ข้อมูลโดยสรุปจากเครือข่าย แรงงาน

จากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบต่อคนงานโดยเฉพาะภาระการลงทุน และการจ้างงานอุตสาหกรรมต่างๆมีการเลิกจ้างอย่างต่อเนื่อง จากสถิติข้อมูลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมได้ระบุว่า ปี ๒๕๔๕ มีการเลิกจ้างคนงานไปแล้ว ๔๔,๗๕๓ คน แบ่งเป็นหญิง ๒๑,๗๗๖ คน และชาย ๒๓,๐๐๗ คน จากสถานประกอบการ ๙๐๓ แห่ง โดยลูกจ้างหญิงที่ถูกเลิกจ้างจำนวนใกล้เคียงกับชายปี ๒๕๔๑ ตัวเลขการเลิกจ้างเพิ่มขึ้น ๕๐,๔๘๗ คน แบ่งเป็นหญิง ๒๙,๑๐๖ คน และชาย ๒๑,๗๔๖ คน จากสถานประกอบการ ๑,๖๔๙ แห่ง คิดเป็นตัวเลขของลูกจ้างหญิงที่ถูกเลิกจ้างจำนวนมากกว่าชายถึง ๗,๓๖๐ คน ขณะที่ปี ๒๕๔๒ มีคนงานถูกเลิกจ้าง ๑.๑๙ แสนคน ปี ๒๕๔๓ มีคนงานถูกเลิกจ้าง ๑.๗๔ แสนคน ส่วนปี ๒๕๔๔ มีลูกจ้างที่ถูเลิกจ้างทั้งสิ้นประมาณ ๑.๒๘ แสนคน (กรุงเทพธุรกิจ ๑๑ ก.พ.๔๕) และจากข้อมูลผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในช่วงเดือนมกราคม ๒๕๔๕ พบว่าจากจำนวนประชากรรวมทั้งประเทศทั้งสิ้น ๖๓.๒๒ ล้านคน มีผู้อยู่ในกำลังแรงงานประมาณ ๓๓.๗๔ ล้านคน เป็นผู้มีงานทำ ๓๑.๘๓ ล้านคน มีผู้ว่างงาน ๑.๔๔๑ ล้านคน ส่วนที่เหลืออีก ๐.๕๐ ล้านคนนั้นเป็นแรงงานที่รอฤดูกาลและเมื่อเปรียบเทียบผู้มีงานทำในเดือนมกราคม ๒๕๔๕ กับเดือนธันวาคม ๒๕๔๔ พบว่าจำนวนผู้มีงานทำในเดือนมกราคมลดลงจากเดือนธันวาคม ประมาณ ๒.๓๓ ล้านคน หรือกล่าวง่ายๆว่าปี ๒๕๔๕ นี้จะมีคนตกงานเพิ่มมากขึ้นโดยตัวเลขการว่างงาน เดือนเมษายน ๒๕๔๕ พุ่งไปแตะที่ ๑.๒๕ ล้านคน (นสพ.ผู้จัดการรายวัน ๔ เม.ย.๔๕)

ฉะนั้นสถานการณ์แรงานในปี ๒๕๔๕ แนวโน้มปี ๒๕๔๖ ที่แรงงานจะต้องเผชิญปัญหาอย่างหนักหน่วงในภาวะของความไม่ปกติและเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวอย่างที่รัฐบาลคาดการไว้ กล่าวคือ

1. สถานการณ์คนงานถูกเลิกจ้างและตกงานเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมประเภทอิเลคทรอนิคส์จะเป็นสาขาที่มีการเลิกจ้างสูงมาก ทั้งนี้ ดูจากการเปิดเผยข้อมูลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกล่าวว่าปี ๒๕๔๔ มีสถานประกอบการ ๑๒๑ แห่ง ทำการจ้างลูกจ้างในสาขานี้ถึง ๑๒,๑๕๑ คน ขณะที่ในปี ๒๕๔๓ มีสถานประกอบการ ๑๕๔ แห่ง เลิกจ้าง ๘,๔๔๓ คน และในปี ๒๕๔๒ มีสถานประกอบการ ๑๙๑ แห่ง เลิกจ้างลูกจ้าง ๗,๖๓๗ คน หากคิดเป็นอัตราส่วนการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นของปี ๒๕๔๔ มีจำนวน ๑๒,๑๕๑ คน กับปี ๒๕๔๓ ที่มีจำนวน ๘,๔๔๓ คน คิดเป็นเพิ่มขึ้นในอัตราประมาณร้อยละ ๔๔ และการเลิกจ้างในปี ๒๕๔๔ มีอัตราการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๔๒ ถึงประมาณร้อยละ ๖๐ อีกทั้งข้อมูลของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ยังพบว่าปัจจุบันมีคนงานโดยเฉพาะอุตสาหกรมอิเลคทรอนิคส์ที่มีแนวโน้มว่าพนักงานจะถูกเลิกจ้างเพิ่มมากขึ้นนั้นน่าจะมาจากเจ้าของโรงงานต้องการเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานใหม่ เช่น การจ้างงานแบบเหมาช่วงการผลิตหรือการใช้สัญญาจ้างระยะสั้น ทั้งนี้ความมุ่งหวังก็เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่คนงานหรือลูกจ้างประจำเคยได้รับ

ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมประเภทสิ่งทอและตัดเย็บเสื้อผ้าก็ต้องเผชิญกับปัญหาการลดขนาดการผลิต ลดชั่วโมงการทำงาน ลดค่าจ้าง ตัดทอนสวัสดิการที่เคยมีอยู่ และที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือ แรงงานจะถูกเลิกจ้างคนงานอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยเฉพาะคนงานหญิงจะเป็นตัวเลือกอันดับแรกของการถกคัดออกไปสู่กระบวนการผลิตนอกระบบ ซึ่งการสำรวจข้อมูลการมีส่วนร่วมของแรงงานหญิงไทยจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า สถานภาพการทำงานของแรงงานหญิง จะอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และดูเหมือนว่าผู้หญิงจะได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นและประสบความสำเร็จในการทำงาน แต่ก็เป็นเพียงบางคนเท่านั้น แต่ยังมีแรงงานหญิงจำนวนมากยังคงต้องทำงานหนัก ทำงานในลักษณะงานแบบเก่า ค่าตอบแทนน้อย แถมยังเป็นประเภทของงานที่ไม่ได้รับการยอมรับให้มีสถานะที่เท่าเทียม

