ข้อมูลโดยสรุปจากเครือข่าย สาธารณสุขและผู้บริโภค

๑. การผลักดัน พระราชบัญญัติองค์การอิสระผู้บริโภค สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค เครือข่ายสาธารณสุขและผู้บริโภค

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่รับรองสิทธิผู้บริโภคไว้ในรัฐธรรมนูญ และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองตนเองอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยการบัญญัติไว้ในมาตรา ๕๗ โดยกำหนดให้มีองค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภคทำหน้าที่ให้ความเห็นในการตรากฎหมาย กฎ และข้อบังคับ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

ในอดีตประชาชนในฐานะผู้บริโภค ยังไม่มีความเข็มแข็ง ไม่รู้ช่องทางการใช้สิทธิ์ หรือเป็นเรื่องยากที่จะเข้าถึงช่องทางการใช้สิทธิ์นั้น โดยเฉพาะในระดับนโยบายไม่มีช่องทางที่มีน้ำหนักและได้รับการรับรองตามกฎหมาย ในการเข้าไปมีส่วนร่วมสะท้อนความเห็น ต่อการกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆที่มีผลกระทบต่อผู้บริโภค การกำหนดคุณภาพ และมาตรฐานของสินค้าและบริการต่างๆ เป็นบทบาทของผู้ประกอบการในการผลิตและขาย และหน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่ออกนโยบายและมาตรการต่างๆมากำกับดูแลสินค้าและบริการเหล่านั้น ที่ผ่านมาผู้บริโภคจึงเป็นฝ่ายตั้งรับเมื่อมีปัญหาหรือผลกระทบจากสินค้าและบริการเหล่านั้น

กรณีตัวอย่างของปัญหาสารพิษตกค้างในอาหารประเภทต่างๆ เช่นสารเร่งเนื้อแดงในเนื้อหมูที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจ สารฟอร์มารีนหรือสารฟอกขาวในอาหารทะเล หรือผักหลายชนิด เช่น ถั่วงอก โฮโมนเร่งการเจริญเติบโตในไก่ และไข่ไก่ สารเคมีจากยาปราบศัตรูพืชในผักและผลไม้ อาหรที่จะมั่นใจว่าปลอดภัยนั้น ไม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป มีแหล่งผลิตและแหล่งจำหน่ายในบางพื้นที่เท่านั้น และมีราคาขายที่สูงกว่าอาหารทั่วไป กลายเป็นปรากฎการณ์ว่าอาหารที่มีสารพิษตกค้างเป็นเรื่องปกติในสังคมไทยที่พบเห็นและหาซื้อได้ทั่วไป แต่อาหารปลอดสารพิษเป็นอาหารพิเศษซึ่งมีพื้นที่ผลิต พื้นที่ขาย และราคาที่พิเศษ ทำให้มีคนบางกลุ่มเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงและหาซื้ออาหารเหล่านี้ได้

กรณีการออกมาตรการติดฉลากอาหาร GMOs ในประเทศไทยหน่วยงานรัฐ คำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น การค้า และความสำพันธ์ระหว่างประเทศ มากกว่าเรื่องสิทธิและความปลอดภัยของผู้บริโภค เพราะบริโภคไม่แสดงพลังที่หนักแน่นเพียงพอที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของภาครัฐ

บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา หน่วยงานรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ให้บริการเพียงหน่วยงานเดียวไม่มีทางเลือกให้ผู้บริโภคในการใช้บริการ โดยหน่วยงานเหล่านี้เมื่อต้องการคิดค่าบริการเพิ่มเติมกับประชาชน ก็จะมีช่องทางในการกำหนดอัตราที่จะเรียกเก็บกับประชาชน โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบมาก เช่น หน่วยงานการไฟฟ้า มีการเรียกเก็บค่าเอฟที ในค่าไฟฟ้า ในขณะที่ที่ผู้บริโภคมีข้อสงสัย แต่ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตรวจสอบความชอบธรรมในการเสียค่าใช้จ่ายดังกล่าว แต่ผู้บริโภคต้องแบกภาระนั้นทุกเดือน

