|
ข้อมูลโดยสรุปจากเครือข่าย
สตรี
ในปัจจุบันปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิง เป็นปัญหาร่วมกันของผู้หญิงทั่วโลก
และได้รับการยอมรับว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้หญิง
โดยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๗ องค์การสหประชาชาติ ได้ออกคำประกาศเพื่อยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง
โดยได้ให้นิยามความหมาย
"ความรุนแรงต่อผู้หญิง" หมายถึง การใช้ความรุนแรงใด ๆ อันสืบเนื่องมาจากแตกต่างระหว่างหญิง
- ชาย ซึ่งมีผลหรือมักจะมีผล ทำให้เกิดอันตรายหรือความเดือนร้อน ทางกาย
ทางเพศ หรือทางจิตใจต่อผู้หญิง ซึ่งความรุนแรงต่อผู้หญิงนั้นเกิดขึ้นได้ในทุกมิติของสังคม
ทั้งในครอบครัว ในชุมชน สถานที่ทำงานและสถาบันการศึกษา
ที่ผ่านมา ความพยายามในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงทั้งในระดับสากลและระดับประเทศ
ได้มีการสร้างมาตรการทางสังคม เช่น การรณรงค์สร้างสรรค์เข้าใจกับสังคม
เพื่อตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิง และมาตรการทางกฎหมาย เช่น
การบัญญัติกฎหมาย ปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษกับผู้กระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงในหลายรูปแบบ
องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านผู้หญิงได้มองเห็นความสำคัญของการออกกฎหมาย
และการแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิ และสร้างเสริมความเสมอภาคของหญิงชาย
จึงได้ใช้แนวทางแก้ไขกฎหมายเป็นแนวทางหนึ่งในการยุติปัญหาความรุนแรง
ควบคู่กับมาตรการทางสังคม จากการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชน ในการทำงานให้ความช่วยเหลือผู้หญิงที่ประสบปัญหา
พบว่า ผู้หญิงจำนวนมากได้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวโดยสามี ความรุนแรงที่ผู้หญิงถูกกระทำนั้น
ครอบคลุมทั้งความรุนแรงทางร่างกายและทางเพศ
จากงานวิจัย "ความรุนแรงในชีวิตคู่กับสุขภาพผู้หญิง" ซึ่งศึกษาโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม
มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิผู้หญิงร่วมกับองค์กรอนามัยโลก พบว่า หนึ่งในสามของผู้หญิงถูกกระทำรุนแรงทางเพศ
รวมถึงถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยใช้กำลัง และหญิงที่เคยถูกกระทำรุนแรงทั้งทางกายและทางเพศ
เคยคิดฆ่าตัวตายสูง รวมทั้งมีการใช้ยานอนหลับและยาแก้ปวดสูงกว่าผู้หญิงที่ถูกกระทำรุนแรง
และจากการทำงานช่วยเหลือผู้หญิงที่ประสบปัญหาของมูลนิธิเพื่อนหญิง
อันเนื่องมาจากการถูกคุกคามจากภัยทางเพศ สามีทอดทิ้ง ทำร้ายทุบตี (ม.ค.
- ก.ย. ๒๕๔๕) มีผู้มาใช้บริการ ๖๔๓ ราย สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงยังเป็นที่ปรากฏ
ดังนั้นปัญหาสามีข่มขืนภรรยา จึงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อตัวตนและจิตใจของผู้หญิงอย่างใหญ่หลวง
แต่ปัญหาสามีข่มขืนภรรยานี้กลับไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ บัญญัติว่า "ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิง
ซึ่งมิใช่ภรรยาตน โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย...