2. ปัญหาสุขภาพความปลอดภัยในสถานประกอบการ เนื่องจากปัจจุบันมีคนงานที่เจ็บป่วยเป็นโรคจาการทำงานเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะคนงานหญิงที่ทำงานในโรงงาสนทอผ้าตัดเย็ยเสื้อผ้า เซรามิคส์ กิจการเครื่องประดับและอิเลคทรอนิคส์โดยปัญหาและโรคที่พบในคนงานเหล่านี้จะเป็นโรคปอดอักเสบจากฝุ่นฝ้าย (บริซัสโนซีส) โรคปอดอักเสบจากใยหินหรือโรคจากพิษสารตะกั่วในโรงงานอิเลคทรอนิคส์ ซึ่งปัจจุบันยังเป็นปัญหาในการรักษาเนื่องจากขาดหมอที่เชี่ยวชาญด้านอาชีวะเวชศาสตร์ อีกทั้งยังมีการฟ้องร้องของนายจ้างว่าคนงานไม่ได้เจ็บป่วยจากการทำงานจริง บางรายแม้ว่ากองทุนเงินทดแทนจะวินิจฉัยให้จ่ายเป็นเงินค่ารักษาพยาบาลไปก่อนแล้วต้องเดือดร้อน เนื่องจากต้องไปกู้เงินเขามาก่อน บางรายมีอายุมากต้องออกจากงานนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย และต้องมาเป็นโรคจากการทำงานลูกหลานไม่เหลียวแลมสภาพแย่ มีอาชีพที่ไม่แน่นอนไร้ทางออก แม้ว่าจะมีการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายจัดตั้งสถาบันคุ้มสครองสุขภาพความปลอดภัย แต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลและกระทรวงแรงงานเท่าใดนัก

3. สถานการณ์ปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงานและไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งปัญหานี้นับเป็นเรื่องที่คนงานต้องเผชิญมาโดยตลอดระยะเวลา ๒-๓ ปีให้หลังมานี้ เช่น กรณี นายจ้างใช้มาตรา ๗๕ ในกฎหมายคุ้มคอรงแรงงาน อ้างวิกฤติเศรษฐกิจสั่งคนงานหยุดงานชั่วคราวและจ่ายเงินให้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของค่าจ้างรายวันที่ได้รับ ซึ่งนานวันเข้าคนงานทนไม่ไหวก็ลาออกไปเองโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแต่อย่างใด นับว่าเป็นการลดต้นทุนการผลิตและลดคนงานลงได้อย่างแยบยลที่สุดวิธีหนึ่ง ขณะเดียวกันก็สามารถทำลายอำนาจการต่อรองของสหภาพแรงงานและลูกจ้างไปโดยปริยาย เช่น กรณี คนงาน มิซากิ,คนงานไทยซิน,คนงานพาร์การ์เม้นท์หรือโรงงานขนาดเล็กและขนาดกลางที่นายจ้างนิยมใช้วิธีเป็นเครื่องมือเข้าจัดการและสร้างความปั่นป่วนให้กับองค์กรลูกจ้างและตัวลูกจ้างเอง ส่วนกรณีของการใช้กฏหมายแรงงานสัมพันธ์แก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจนั้นนับเป็นความล้มเหลวเป็นอย่างยิ่ง

เนื่องจากนายจ้างอาศัยอำนาจทางกฎหมายให้แทรกแซงการดำเนินงานขององค์กรสหภาพแรงงานโดยใช้วิธีการเลิกจ้างผู้นำแรงงานหญิง ใช้ความรุนแรงและอำนาจรัฐเข้าแก้ไขปัญหาเลือกปฏิบัติในการเจรจาต่อรองที่นายจ้างไม่เคารพในการทำสัญญาข้อตกลง เช่น กรณีของสหภาพแรงงานไทยเกรียงที่ใช้กำลังอำนาจมดทั้งในและนอกเครื่องแบบเข้าทุบตี ใช้แก๊สพริกไทยเข้าสลายการชุมนุมของคนงานไทยเกรียงและไม่เคารพในคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่อาศัยอำนาจของกฎหมายคณะปฏิวัติที่ ๑๐๓ เรื่องการใช้มาตรา ๓๕ สั่งให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานทั้งหมดโดยนายจ้างต้องรับคนงานกลับเข้าทำงานทั้งหมดอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่นายจ้างกลับละเมิดคำสั่งและรับคนงานกลับเข้าทำงานบางส่วนเท่านั้น หรือกรณีของสหภาพแรงงานพาร์การ์เม้นท์ ที่กรรมการสหภาพแรงงานถูกเลิกจ้างแม้ว่าจะมีอำนาจของศาลแรงงานสั่งให้เข้าทำงาน แต่นายจ้างก็ไม่ปฏิบัติตามอำนาจที่ศาลสั่ง ปัจจุบันยังมีการเลิกจ้างผู้นำแรงงานและสมาชิกของสหภาพแรงงานหญิงทรงชัยปั่นทอ ย่านพระประแดง จำนวน ๖๙๐ คนโดยตั้งข้อหาว่าทำตัวเป็นปรปักษ์กับเจ้านายจ้าง ยุยงปุกปั่นพนักงานและจัดการชุมนุมในโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายจ้าง


มาตรการที่นายจ้างใช้คุกคามทำลายสิทธิการรวมตัวต่อรองของสหภาพแรงงาน รวบรวมได้ดังนี้ คือ