กรณีตัวอย่างที่ใกล้ตัวนี้สามารถสะท้อนว่าปัจจุบันแม้ผู้บริโภคมีความต้องการจะคุ้มครองตนเองแต่ในความเป็นจริงผู้บริโภคยังไม่มีทางออกในเรื่องดังกล่าวอย่างแท้จริง ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งเนื่องมาจากผู้บริโภคไม่ได้เป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาต่างๆในสังคม

เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค เห็นความสำคัญของสาระสำคัญในมาตรา ๕๗ ที่กำหนดให้มีองค์การอิสระผู้บริโภค ซึ่งน่าจะเป็นองค์กรที่สามารถส่งเสริมความเข็มแข็ง การรวมกลุ่มของผู้บริโภค และเป็นองค์กรที่เป็นกระบอกเสียงสะท้อนความเห็น ความต้องการของผู้บริโภค เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองผู้บริโภค และจะเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในระดับนโยบายมากขึ้น รวมทั้งองค์การอิสระผู้บริโภค น่าจะเป็นองค์กรถ่วงดุลในสังคมให้มีความยุติธรรมมากขึ้น และเป็นตัวแทนผู้บริโภคในการต่อรองกับหน่วยงานรัฐ และภาคธุรกิจประกอบการ

โดยหัวใจสำคัญของ องค์การอิสระผู้บริโภค ต้องเป็นองค์กรอิสระที่มีรากฐานจากผู้บริโภค ปราศจากการแทรกแซงของพรรคการเมือง ผู้ประกอบการธุรกิจ และภาคราชการ

การผลักดันพ.ร.บ.องค์การอิสระผู้บริโภค ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๕๗
นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันประกาศใช้เมื่อปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคและ ภาคประชาชนได้ดำเนินการผลักดัน ให้มีกฎหมายลูกตามมาตรา ๕๗ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ มาตลอดจนถึงปัจจุบัน
- ขยายแนวคิด :โดยปี ๒๕๔๑ - ๒๕๔๒ เป็นช่วงการขยายแนวความคิด การจัดทำหนังสือและเอกสารเผยแพร่ การจัดเวทีแลกเปลี่ยนระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวใจและสาระสำคัญ ของรัฐธรรมนูญในมาตรา ๕๗ นี้ กับนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่สาธารณสุข องค์กรพัฒนาเอกชน และสื่อมวลชน ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ทั่วทุกภาค เช่น เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี สงขลา ขอนแก่น กรุงเทพฯ
- ยกร่างกฎหมาย : ปี ๒๕๔๓ สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค โดยได้รับความร่วมมือจากคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ของสภาทนายความร่าง กฎหมาย " พระราชบัญญัติองค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภค ตามมาตรา ๕๗ " หลังจากนั้นมีการจัดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความเห็นจากคนกลุ่มต่างๆในสังคม เช่น นักการเมือง นักวิชาการ ผู้บริโภคทั่วไป
- จัดเวทีสาธารณะรับฟังความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระผู้บริโภค และการปรับปรุงร่างฯ ปี ๒๕๔๔ เป็นปีที่มีการจัดเวทีรับฟังความเห็นอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ทั้งเวทีวิชาการ เวทีกับนักการ เมือง สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาที่ปรึกษาแห่งชาติ สภาทนายความ เวทีรับฟังความคิดเห็นผู้บริโภค ระดับชุมชน ระดับจังหวัด และระดับภาค ฯลฯ รวมทั้งการเดินสายประสานงานกับพรรคการเมือง ต่างๆ เพื่อนำเสนอร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระผู้บริโภค เพื่อขอให้ผลักดันเป็นกฎหมาย
- การรวบรวม ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ เพื่อเสนอกฎหมายภาคประชาชน : ในช่วงไตมาสแรกของปี ๒๕๔๕ ยังคงผลักดันกฎหมาย ด้วยวิธีการคล้ายปี ๒๕๔๔ คือ ผ่านการจัดเวทีสัมมนา โดยเชื่อมประสานกับหน่วยงานต่างๆ , การพบนักการเมือง , การเข้าพบรัฐมนตรีที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ , การทำหนังสือคัดค้านร่าง ของ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ไปยังนายกรัฐมนตรี ซึ่งในที่สุดร่าง ของสคบ.ถูกตีกลับให้มาทบทวนใหม่ ด้าน หนึ่งถือเป็นสถานการณ์เชิงบวกต่อการเคลื่อนไหวผลักดันของเครือข่ายองกรผู้บริโภค แต่อีกด้านหนึ่ง แม้ร่างของสคบ.ถูกตีกลับ แต่ร่าง ของ สหพันธ์ฯ ก็ไม่ถูกพรรคการเมืองไหนหยิบยกขึ้นไปเสนอ และเมื่อสคบ. หยุดนิ่งกลายเป็นสถานการณ์ว่า กฎหมายตามมาตรา ๕๗ นี้ไม่มีเจ้าภาพในการเสนอกฎหมาย