โดยหญิงอยู่ในภาระที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าคนเป็นบุคคลอื่น
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท"
กฎหมายนี้สะท้อนถึงการมอบสิทธิให้สามีข่มขืนภรรยาของตนโดยไม่ผิดกฎหมาย
ซึ่งมีแนวคิดในการบัญญัติกฎหมายว่า "ภรรยาเป็นวิญญาณทรัพย์ของสามี
" (หมายถึง ทรัพย์ที่มีชีวิตของสามี) โดยมิได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
และการเป็นเจ้าของชีวิต และเนื้อตัวร่างกายของผู้หญิง
การบัญญัติกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ เท่ากับเป็นการให้สิทธิพิเศษแก่สามี
ในการกระทำความรุนแรงทางเพศต่อภรรยา โดยใช้การขู่เข็ญหรือการใช้กำลังประทุษร้ายบังคับ
แม้ภรรยาจะไม่เต็มใจก็ตามสะท้อนให้เห็นถึงการใช้มุมมองของผู้ชายเป็นหลัก
ในการบัญญัติกฎหมาย โดยมีพื้นฐานแนวคิดที่ว่า ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วต้องตกเป็นสมบัติของสามี
ดังนั้นสามีจะกระทำการใด ๆ ทั้งทางกายหรือทางเพศก็ได้
ปัจจุบันสถานการณ์สังคมที่เปลี่ยนไปมาก บทบัญญัติดังกล่าวไม่อาจคุ้มครองผู้เสียหายได้ทุกกลุ่ม
เช่น ผู้หญิงซึ่งเป็นภรรยา เด็กชาย หรือ ชายที่แปลงเพศเป็นหญิง เป็นต้น
บุคคลดังกล่าวยังขาดโอกาสในการที่จะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายอาญาทั้งที่ผู้เสียหายถูกล่วงละเมิดทางเพศ
ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับการข่มขืนกระทำชำเรา
ความเคลื่อนไหว
ด้วยเหตุนี้ จึงได้เกิดความพยายามจากหลายฝ่าย ในการแก้ไขปัญหากฎหมายอาญาในฐานความผิดทางเพศ
ในปี ๒๕๓๘ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานศึกษา
และเสนอแนะการดำเนินงานเกี่ยวกับวิธีการพิจารณาความผิดทางเพศ (ดร.สายสุรี
จุติกุล) เป็นประธาน มีข้อเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาในมาตราต่าง
ๆ ดังนี้
๑. เพิ่มบทนิยามคำว่า "กระทำชำเรา"
๒. แก้ไขปรับปรุง มาตรา ๒๗๖ และมาตรา ๒๗๗ ขยายขอบเขตฐานความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา
ให้คุ้มครอง ผู้หญิงที่เป็นภรรยาโดยชอบของผู้กระทำ รวมถึงการกระทำแก่ชายและเด็กชายด้วย
๓. เพิ่มโทษแก่ผู้กระทำให้ปรากฏภาพและเสียงของเด็กในสื่อลามก ตลอดจนลงโทษผู้มีสื่อลามกไว้ในครอบครอง
พร้อมทั้งได้เสนอให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อคุ้มครองเด็กด้วย
( ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา
บังคับใช้เป็นกฎหมายได้ใน พ.ศ. ๒๕๔๒)
ส่วนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญานั้น คณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ
(กสส.) ได้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา เมื่อ พ.ศ.
๒๕๔๐ (ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการให้มีการปรับแก้ไขร่างประมวลกฎหมายอาญา)
โดยได้จัดทำร่างแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมนิยามคำว่าข่มขืนและเสนอแก้ไขมาตรา
๒๗๖ เป็น "ผู้ใดข่มขืนกระชำเรา ผู้อื่น" เพื่อคุ้มครองผู้หญิง ซึ่งมีสถานะเป็นภรรยาให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
รวมถึงกรณีการกระทำต่อเด็กชายและผู้ชาย
เมื่อร่างกฎหมายดังกล่าว ผ่านเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ทางคณะกรรมการกฤษฎีกา มีมติไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
และเสนอร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ โดยให้คงข้อความเดิมที่ระบุว่า " ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภรรยาของตน
.."