๑.ติดต่อตำรวจให้มาจับกุมคนงานโดยยัดเยียดข้อหาความผิดทางอาญาบางอย่าง หรือให้ทนายความฟ้องร้องคดีอาญาต่อผู้ยื่นข้อเรียกร้องหรือกรรมการสหภาพแรงงานให้หวาดกลัวไม่กล้าต่อรองต่อไป เช่น ข้อหาบุกรุกโรงงานถ้าลูกจ้างใช้สิทธินัดหยุดงานชุมนุมในโรงงานที่ตนเองทำงานอยู่ ข้อหาละเมิด ทำให้เสียทรัพย์ หมิ่นประมาท กล่าวหาว่าลูกจ้างขัดขวางการขนส่งวัตถุดิบสินค้าเข้า-ออกโรงงานหรือไม่ยอมให้คนงานเข้าทำงานตามปกติ มีการประณามโจมตีแสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อบริษัท ข้อหาลักทรัพย์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการถ่ายรูปภาพหรือถ่ายวีดีโอเก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐานเอาผิดในชั้นศาล เพื่อกดดันข่มขู่สหภาพแรงงานและหาทางเลิกจ้างกรรมการสมาชิกสหภาพบางส่วนหรือให้ลาออกไป

๒.ยื่นข้อเรียกร้องสวนทางต่อสหภาพแรงงาน ไม่ยอมส่งตัวแทนมาเจรจาต่อรองหรือส่งตัวแทนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจมาเจรจา หรือนายจ้างต่อรองให้ เจรจาข้อเรียกร้องของฝ่ายตนก่อน ยึดเวลาการเจรจาข้อเรียกร้องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ เพื่อนายจ้างจะใช้สิทธิปิดงานเฉพาะส่วนลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและหาเหตุฟ้องร้องหรือเลิกจ้างต่อไป ข้อเรียกร้องของนายจ้าง มักเป็นเรื่องของการลด/เลิกสภาพการจ้างหลายอย่างที่สหภาพแรงงานเรียกร้องได้มา เพิ่มหลักเกณฑ์เงื่อนไขมากขึ้นในการปรับสิทธิประโยชน์บางอย่าง ให้ใช้ข้อตกลงสภาพการจ้างเป็นเวลา ๓ ปี และสภาพการจ้างบางอย่างบริษัทจะขอสงวนสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม หรือตามภาวะเศรษฐกิจหรือตามดุลพินิจของนายจ้าง เป็นต้น

๓.นายจ้างจงใจทำหนังสือถึงเจ้าหน้าที่แรงงานให้มาตรวจสอบความถูกต้องของการยื่นข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานในประเด็นต่างๆ เช่น สมาชิกสหภาพแรงงานมีจำนวนถึงร้อยละ ๒๐ ของลูกจ้างทั้งหมดหรือไม่? สมาชิกสหภาพมีการจ่ายค่าบำรุงสมาชิกถูกต้องหรือไม่? กรรมการสหภาพแรงงานได้สมัครเป็นสมาชิกและสมัครรับเลือกตั้งถูกต้องหรือไม่? ข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานได้มีสมาชิกลงมติเห็นชอบจากที่ประชุมถูกต้องหรือไม่? เป็นต้น

๔.นายจ้างใช้วิธีเลิกจ้างลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน อ้างเหตุผลทางเศรษฐกิจ ภาวะขาดทุนหรือการตลาดหรือจ้างคนงานใหม่เข้ามาทำงานในระหว่างที่สหภาพแรงงานหยุดงาน โดยจ้างลูกจ้างใหม่ที่ทำสัญญาจ้างระยะสั้น เช่น ๓ เดือน ๖ เดือน หรือ ๑ ปี โดยติดต่อผู้รับเหมาค่าแรงหรือบริษัทรับเหมาช่วงการผลิตมาทดแทน ซึ่งลูกจ้างชั่วคราวเหล่านี้จะถูกโยกย้ายงาน ถูกเลิกจ้างปลดออกง่าย ได้รับค่าแรงต่ำ สวัสดิการน้อย ไร้สิทธิรวมตัวต่อรอง และเป็นการกดดันต่อสหภาพแรงงานในสถานประกอบการกรณีที่จะหยุดงานหรือหยุดทำงานล่วงเวลาด้วย

๕.โยกย้ายกรรมการสหภาพแรงงานไปทำงานหลายแผนกไม่ให้รวมกันได้ ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการที่มีหลายบริษัทอยู่ในกลุ่มเครือเดียวกันหลายจังหวัด จะมีการแบ่งแยกลูกจ้างบางส่วนไปทำงานต่างจังหวัด หรือมีการตั้งนิติบุคคลแยกย่อย โดยลูกจ้างเหล่านี้ทำงานอยู่ในเขตรั้วเดียวกัน ทำงานกิจการประเภทเดียวกัน แต่ไม่สามารถเป็นสมาชิกสหภาพเดียวกันได้ทั้งหมด เพราะเป็นสหภาพแรงงานประเภทสถานประกอบการ หรือต้องมีการแก้ไขข้อบังคับสหภาพก่อนจึงจะรับสมัครสมาชิกใหม่ ซึ่งเคยทำงานด้วยกันได้

๖.สนับสนุนหรือซื้อตัวลูกจ้างบางคนให้รวมกลุ่มต่อต้านสหภาพแรงงานด้วยหลายวิธีการ เช่น ให้มีตำแหน่งสูงขึ้นและให้ลาออกจากกรรมการสหภาพ ออกแถลงการณ์โจมตีหรือสร้างข่าวใส่ร้ายกรรมการสหภาพ เสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นให้กรรมการสหภาพมากกว่าลูกจ้างทั่วไป ให้ลูกจ้างกลุ่มหนึ่งเข้าชื่อยื่นข้อเรียกร้องกับนายจ้างในขณะที่บริษัทมีสหภาพแรงงานอยู่ เป็นต้น

๗.ใช้วิธีแทรกแซงขัดขวางการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน กล่าวคือ ปรับค่าแรง ปรับสวัสดิการบางอย่างให้ลูกจ้างที่ไม่เป็นสมาชิกสหภาพมากกว่าลูกจ้างที่เป็นสมาชิก ส่งผลให้ลูกจ้างหลายคนยอมลาออกจากสมาชิกสหภาพหรือไม่กล้าสมัครเป็นสมาชิกสหภาพต่อไป ทำให้เกิด ๒ มาตรฐาน ข้อตกลงสภาพการจ้าง คือ ข้อตกลงสภาพการจ้างรายบุคคลที่นายจ้างทำกับลูกจ้าง กับข้อตกลงที่สหภาพแรงงานเจรจาตกลงกับนายจ้าง เกิดความแตกแยกระส่ำระส่ายในหมู่สมาชิกสหภาพแรงงาน