แม้การคุยกันนอกรอบกับ สคบ. หรือเวทีที่จัดโดยสื่อมวลชน โดยระบุว่าเห็นด้วยกับร่างของสหพันธ์ฯ แต่ในฐานะสคบ. เป็นราชการไทย คงไม่สามารถเสนอกฎหมายใหม่เหมือนสหพันธ์ฯได้ ร่วมกับสถานการณ์การปฎิรูประบบราชการที่ช่วงกลางปี ๒๕๔๕ มีกระแสที่สคบ. จะไปอยู่กระทรวงพาณิชย์ ทำให้สคบ.หยุดความเคลื่อนไหวเรื่องมาตรา ๕๗

ไตรมาส๒ ของปี ๒๕๔๕ จนถึงปัจจุบัน เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค มีมติร่วมกันในงาน "สมัชชาสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ๒๘ เม.ย.๔๕" ที่จะใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๐ คือ การหา ๕๐,๐๐๐ รายชื่อเพื่อเสนอกฎหมายเองโดยภาคประชาชน


ลำดับสถานการณ์ความเคลื่อนไหวปี ๒๕๔๕
๓๑ มกราคา ๒๕๔๕ เวที "องค์การอิสระผู้บริโภค กับการขับเคลื่อนงานขององค์กรภาคประชาชน" ที่ มูลนิอาสาสมัครเพื่อสังคม โดย กป.อพช. ร่วมกับสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค และมูลนิธิอาเซีย

๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ เวที "องค์การอิสระผู้บริโภค กับการตรวจสอบสัญญาสัมปทาน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน กรณี ทางด่วน โรคมนาคม และ โรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด" โดย เศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬา ร่วมกับ สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค

๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ตัวแทนสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ยื่นหนังสือถึงนายก
รัฐมนตรีคัดค้าน ร่างฯ สคบ.

๑๓ มีนาคม ๒๕๔๕ ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสคบ. จาก น.พ.กระแส ชนะวงศ์ เป็น นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

๑๕ มีนาคม ๒๕๔๕ เวที "๑ ปีรัฐบาล กับการผลักดันองคืการอิสระผู้บริโภค" จัดโดยสหพันธองค์กรผู้บริโภค ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และมูลนิธิอาเซีย

๒๒ มีนาคม ๒๕๔๕ คณะทำงานสิทธิมนุษยชนและคุ้มครองผู้บริโภค สภาที่ปรึกษา จัดเวทีสัมมนาเรื่องโครงสร้างและกลไก องค์การอิสระผู้บริโภค ตามมาตรา ๕๗