และให้เพิ่มประเด็นการคุ้มครองหญิงที่เป็นภรรยาในมาตรา ๒๗๖ ทวิ โดยให้ความคุ้มครองการข่มขืนภรรยาสองกรณีเท่านั้นคือ
การข่มขืนในขณะที่มีสามีเป็นโรคติดต่อทางเพศอย่างร้ายแรงอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่าย
หรือเป็นการข่มขืนในขณะที่แยกกันอยู่ โดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย
หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งศาล
ร่างแก้ไขของคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๒๗๖ คงเดิมเพิ่มมาตรา ๒๗๖ ทวิ
" ถ้าการกระทำตามมาตรา ๒๗๖ วรรคแรก เป็นการกระทำแก่หญิงซึ่งเป็นภริยาของผู้กระทำ
และกระทำในขณะที่ตนเป็นโรคติดต่อทางเพศอย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่าย
หรือได้กระทำในขณะที่แยกกันอยู่โดยความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายด้วยสาเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข
หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของศาลผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท"
แนวร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง ซึ่งเกิดขึ้นจากเวทีสัมมนาขบวนยุทธหญิงไทยในศตวรรษที่
๒๑ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๓ จากองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านผู้หญิง ได้ร่วมกันก่อตั้งขึ้นมาเพื่อปรับยุทธศาสตร์การทำงานให้ทันต่อสถานการณ์
โดยมีองค์กรประสานงานกลางเครือข่ายแนวร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง
อยู่ที่มูลนิธิผู้หญิง เห็นว่า การคุ้มครองเฉพาะเหตุดังกล่าวเพียงสองประการนั้นยังไม่เพียงพอเป็นการขัดกับเจตนารมณ์
ในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เป็นความเสมอภาคในการได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
( มาตรา ๓๐ ) ให้สิทธิเสรีภาพของบุคคลในชีวิตและร่างกาย ( มาตรา ๓๑
) ตลอดจนให้ความคุ้มครองแก่เด็ก และบุคคลในครอบครัวจากการทารุณกรรมต่าง
ๆ (มาตรา ๕๓)
ดังนั้นแนวร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง จังได้รณรงค์ให้รัฐบาลส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
อันได้แก่ สิทธิในร่างกายของตน โดยการแก้ไข กฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖ โดยให้ตัดวลี
"ซึ่งมิใช่ภรรยาของตน" แก้ไขเป็น " ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงโดยขู่เข็ญด้วยประการใด
ๆ ..." เพื่อให้หญิงทุกคนได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายที่เท่าเทียมกัน
กระบวนการรณรงค์ใน มาตรา ๒๗๖
แนวร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง ได้เปิดประเด็นให้เกิดการแก้ไขกฎหมายอาญา
ฐานความผิดทางเพศมาตรา ๒๗๖ ในระยะเริ่มต้นเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๕
และได้ประสานงานหน่วยงานภาครัฐคือ สถาบันกฎหมายอาญา สำนักงานอัยการสูงสุด
และกลุ่มองค์กรที่ทำงานด้านผู้หญิง เช่น เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ
ฯลฯ รณรงค์ยกเลิกสิทธิที่ให้สามีข่มขืนภรรยา ร่วมแก้ไปกฎหมายอาญามาตรา
๒๗๖ ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยได้มีการจัดเวทีสัมมนาทั่วประเทศ ๑๓ ครั้ง
ในประเด็น
" สังคมไทยพร้อมเพียงใดในการแก้ไขกฎหมายอาญา ( มาตรา ๒๗๖ ) ในฐานความผิดทางเพศ
" เพื่อเป็นการรับฟังความเห็นจากภาคประชาสังคมทั้งหญิงและชาย
สรุปผลการเวทีสัมมนา ประสบการณ์เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศในระดับครอบครัว
( ทิชา ณ นคร : เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ หนังสือพิมพ์มติชน ๓๐
พฤศจิกายน ๒๕๔๕ หน้า ๑๔ ) ดังตัวอย่างที่พบจากเวทีแลกเปลี่ยน
* สามีตบตีภรรยาก่อนร่วมเพศ ภรรยาไม่กล้าร้องเพราะอายลูก บางครั้งสามีเมาภรรยาแอบไปพักกับเพื่อนบ้าน