๘.ออกคำสั่งให้กรรมการสหภาพแรงงาน กรรมการลูกจ้างหยุดงานโดยยอมจ่ายค่าจ้างไปเรื่อยๆ และห้ามเข้าบริเวณโรงงานเด็ดขาด อ้างเหตุผลต่างๆ เช่น ไม่ไว้วางใจให้ทำงาน อยู่ในระหว่างปรับโครงสร้างตำแหน่งงานใหม่ ยังหาตำแหน่งงานที่เหมาะสมไม่ได้ เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมการบทบาทในฐานะที่เป็นกรรมการสหภาพแรงงาน หรือกรรมการลูกจ้างในสถานประกอบการได้ ทั้งที่ยังมีนิติสัมพันธ์ความเป็นลูกจ้างนายจ้างอยู่ เป็นการผิดเจตนารมณ์ของสัญญาจ้างแรงงานโดยชัดแจ้ง และเข้าข่ายเป็นการลงโทษกลั่นแกล้งขัดขวางการทำงานของกรรมการสหภาพแรงงานหรือกรรมการลูกจ้างได้ด้วย แม้ว่าแนวคิดนักกฎหมายจำนวนมากมองว่าถ้านายจ้างยอมจ่ายค่าจ้างโดยไม่มอบงานให้ทำ ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างหรือกระทำการไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง

หลายกรณีคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ครส.) มีมติวินิจฉัยให้นายจ้างรับเข้าทำงานแล้ว มีคำพิพากษาศาลแรงงานหรือศาลฎีกาให้นายจ้างรับเข้าทำงานแล้ว นายจ้างยังกล้าท้าทายขัดคำสั่งศาลหรือ ครส. ไม่ยอมรับเข้าทำงานต่อไป หรือกรณีศาลแรงงานยังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างได้ แต่นายจ้างก็สั่งให้กรรมการลูกจ้างหยุดงานรับค่าจ้างจนกว่าจะมีคำสั่งศาลเมื่อมีคำสั่งศาลนายจ้างก็ใช้วิธีฟ้องเพิกถอนคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลแรงงาน จงใจถ่วงเวลาไม่ให้ลูกจ้างทำงานได้ต่อไป นับเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน การมีงานทำและสิทธิการต่อรองของสหภาพแรงงานอย่างฉกรรจ์ภายใต้กลไกการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการบังคับคดีที่อ่อนแอไร้ประสิทธิผลของ ครส.และศาลยุติธรรม

๙.ใช้ระเบียบข้อบังคับในการทำงานอย่างเข้มงวดเคร่งครัดกับกรรมการสหภาพแรงงานกรรมการลูกจ้าง เช่น การจับเวลาทำงาน การกำหนดเป้างานพิเศษให้รับผิดชอบ ตรวจสอบว่าได้ลางานไปประชุมสัมมนาจริงหรือไม่ ไม่ใช้สิทธิลางานได้ง่าย เป็นต้น

๑๐.ปฏิเสธสิทธิการก่อตั้งหรือการต่อรองของสหภาพแรงงาน สนับสนุนให้ก่อตั้งคณะกรรมการ สวัสดิการในสถานประกอบกิจการ หรือคณะกรรมร่วมหารือรูปแบบต่างๆ อ้างว่าคณะกรรมการเหล่านี้ ลูกจ้างทั้งหมดมีสิทธิเลือกตั้งตัวแทนของตนได้ สวัสดิการบางอย่างนายจ้างจงใจไปหารือกับคณะกรรมการสวัสดิการฯ เพื่อลดบทบาทต่อรองของสหภาพแรงงาน ทั้งนี้คณะกรรมการสวัสดิการฯ ที่จัดตั้งขึ้นจำนวนมากจะไม่สามารถมีบทบาทหารือให้นายจ้างตกลงยอมรับปรับปรุงสวัสดิการได้เลย หากไม่มีสหภาพเป็นแรงผลักหนุน เพราะนายจ้างจะทำตามหรือไม่ก็ได้หากมีมติของคณะกรรมการสวัสดิการตกลงแล้ว บางกรณีนายจ้างตกลงจะปรับปรุงสภาพการจ้างบางอย่างให้แต่ขอให้ไม่ต้องจดบันทึกเป็นข้อตกลงสภาพการจ้าง

๑๑.นายจ้างของทวงคืนสำนักงานสหภาพแรงงานที่เคยอนุญาตให้ใช้ในบริเวณสถานประกอบการออกประกาศคำสั่งห้ามแจกเอกสารทุกอย่างในโรงงาน ห้ามจัดประชุมในโรงงาน เป็นต้น เพื่อให้สหภาพเกิดความลำบากในการหาสถานที่ใหม่นอกบริษัท ทำให้ลูกจ้างรวมตัวประชุมในโรงงานไม่ได้มีข้ออ้างต่างๆ เช่น จะไปใช้ในกิจการอื่น ไม่ใช่เป็นข้อตกลงสภาพการจ้างที่สหภาพแรงงานมีสิทธิใช้ตลอดไป

๑๒.นายจ้างบางรายจ้างอดีตผู้นำแรงงานหรืออดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานแรงงานจังหวัดเป็นพนักงานฝ่ายบุคคลหรือที่ปรึกษาบริษัท เพื่อหวังใช้ให้ล้มล้างสหภาพแรงงาน ถ้าล้มไม่สำเร็จก็ทำให้สหภาพอ่อนแอ ไม่มีอำนาจต่อรองเหมือนเดิมได้ โดยใช้จุดอ่อนช่องโหว่ทางกฎหมาย และใช้อำนาจการบริหารจัดการกระทำต่อกรรมการสหภาพอย่างเต็มที่ทุกรูปแบบ

๑๓.ฝ่ายบุคคล นักกฎหมายฝ่ายนายจ้างบางบริษัทใช้วิธีทุ่มเงินชักจูงเกลี้ยกล่อมให้กรรมการสหภาพยอมรับเงินออกจากงานไป หรือเสนอตำแหน่งเงินเดือนสูงให้ก้าวหน้า พ้นจากการเป็นกรรมการสหภาพ