๒๘ เมษายน ๒๕๔๕ จัดประชุมสมัชชาสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ที่ประชุมมีมติร่วมกันในการใช่ช่องทางตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๐ โดยการรวบรวมรายชื่อประชาชน ๕๐,๐๐๐ ชื่อ เพื่อเสนอ ร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระผู้บริโภค พ.ศ. …

๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ประธาน , รองประธานภาค , เลขาธิการ เจ้าหน้าที่สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค และตัวแทนเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ๔ ภาค รวมประมาณ ๒ คน เข้าพบนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และนายสุภาพ คลี่ขยาย สส.ปาตี้รีสต์ พรรคชาติพัฒนา ซึ่งรมต.ให้มาช่วยดูแลงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค

๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๕ เวที "แผนปฎิบัติการ ๕๐,๐๐๐ รายชื่อ เสนอร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระผู้บริโภค ตามมาตรา ๕๗" โดยสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ร่วมกับเครือข่ายองค์ผู้บริโภค และองคืกรพันธมิตรด้านอื่นๆ

๖ กันยายน ๒๕๔๕ คณะอนุกรรมาธิการด้านกฎหมาย ในคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค สส. เชิญ ตัวแทนองค์กรผู้บริโภคประชุม แต่ไปแล้วถูกยกเลิก เพราะติดพิจารณางบประมาณของสภา อย่างไรก็ตามได้พุดคุยกับ สส.จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ โดยได้แจ้งให้ทราบว่าในขณะนี้ทาง สคบ.ได้ส่งเรื่องมาตรา ๕๗ วรรค ๒ไปให้ กฤษฎีกาตีความว่า องค์การอิสระตามมาตรา ๕๗นั้น จะสามารถจัดทำเป็นกฎหมายใหม่ได้หรือไม่ หลังจากคราวที่แล้วเคยปรึกษาไปว่าจะอยู่ภายใต้พ.ร.บ.คุ้มครองได้หรือไม่ ซึ่งกฤษฎีกา แจ้งว่าอยู่ภายใต่พ.ร.บ.คุ้มครองได้ สำหรับคำถามใหม่ที่ส่งเข้าไปยังไม่ได้รับ คำตอบ (ก่อนหน้านี้ในการประชุม จัดโดยสภาที่ปรึกษา ตัวแทนกฤษฎีกาที่มาร่วมเวทีได้ชี้ว่า สามารถเสนอกฎหมายได้ทั้ง ๒ รูปแบบ คือ จะเสนอภายใต้กฎหมายเดิมก็ได้ หรือจัดทำกฎหมายใหม่ก็ได้)

๑๒ กันยายน ๒๕๔๕ สส.ทรท. ๒๐ คนนำโดยนายสุรนันท์ เวชชาชีวะ เสนอ ร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระผู้บริโภค ต่อ ประธานรัฐสภา

๒๐ กย. - ๒๗ ธ.ค.๔๕ ทุกศุกร์ (เว้นศุกร์ที่ ๑๘ ตค.๔๕) คณะอนุกรรมาธิการกฎหมาย ของคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ประชุมพิจารณารับฟังความเห็นเพื่อจัดทำร่างกฎหมาย ตามมาตรา๕๗ ของคณะกรรมมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค

๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ จัดกระบวนการ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกตามมาตรา ๕๗ และการจำลองบทบาทตามมาตรา๕๗กับเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ๙ จังหวัด

๔-๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ เครือข่ายผู้บริโภค ประชุมร่วมกับเครือข่ายเกษตร ได้ผลการประชุมร่วมในการนำมาตรา ๕๗ โดยเฉพาะกลไกการรับฟังความเห็นหรือประชาพิจารณ์ของผู้บริโภคในระดับชุมชน มาจนถึง ระดับประเทศ มาเป็นประเด็นเชื่อม การทำงานของ ๒ เครือข่ายและกับชาวบ้านในพื้นที่ด้วย