แต่สามีกลับพูดว่าภรรยามีชู้
* สามีติดยา เล่นการพนัน เที่ยวและเปลี่ยนคู่นอนจนภรรยากลัวติดโรค
แต่ถูกบังคับขืนใจร่วมหลับนอนอยากเลิกกับสามี เคยบอกแม่ แม่บอกว่าช่างมันเถอะทนเอาเราเป็นภรรยา
เป็นลูกหญิง
* สามีภรรยาสองคู่ได้แลกเปลี่ยนภรรยาหลับนอนกัน โดยผู้ชายตกลงกันเอง
ฝ่ายภรรยาไม่เต็มใจแต่ไม่มีทางเลือก
* สามีข่มขืนร่วมหลับนอนโดยไม่เลือกเวลา ทำให้ท้อใจอยากหย่า แต่กลัวลูกได้รับผลกระทบไม่รู้จะทำอย่างไรก็ต้องทน
* สามีทุบตีภรรยาก่อนร่วมหลับนอนและบางครั้งบังคับให้หลับนอนให้คนอื่นดูภรรยาอายแต่ไม่กล้าบอกใคร
* สามีบังคับให้อยู่แต่บ้านและให้ทำงานทุกอย่าง แต่ตัวเองไปมีภรรยาน้อยเวลากลับมาบ้านจะบังคับข่มขืนภรรยา
ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็จะให้หยุดทำ
* สามีมีเชื้อซิฟิลิสนำมาติดภรรยา แพทย์ให้ไปรักษาไม่ยอมไป ภรรยาไม่อยากร่วมแต่ถูกทำร้ายทุบตี
ขอหย่าก็ไม่ยอมหย่า
* ภรรยาและสามีเลิกรากันไปแล้ว แต่ไม่ได้หย่าขาดจากกันเมื่อมีโอกาสสามีจะข่มขืนภรรยา
โดยอ้างสิทธิในการเป็นสามี เมื่อไม่ยินยอมก็ใช้กำลังทำร้าย เมื่อขึ้นโรงพักก็ไม่สามารถเอาผิดสามีได้เพราะมีทะเบียนสมรสและต่อมาภรรยาคนนี้ฆ่าตัวตาย
ผลสรุปจากการสัมมนาในทุกภูมิภาค คือ ต้องการให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา
๒๗๖ ให้คุ้มครองผู้หญิงที่เป็น ภรรยา เด็กชาย ผู้ชาย และบุคคลทุกเพศทุกวัย
และให้แก้ไขนิยาม " ข่มขืนกระทำชำเรา " ที่ยึดตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
๑๖๔๔/๒๕๓๒ ที่ระบุว่า
" การใช้อวัยวะเพศชายล่วงล้ำเข้าไปในช่วงสังวาสหรืออวัยวะสืบพันธุ์ของหญิง
" เนื่องจากไม่ครอบคลุมการละเมิดทางเพศตามความเป็นจริงในปัจจุบัน
นอกจากนี้ แนวร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิงยังได้ดำเนินการรณรงค์ล่ารายชื่อ
( ๕๐,๐๐๐ ชื่อ ) และผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
เป็นภารกิจที่สำคัญที่ต้องทำให้หลักการ เรื่องสิทธิเสรีภาพในชีวิตของประชาชนทุกคนในสังคม
จะได้รับการคุ้มครองสมกับเจตนารมย์ในรัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ก็ได้มีการตื่นตัวและรณรงค์เรื่องการยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก
เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้คนไทยตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันข้อความที่ใช้ในการรณรงค์คือ
" ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องผู้หญิงต้องเรียกร้อง แต่เป็นเรื่องที่ผู้ชายต้องบอกผู้ชาย
ให้มาช่วยกันยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ถือเป็นพันธสัญญาที่ผู้ชายจะมีให้แก่กัน"
นอกจากนี้สำนักงานกิจการสตรีและครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ได้จัดเวทีสัมมนา เรื่อง "การใช้กฎหมายเพื่อขจัดความรุนแรงในครอบครัว"
เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ (เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี)
เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนหาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ. ขจัดความรุนแรงในครอบครัว
พ.ศ. ...
โดยคาดหวังว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเป็นเครื่องมือลดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี
และนำไปบังคับใช้แก้ไขปัญหาความรุนแรงครอบครัวในอย่างจริงจัง ซึ่งทางสำนักงานกิจการสตรีฯ
จะได้นำร่างที่ได้รับการแก้ไข เสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สนใจเข้าร่วมรณรงค์รายชื่อแก้ไขมาตรา ๒๗๖ ได้ที่
แนวร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง โทรศัพท์ ๐๒ - ๔๓๓ - ๕๑๔๙
เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ โทรศัพท์ ๐๒ - ๒๑๘ - ๘๑๖๖ - ๗
และสถาบันกฎหมายอาญา โทรศัพท์ ๐๒ - ๕๔๑ -๒๗๗๐ - ๙
|