4. ปัญหายุทธศาสตร์การจ้างงานที่ซับซ้อนและใช้แรงงานนอกระบบภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปแบบการจ้างงานนั้นนับวันจะมีความซับซ้อนหลากหลายมากยิ่งขึ้น แรงงานหญิงซึ่งกลายเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบและถูกมองว่าเป็นแรงงานสำรองขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดแรงงาน อีกทั้งคงกล่าวได้ว่าหลังวิกฤติเศรษฐกิจนั้น แรงงานหญิงจำนวนมากถูกเลิกจ้างซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีอายุมาก ไม่มีฝีมือแรงงาน ฉะนั้นโอกาสที่จะเลือกงานจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้น้อย ทางเลือกของแรงงานหญิงเหล่านี้หลังถูกเลิกจ้างจึงเข้าสู่การทำงานในภาคการจ้างงานนอกระบบใต้ระบบกิจการแบบเหมาช่วงการผลิต (Subcontracting) โดยคนงานหญิงเหล่านี้ต้องตกอยู่ในสภาพค่าจ้างที่ต่ำ ขาดสวัสดิการ มีงานที่ไม่แน่นอน รับค่าจ้างรายวันหรือรายเหมากดดันตัวเองอยู่กับภาวะของรายได้และสุขภาพความปลอดภัย เนื่องจากต้องใช้ตึกหรือบ้านเป็นสถานที่ทำงานมีลักษณะแออัดไม่ปลอดภัย แม้ว่าจะมีการขยายการคุ้มครองในส่วนกฎหมายประกันสังคมให้ลูกจ้างตั้งแต่ ๑ คนขึ้นไปเข้าสู่การคุ้มครอง แต่งโดยความจริงแล้วลูกจ้างจะต้องมีนายจ้างมิฉะนั้นจะไม่เข้าเงื่อนไขรวมทั้งลูกจ้างหญิงตกงานหรือทำงานเหล่านี้ต้องจ่ายเงินสมทบถึง ๒ เท่าในการรักษาสิทธิการได้รับการคุ้มครองจากประกันสังคม ซึ่งปัจจุบันนับว่ามีปัญหาเป็นอย่างมากของแรงงานนอกกระบบหรือคนตกงานแต่มีรายได้น้อย

ส่วนสภาพการจ้างงานชั่วคราวซึ่งถูกใช้กับแรงงานในระบบนั้นนับเป็นยุทธศาสตร์ที่นายจ้างพยายามอาศัยช่องว่างทางกฎหมายโดยอาศัยรูปแบบของการทดลองงาน ๑๒๐ วัน ให้คนงานลาออกแล้วมาสมัครใหม่ ซึ่งคนงานที่ถูกการจ้างงานแบบนี้จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน ไม่มีสวัสดิการและถูกเลือกปฏิบัติเหมือนพลเมืองชั้นสอง และที่หนักไปกว่านั้นก็คือคนงานเหล่านี้จะมีชีวิตที่เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆไม่มีหลักแหล่งของสถานประกอบการและที่อยู่อาศัยแน่นอน ขาดอำนาจการต่อรองกลัวและไม่กล้าเข้าร่วมกับสหภาพแรงงานเนื่องจากกลัวนายจ้างจะไม่จ้างงานต่อทำให้ขาดหลักประกันของความมั่นคง หรือระบบการจ้างเหมาในสถานประกอบการนับเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต โดยเฉพาะที่กระทรวงแรงงานออกมาให้ความเห็นว่า

กรณีการจ้างแบบเหมาช่วงในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นเป็นสิทธิในการแสดงเจตนาทำสัญญาที่ผู้ประกอบกิจการจะตกลงจ้างบุคคลหนึ่งบุคคลใดรับเหมาช่วงงานไปทำก็ได้ แต่การรับเหมาช่วงงานดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อลูกจ้างของผู้รับเหมาช่วง ในบางกรณีที่ผู้รับเหมาช่วงงานได้ทิ้งงานและค้างจ่ายเงินต่างๆ แก่ลูกจ้างของตน ทำให้ไม่อาจดำเนินการกับผู้รับเหมาช่วงและผู้ประกอบกิจการได้

กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมได้ตระหนักถึงปัญหาสิทธิของลูกจ้างดังกล่าว จึงได้กำหนดหลักการคำว่า "นายจ้าง" ขึ้นใหม่ โดยให้หมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการที่จ้างด้วยวิธีเหมาค่าแรงตามมาตรา ๕ (๓) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ ดังนั้น ผู้รับเหมาช่วงงานและผู้ประกอบกิจการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อลูกจ้างให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.๒๕๔๑ หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามย่อมต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและทางอาญา

จากประเด็นดังกล่าว ผู้ประกอบกิจการที่นำระบบจ้างแบบเหมาช่วงมาใช้ จึงเป็นนายจ้างของลูกจ้าง เพราะเป็นผู้รับลูกจ้างเข้าทำงาน และจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง จึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และการจ้างแบบเหมาช่วงดังกล่าว ไม่ถือว่าเป็นการขัดกับกฎหมาย อย่างไรก็ตามการจ้างงานในลักษณะดังกล่าวมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อความก้าวหน้าของลูกจ้างหรืออาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาด้านแรงงาน ดังนั้น เพื่อให้การคุ้มครองลูกจ้างในกิจการดังกล่าว ได้รับการคุ้มครองอย่างทั่วถึง กระทรวงแรงงานฯ

5. ปัญหาการใช้แรงงานต่างชาติกดค่าแรงในระบบกิจการผลิตทั้งในและนอกระบบ การไม่เคารพในสิทธิคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานและหลักสิทธิมนุษยชนทำให้นำมาสู่การใช้แรงงานเยี่ยงทาส ทารุณกรรม โดยเฉพาะใช้แรงงานหญิงต่างชาติที่มักจะมีประเด็นของการถูกใช้ความรุนแรง ภัยคุกคามทางเพศ หรือไม่ก็ถูกบังคับค้าประเวณี แม้ว่าปัจจุบันทางหน่วยงานกระทรวงแรงงานฯและสภาความมั่นคงแห่งชาติจะมีการให้รงงานต่างชาติจดทะเบียนให้ถูต้องตามกฎหมายแต่ก็ยังเป็นปัญหาว่าประมาณ ๗๐-๘๐ % ของแรงงานต่างชาติและนายจ้างก็ยังไม่นิยมทำกันเนื่องจากทำไปแล้วก็ยังถูกกระบวนการรีดไถ รวมถึงภัยนอกกฎหมายจากเจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นบางคนเรียกเก็บเงินอยู่