๖ และ ๑๒ พ.ย.๔๕ ยื่นหนังสือต่อรมต.สาธารณสุข ขอให้มีการทบทวนการคุ้มครองผู้บริโภค ต่อกรณีผงชูรส และ เสนอข้อเรียกร้องโดย ๑ ใน ๕ ข้อ ขอให้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นผู้บริโภค (ประชาพิจารณ์โดยผู้บริโภค) ตามเจตนามณ์หรือหลักการของ มาตรา ๕๗ ในรัฐธรรมนูญ

๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัเวทีสัมมนา " องค์การอิสระผู้บริโภค ตามมาตรา ๕๗ กลไกของผู้บริโภค "

--------------------------------------------------------------------------------

๒. การผลักดัน พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โครงการรณรงค์เพื่อหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

(ร่าง) พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของรัฐบาล ถูกนำเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๔ ในขณะที่กระบวนการเสนอ (ร่าง) พรบ. ฉบับของภาคประชาชน ยังอยู่ในระหว่างการส่งรายชื่อไปปิดประกาศร้องคัดค้านในพื้นที่ ไม่สามารถนำเข้าสู่สภาในฐานะกฎหมายของภาคประชาชนได้ จึงได้ประสานงานกับ นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. จังหวัดน่านพรรคไทยรักไทย ซึ่งให้ความสนใจ จึงได้ผลักดันและนำ (ร่าง) พรบ. ของภาคประชาชนเข้าสู่สภา ในนามคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ในนาทีสุดท้ายก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และที่ประชุมมีมติรับหลักการด้วยมติเอกฉันท์ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นการพิจารณาผ่านวาระที่ ๑

เมื่อสภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติรับหลักการแล้ว จึงได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อ พิจารณา (ร่าง) พรบ. ฉบับนี้ จำนวน ๓๕ คน และภาคประชาชนได้ผลักดันจนได้มีตัวแทนเข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญร่วมพิจารณาด้วย ทำให้บทบาทที่สำคัญในเวลาต่อมาคือการผลักดันในสภา พร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวผลักดันนอกสภาของภาคประชาชน

๑. การเคลื่อนไหวผลักดันในสภา
๑.๑ กรรมาธิการวิสามัญฯ สภาผู้แทนราษฎร
จากการประสานกับแกนนำรัฐบาลและพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อขอโควต้ากรรมาธิการที่เป็นตัวแทนจากภาคประชาชน จึงได้มีตัวแทนภาคประชาชน เป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา (ร่าง) พรบ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นโควต้าจากรัฐบาล ๒ คน, พรรคไทยรักไทย ๒ คน และ พรรคประชาธิปัตย์ ๑ คน รวม ๕ คน (จากทั้งหมด ๓๕ คน) ดังนี้
๑) คุณสารี อ๋องสมหวัง ผู้แทนเครือข่ายผู้บริโภค
๒) อาจารย์ยุพดี ศิริสินสุข นักวิชาการ / ที่ปรึกษาเครือข่ายประชาชน
๓) พ.ท ต่อพงษ์ กลุครรชิต ผู้แทนเครือข่ายผู้พิการ
๔) คุณระกาวิน ลีชนะวานิชพันธ์ ผู้แทนเครือข่ายแรงงานนอกระบบ
๕) คุณสุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้แทนเครือข่ายผู้ตดเชื้อเอชไอวี
ในการเป็นกรรมาธิการวิสามัญฯ นอกจากทำหน้าที่ประชุมเพื่ออภิปรายยืนยันหลักการ และเจตนารมย์ของกฎหมายภาคประชาชน ร่วมทั้งพิจารณา (ร่าง) พรบ. ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลแล้ว ยังได้มีโอกาสร่วมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ๔ ภาค รวม ๔ ครั้ง ในนามอนุกรรมาธิการการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วย

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ สภาผู้แทนราษฎร ได้ประชุมพิจารณา (ร่าง) พรบ. นี้เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๔๕ จึงนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และได้ลงมติรับหลักการในวาระที่ ๒ และ ๓ ในวันที่ ๘ และ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ด้วยมติเอกฉันท์

