเข้าถึงสภาพปัญหาการจัดการและแก้ไขปรับเปลี่ยนได้อย่างสอดคล้องกับเด็ก
และชุมชน
๓ มาตรฐานและการประเมินคุณภาพต้องมีความหลากหลาย และต้องไม่กีดกันหรือปิดกั้นโอกาสในการจัดการศึกษาของครอบครัวหรือสถานการศึกษาที่ไม่ยอมรับมาตรฐานและการประเมินผลของรัฐ
๔ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้เป็นของรัฐ หากประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาของรัฐ
ต้องสามารถเทียบโอนผลการศึกษาได้ ทั้งนี้เป็นไป่ตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
และวุฒิการศึกษาของสถาบันการศึกษาที่เป็นของประชาชนต้องมีศักดิ์และสิทธิเทียบเท่ากับของรัฐ
๕ สถาบันการศึกษาทางเลือกหรือของประชาชนต้องได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ
โดยเฉพาะ การศึกษาพื้นฐาน ๑๒ ปีต้องได้รับงบประมาณโดยตรงไปที่เด็ก
โดยจำนวนเฉลี่ยที่เด็กในโรงเรียนของรัฐได้รับ การปฏิบัติการภาคประชาชน
ว่าด้วยการศึกษาเพื่อความเป็นไท
ในช่วงปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๘๑ กระแสการปฏิรูประบบการศึกษาไทยได้ก่อการขึ้น
โดยชนชั้นนำด้านการศึกษาของประเทศที่มีการโหมโรงอย่างต่อเนื่องว่าการศึกษาไทยมีความจำเป็นจะต้องมีการปฏิรูปกันอย่างขนานใหญ่
เพื่อตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้เป็นกฎหมายแม่บทในการยกเครื่องเรื่องการเรียนการสอนโดยรัฐ
และกฎหมายแม่บท ได้ให้อำนาจแก่บุคคลสามกลุ่ม คือคณะกรรมการบริหารสำนักงานปฏิรูปการศึกษา
(สปศ) คณะรัฐมนตรี และรัฐสภา แต่ผลปรากฎว่าในช่วงร่างกฎหมายระหว่างปี
๒๕๔๐-๒๕๔๒ การรับฟังความคิดเห็นอยู่แค่ในกลุ่มประชากรแคบๆ คือผู้เชี่ยวชาญและครูเป็นหลัก
และเมื่อจัดตั้ง สปศ. ในปี ๒๕๔๓ จนถึงปัจจุบัน การรับฟังความคิดเห็นก็ยังกระจุกอยู่ในกลุ่มเดิมๆ
ทำให้เกิดความสับสนขึ้นในความไม่ชัดเจน จนนำไปสู่ข้อขัดแย้งและโต้แย้งกันอย่างรุนแรงในเรื่องกาจัดโครงสร้างอำนาจการบริหาร
ระหว่างข้าราชการประจำกระทรวงศึกษาธิการกับข้าราชการการเมือง จนทำให้เกิดองค์กรมหาชน
"สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา" เพื่อทำหน้าที่ประเมินคุณภาพและรับรองมาตรฐานสถานศึกษาทั่วประเทศ
จุดนี้เองที่นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจจากภาคประชาชน จึงได้มีการรวมตัวกันในนาม
สภาการศึกษาทางเลือก ที่ใส่ใจและตื่นตัวในการจัดทำการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย
อาทิการจัดการศึกษาเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรงงานทั้งภาคชนบท / เมือง
ผู้หญิง ฯลฯ จนกระทั้งได้ประนานความร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ ที่เห็นความสำคัญในการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติในรูปแบบการศึกษานอกระบบ
จึงนำไปสู่การร่วมมือกันภายใต้ชื่อ "สภาการศึกษาภาคประชาชน" ที่เกิดขึ้นเพื่อให้มีการทบทวนแผนการปฏิรูปการศึกษาของชาติที่ไม่เคยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง
สภาการศึกษาภาคประชาชนได้จัดเวทีประชุมการสัมมนา และเคลื่อนไหวเพื่อนำเสนอรัฐบาลในเรื่องการปฏิรูปการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง
และได้จัดทำสมุดปกขาว "การปฏิรูปการศึกษาไทย" ที่มีสาระสำคัญดังนี้
๑. บทวิพากษ์การศึกษาไทย
๒. วาระประชาชน : ประเด็นสำคัญ
๓. ข้อเสนอต่อการปฏิรูปการศึกษา
โดยในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ทีผ่านมาได้มีการปฏิบัติการร่วมกันในนาม
สภาการศึกษาภาคประชาชน ซึ่งประกอบด้วยองค์กรต่างๆ จำนวน ๒๔ องค์การ
เข้ายื่นสมุดปกขาวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี
ทักษิณ ชินวัตร โดยข้อเสนอต่อการปฏิรูปการศึกษามีดังนี้
๑. จัดตั้งสภาปฏิรูปการศึกษาแห่งชาติ (สกช.) ต้องมาจากบุคคลและองค์กรหลากหลายเพื่อทำหน้าที่ยกร่างกฎหมาย
แม่บทปฏิรูปการศึกษาแทนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยให้มีอำนาจและทำหน้าที่ติดตามการปฏิรูป
การประเมินผลการปฏิรูปเป็นระยะ และการจัดทำข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และรัฐสภาเพื่อพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
สภานี้เป็นสภาถาวร สมาชิกสภานี้มีวาระการดำรงตำแหน่งไม่เกิน 6 ปี และดำรงตำแหน่งได้เพียงสมัยเดียว
๒. การตรากฎหมายการศึกษาใดๆ ที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับเด็ก สตรี และคนชราหรือผู้พิการหรือ
ทุพพลภาพให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนที่เกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้นมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมธิการทั้งหมด
ทั้งนี้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 190
๓. ให้รํฐสนับสนุนภาคประชาชนจัดตั้งโรงเรียนอย่างใหม่เป็นโรงเรียนนำร่อง
เพื่อทดลองจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับ่ชุมชน โดยใช้การศึกษาและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นเครื่องมือสำคัญให้ชุมชนเข้มแข็ง
และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน
๔. ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาปฏิรูปการศึกษาแห่งชาตินี้ ให้รัฐออกฎเพื่อให้คณะกรรมการสถานศึกษามีอำนาจจัดการศึกษาทั้งอำนาจบริหารจัดการบุคลากร
หลักสูตร และงบประมาณอย่างชัดเจน โดยเปิดเผยโปร่งใส สาธารณะสามารถตรวจสอบได้
กรรมการในคณะกรรมการสถานศึกษามาจากบุคคลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย
เพื่อให้มีอำนาจจัดการศึกษาร่วมกับรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
โดยมิให้การจัดการศึกษาในชุมชน ต้องถูกควบคุมจากรัฐ (ครู) หรือองค์กรปกครองท้องถิ่นแต่เพียงฝ่ายเดียว
๕. ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาปฏิรูปการศึกษาแห่งชาติ ให้สภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีเสนอนโยบายและแถลงผลงาน
ต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง เช่นเดียวกับ องค์กรมหาชนอิสระตามรัฐธรรมนูญ
ผลการดำเนินงานจากการยื่นสมุดปกขาวต่อ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์
สำนักนายกรัฐมนตรีมารับเรื่องเท่านั้น ยังไม่มีความคือหน้าหรือท่าทีของรัฐบาล
ต่อเรื่องการปฏิรูปการศึกษาแต่อย่างใด เพียงแต่ตอบรับอย่างเป็นทางการได้ว่า
ดำเนินเรื่องให้กระทรวงศึกษาธิการ ขณะเดียวกันในส่วนขององค์กรที่เข้าร่วมการปฏิบัติการครั้งนี้
อาทิ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่าวผู้ติดเชื้อเอดส์ เครือข่ายสลัม
๔ ภาค มูลนิธิเพื่อนหญิง ฯลฯ ก็ได้ดำเนินงานต่อในการลงปฏิบัติการกับกลุ่มเป้าหมายในการทำความเข้าใจเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่จะจัดทำโรงเรียนนำร่อง
และจัดทำพิมพ์เขียวเพื่อทดลองจัดการศึกษาให้สอดคล้อฃกับชุมชนและกลุ่มเป้าหมาย
ที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
|