6. ปัญหาคุณภาพชีวิตของแม่และเด็ก ที่ขาดหลักประกันด้านการเลี้ยงดูและส่งเสริมมาตรฐานด้านการศึกษา ขาดความอบอุ่นเพราะต้องอยู่ห่างไกลกันส่งผลต่อพื้นฐานด้านสังคม ครอบครัว จิตใจและการต่อสู้ชีวิต ความไม่มั่นคงในการทำงานได้นำมาสู่สภาพสังคมที่แตกร้าว เช่น คนงานหญิงต้องรับผิดชอบครอบครัวส่งเงินให้ลูกเรียนหนังสือ หรือที่ไม่มีเงินก็ต้องให้ลูกออกจากโรงเรียน ปัญหาการหย่าร้าง และคนงานหญิงถูกทุบตีใช้ความรุนแรงเข้าแก้ปัญหาขาดสติจนบางรายต้องผันไปทำอาชีพไม่สุจริต ติดยาเสพติดมีชีวิตที่เลวร้ายเป็นปัญหาและภาระของสังคม

7. ปัญหารัฐบาลต้องการขายรัฐวิสาหกิจ โดยออกพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๔๒
๗.๑ พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.๒๕๔๒ พระราชบัญญัตินี้ตราขึ้นตามเงื่อนไขในหนังสือแสดงเจตจำนง ฉบับที่ ๕ เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๑ ซึ่งมีเจตนาร้ายต่อระบบรัฐวิสาหกิจไทยและต้องการให้ต่างชาติและทุนในชาติบางกลุ่มเข้าไปครอบงำการบริหาร เพื่อมุ่งแสวงกำไรเป็นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดตามหลักปรัชญาทุนนิยม โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน ด้วยการกำหนดให้เปลี่ยนสภาพรัฐวิสาหกิจอันเป็นทรัพย์สินของปวงชนชาวไทย ให้กลายเป็นหุ้นในรูปแบบของบริษัทจำกัด ได้ตามนโยบายของนักการเมือง มาตรา ๔ ในกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะนำทุนบางส่วน หรือทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจใดมาเปลี่ยนเป็นหุ้นในรูปแบบของบริษัทให้กระทำได้ตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๒ วรรคท้าย เมื่อมีการจดทะเบียนบริษัทแล้ว ให้การดำเนินกิจการของบริษัทเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชน จำกัด
มาตรา ๒๔ วรรคแรก ในวันที่จดทะเบียนบริษัทตามมาตรา ๒๒ ให้บรรดากิจการสิทธิ หนี้ความรับผิดชอบ และสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติโอนไปเป็นของบริษัทหรือเป็นของกระทรวงการคลังแล้วแต่กรณี
ดังนั้น เห็นได้ชัดเจนว่า ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการบริหารโดยรัฐให้ไปเป็นของเอกชนในที่สุดอันเป็นการทำลายระบบรัฐวิสาหกิจไทยทั้งหมด ซึ่งขัดต่อพระราชปณิธานของสมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ ๕ ที่ทรงให้เป็นกลไกของรัฐในสาธารณูโภคด้านบริการและช่วยเหลือประชาชน โดยไม่มุ่งเน้นผลกำไร

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ เมื่อตีค่ากิจการรัฐวิสาหกิจเป็นเงิน (แปลงทุนเป็นหุ้น) แล้วหารออกมาเป็นหุ้นในรูปบริษัทจำกัดแล้ว สิทธิที่มีลักษณะอธิปไตยเหนือดินแดงดังต่อไปนี้ จะอยู่ในรูปของหุ้นทันที กล่างคือ

ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวนประมาณ ๒๕๔,๕๕๐ ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในที่ที่เรียกว่าทำเลทอง มีราคาต่อตารางวาสูงมากในทุกๆ จังหวัด อาทิเช่น ในกรุงเทพมหานคร จำนวนเกือบร้อยไร่ที่ ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ที่ดินสนามกอล์ฟรถไฟ ที่ดินคู่ขนานกับถนนวิภาวดีรังสิต ตลอดไปจนถึงรังสิต ที่ดินย่านถนนอาร์ซีเอ ที่ดินติดและขนานกับถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ไปจนถึงคลองตัน และในต่างจังหวัดล้วนแต่อยู่ในย่านที่มีมูลค่าสูงทั้งสิ้นทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีชุมชนชาวบ้านที่รายล้อมที่ดินของรถไฟอีกนับล้านครัวเรือนทั่วประเทศที่ต้องเดือดร้อน

เมื่อแปลงเป็นหุ้นแล้วที่ดินที่เป็นอธิปไตยของชาติก็จะเป็นของผู้ถือหุ้นทันที ซึ่งในโลกทุนนิยมตลาดหลักทรัพย์นั้นเป็นตลาดของการพนันที่ถูกกฎหมายนั้นเอง ดังนั้นผู้มีอำนาจเงินอย่างมหาศาลก็จะปั่นตลาดทั้งในทิศทางที่ทำให้มูลค่าหุ้นตกต่ำสุดขีดหรือพุ่งสูงเสียดฟ้าได้ทั้งสองทาง และทั้งสองทิศนั่นแหละที่ผู้ถือหุ้นเดิมที่บอกว่าเป็นคนไทยก็จะขายหุ้นออกไป ไม่เว้นแม้แต่หุ้นของกระทรวงการคลังที่กล่าวว่าจะถือไว้กว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องถูกขายออกไปในอนาคตแต่แน่นอน แม้แต่ต่างชาติและทุนในชาติเข้าถือหุ้นเพียง ๑๐๐% ก็มีผลกระทบต่อคนไทยแล้ว ผู้มีอำนาจเงินล้นฟ้าที่เข้ามาเป็นเจ้าของที่ดินของการรถไฟจำนวนมหาศาลไปโดยอัตโนมัติ แล้วอำนาจอธิปไตยเหนือแผ่นดินไทยอยู่ตรงไหน