๑.๒ กรรมาธิการวิสามัญฯ วุฒิสภา
สภาผู้แทนราษฎรได้นำ (ร่าง) พรบ. ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยยังคงหลักการและสาระสำคัญตามเจตนารมย์ของกฎหมายฉบับประชาชน เสนอต่อวุฒิสภา เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๕ และวุฒิสภาก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายฉบับนี้ จำนวน ๓๔ คน ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นแพทย์ ภาคประชาชนต้องผลักดันจนได้มีตัวแทน ๓ คน คือ
๑) อาจารย์ยุพดี ศิริสินสุข นักวิชาการ / ที่ปรึกษาเครือข่ายประชาชน
๒) พ.ท. ต่อพงษ์ กลุครรชิต ผู้แทนเครือข่ายผู้พิการ
๓) คุณสุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้แทนเครือข่ายผู้ตดเชื้อเอชไอวี (ซึ่งต่อมา พ.ท. ต่อพงษ์ขอลาออก เนื่องจากติดภาระกิจอื่น จึงเปลี่ยนเป็นคุณสารีแทน)

การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ วุฒิสภา เพื่อพิจารณากฎหมายฉบับนี้ เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะคณะกรรมาธิการส่วนใหญ่มาจากสายวิชาชีพแพทย์ ที่มากด้วยวัยวุฒิ ตลอดจนความคิดเห็นและจุดยืนแตกต่างกัน การอภิปรายและพิจารณาจึงไม่ได้ใช้ข้อเท็จริงและเหตุผลทางวิชาการมาประกอบเท่าที่ควร ทำให้ (ร่าง) พรบ. ฉบับที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ วุฒิสภาถูกแก้ไข และตัดประเด็นสำคัญบางประเด็นออกไป จนผิดหลักการและเจตนารมย์ของภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม วุฒิสภามีมติไม่รับ (ร่าง) พรบ. ที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ แต่รับ(ร่าง) พรบ. ฉบับที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยมีการแก้ไขเพียงเล็กน้อย

๒. การเคลื่อนไหวผลักดันนอกสภา
ในระหว่างการพิจารณา (ร่าง) พระราชบัญญัติดังกล่าวของคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้งสองสภา ได้มีความเคลื่อนไหวคัดค้านจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับ (ร่าง) พรบ. ฉบับนี้ เช่นกลุ่มแรงงาน กลุ่มวิชาชีพแพทย์ ไม่เว้นแม้แต่สมาชิกวุฒิสภาบางท่าน เนื่องจากมีเห็นแตกต่างกันในบางประเด็น ซึ่งอาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจเจตนารมย์ของภาคประชาชน จึงได้มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงจุดยืนและยืนยันหลักการและเจตนารมย์ในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประชาชน ซึ่งประเด็นสำคัญ ๆ ได้แก่ ….
๑) เป้าหมาย : ประชาชนเข้าถึงบริการที่จำเป็นด้านสุขภาพที่มีมาตรฐานและคุณภาพ ระบบเปิดโอกาสและมีกลไกสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพประชาชน เพื่อให้มีความพร้อมในการเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประชาชนมีความเข้าใจและรับรู้เรื่องสิทธิ เกิดความตระหนักและรู้จักใช้สิทธิของตัวเอง มีระบบการคุ้มครองสิทธิและการช่วยเหลือที่เป็นธรรมเมื่อได้รับความเสียหายจากการรับบริการ
๒) หลักการ: เป็นสิทธิ ของประชาชนทุกคน ที่จะได้รับการบริการด้านสุขภาพที่จำเป็นมีมาตรฐานและคุณภาพเดียวกันอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่บริการสงเคราะห์ หรือบริการกึ่งสงเคราะห์ หรือบริการชั้นสอง แต่เป็นสิทธิตามกฎหมาย และไม่ลิดรอนสิทธิอันพึงมีพึงได้ของบุคคลที่ได้รับในระบบบริการอื่นๆ ซึ่งสิทธิที่ควรได้รับการรับรองเบื้องต้นในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีดังนี้
- สิทธิที่จะได้รับบริการที่จำเป็นได้มาตรฐานและมีคุณภาพ
- สิทธิในการเลือกหน่วยบริการประจำตัว
- สิทธิในการใช้บริการนอกเหนือหน่วยบริการประจำ กรณีมีเหตุสมควร / อุบัติเหตุ / การเจ็บป่วยฉุกเฉิน
- สิทธิในการได้รับการคุ้มครอง และได้รับค่าชดเชย กรณีได้รับความเสียหายจากการรับบริการ เช่น การกันเงินไว้ 1% เพื่อเป็นกองทุนชดเชยความเสียหายเบื้องต้น
- สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบหลักประกันในด้านต่าง ๆ เช่น การจัดระบบบริการสุขภาพในพื้นที่หรือท้องถิ่นของตนเอง มีส่วนร่วมในการตรวจตราคุณภาพบริการ มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย เป็นต้น
๓)ระบบการดำเนินงาน : แยกบทบาทระหว่างผู้กำหนดนโยบายและผู้ตรวจสอบอย่างชัดเจน เพื่อคานอำนาจซึ่งกันและกัน

กิจกรรมการเคลื่อนไหวดังกล่าว จะเป็นลักษณะของการจัดเวทีอภิปราย - การอภิปรายในเวทีที่จัดโดยองค์กรต่าง ๆ เช่น งานวิชาการ สวรส. / งานสู่ความยั่งยืนการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า - การออกแถลงการณ์ตามสถานการณ์ - การแสดงพลังโดยการรวมตัวกันและเผยแพร่ข้อมูลในโอกาสต่าง ๆ เช่น ในงานสมัชชาสุขภาพที่จัดโดย สปรส. ตลอดจนการเข้าร่วมฟังการอภิปรายในการประชุมสภาด้วย

๑. พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕
หลังจากวุฒิสภาได้พิจารณา (ร่าง) พรบ. เสร็จสิ้น โดยเห็นชอบด้วยกับฉบับที่สภาผู้ แทนราษฎรเสนอ โดยมีการแก้ไขเพียงเล็กน้อย และส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรก็เห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไข นายกรัฐมนตรีจึงนำเสนอเพื่อโปรดเกล้าทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนที่ ๑๑๖ ก ลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว

๒. บทบาทภาคประชาชนภายใต้ พรบ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕

กฎหมายฉบับดังกล่าว กำหนดให้ผู้แทนองค์กรเอกชนซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่มิใช่เป็นการแสวงหาผลกำไร เป็นคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการ โดยการคัดเลือกกันเอง ตามมาตรา ๑๓(๔) และมาตรา ๔๘(๘) คณะละ ๕ คน รวมเป็น 10 คน ซึ่งองค์กรเอกชนดังกล่าวจะต้องเป็นองค์กรที่ดำเนินกิจกรรมด้านใดด้านหนึ่งใน ๙ ด้านคือ ด้านเด็กหรือเยาวชน - ด้านสตรี - ด้านผู้สูงอายุ - ด้านคนพิการหรือผู้ป่วยจิตเวช - ด้านผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วยเรื้อรังอื่น - ด้านผู้ใช้แรงงาน - ด้านชุมชนแออัด - ด้านเกษตรกร และงานด้านชนกลุ่มน้อย

โครงการรณรงค์เพื่อหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงได้จัดประชุมระดมความเห็น เกี่ยวกับการคัดเลือกกรรมการหลักประกันสุขภาพดังกล่าว โดยมีผู้แทนจากองค์กร ๙ กลุ่มงานเข้าร่วมประชุมประมาณ ๘๐ คน เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๖ และมีข้อเสนอเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการคัดเลือกกันเองของผู้แทนจากองค์กรเอกชน ดังนี้
๑) คณะกรรมการกลั่นกรอง
องค์ประกอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง นอกจากมีผู้แทนจากสภาทนายความ และสื่อมวลชน และนักวิชาการจาก ๙ สาขาเท่านั้นอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากต้องมีภารกิจในการพิจารณาองค์กรต่าง ๆ ที่คาดว่าจะมาลงทะเบียนจำนวนมาก ประกอบกับอาจไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรเอกชนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากและหลากหลายลักษณะเหล่านั้นอย่างเพียงพอ
ข้อเสนอ : เสนอให้มีกรรมการในส่วนของผู้แทนคณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชน (กป.อพช.) ในแต่ละสาขาอีก ๙ สาขา เพื่อช่วยให้ข้อมูลธรรมชาติ กิจกรรม และลักษณะขององค์กรในด้านนั้นๆ ประกอบการพิจารณาในคณะกรรมการ

สำหรับประเด็นการมีส่วนได้ส่วนเสียของกรรมการกลั่นกรองซึ่งมาจากองค์กรเอกชนนั้น เนื่องจากบทบาทหน้าที่กรรมการกลั่นกรองจำเป็นต้องพิจารณาจากความครบถ้วน ของเอกสารหลักฐานที่แต่ละองค์กรนำเสนอเป็นหลัก จึงไม่มีเหตุผลที่จะเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกับองค์กรอื่นๆ แต่น่าจะเกิดประโยชน์จากการได้ข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่า

๒) วิธีการลงคะแนนเสียงคัดเลือกกรรมการ
จากข้อกำหนดที่ให้มีการเสนอชื่อผู้แทนแต่ละด้านจำนวน ๙ สาขา โดยให้ผู้ถูกนำ เสนอแสดงวิสัยทัศน์ จากนั้นจึงจัดให้มีการลงคะแนนลับ ผู้ได้คะแนนสูงสุดจะได้เป็นผู้แทนในสาขาดังกล่าว อาจเกิดปัญหาผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดไม่ได้เกิดจากมติของผู้มีสิทธิ์คัดเลือกทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ผู้มีสิทธิ์ทั้งสิ้นในสาขาหนึ่งเท่ากับ ๑๒๐ ท่าน อาจมีผู้ได้คะแนนสูงสุดเพียง ๒๘ เสียง ซึ่งไม่ถึงกึ่งหนึ่ง และไม่ได้การยอมรับเพียงพอ

ข้อเสนอ : เสนอให้มีการคัดเลือกเป็นรอบๆ โดยแต่ละรอบของการคัดเลือกให้มีการลงคะแนนลับเพื่อให้ได้จำนวนผู้ที่คะแนนสูงสุด ๑๐% ของผู้ที่ถูกเสนอชื่อทั้งหมดในรอบแรก หลังจากนั้นลงคะแนนวิธีลับอีกในทำนองเดียวกัน จนกระทั่งในรอบรองสุดท้ายมีผู้ถูกเสนอชื่อ ไม่เกิน ๕ ท่าน จึงมีการคัดเลือกรอบสุดท้ายหาผู้ที่มีคะแนนสูงสุดในแต่ละสาขา

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อเสนอจากภาคประชาชน แต่สุดท้ายแล้วกฎเกณฑ์ดังกล่าวจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ชุดชั่วคราวตามบทเฉพาะกาล) และการคัดเลือกกรรมการดังกล่าว จะต้องให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วันหลังจากกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษา นั่นคือภายในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๔๖ เพราะฉะนั้นองค์กรเอกชน ๙ กลุ่มงานข้างต้น ต้องเตรียมพร้อมเพื่อเสนอผู้แทนในกลุ่มงานของตน และต้องติดตามข้อมูลกันอย่างใกล้ชิดต่อไป