เรื่องเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นเจ้าของเชื่อนขนาดยักษ์ทั้งหลายในประเทศไทย เป็นเจ้าของที่ดินมหาศาลที่ใช้เดินสายไฟเช่นกัน ก็จะต้องตกไปเป็นของผู้มีอำนาจเงินล้นฟ้าดังกล่าว ซึ่งอาจจะต่างกลุ่มกันหรือไม่ก็ได้

การท่าอากาศยานและการบินไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทย ก็อยู่ในนัยเดียวกัน สิทธิการบินเหนือน่านฟ้าไทย สิทธิเหนือน่านน้ำไทย เหนือชายฝั่งทะเลไทย ก็จะต้องถูกนำไปตีค่าเป็นหุ้นและตกอยู่ภายใต้การครอบครองของเจ้าของหุ้น ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะเป็นของผู้มีอำนาจเงินล้นฟ้ามหาศาลดังกล่าวอีกเช่นกัน โดยรวมแล้ว โดยผลของพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจให้รัฐแปลงกิจการเป็นหุ้นไปขายในตลาดหุ้น ซึ่งผู้มีอำนาจเงินล้นฟ้าจะก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของในที่สุด ก็จะทำให้อธิปไตยเหนือแผ่นดินเหนือแผ่นฟ้า เหนือน่านน้ำเสียไปให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งในอนาคตที่ผันแปรมากยิ่งในโลกทุกวันนี้กระทรวงการคลังแม้จะเป็นเจ้าของหุ้นส่วนข้างมากที่รัฐบาลป่าวประกาศในวันนี้ แต่จะตกไปอยู่ในเงื้อมมือของต่างชาติที่มีเงินหนาแน่นกว่า อธิปไตยเหนือแผ่นดิน ผืนน้ำน่านฟ้า ซึ่งเป็นแก่นสำคัญที่สุดอันหนึ่งของ "ประเทศ" หรือ "รัฐไทย" ก็ต้องสูญเสียไป เหมือนกับหลายๆ ประเทศในละตินอเมริกา

ขณะนี้ผลที่เกิดขึ้นจากพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ คือ การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ ปตท.,ทศท.,ทอท.,กสท.,การไปรษณีย์ ซึ่งกำลังดำเนินการและจะเปลี่ยนไปเป็นบริษัทเอกชนในที่สุด และกิจการบางอย่างได้ขึ้นราคาค่าบริการไปแล้ว ซึ่งรัฐบาลจะไม่สามารถควบคุมและกำหนดราคาเองได้ ด้วยข้ออ้างที่ว่าให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรีในระบบทุนนิยม ซึ่งแนวโน้มในอนาคต คือ ค่าบริการในกิจการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ จะต้องมีราคาแพงขึ้นอย่างแน่นอน ประชาชนผู้บริโภคจะเป็นผู้แบกรับภาระจ่ายเพิ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันจะมีผลกระทบต่อภาวะค่าครองชีพในที่สุด สรุปแล้วประชาชนไทยเป็นผู้เสียหายจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยใช้พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจตามเงื่อนไขของต่างชาติ IMF

และจากบทเรียนที่ IMF เคยใช้วิธีการเดียวกันนี้กับประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา ซึ่งมีศักยภาพใกล้เคียงกับเราในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนับสิบประเทศ ผลที่ได้รับคือ ประชาชนต้องเสียค่าบริการด้านสาธารณูปโภคให้แก่ผู้ประกอบการเอกชนชาวต่างชาติสูงขึ้นหลายเท่าตัว แต่กลับไม่มีผลลัพธ์ทางด้านการฟื้นฟูฐานะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ให้ดีขึ้น ซ้ำยังกลับวิบัตรไปกว่าเดิม เช่น ตัวอย่างที่ปรากฎในประเทศอาร์เจนตินาและประเทศบราซิล

และที่น่าใจหายคือหลังการใช้กฎหมายลักษณะเดียวกันนี้ในประเทศเม็กซิโก เพียงสองปีไม่ปรากฎว่ามีรัฐวิสาหกิจใดเป็นของรัฐหลงเหลืออยู่อีก ยกเว้นธนาคารแห่งชาติเม็กซิโก เท่านั้น

รัฐบาลทักษิณได้ให้กระทรวงการคลังเข้าหุ้นกับบริษัทปั่นหุ้นต่างชาติ เพื่อมาปั่นหุ้นในตลาดหุ้นของไทย ซึ่งถือว่าอันตรายมาก เพราะเขามีศักยภาพทางการเงินที่เหนือกว่า และมีชั้นเชิงที่สูงกว่า ที่จะทำร้ายคนไทยเหมือน จอร์จ โซรอส

ยังมีประเด็นที่อันตรายอีกหลายมาตรา ซึ่งขอให้ตั้งข้อสังเกตุไว้ดังตัวอย่างต่อไปนี้

มาตรา ๗ ระบุว่า "การตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดย ค.ร.ม. ให้แต่งตั้งโดยระบุตัวบุคคล" มาตรานี้แสดงถึงความไม่โปร่งใสอย่างเจตนา เพราะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจในการพิจารณาแปรรูปแต่กลับไม่มีกระบวนการสรรหา และคัดเลือกโดยประชาชน นักวิชาการ และองค์กรอิสระมีส่วนร่วม ทำให้สามารถอั้วเอาสมัครพรรคพวกที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชนมาเป็นกรรมการเสียงข้างมากได้ในบรรดากรรมการทั้งสิ้น ๑๕ คน

มาตรา ๑๓ กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ "เสนอความเห็นต่อ ค.ร.ม. เพื่อพิจารณาอนุมัติในหลักการและแนวทางให้ดำเนินการนำทุนบางส่วนหรือทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจมาเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้นในรูปแบบของบริษัท"
สมบัติของคนทั้งชาติทำไมจึงไม่ให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสิน หรือให้มีการลงประชามติก่อน แต่มอบอำนาจให้คนเพียง ๑๕ คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งเป็นคนตัดสิน ซึ่งเป็นที่น่าสงสัย

มาตรา ๒๔ มาตรานี้สำคัญมาก โดยระบุว่า "ให้บรรดากิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิดชอบ และสินทรัพย์ของรัฐวิสหากิจโอนไปเป็นของบริษัท"

ในกรณีหนี้ที่โอนไปเป็นของบริษัท เป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันอยู่แล้ว "ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันหนี้ต่อไป"

"สิทธิตามวรรคหนึ่งในหมายความรวมถึงสิทธิตามสัญญาเช่าที่ดินที่เป็นที่ราชพัสดุหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่รัฐวิสาหกิจมีอยู่ในวันจดทะเบียนบริษัทนั้นด้วย"

"ส่วนสิทธิในการใช้ราชพัสดุหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่รัฐวิสาหกิจเคยมีอยู่ตามกฎหมายที่ราชพัสดุหรือกฎหมายอื่น ให้บริษัทมีสิทธิในการใช้ที่นั้นต่อไปตามเงื่อนไขเดิม"

มาตรานี้ คือการเอาหัวกะทิไปถวายให้กับเอกชนหรือบริษัทข้ามชาติอย่างให้เปล่า แต่ประชาชนกลับต้องมารับภาระ คือ กระทรวงการคลังก็ยังต้องค้ำประกันหนี้ต่อไป

อภิสิทธิ์พิเศษ และสิทธิประโยชน์ในสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็ต้องถวายให้เอกชนหรือบริษัทข้ามชาติไปหมด

มาตรา ๒๖ คล้ายกับมาตราข้างต้น คือ ตอกย้ำการให้สิทธิพิเศษต่อบริษัทที่แปรรูปเป็นของเอกชนโดยระบุว่า "กฎหมายอื่นมีบทบัญญติให้อำนาจรัฐวิสาหกิจดำเนินการใดๆ ต่อบุคคล ทรัพย์สิน หรือสิทธิของบุคคลหรือมีบทบัญญัติให้การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจนั้น ได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการใด หรือได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องใด หรือมีบทบัญญัติให้สิทธิพิเศษแก่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นกรณีเฉพาะ หรือมีบทบัญญัติคุ้มครองกิจการ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นมีผลบังคับใช้ต่อไป"

ข้อเสนอทางออกต่อรัฐบาล
ทางออกของปัญหาที่องค์กรแรงงานและองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานได้เสนอต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นระยะยาว กล่าวคือ
๑. รัฐบาลจะต้องเร่งออกพระราชบัญญัติประกันสังคมในส่วนประกันการว่างงานให้เร็วที่สุดเพื่อรองรับปัญหาการถูกเลิกจ้าง ตกงาน อีกทั้งเพื่อสร้างความมั่นใจและมั่นคงกับสภาพชีวิตการทำงานในอนาคต
๒. รัฐบาลจะต้องเรงออกพระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยฉบับองค์กรแรงงาน สมัชชาคนจน ร่วมร่างกับกระทรวงแรงงานกับรัฐบาล ให้อกมาเป็นกฎหมายให้เร็วที่สุด เพื่อให้คนงานมีสุขภาพที่ดี มีหมอเชี่ยวชาญ ฟื้นฟูบำบัดรักษาแบบครบวงจร อีกทั้งเพื่อเป็นการตั้งรับปัญหาจากโรคภัยและความไม่ปลอดภัยในการพัฒนาอุตสาหกรรม
๓. ให้รัฐบาลกำหนดนโยบาย มาตรการและปรับปรุงกฎหมายต่างๆเพื่อช่วยเหลือดูแลคุ้มครองคนงานนนอกระบบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่ต้องถูกผลักดันให้ออกมาทำงานนอกโรงงานจำนวนมาก แต่ไม่ได้รับการคุ้มครองในระบบประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนซึ่งขณะนี้ประเด็นดังกล่าวถือว่าเป็นปัญหาวิกฤติที่ต้องให้รัฐเร่งแก้ไขโดยด่วนที่สุด
๔. ให้รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือและพัฒนาอาชีพให้กับคนตกงานรวมทั้งจัดสรรที่อยู่อาศัยให้กับคนตกงานมีรายได้น้อยสามารถผ่อนซื้อระยะยาว เช่น บ้านชุด ห้องชุดและต้องมีการช่วยเหลือด้านการศึกษาให้กับลูกคนตกงานหรือผู้มีรายยได้น้อยให้ได้รับสวัสดิการหรือไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ทั้งนี้เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และความมั่นคงให้กับชีวิตในอนาคต
๕. ให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา ๗๕ รวมทั้งเร่งปรับปรุงกฎหมายพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ให้คุ้มครองผู้ก่อตั้งสหภาพแรงงาน
๖. ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนในพื้นที่น่านอุตสาหกรรมและชุมชน เพื่อบริการครอบครัวคนยากจนมีรายได้ต่ำ โดยองค์กรแรงงานและชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ
๗.ในระบบการจ้างเหมาแรงงานชั่วคราว นายจ้างจะต้องมีนโยบายชัดเจนในการพิจารณาบรรจุลูกจ้างเป็นลูกจ้างประจำ และขอให้รัฐบาลแร่งหาทางแก้ไขมิให้โรงงานนำระบบการจ้างเหมามาใช้ โดยมีเจตนาที่จะทำลายความมั่นคงในการทำงานของลูกจ้าง
๘.รัฐบาลต้องออกพระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนดยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายที่เปิดทางให้นักการเมืองสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากการขายและเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามายึดครอง ทั้งนี้ เพื่อปลดพันธนาการของต่างชาติออกไปก่อนและปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนแลพนักงาน หากจำเป็นต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการสาธารณูปโภค ซึ่งมีผลขาดทุนก็ให้ออกกฎหมายเป็นรายๆ ไป

อนึ่ง ข้อเท็จจริงที่รัฐบาลไม่เคยบอกประชาชนก็คือ รัฐวิสาหกิจในปัจจุบันมากกว่า ๘๐ % สามารถทำกำไรเข้ารัฐปีละไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนล้านบาท ข้ออ้างที่ว่าการแก้ไขกฎหมายนี้เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระขาดทุนของรัฐวิสาหกิจนั้น จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง


บัณฑิต แป้นวิเศษ
ฝ่ายแรงงานหญิงมูลนิธิเพื่อนหญิง
เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน