ข้อมูลโดยสรุปจากเครือข่าย สิทธิ
15 กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ แห่งปี 44–45 ภายใต้ยุคสมัยของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร
บทนำ

แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับการเลื่อนฐานะจากกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วโดยประชาคมโลกเมื่อไม่นานมานี้ ประกอบกับมีการกล่าวอ้างกันว่าเราได้รอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้วก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าประชาสามัญชนจะมีชีวิตที่อยู่ดีกินดีมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีนายกรัฐมนตรีที่ร่ำรวยที่สุดในภูมิภาคนี้ ก็มิได้หมายความว่าประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และสิทธิมนุษยชน แน่นอนที่สุดดัชนีชี้วัดที่สำคัญของความมั่นคงแห่งมนุษยชาติ ก็คือการอยู่ดี มีสุข ไร้สิ้นซึ่งการเบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบ การมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันในสังคม

สองปีภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลทักษิณ เป็นสองปีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติธรรม (สสธ.) ได้รวบรวมประเด็นข่าวกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนนับแต่เดือนมกราคม 2544 จนถึง ธันวาคม 2545 ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายทางสังคมอย่างหลากหลาย และต่างรูปแบบกัน โดยภาพการละเมิดสิทธิอาจดูเหมือนว่ามีทิศทางที่พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีปัญหาส่วนใหญ่มักจะกระทบกับกลุ่มคนยากคนจนและผู้ด้อยโอกาสในสังคมซึ่งไร้อำนาจการต่อรอง ด้วยเหตุที่รัฐและธุรกิจเอกชนเคยชินกับการใช้อำนาจในการดำเนินการอันส่งผลต่อการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ได้มีการกำหนดมาตรฐานเบื้องต้นตามหลักการปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีสมาชิก และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ในที่นี้จึงใคร่ขอนำเสนอ 15 กรณีสำคัญโดยการจำแนกประเภทของการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2545 - 2546 ออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ, สิทธิชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม, กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ-ผู้ด้อยโอกาส, นโยบายรัฐ และการดำเนินแนวนโยบายของรัฐ และประเด็นข้ามชาติ ซึ่งพอประมวลได้โดยสังเขปดังต่อไปนี้


 

ผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่

1. กรณีความขัดแย้งโครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย
โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียที่เป็นปัญหาขัดแย้งอยู่ในปัจจุบันนั้น นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาขั้นสูงของประเทศกว่า 1,384 ท่าน ระบุว่า "โครงการดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการตัดสินใจที่ไม่โปร่งใสตามระบอบประชาธิปไตย ประชาชนทั้งในพื้นที่โครงการและสังคมโดยรวมไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะข้อมูลจำนวนมากไม่เปิดเผยแก่สาธารณชน ขณะที่ข้อมูลที่เคยเปิดเผยก่อให้เกิดคำถามซึ่งไม่ได้รับคำตอบ ... มีการใช้บุคคลในเครื่องแบบเข้าไปปฏิบัติการทางจิตวิทยาในลักษณะที่ชาวบ้านเจ้าของพื้นที่เห็นว่าเป็นการคุกคาม…" เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2545 เรียกร้องให้สังคมไทยช่วยกันผลักดันรัฐให้หยุดการดำเนินการใดๆ และทบทวนโครงการนี้ โดยเริ่มกระบวนการใหม่ตั้งแต่แรก และสนับสนุนให้แสดงความเห็นและข้อมูลที่เป็นเหตุผลกันโดยไม่ขวางกั้นทั้งทางตรงและทางอ้อม และดำเนินการตามข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดที่ได้มา โดยไม่ต้องมีการตัดสินใจล่วงหน้าไว้ก่อนแล้วดังเช่นที่ผ่านมา ในขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ สถาบันต่าง ๆ ได้ร่วมเรียกร้องในประเด็นใกล้เคียงกันก่อนหน้านี้ แต่รัฐบาลก็ไม่ใส่ใจในข้อเสนอแนะเหล่านั้น กลับเดินหน้าโครงการต่อไป รวมถึงขั้นตอนที่จะแสดงให้คู่สัญญาเห็นความจริงจังของรัฐบาลไทยโดยการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-มาเลเซียขึ้นเป็นครั้งแรกที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

และแล้วเหตุการณ์ความรุนแรงล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 ชาวบ้านอำเภอจะนะและกลุ่มผู้คัดค้านโครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียได้จัดกิจกรรมชุมนุมขึ้นเพื่อเตรียมยื่นจดหมายบันทึกต่อนายกรัฐมนตรีไทย และ มาเลเซียที่จะมาประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมกันที่จังหวัดสงขลา เกิดการปะทะกันระหว่างชาวบ้านกว่า 2,000 คน กับตำรวจกว่า 3,000 คน ห่างจากโรงแรมเจบี หาดใหญ่ สถานที่ประชุมคณะรัฐมนตรีร่วม ประมาณ 300 เมตร ทั้ง ๆ ที่ได้มีการเจรจาตกลงระหว่างผู้แทนชาวบ้าน และผู้แทนรัฐบาล (ผู้ช่วยเลขาฯ นายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง) ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะให้ขบวนชุมนุมของชาวบ้านไปตั้งขบวนที่บริเวณลานจอดรถหลังโรงแรม เหตุการณ์จลาจลเกิดขึ้นเมื่อตำรวจเริ่มตั้งขบวนและสับเปลี่ยนกำลังโดยเอาหน่วยปราบจราจลมาอยู่แถวหน้าเผชิญกับผู้ชุมนุมซึ่งบางส่วนกำลังรับประทานอาหาร ขณะที่บางส่วนกำลังทำละหมาดอยู่ จากปากคำของผู้อยู่ในเหตุการณ์ รวมทั้งสื่อมวลชน และภาพวิดีทัศน์พบว่าตำรวจเป็นฝ่ายเริ่มปะทะชาวบ้านก่อน โดยการทุบตีชาวบ้านขณะกำลังละหมาด ทำลายรถกระจายเสียง และซ้อมชาวบ้านและนักศึกษาที่คอยห้ามปรามจนเกิดชุลมุนกันขึ้น มีผลให้บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ผู้นำและที่ปรึกษาของผู้ชุมนุมจำนวน 12 คน ถูกจับกุมโดยทันที และเตรียมส่งฟ้องศาล เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุการณ์นี้น่าจะอยู่ในวิสัยที่จะมีทางออกที่นุ่มนวลและสันติเนื่องจากมีข้อตกลงกันแล้ว หากแต่ฝ่ายรัฐ (โดย ผบ.ตร. และ รมต. มหาดไทย) เลือกใช้มาตรการรุนแรงในการปราบปรามประชาชน มีการยัดเยียดข้อหาให้เอ็นจีโอ และชาวบ้านว่ามีอาวุธร้ายแรง เตรียมการก่อวินาศกรรม และกล่าวร้ายฝ่ายประชาชนเพียงฝ่ายเดียวผ่านสื่อของรัฐที่มีอยู่ในมือ จนถูกวิจารณ์กันทั่วไปถึงความไม่เหมาะสมในการจัดการกับการชุมนุม ซึ่งมิได้เป็นผลดีต่อผู้ใด แต่อย่างใด (รายละเอียดของเหตุการณ์ในเอกสารประกอบ) ก่อนหน้านี้มีข่าวว่ารัฐได้ส่งกลุ่ม 53 นายพล ซึ่งเป็นคณะทำงานของนายกฯ ลงไปในพื้นที่เพื่อจับตาและเกาะกลุ่มเป้าหมาย จนชาวบ้านรู้สึกว่าเป็นการถูกข่มขู่คุกคามอันส่งผลกระทบต่อการคลี่คลายปัญหาเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ดีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมสังเกตการณ์ และติดตามสอบสวนรายละเอียดด้วยการลงพื้นที่ สอบปากคำของผู้เกี่ยวข้องทั้งในส่วนประชาชน ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้แทนรัฐบาล และสื่อมวลชนผู้อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงบันทึกภาพจากวิดีโอเทป ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่าตำรวจเป็นผู้ลงมือกระทำการคุกคาม ปราบปรามประชาชนก่อน และได้กระทำการเกินกว่าเหตุ

กรณีความรุนแรงส่งท้ายปี 2545 นี้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนในการชุมนุมโดยสันติวิธี โดยตำรวจใช้กำลังในการปราบปรามประชาชน และก่อให้เกิดความรุนแรงเสียเอง มีการปดปิดข้อเท็จจริง และใช้สื่อมวลชนของรัฐทั้งวิทยุ โทรทัศน์ ในการบิดเบือนข้อมูลที่เป็นจริง มีการโจมตีให้ร้ายผู้ชุมนุม และองค์กรพัฒนาเอกชนอย่างเป็นระบบเพื่อมุ่งทำลายความชอบธรรมของประชาชนที่คัดค้านโครงการที่ไม่โปร่งใสและก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบต่อชุมชน นอกจากนี้ยังเป็นการละเมิดสิทธิในการพัฒนา ที่รัฐไม่ใส่ใจใยดีในการฟังเสียงจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเสียงจากนักวิชาการ องค์กรอิสระ องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน และสาธารณชนอีกด้วย

2. กรณีโรงไฟฟ้าบ่อนอก - บ้านกรูด
เป็นเวลากว่า 5 ปี ที่ชาวบ้านบ่อนอกและบ้านกรูด จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ ได้คัดค้านโครงการและได้เรียกร้องขอความเป็นธรรม โดยได้ยื่นข้อร้องเรียนต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยลำดับ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) องค์กรอิสระ อันได้แก่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมถึงแหล่งเงินกู้ของโครงการดังกล่าว ซึ่งนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรก็ดูเหมือนจะให้ความสนใจอยู่บ้างดังที่ได้ลงดูปัญหาในพื้นที่เมื่อต้นปี 2545 ภายหลังจากที่ชาวบ้านบ่อนอก และบ้านกรูดประมาณ 1200 คนได้นัดรวมตัวกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อฟังผลการประชุมร่วมระหว่าง รัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านการพลังงาน สพช. และ กฟผ.เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2545

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2545 ชาวบ้านกรูดประมาณ 700 คนได้นัดรวมตัวกันเพื่อทวงถามที่สาธารณประโยชน์ กลางที่ตั้งโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ้านกรูด โดยชาวบ้านได้เข้าไปยึดพื้นที่ชุมนุมในบริเวณดังกล่าวเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐได้เข้าไปทำการตรวจสอบและดำเนินการให้ถูกต้อง เนื่องจากโครงการของเอกชนได้รุกล้ำที่ดินและลำห้วยสาธารณะ

ก่อนหน้านี้ชาวบ้านได้ทำการประท้วงมาอย่างต่อเนื่อง และถูกกลุ่มอิทธิพลคุกคามเป็นระยะ ๆ ระดับผู้นำการคัดค้านถูกข่มขู่เอาชีวิตหลายครั้ง ในส่วนประเด็นของการคัดค้านยังรวมถึงประเด็นรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ยังขาดความสมบูรณ์ และไม่ได้มาตรฐาน จนถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญด้านประมง การพลังงาน สิ่งแวดล้อม และสาธารณชนอย่างกว้างขวางว่ารายงาน EIA ฉบับนั้นเป็นเพียงข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมให้กับการดำเนินโครงการเท่านั้น แม้กระทั่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเช่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ได้เข้ามาตรวจสอบปัญหาดังกล่าวนี้พร้อมทั้งได้จัดทำรายงานนำเสนอความคิดเห็นต่อรัฐบาล แต่ดูเหมือนจะไม่มีท่าทีตอบรับจากรัฐบาลแต่อย่างใด

อนึ่งรัฐบาลได้ตัดสินใจที่จะชลอโครงการออกไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อพิจารณาถึงความเป็นไปของโครงการหากจะต้องมีทางเลือกใหม่ อีกทั้งเป็นการประเมินเสียงคัดค้านจากชุมชนและสาธารณชนในวงกว้างอีกด้วย เนื่องจากโครงการดังกล่าวมิใช่โครงการของรัฐโดยตรงหากแต่เป็นโครงการของเอกชน อันได้แก่บริษัทกัลฟ์ เพาเวอร์ เจนเนเรชั่น จำกัด (โรงไฟฟ้าบ่อนอก) และ บริษัทยูเนียน เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (โรงไฟฟ้าหินกรูด)

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อาจมองได้ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างเจ้าของโครงการ คือบริษัท และ กฟผ. กับชุมชน ซึ่งมีผลให้ชุมชนมีการแบ่งแยกเป็นฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน ซึ่งฝ่ายสนับสนุนได้รับการหนุนเสริมจากฝ่ายเจ้าของโครงการอย่างเต็มที่ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงในระดับพื้นที่ได้ เมื่อทางฝ่ายชาวบ้านผู้คัดค้านโครงการยืนยันไม่ยอมให้โครงการได้เกิดขึ้นอย่างแน่นอนเพราะจะเป็นการทำลายแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่มีคุณค่ามากมายมหาศาล กับวิถีชีวิตชุมชนที่จะถูกเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าซึ่งจะใช้พลังงานจากถ่านหิน ซึ่งได้รับบทเรียนมาแล้วดังกรณีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปางที่ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงนั้นได้รับผลจาก "ฝนกรด" ซึ่งมีพิษทำลายระบบประสาท ทางเดินหายใจ และก่อให้เกิดโรคผิวหนัง มะเร็ง และโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ ซึ่งยากที่จะบำบัดรักษาได้โดยวิธีการปรกติ

แต่ปมเงื่อนหลักของความขัดแย้งอยู่ที่นโยบายของรัฐว่าจะให้มีการหยุดยั้งโครงการ หรือให้โครงการเดินหน้าต่อไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสอดคล้องระหว่างนโยบายพลังงาน อุตสาหกรรม และนโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในกระบวนการตัดสินใจโดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย


3. กรณีเขื่อนปากมูล

ก่อนสิ้นปี 2545 นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรได้เปิดการเจรจากับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล และฟังคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น กฟผ. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ฯลฯ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 ที่ทำเนียบรัฐบาล และถ่ายทอดสดผ่านรายการโทรทัศน์ ช่อง 11 ก่อนที่นายกฯจะเดินทางได้ดูพื้นที่พร้อมกับผู้แทนชาวบ้านเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2545 จากนั้นสองสัปดาห์นายกฯก็ตัดสินใจให้เปิดประตูเขื่อน 4 เดือน ปิดประตูเขื่อน 8 เดือนดังเดิม ด้วยข้ออ้างจากการสำรวจความคิดเห็นของชาวบ้านใน 3 อำเภอใกล้เคียง ที่ดำเนินการโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนอย่างหนักในเรื่องความชอบธรรม และน่าเชื่อถือของผลการสำรวจที่มีข้อจำกัดมากมาย ในกระบวนการวิจัย อาทิ เช่นการออกแบบสอบถามชี้นำ ไม่มีการทดสอบความเที่ยงตรง ความแปรปรวน การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ผิดพลาด และวิธีการเก็บข้อมูล ตลอดจนช่วงเวลาการเก็บข้อมูล เพียง 3 วัน อันไม่น่าจะสามารถนำมาหักล้างกับงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ได้ทำการศึกษาและเก็บข้อมูลผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มาตลอดทั้งปี


อันที่จริงชาวบ้านปากมูลได้คัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนมาแต่ปี 2532 ก่อนที่จะมีการก่อสร้างแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทัดทานการตัดสินใจของรัฐบาลในยุคนั้นได้ จนกระทั่งโครงการเสร็จสิ้นลงและชาวบ้านก็ประสบกับปัญหาดังที่ได้คาดการณ์ไว้แต่แรก ปัญหาที่รุนแรงมิใช่เพียงแค่การล่มสลายของชุมชน และวิถีชีวิตที่สูญสลายไปเท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงระบบนิเวศวิทยาที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ปริมาณ และพันธุ์ปลาที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำมูลสูญหายไปเป็นจำนวนมาก ดังรายงานวิจัยของสถาบันต่าง ๆ รวมถึงงานวิจัยไทบ้านที่ได้เปิดเผยสู่สาธารณชน ซึ่งมีผลต่อภาวะโภชนาการและสุขภาพของประชาชนในลุ่มแม่น้ำมูลอีกด้วย กว่า 12 ปีที่ชีวิตชุมชนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงนั้น เป็นเหตุให้ชาวบ้านปากมูลต้องบากหน้าเข้าเมืองกรุงอีกครั้งเพื่อเรียกร้องให้คืนธรรมชาติ คืนชีวิตให้กับลำน้ำมูลด้วยการเปิดเขื่อนปากมูลอย่างถาวร เนื่องจากปริมาณการผลิตไฟฟ้าของเขื่อนปากมูลอยู่ในระดับที่ต่ำมาก จนแทบจะไม่มีผลกระทบต่อปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั่วประเทศเลย

ชาวบ้านปากมูลถือได้ว่ามีความทรหดอดทนอย่างมากเพราะเป็นการต่อสู้แนวทางสันติวิธี "อหิงสา" ที่ยืดเยื้อยาวนานไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เรียกได้ว่าผ่านการชุมนุมประท้วงมาไม่ต่ำกว่าร้อยครั้งในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา โดยที่ชาวบ้านถูกโจมตี และข่มขู่ คุกคาม ปราบปรามและสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน นอกจากนี้ยังถูกป้ายสีจากรัฐบาล โดยผ่านสื่อมวลชนภายใต้การอุปถัมภ์ของรัฐอยู่เสมอ ตัวอย่างรูปธรรมคือกลุ่มอันธพาลการเมือง โดยชายฉกรรจ์หลายสิบคนได้บุกรื้อเต้นท์ของผู้ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อเช้ามืดของวันที่ 5 ธันวาคม 2545 และรื้อหมู่บ้านพร้อมการเผาทำลายหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน ที่ริมเขื่อนปากมูล ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม จบราบเรียบเป็นหน้ากลอง เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2545 ที่ผ่านมา จนบัดนี้รัฐบาลก็ยังหาตัวผู้บงการและกระทำผิดไม่ได้

ในช่วงปลายปี 2544 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ชาวบ้านปากมูลได้เดินเท้าทางไกลเพื่อพบปะพูดคุยชี้แจงกับสาธารณะบริเวณลุ่มน้ำมูลในภาคอิสาน รวมระยะทางกว่า 1,500 กิโลเมตร ในช่วงระยะเวลากว่า 4 เดือน ขณะเดียวกันก็ได้มีการส่งตัวแทนชาวบ้านเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน หลังจากเปิดประตูเขื่อนต่อคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกรณีเขื่อนปากมูล ซึ่งแต่งตั้งโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธานคณะทำงาน เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2545

31 มีนาคม 2545 ชาวบ้านสมัชชาคนจนจากหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน 1 ที่เขื่อนปากมูล จำนวนกว่า 1,500 คน ซึ่งปักหลักอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดประตูน้ำเขื่อนปากมูลเป็นการถาวร ร่วมกันเดินรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำมูลภายหลังการก่อสร้างเขื่อนปากมูล ในระหว่างนั้นสมาชิกสมัชชาคนจน และกลุ่มองค์กรเครือข่ายต่าง ๆ อาทิ เครือข่ายชุมชนแออัดอุบลราชธานี กลุ่มผู้เดือดร้อนจากการก่อสร้างเขื่อนราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษกว่า 1,000 คน ก็ได้มาร่วมสมทบโดยชุมนุมกันที่บริเวณแก่งสะพือ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อแสดงประชามติให้มีการเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลอย่างถาวร ตัวแทนชาวบ้านระบุว่า การทดลองเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2544 เป็นต้นมา ปรากฏว่าความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำมูนได้คืนมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากไม่เคยเกิดขึ้นเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สำหรับผลการศึกษาหลังทดลองการเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล ศึกษาโดยนักวิชาการหลายสถาบันพบว่า 1) เกือบทุกครอบครัวมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น มีกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น 2) รายจ่ายค่าอาหารลดลง ผิดกับช่วงปิดเขื่อน รายจ่ายค่าอาหารเพิ่มขึ้น รายได้จากการทำประมงลดลง และหนี้สินเพิ่มขึ้น 3) หากหยุดผลิตไฟฟ้าจะไม่มีผลกระทบระบบไฟฟ้าในภาคอีสาน 4) ปลาเริ่มกลับมาถึง 152 ชนิด เป็นปลาธรรมชาติ 145 ชนิด อีก 7 ชนิด เป็นปลาต่างถิ่น 5) ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ลดลง 6) ป่าริมน้ำฟื้นคืนสภาพสมบูรณ์ ชาวบ้านมีความมั่นคงทางอาหาร และมีรายได้มาก

16 กันยายน 2545 สมัชชาคนจน จากหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี จำนวนกว่า 500 คน ได้เดินทางโดยรถยนต์มาที่หน้าศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีอีกครั้ง พร้อมเปิดเวทีปราศรัยเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลอย่างถาวร พร้อมทั้งฟื้นฟูชีวิตชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูลต่อคณะรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีต่อการเปิดประตูน้ำเขื่อนฯ เป็นเวลา 1 ปีเศษ พบว่าทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศสามารถฟื้นฟูตัวเองจนคืนสู่สภาพความสมบูรณ์อีกครั้ง ขณะเดียวกันยังได้เรียกร้องให้ดำเนินการแก้ไขปัญหากรณีนายทุนบุกรุกที่ดินดอนคำพวงกลางลำน้ำมูล บริเวณรอยต่อระหว่าง ต.กุดชมภู และ ต.คันไร่ อ.สิรินธร เนื้อที่กว่า 400 ไร่ ซึ่งสมัชชาคนจนเคยแจ้งให้ทางจังหวัดดำเนินการแก้ปัญหาก่อนหน้านี้ แต่ยังมีการบุกรุกที่ดินต่ออีกกว่า 100 ไร่ โดยไม่มีการดำเนินการใดๆ จากทางการ พร้อมกันนี้ยังได้เรียกร้องให้แก้ปัญหาอื่นๆ ของ สมัชชาคนจนในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี อาทิ กรณีที่ทำกินเขื่อนสิรินธร กรณีเขื่อนห้วยละห้า และกรณีที่สาธารณประโยชน์ตุงลุง ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้คั่งค้างมาเป็นเวลาช้านาน

รัฐสลายการชุมนุมสมัชชาคนจน 18 กันยายน 2545 รอง ผวจ. อุบลราชธานี และ รอง ผบก.ภ. จว.อุบลราชธานี ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยควบคุมฝูงชน กำลัง อส.อปพร. กว่า 200 นาย เข้าสลายการชุมนุมของสมัชชาคนจนที่ชุมนุมประท้วงหน้าศาลากลางจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน เพื่อติดตามการแก้ปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์เกาะดอนคำพวง โดยเรียกร้องให้ ผวจ. อุบลราชธานี รีบแก้ไข การที่มีนายทุนเข้าบุกรุกมาเป็นเวลากว่า 1 ปี รวมทั้งเรียกร้องต่อรัฐบาล ผ่าน ผวจ. ให้เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลเป็นการถาวร เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและชุมชน ในการสลายการชุมนุม เจ้าหน้าที่ใช้วิธีการอุ้มและ ลากชาวบ้านออกจากศาลากลาง หลังจากนั้น ได้นำรั้วเหล็กมากั้นทางขึ้นและถนนทางเข้าออก พร้อมจัดกำลังเฝ้าแผงกั้นตลอดแนวไว้ทั้งวันทั้งคืน เพื่อมิให้ชาวบ้าน มีโอกาสกลับเข้ามาในตัวอาคารได้อีก

29 ตุลาคม 2545 กลุ่มชาวบ้านปากมูล จ.อุบลราชธานี จำนวน 300 คน เดินทางมาชุมนุมบริเวณทางเดินด้านหน้า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ชะลอการปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล

กลุ่มชาวบ้านปากมูล เดินทางมาชี้แจงข้อเท็จจริงและยื่นหนังสือต่อนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยหนังสือระบุว่า กรณีที่สมัชชาคนจนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล โดยเปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลทั้ง 8 บาน ตลอดปีอย่างถาวรเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศแม่น้ำมูนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน อีกทั้งฟื้นฟูชีวิตชุมชนชาวบ้าน ขณะที่รัฐบาลได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ศึกษาผลจากการเปิดประตูระบายน้ำ ผลการศึกษาพบว่า การเปิดประตูเขื่อนไม่ส่งผลกับเสถียรภาพ ของระบบการจ่ายกำลังไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และไม่ส่งผลกระทบด้านการชลประทาน อีกทั้งมีการพบพันธุ์ปลา 184 ชนิด ตลอดทั้งปี

ข้อสำคัญการศึกษาดังกล่าวระบุว่า การปิดประตูน้ำถาวร การเปิดประตูน้ำบางช่วงเวลา และปิดบางช่วงเวลา จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจของชุมชน มีเพียงการเปิดประตูระบายน้ำตลอดปีเท่านั้นที่จะทำให้ฟื้นสภาพนิเวศ เศรษฐกิจและวิถีชีวิตชุมชนขึ้นมาได้ แต่สถานการณ์ปัจจุบัน องค์ความรู้ที่ได้จากผลการศึกษาดังกล่าว กลับไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้าน จึงหวังว่าทางสภาที่ปรึกษาฯ จะได้ให้คำปรึกษาและนำข้อเสนอแนะต่อ ครม.ในการแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูลต่อไป


สิทธิชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

4. กรณีความขัดแย้งเรื่องที่ดินภาคเหนือ
กลุ่มราษฎรจากตำบลเวียงและตำบลฝายกวาง อ.เชียงคำ จ.พะเยา จำนวน 29 รายได้ร้องเรียนต่อศาลปกครอง จ.เชียงใหม่ เนื่องจากองค์การบริหารส่วนตำบล (อ.บ.ต.) ฝายกวางได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ทับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านจำนวน 135 ไร่ โดยที่ชาวบ้านไม่ทราบเรื่องมาก่อน

ทั้งนี้ตัวแทนผู้เดือดร้อนระบุว่า ราษฎรทั้ง 2 ตำบลได้ทำกินในที่ดินบริเวณดังกล่าวมาตั้งแต่บรรพบุรุษ บางรายปลูกข้าวไร่ ปลูกข้าวโพด และไม้ผลยืนต้น โดยมีหลักฐานการเสียภาษีที่ดินที่ยืนยันการใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวด้วย แต่สิ่งที่ไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน และคิดว่าเจ้าหน้าที่เลือกปฏิบัติคือ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กำนันเท่านั้นที่ทราบเรื่องการประกาศพื้นที่ นสล. และไม่มีการรังวัดออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้บริเวณรอบๆ ที่ดินดังกล่าว ยังเป็นสถานที่ราชการแขวงการทางเชียงคำ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่ก็มีเอกสารสิทธิ์ไปหมดแล้ว กลับปรากฏมีแต่ที่ดินทำกินของชาวบ้านเท่านั้นที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้

เครือข่ายแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.) ระบุว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม 2545 เพียงเดือนเดียว มีสมาชิกของเครือข่ายถูกจับกุมในข้อหาบุกรุกที่ดินไปแล้ว 15 คน และตำรวจได้คัดค้านการยื่นขอประกันตัว และทราบว่ายังมีการออกหมายจับอีกจำนวนหนึ่ง การไล่จับกุมชาวบ้านข้อหาบุกรุกในครั้งนี้ เป็นไปตามหนังสือจากสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 23 เมษายน 2545 ให้มีการดำเนินการตามกรอบข้อกฎหมายเพื่อจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ มติ ครม. 9 เมษายน 2545 ที่รับรองให้มีการแก้ปัญหาที่ดินรกร้างว่างเปล่าโดยการปฏิรูป และให้ใช้แนวทางอลุ้มอล่วยตามหลักรัฐศาสตร์ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ ซึ่งในทางปฏิบัติปรากฏว่า กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้ตั้งชุดปฏิบัติการแก้ปัญหาชาวบ้านบุกยึดที่ดินรกร้างว่างเปล่าอย่างเข้มงวด มีเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติการมากถึง 200 คน โดยล่าสุด ได้เข้าไปในพื้นที่ กิ่งอำเภอเวียงหนองล่อง และ อำเภอป่าซาง จ.ลำพูน เพื่อจับกุมชาวบ้านที่เข้าไปยึดครองที่ดินจัดสรรแบ่งพื้นที่กันเองแล้ว

ตัวแทนเครือข่ายแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.) ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากกรณีปัญหาการจับกุมเกษตรกรที่เข้าทำกินในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า หรือออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบในพื้นที่ จ.ลำพูน เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและดำเนินการอื่นๆ โดยได้เรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติช่วยดำเนินการคือ

1) ตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่อันก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ อย่างไร
2) เสนอแนะทางด้านนโยบาย, การบังคับใช้กฎหมายต่อรัฐบาลตลอดถึงหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกทั้งในกรณีนี้และในโอกาสต่อไป
3) ขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างกลุ่มผู้เดือดร้อนกับตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องอื่นเพื่อให้ตำรวจยกเลิกการคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหา และขอให้ผู้ต้องหาสามารถประกันตัวได้โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนและโดยอาศัยหลักการให้สัจจะต่อศาลตามควรแก่กรณี เพราะการใช้หลักทรัพย์มาเป็นหลักประกันนั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมจากเงินกู้นอกระบบแก่ผู้ต้องหาและครอบครัว
4)ขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ใช้อำนาจหน้าที่ต่างๆเท่าที่กฎหมายได้ให้ไว้ เพื่อดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ต้องหาและผู้ร้องเรียนด้วย

ขณะเดียวกันตัวแทนจากสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ได้ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2545 โดยมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้
1) ยุติการจับกุมชาวบ้านชั่วคราว
2) เปิดเผยรายชื่อชาวบ้านทั้งหมดที่ถูกทางการออกหมายจับ
3) ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพฤติกรรมตำรวจที่ใช้ความรุนแรงเกินเหตุ และ
4) ให้คณะทำงานระดับจังหวัดเร่งดำเนินการตรวจสอบโฉนดที่ดินทั้งหมด

อย่างไรก็ดีตำรวจจาก สภ.อ.ป่าซาง จ.ลำพูน เข้าจับกุม 10 แกนนำชาวบ้านในพื้นที่ 5 หมู่บ้าน ในเขต อ.ป่าซาง ที่เข้าไปใช้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า โดยทั้งหมดถูกคุมขังและส่งฟ้องศาลจังหวัดลำพูน

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของวุฒิสภา อาทิ นายจอน อึ๊งภากรณ์ น.พ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ นาย ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เดินทางมาสอบข้อเท็จจริงปัญหาที่ดินที่ จ.ลำพูน จากชาวบ้าน โดยผู้นำชาวบ้านทั้ง 9 คน ได้นำเสนอข้อมูล ต่อคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วม ถึงปัญหา ในการออกเอกสารสิทธิ์ให้กับกลุ่มนายทุนและ กลุ่มข้าราชการในพื้นที่บางคนใน จ.ลำพูน

ชาวนาที่ถูกจับในข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐและเอกชน ในพื้นที่ อ.บ้านโฮ่ง อ.ป่าซาง และกิ่ง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน และอัยการจังหวัดลำพูน ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย. ถึงวันที่ 12 ก.ย. รวมทั้งสิ้น 53 คน ได้รับการประกันตัวจากนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย สมาชิกวุฒิสภาและนักพัฒนาเอกชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

20 กันยายน 2545 - นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและตรวจสอบการบุกรุกที่ดินของรัฐและเอกชนจังหวัดลำพูน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดประชุมเชิงปฎิบัติการเพื่อรับฟังปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ จังหวัดลำพูน โดยมีตัวแทนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องภาคเอกชน และตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้งเข้าร่วม ทั้งนี้ ผลสรุปจากการประชุม จะสรุปนำเสนอรัฐบาลเพื่อเป็นแนวในการแก้ไขปัญหาอีกทางหนึ่ง


5. พรบ. แร่ และเหมืองแร่โปแตส

28 มกราคม 2545 กลุ่มชาวบ้านต่อต้านการสร้างเหมืองโปแตส ในเขต อ.กุมภวาปี และ อ.เมือง จ.อุดรธานี เดินทางไปยื่นหนังสือถึง กรรมาธิการร่วม 2 สภา (สส., สว.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.แร่ กรมทรัพยากรธรณี, สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม, สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกการดำเนินการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แร่ ฉบับที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่า การออกกฎหมายฉบับดังกล่าว เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนและบริษัทข้ามชาติ เข้ามาใช้ประโยชน์เหนือทรัพยากรท้องถิ่นได้ง่ายๆ โดยที่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นใด ๆ

ที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่โครงการที่จะได้รับผลกระทบรวม 5 ตำบล 40 หมู่บ้าน ได้รวมตัวกันขึ้นมาเพื่อติดตาม และคัดค้านโครงการทำเหมืองโปแตส มีการรวมตัวกันจัดตั้งองค์กรชาวบ้านขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า "กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จ.อุดรธานี โดยมีองค์กรปกครองท้องถิ่นคือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คือ อบต. ห้วยสามพาด อบต. อุ่มจาน และ อบต. นาม่วง

18 กรกฎาคม 2545 - กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ประมาณ 300 คน ได้เดินทางไปที่กิ่งอำเภอประจักษ์ศิลปาคม เข้าพบ ปลัดอำเภอหัวหน้ากิ่งอำเภอประจักษ์ศิลปาคม เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้ให้ข้าราชการในอำเภอวางตัวเป็นกลาง กรณีโครงการเหมืองแร่โปแตส จ.อุดรธานี เพราะที่ผ่านมาทางหัวหน้ากิ่งอำเภอประจักษ์ศิลปาคมได้ปรามและขู่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และห้ามชาวบ้านไม่ให้มารวมตัวกันคัดค้าน ซึ่งทางกลุ่มฯเห็นว่า ข้าราชการควรวางตัวเป็นกลาง และต้องมีข้อมูลอย่างครบถ้วน ทั้งนี้ทางกลุ่มฯ ได้มอบรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 ให้ปลัดอำเภอและข้าราชการอ่าน

5 สิงหาคม 2545 - ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี และประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทบทวน ยกเลิกร่าง พรบ.แร่ ซึ่งเพิ่งผ่านที่ประชุมวุฒิสภาและกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยเห็นว่าเป็นร่างกฎหมายที่ละเมิดสิทธิ และริดรอนสิทธิขณะเดียวกันก็เป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อนายทุน ในการเข้ามาใช้ทรัพยากรแร่ของไทย

30 สิงหาคม 2545 ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา 77 คนที่เข้าชื่อให้พิจารณาตีความร่าง พ.ร.บ.แร่ฉบับที่...พ.ศ... มาตรา 83/3 และ 88/7 ขัดหรือแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาตรา 46 มาตรา 48 และ 56 โดยใจความสำคัญในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ระบุว่า ผู้ที่ได้รับสัมปทานบัตรทำเหมืองแร่ จะต้องแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานในกรณีที่จะทำการขุดแร่ในพื้นดินที่มีความลึกไม่เกิน 100 เมตร หากมีการขุดแร่ในระดับที่ลึกกว่า 100 เมตร ผู้ได้รับสัมปทานไม่จำเป็นที่จะต้องขออนุญาตหรือชดเชยค่าเสียหายใดๆต่อเจ้าของที่ดิน ซึ่งอาจจะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยหมวดสิทธิในการรักษาสิ่งแวดล้อม และสิทธิในที่ดิน

22 กันยายน 2545 รณรงค์ต้านเหมืองโปแตส สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีกว่า 1,000 คน ร่วมเดินขบวน คัดค้านการสร้างโครงการเหมืองแร่โปแตสอุดรธานี ตามหมู่บ้านต่างๆ กว่า 50 หมู่บ้านในเขตพื้นที่รอยต่อ อ.เมือง อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี โดยการเดินรณรงค์ในครั้งนี้ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการก่อสร้างเหมืองแร่โปแตสอุดรธานี ขบวนรถของกลุ่มผู้คัดค้านกว่า 70 คัน แต่ละคันจะมีป้ายคัดค้านโจมตีบริษัทติดข้างรถ เช่น เราไม่ต้องการเหมืองแร่โปแตส ประชาชนไม่ใช่ทาสอย่าใช้อำนาจรัฐจนเกินไป ให้ชาวบ้านในพื้นที่ที่เข้าไปรณรงค์ได้รับทราบ

26 พฤศจิกายน 2545 - กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ยืนยันเดินหน้าคัดค้านการทำเหมืองแร่โปแตส ของบริษัทเอเชีย แปซิฟิค โปแตส คอร์ปอเรชั่น (เอพีพีซี) หลังจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยว่าบทบัญญัติในร่าง พ.ร.บ.แร่ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2540 แต่อย่างใด

ล่าสุดมีการยื่นหนังสือ และเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซื่งทางรัฐบาลโดยผู้แทนกระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับปากกับองค์กรชาวบ้านว่าจะยังไม่มีการให้สัมประทานบัตรการทำเหมืองแร่ใต้ดินในระยะนี้


6. พิษสารตะกั่วตกค้างที่ห้วยคลิตี้ล่าง
กลางปี 2543 มีข่าวคราวเรื่องพิษภัยอันเป็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกรณีที่กลุ่มชนเผ่า "กะเหรี่ยง" ได้ร้องเรียนและฟ้องประจานความผิดพลาดและความเห็นแก่ตัวของโรงงานทำเหมืองแร่ตะกั่วใต้ดินของบริษัทคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในแนวเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

บริษัทฯ ได้รับสัมปทานจากรัฐให้ทำเหมืองแร่ตะกั่ว และโรงงานนี้ก็ได้ปล่อยน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารตะกั่วความเข้มข้นสูงลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ที่มีความยาว 19 กิโลเมตร และน้ำไหลไปสิ้นสุดที่ลำคลองงูและไหลลงแม่น้ำ และเข้าสู่เขื่อนศรีนครินทร์ที่เป็นแหล่งน้ำดิบของการประปานครหลวง ที่ได้ผันน้ำต่อมาให้คนกรุงเทพฯใช้บริโภคกัน การกระทำดังกล่าวก่อผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม และชีวิตของชาวกะเหรี่ยงคลิตี้ล่างที่อาศัยอยู่ห่างจากโรงงานเหมืองแร่เพียง 10 กิโลเมตร ให้เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างรุนแรง เนื่องจากมีสัดส่วนสารตะกั่วในกระแสเลือดเกินกว่าที่ร่างกายรับได้ (ในผู้ใหญ่ 40 และเด็ก 10 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร) บางรายถึงขั้นเสียชีวิต

ส่วนสภาพบริเวณโดยรอบที่ทำเหมืองใต้ดิน มีลักษณะเป็นภูเขา และมีถ้ำมาก เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นเขาหินปูน อยู่ในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่านเรศวร ซึ่งได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก แต่น้ำใต้ดินในบริเวณดังกล่าวจะมีความเป็นพิษสูง เนื่องจากการปล่อยน้ำเสียจากโรงแต่งแร่ลงสู่ลำห้วย จนธรรมชาติไม่สามารถควบคุมสภาพพิษใต้ดินได้ ผิดกับน้ำบนดินมีสารตะกั่วน้อย เพราะมีการสะสมสารอินทรียวัตถุ ซึ่งเป็นส่วนกั้นสารตะกั่วเอาไว้ ดังนั้นชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง จึงได้รับผลกระทบจากสารตะกั่วมาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ยิ่งอุตสาหกรรมเหมืองแร่ขยายตัวขึ้น ปริมาณน้ำเสียที่ปนเปื้อนสารพิษก็มากขึ้นตามกัน

ชาวกะเหรี่ยงคลิตี้ล่าง ได้ต่อสู้ในการเรียกร้องสิทธิของตนที่ได้รับผลกระทบแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ก็เป็นไปเพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาล ถอนพิษตะกั่วออกจากร่างกาย และในส่วนค่าชดเชยที่ควรจะได้รับนั้น ยังมิอาจประเมินค่าได้ ทั้งนี้รวมถึงการฟื้นฟูสภาพน้ำและดินบริเวณลำห้วยให้กลับสู่สภาพเดิม

ท่าทีของรัฐในระยะแรกที่ปัญหาลำห้วยคลิตี้กำลังเป็นข่าวโด่งดัง ชนิดวันต่อวัน ก็แสดงท่าทีที่เร่งรุดที่จะแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน ทั้งกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ขานรับว่าเข้าใจในปัญหาดังกล่าวและจะหาทางแก้ไขให้ แต่ในระยะหลัง ข้าราชการในภาครัฐก็ถูกบีบจากนักการเมืองระดับชาติที่มีผลประโยชน์โยงใยกับธุรกิจเหมืองแร่ และยังมีรายงานระบุว่าสั่งข้าราชการไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับชาวกะเหรี่ยงคลิตี้ รวมถึงการกดดันผ่านทาง อบต. ด้วยการไม่ให้งบประมาณช่วยเหลือด้านสาธารณูปโภคและสิ่งจำเป็นอื่น ๆ เพื่อบีบให้เลิกคัดค้านโรงงานเหมืองแร่ใต้ดิน

ปัญหายิ่งหมักหมมมากขึ้น สิทธิในการมีชีวิต และสุขภาพที่ดีของประชาชนนับวันก็ถูกรอนไปมากขึ้นเช่นกัน อาการป่วยไข้ได้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ตัวบวม เด็กหัวโต ขาลีบ ตาบอด ปัญญาอ่อน ฯลฯ อยู่ในสภาพที่อเน็จอนาถไม่แตกต่างจาก "โรคมินามาตะ" ที่โด่งดังในประเทศญี่ปุ่นที่ชาวบ้านนับล้านคนต้องประสบกับวิบากกรมอันเนื่องมาจากการปล่อยปละละเลยของรัฐ และโรงงานอุตสาหกรรมจนเกิดอุบัติเหตุโรงงานเครื่องไฟฟ้าปล่อยน้ำเสียและสารปรอทลงสู่อ่าวมินามาตะ อันถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของญี่ปุ่น จนสัตว์น้ำเสียชีวิตมากมาย ผู้บริโภคอาหารทะเลก็ได้รับสารพิษปรอทสะสมในร่างกายจนพิกลพิการ มีผลต่อกรรมพันธุ์จนถึงลูกหลาน

 

กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ และผู้ด้อยโอกาส

7. ความรุนแรงในครอบครัว: ฆ่าและทารุณกรรมภรรยาของตน
นายพิพัฒน์ ลือประสิทธิ์กุล อดีตอาจารย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้ทำร้ายนางวรรณี ลือประสิทธิ์กุล ภรรยาตนเองถึงแก่ชีวิตโดยนายพิพัฒน์ได้สารภาพว่ากระทำไปเพราะหึงหวงเลยทุบตีด้วยด้ามร่มถึงแก่ความตาย ซึ่งเจ้าหน้าที่สอบสวนได้ตั้งข้อหาว่าทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไม่เจตนา ซึ่งจะมีโทษจำคุกระหว่าง 3 -15 ปี และศาลอาญากรุงเทพใต้ได้พิจารณาคดีให้ลงโทษคุก 3 ปี แต่เนื่องจากเคยเป็นอาจารย์สอนที่นิด้ามาก่อน จึงให้ใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ อีกทั้งมีภาระให้ต้องดูแลบุตรจึงให้รอลงอาญาไว้ก่อน แต่กำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ ให้จำเลยใช้ความรู้สอนหนังสือนักเรียน นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไปตามสถานศึกษาต่างๆ มีกำหนด 50 ชั่วโมง นายชูชาติ ธรรมรักษ์ รองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูง ได้ให้ความเห็นว่านายพิพัฒน์ได้กระทำผิดตามกฎหมายจริง แม้ว่าจะมีการศึกษาสูงหรือน้อย ก็ไม่เกี่ยวกับเจตนาในการกระทำความผิด เพราะฉะนั้นไม่น่าเป็นเหตุให้บรรเทาโทษได้ จึงได้ขออุทธรณ์ต่อศาล และคดีนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีต่อไป

นอกจากนี้กรณีนายแพทย์ศรชาติ ศิริโชติ แพทย์โรงพยาบาลพุทธชินราช จ. พิษณุโลก ได้วางแผนฆ่าและเผา แพทย์หญิงพัทธนันท์ ไชยวงศ์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลปง จ. พะเยา แฟนสาว ด้วยการใช้วิธีน้ำมันราดศพและเผาพร้อมรถเก๋งเพื่ออำพรางคดีเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2545 ซึ่ง น.พ. ศรชาติ ได้ให้การสารภาพว่ากระทำความผิดดังกล่าวจริง และกำลังอยู่ในการพิจารณาคดี

ก่อนหน้านี้ยังมีคดีดังกรณี นายแพทย์วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถูกกล่าวหาว่าสังหารโหด พ.ญ. ผัสพร ภรรยาของตนเองโดยการวางยา สังหาร แล้วหั่นศพเป็นชิ้น ๆ ช่วงกลางปี 2544 ที่คดีความยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใดเนื่องจากในช่วงแรกอัยการสั่งไม่ฟ้อง ต่อมาญาติของผู้เสียชีวิตได้ยื่นฟ้องด้วยตนเอง เรื่องสะเทือนขวัญต่อสาธารณชนนี้ยังคลุมเครืออยู่จนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะสองปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ทำให้ภาพพจน์ของบุคคลากรที่ได้รับการเคารพนับถือจากสังคมเช่นแพทย์และครูอาจารย์จะเสื่อมเสียความน่าเชื่อถือเท่านั้น หากแต่เป็นการสะท้อนให้เห็นภาพของการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาในครอบครัว ซึ่งหญิงมักตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ เป็นประเด็นที่จะต้องมีการแก้ไข เยียวยาและหามาตรการในการป้องกันโดยเร่งด่วน

8. ข่มขืนเด็ก และละเมิดสิทธิเด็ก

ปัญหาสังคมซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้เด็กและเยาวชนถูกล่วงละเมิดทางเพศ และทำร้ายทารุณจากผู้ใหญ่ซึ่งคุ้นเคยกับเด็ก โดยจากสถิติข้อมูลจากมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับด้านเด็กหลายองค์กรพบว่า เด็กในวัยระหว่าง ๘-๑๖ ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะถูกล่วงเกินทางเพศสูงสุด โดยจากข้อมูลของมูลนิธิคุ้มครองเด็กระบุว่า ผู้กระทำความผิดอายุมากที่สุดที่ตรวจพบมีอายุถึง ๖๒ ปี และมีผู้กระทำผิดอายุน้อยที่สุดตั้งแต่ ๑๐ ปี โดยจากจำนวนเด็กซึ่งถูกล่วงเกินทางเพศเมื่อปี ๒๕๔๕ มีจำนวน ๒๓๔ ราย ส่วนใหญ่เกิดจากการล่วงเกินทางเพศโดยบุคคลที่ใกล้ชิด

กรณีการทอดทิ้งเด็กทารกแรกเกิด ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยผู้ปกครองของเด็กที่ยังอยุ่ในวัยรุ่นอาจเกิดความรู้สึกหวาดกลัว ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงก่อโศกนาฎกรรมขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว


9. ถอนสัญชาติชาวบ้านแม่อายกว่า 1,200 คน

ชาวแม่อายจำนวน 1,243 คนได้ถูกถอนสัญชาติไทย สืบเนื่องจากกรมการปกครองได้ทำการเพิกถอนสัญชาติของชาวอำเภอแม่อายจังหวัดเชียงใหม่ โดยอ้างว่าชาวบ้านเหล่านี้เป็นคนสัญชาติพม่าและได้สัญชาติไทยมาอย่างไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังพบว่ามีคนไทยแท้ๆ ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ด้วยจำนวนมาก อย่างไรก็ดีการตรวจสอบกำลังดำเนินหน้าต่อไป แม้ว่าประชาชนผู้ถูกถอนสัญชาติจำนวนไม่น้อยกำลังอยู่ในวัยศึกษา บ้างเรียนมหาวิทยาลัย บ้างก็รับราชการอยู่นอกพื้นที่ การละเมิดสิทธิดังกล่าวโดยมิได้มีการแจ้งเตือนหรือปรึกษาหารือกับชาวบ้านได้ก่อผลกระทบอย่างกว้างขวาง ถือเป็นการขัดต่อเจตจำนงตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างชัดแจ้ง ล่าสุดชาวบ้านแม่อายกว่า 800 รายได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อให้มีการเพิกถอนคำสั่งที่มิชอบฉบับดังกล่าว กรมการปกครองก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงตรวจสอบในพื้นที่ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการพิจารณาให้มีการคืนสัญชาติให้กับชาวบ้านเหล่านั้น

10. ปลดคนงานเบธแอนด์บาธ - กับชะตากรรมของคนงานไทยเกรียง ฯลฯ
บริษัทเบดแอนด์บาธเพรสทีจ ประเทศไทย เป็นบริษัทที่รับผลิตสินค้าให้กับแบรนด์เนมที่มีชื่อเสียง แต่ทางบริษัทกลับปฏิบัติต่อพนักงานอย่างไร้หลักจรรยาบรรณ คนงานถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2545 ทางบริษัทไม่ยอมให้พนักงานเข้าโรงงาน ทางพนักงานจึงได้ไปแจ้งต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ของบริษัทก็ได้บอกว่าให้พนักงานมาทำงานในวันรุ่งขึ้น แต่ทางบริษัทได้ปิดโรงงาน ทำให้พนักงานทั้งหมดได้เข้าไปร้องเรียนต่อกระทรวงแรงงาน จึงได้เกิดการเจรจาขึ้น ผลที่ได้สรุปว่าทางบริษัทต้องการให้พนักงานหยุดงานระหว่างวันที่ 10 -20 ตุลาคม โดยจะจ่ายค่าจ้างให้ แต่ในที่สุดทางบริษัทก็ไม่ได้จ่ายเงินค่าจ้างตามที่สัญญาไว้ และยังไม่ได้เปิดให้พนักงานเข้าทำงานอีกด้วย

ในที่สุดเรื่องก็ได้ถึงกระทรวงแรงงานอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาทางกระทรวงฯ ได้เข้าตรวจสอบบริษัทพบว่าบริษัทได้ย้ายทะเบียนไปตั้งที่จังหวัดตาก และยังพบอีกว่ามีการฉ้อโกงเงินหักจ่ายประกันสังคมของนายจ้างอีกด้วย ตอนนี้ได้ออกหมายจับนายชัยพัฒน์ โพธิกำจร และนางสาวอวยพร ส่งประเสริฐ การชุมนุมประท้วงยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบต่าง ๆ ให้รัฐบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่

ส่วนกรณีคนงานไทยเกรียงนั้น คนงานและ กรรมการสหภาพแรงงานฯบริษัทไทยเกรียงฯ จำนวน 48 คน (เสียชีวิตไป 1 คน จึงเหลือ 47 คน) ที่ถูกนายจ้างฟ้องต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการในคดีอาญา ที่คนงานไปใช้น้ำไฟ อาบ หุงข้าว ของบริษัทฯ ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2543โดยศาลประทับรับฟ้องว่าคนงานได้กระทำการดังกล่าวจริง โดยผู้ถูกฟ้องทั้งหมดจะต้องขึ้นศาลในวันที่ 3 มิถุนายน 2545 และหากจะประกันตัวออกมาสู้คดีก็ต้องดำเนินการในวันดังกล่าวนั้น คนงานกลุ่มดังกล่าว ยังไม่มีเงินประกันหรือผู้ที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งการประกันตัวจะต้องใช้สินทรัพย์หรือเงินสดจำนวน 3.5 แสนบาทต่อคน ตัวแทนคนงานหนึ่งใน 47 คนระบุว่า มีการปรึกษาหารือกับบรรดาบุคคลที่น่าจะให้ความช่วยเหลือได้ แต่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ในที่สุดก็สามารถเจรจาขอลดหย่อนวงเงินประกันเหลือรายละ 50,000 บาทด้วยเหตุผลเรื่องความยากลำบากของคนงาน แม้ว่าจะสามารถประกันตัวได้แล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2545 ขณะนี้อยู่ในชั้นศาลซึ่งได้ขึ้นศาลแล้ว 2 - 3 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีคดีที่คนงานถูกนายจ้างทำร้าย ได้แจ้งความไว้แล้ว แต่อัยการไม่มีท่าทีว่าจะส่งฟ้อง โดยอ้างว่ามูลฟ้องค่อนข้างอ่อน ฝ่ายคนงานกำลังปรึกษาหารือกันว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

ก่อนหน้านี้มีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับคนงานไทยเกรียงเมื่อคราวชุมนุมประท้วงใกล้บ้านนายกรัฐมนตรีที่ถนนจรัญสนิทวงศ์ แต่ไม่มีคดีความแต่อย่างใด

กรณีข้อขัดแย้งเรื่องแรงงานยังมีรายละเอียดอีกมาก ซึ่งรายงานเป็นการเฉพาะจะมีการนำเสนอโดยองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานเร็ว ๆนี้


11. ชาวประมงถูกคุกคามที่เกาะไผ่
3 พฤษภาคม 2545 -ได้มีการรื้อบ้านพักชาวประมงที่เกาะไผ่ ซึ่งการสั่งรื้อถอนครั้งนี้นำโดยนายผ่องศักดิ์ สุกุพรรณ นายอำเภอเมืองจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยกองกำลังตำรวจ ตำรวจน้ำ อส. และเจ้าหน้าที่อุทยานหาดนพรัตน์ธารา โดยได้สั่งให้ชาวบ้านออกมาพร้อมเก็บข้าวของ เพื่อที่จะได้รื้อถอนบ้านพัก พร้อมกับได้เผาบ้าน จำนวน 42 หลังทิ้งอีกด้วย พร้อมด้วยอุปกรณ์ทำการประมงเสียหาย สาเหตุที่เกิดการกระทำดังกล่าวเนื่องมาจากมีการกำหนดพื้นที่บนเกาะไม้ไผ่และโดยรอบเพื่อเป็นเขตอนุรักษ์เพื่อการท่องเที่ยว และพบว่าหมู่บ้านที่ชาวประมงอาศัยอยู่นั้นไม่ถูกต้องและทำให้เกิดความไม่เป็นระเบียบ ทางกรมป่าไม้จึงได้อนุมัติให้มีการรื้อถอนบ้านพัก พร้อมทั้งอพยพชาวบ้านออกจากบริเวณนั้น

7 พฤษภาคม 2545 - กลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน ต. ศรีบอยา อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ราวเกือบ 100 คน จึงได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อเรียกร้องให้นายอำเภอ นายผ่องศักดิ์ สุขุพันธุ์ นายอำเภอเมือง จ.กระบี่ ออกจากราชการ ด้วยเหตุที่นายอำเภอเมืองได้กระทำการเกินกว่าเหตุ

กระท่อมเพิงพักดังกล่าวเป็นของชาวบ้านเกาะปู เกาะจำ ติงไหร คลองเตาะ หลังเกาะ ใน ต. ศรีบอยา ซึ่งชาวบ้านสร้างเป็นกระท่อมแบบง่ายๆ เพื่อหลบคลื่นลมพายุและค้างชั่วคราว และเก็บอุปกรณ์ทำการประมง เมื่อต้องออกมาหาปลาบริเวณเกาะไผ่ จากเดิมที่ชาวบ้านหลบพายุในถ้ำ

นอกจากนั้นชาวบ้านยังได้เรียกร้องให้สามารถสร้างเพิงพักและทำมาหากินที่เกาะไผ่ได้ดังเดิมทั้งนี้เพราะชาวบ้าน ทำมาหากินมาตั้งแต่อดีต และหน่วยงานราชการที่ต้องหาผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย ค่าเพิง และอุปกรณ์ทำการประมงของชาวบ้านด้วย

13 พฤษภาคม 2545 - ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่เจ้าหน้าที่บ้านเมือง เข้ารื้อทำลายที่พักชั่วคราวบนเกาะไผ่ เข้าพบรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อติดตามความคืบหน้าข้อเรียกร้องของพวกเขาต่อรัฐ


12. ผู้ป่วยเอดส์ชนะคดีฟ้องกรมทรัพย์สินทางปัญญา
ผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญา ได้พิจารณาคดี ที่ผู้ติดเชื้อฯ และมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ร่วมเป็นโจทก์ สามารถฟ้องร้องคดีต่อบริษัท บริสตอล ไมเยอร์ สควิบบ์ (ประเทศไทย) หรือ บีเอ็มเอส ในฐานะจำเลยที่หนึ่ง และกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นจำเลยที่สอง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ทั้งนี้มีลักษณะความผิด คือ มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในสิทธิบัตรทางการประดิษฐ์ ยาดีดีไอ ภายหลังประกาศต่อสาธารณะแล้ว โดยมีคำพิพากษาเพิ่มเติมว่า การกำหนดขนาดยาถือเป็นสาระสำคัญของข้อถือสิทธิ การแก้ไขโดยตัดขนาดของยาออก ถือว่ามิชอบด้วยกฎหมาย ต้องแก้ไขให้ถูกต้องเหมือนครั้งแรกที่จดสิทธิบัตร

นายนิมิต เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ได้กล่าวว่า เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์ประเทศไทยฟ้องดดีนี้ เพราะ ในตอนแรกบริษัทบีเอ็มเอส แจ้งจดสิทธิบัตรยาดีดีไอ ไว้ที่ ขนาด 5 - 100 มิลลิกรัม แต่ต่อมาได้เพิ่มเติมเป็น 5 - 150 มิลลิกรัม หลังจากประกาศสิทธิบัตรยานั้นต่อสาธารณะแล้ว และยังมีการแก้ไขในประเด็นอื่นๆ อีก ซึ่งจะเป็นการกีดกันผู้ผลิตรายอื่นๆ ที่จะผลิตยาชนิดนี้ได้ ทั้งนี้การแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นไปภายใต้การเห็นชอบของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้นถือว่าเป็นการจงใจเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทยาข้ามชาติรายนี้เข้ามาผูกขาด ส่งผลให้ยาดีดีไอ มีราคาแพง ผู้ติดเชื้อจำนวนมากก็จะไม่สามารถเข้าถึงยาชนิดนี้ได้ อีกทั้งยังเพิ่มเติมว่า คดีนี้นับเป็นคดีแรกของโลก ที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ป่วยในประเทศ และเป็นแบบอย่างต่อการใช้และโอกาสในการเข้าถึงยาของผู้ติดเชื้อรายอื่นๆ ต่อไปได้ด้วย

อนึ่ง ยาดีดีไอ เป็นยาต้านไวรัสชนิดยาค๊อกเทลที่มีความจำเป็นมาก คือต้องนำไปใช้ร่วมกับยาตัวอื่นๆ เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยเอดส์ ดังนั้น หากบริษัทยาฯ ดังกล่าว ทำการแก้ไขสิทธิบัตร เพื่อดัดแปลงกระบวนการผลิต จนทำให้เกิดสภาพการกีดกันการแข่งขันจากผู้ผลิตรายอื่นๆ และทำให้ยามีราคาแพง ย่อมทำให้ผู้ป่วยขาดโอกาสในการรักษา ไม่สามารถใช้จ่ายเงินเพื่อยารักษาโรคที่ต้องมีการใช้ยาชนิดนี้ร่วมด้วยได้


นโยบายรัฐ และการดำเนินแนวนโยบายของรัฐ

13. สังหารโหด 11 ผู้นำชุมชน - คุกคามนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ผู้พิทักษ์สิทธิชุมชน

เสียชีวิต
นับแต่เดือนมกราคม 2544 เป็นต้นมา ผู้นำชุมชน นักสิทธิชุมชน และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมถูกคุกคามถึงชีวิตไปแล้วมากกว่าสิบรายได้แก่
- นายจุรินทร์ ราชพล
นักอนุรักษ์ป่าชายเลนในพื้นที่ตำบลบ้านป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เสียชีวิตเมื่อ 30 มกราคม 2544
- นายนรินทร์ โพธิ์แดง อดีตประธานกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เขาชะอางกลางทุ่ง อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง เสียชีวิตเมื่อ 1 พฤษภาคม 2544
- นายพิทักษ์ โตนวุธ อดีตประธานชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ปรึกษาชาวบ้านลุ่มน้ำชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก เสียชีวิตเมื่อ 17 พฤษภาคม 2544
- นางฉวีวรรณ ปึกสูงเนิน เจ้าหน้าที่ อบต. นากลาง อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เสียชีวิต 21 มิถุนายน 2544
- นายสุวัฒน์ วงศ์ปิยะสถิตย์ ผู้คัดค้านโครงการกำจัดขยะราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เสียชีวิตเมื่อ 28 มีนาคม 2544
- นายสมพร ชนะพล แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำกระแตะ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เสียชีวิตเมื่อเดือนกรกฎาคม 2544

- นายแก้ว ปินปันมา อายุ 59 ปี แกนนำชาวบ้านที่เข้าไปใช้ที่ดินในพื้นที่ กิ่ง อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ถูกยิงเสียชีวิตด้วย อาวุธปืนลูกซองเบอร์ 12 ทั้งนี้ผู้ตายเป็นแกนนำชาวบ้านจำนวน 252 ครอบครัว เข้าไปใช้ที่ดินแปลงหนึ่งของนายทุน รายใหญ่ ในจ.เชียงใหม่ เพื่อใช้ปลูกลำไย ที่ดินแปลงดังกล่าวมีพื้นที่ 585 ไร่ มีโฉนดที่ดิน 10 แปลง และ นส.3 ก. อีก 2 แปลง ซึ่งมีการซื้อ ขายมาหลายทอด จนสุดท้ายเจ้าของที่ดินนำ ไปจำนองไว้กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่งเมื่อปี 2532 และปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่าง เปล่ามาโดยตลอด ต่อมาชาวบ้านซึ่งไม่มีที่ดิน ทำกิน จึงเข้าไปอาศัยทำกินเมื่อประมาณเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จนเกิดความขัดแย้งกับเจ้าของ ที่ดิน เช่นเดียวกับกรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.ลำพูน เมื่อเร็วๆนี้

วันที่ 20 มิถุนายน 2545 คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของวุฒิสภาเดินทางมาศึกษาปัญหา ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าของที่ดินที่ จ.ลำพูน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่กระท่อมของนายแก้วถูกเผาทำลาย และถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด

สังหาร "บุญยง อินต๊ะวงศ์" แกนนำต่อต้านโรงโม่หินผางาม อายุ 39 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านร้องห้า ต.ผางาม อ.เวียงชัย จ.เชียงราย เหตุเกิดบริเวณหน้าบ้านของนายบุญยง เมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 20 ธันวาคม 2545 ในเบื้องต้นญาติพี่น้องของผู้ตายเชื่อว่าสาเหตุการสังหารน่าจะมาจากที่ผู้ตายเป็นแกนนำต่อต้านโรงโม่หิน ก่อนพบจุดจบเคยพาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้ช่วยอุตสาหกรรมจังหวัด เข้าไปตรวจสอบต้นทางแหล่งน้ำ จนทำให้ถูกผู้มีอิทธิพลมาข่มขู่ให้เลิกยุ่งเกี่ยว หลังจากนั้นไม่นานผู้ตายก็ถูกกลุ่มนักฆ่านิรนามใช้รถปิ๊กอัพใช้ปืนลูกซองบุกสังหารจนจบชีวิต

ญาติพี่น้องจับมือชาวบ้านรวมพลังแห่ศพประท้วงขอความเป็นธรรมจาก ผวจ.เชียงราย เผยก่อนพบจุดจบรู้ตัวกำลังถูกปองร้าย สั่งเสียครอบครัวเอาไว้ล่วงหน้า ว่าถ้าถูกลอบฆ่าเมื่อไรให้ตั้งศพประท้วง อย่าเผาจนกว่าจะจับฆาตกรได้ ล่าสุดผู้มีอิทธิพลยังไม่เลิกรา สั่งลูกน้องตามราวีข่มขู่บรรดาแกนนำ ยืนยันจะใช้มาตรการ "เชือดไก่ให้ลิงดู" จะตามเช็กบิลแกนนำอีก 4 ราย หากใครยังไม่ยอมหยุดเคลื่อนไหว ล่าสุดมีข่าวว่ากลุ่มอิทธิพลยังตามข่มขู่บรรดาแกนนำต่อต้านไม่เลิก มีการปล่อยข่าวว่า จะตามเก็บแกนนำที่เหลืออีก 4 คนด้วย หลังจากสั่งห้ามเคลื่อนไหวแล้วไม่ยอมเชื่อก็จะดำเนินการ

ยังมีรายงานก่อนหน้านี้ว่า นายบุญสม นิ่มน้อย ผู้นำเรียกร้องสิทธิชุมชนจากโครงการโรงแยกคอนเดนเสท ในพื้นที่ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม เพชรบุรี ถูกสังหารเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2545 นายปรีชา ทองแป้น ผู้นำเรียกร้องสิทธิชุมชนจากโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย เทศบาลตำบลปากแพรก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถูกสังหารเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2545 และ ล่าสุดนายบุญฤทธิ์ ชาญณรงค์ จากอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถูกสังหารเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2545 อีกด้วย


ถูกลอบยิง ข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายร่างกาย
กรณีลอบยิงแกนนำ สกน. ภาคเหนือ นายวัชรินทร์ อุประโจง ชาวบ้านหัวฝาย กรรมการสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ได้ถูกคนร้ายใช้อาวุธสงครามลอบยิงจนได้รับบาดเจ็บ รอดชีวิต แต่ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ สาเหตุนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่ชาวบ้านได้ตั้งด่านจับไม้เถื่อน จากการสืบทราบว่ามีข้าราชการในพื้นที่มีส่วนรู้เห็น นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวข้องกับกรณีปัญหาที่ดินในหมู่บ้าน เพราะมี ส.ส. และ ส.จ. ในพื้นที่เข้ามาครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์เนื้อที่ 150 ไร่ ของหมู่บ้านโดยนำไปออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ นายวัชรินทร์เป็นแกนนำชาวบ้านร้องเรียนในเรื่องนี้

สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผู้บังคับการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผ่านทาง พล.ต.อ. อำนวย เพชรศิริ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีการใช้ความรุนแรง และให้สอบสวนการดำเนินคดีกรณีนายวัชรินทร์ อุประโจง กรรมการสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ และสมาชิก อ.บ.ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ เชียงใหม่ ที่ถูกลอบยิงเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2545 รวมถึง การลอบสังหารนายแก้ว ปินปันมา เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2545 โดย สภ.อ. กิ่ง อ.ดอยหล่อ สรุปว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ขณะที่ชาวบ้านมั่นใจว่าเป็นกรณีความขัดแย้งเรื่องที่ดินซึ่งชาวบ้านได้เข้าทำการปฏิรูปที่ดิน


ก่อนหน้านี้ นางจินตนา แก้วขาว ผู้นำชุมชนบ้านกรูดถูกมือปืนสาดกระสุนปืนใส่บ้านนับสิบนัด และทำการระเบิดปั้มน้ำมันขนาดเล็กซึ่งอยู่บริเวณหน้าบ้าน เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2544 ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ในวันถัดมา นายยุทธนา เขมะเกรียงไกร สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์บ้านกรูดถูกคนร้ายใช้ปืนยิงเข้าใส่จำนวน 5 นัด โดยกระสุนเข้าที่น่องซ้าย 1 นัด

ยิงขู่แกนนำต้านแม่เมาะ นายลือชาย ยารังสี นายกสมาคมเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม อ. แม่เมาะ จ. ลำปาง พร้อมด้วยนายวิวัฒน์ ปินตา แกนนำชาวบ้านห้วยคิง ระบุว่ามีกลุ่มบุคคลที่เสียผลประโยชน์จากการคัดค้านการเปิดหน้าดิน ระเบิดเหมืองลิกไนต์แม่เมาะเฟส 5 ใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่ หลังจากเดินทางกลับมาจากการเข้าร้องเรียนเรื่องนี้ต่อนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการคุกคามการต่อสู้ของชาวบ้านในการรักษาสิทธิของพวกเขาโดยชอบธรรม
นายทองเจริญ สีหาธรรม ผู้นำชาวบ้านปากมูล แกนนำสมัชชาคนจนถูกคนร้าย 4 คน ใช้อาวุธปืนปล้นชิงทรัพย์และทำร้ายร่างกาย เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2545 โดยถูกคนร้าย 4 คน อยู่ในอาการมึนเมาเข้ามาทำร้ายร่างกาย ที่สำคัญมีคนร้ายคนหนึ่งอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มสมัชชาคนจนจึงได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลคุ้มครองแกนนำชาวบ้านสมัชชาคนจน หลังจากที่ผู้นำถูกคุกคามอย่างหนัก

แถลงการณ์ฉบับดังกล่าวเรียกร้องให้รัฐหยุดยั้งความรุนแรง และเร่งเปิดการเจรจาแก้ไขปัญหาอย่างสันติ โดยระบุว่า และก่อนหน้านั้นมีการขู่ชาวบ้านที่หมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน ว่าจะจัดการกับหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ถือว่ามีสิ่งแอบแฝงอยู่ด้วย

หลังจากที่ชาวบ้านปากมูลได้เดินทางเข้ามาชุมนุมที่หน้าทำเนียบเพื่อเรียกร้องให้มีการเปิดเขื่อนถาวร ต่อมาได้ปรากฎว่ามีการรื้อเต้นท์ของผู้ที่ชุมนุมอยู่ในบริเวณดังกล่าวเมื่อเามืดวันที่ 5 ธันวาคม 2545 ต่อมาก็ได้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกที่หมู่บ้านแม่มูนยั่งยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2545 โดยได้มีชายฉกรรจ์สวมชุดไอ้โม่งบุกรื้อทำลายกระท่อมกว่า 250 หลังคาเรือน แล้วก็ย้อนกลับมาเผาอีกครั้ง การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้ชุมนุมบางส่วนได้เดินทางมาหน้าทำเนียบรัฐบาลแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เคยรับปากเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก และในขณะนี้ยังไม่สามารถจับตัวผู้กระทำความผิดได้

องค์การพัฒนาเอกชนรุกรัฐให้เลิกมติ 23 เมษายน 2545 เนื่องจากคณะรัฐบาลได้ออกมติ ครม. วันที่ 23 เมษายนเพื่อให้ทำการปราบปรามชาวบ้านที่กำลังอยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหา ซึ่งทางรัฐบาลได้อ้างว่ามติดังกล่าวเป็นการส่งเสริมบทบาทของผู้ที่มีปัญหาต้องการให้รัฐเข้าช่วยแก้ไขชุมนุมได้โดยไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น เช่นปิดถนน ปิดประตูรั้ว ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่นเหมือนกัน ทางด้านองค์กรพัฒนาเอกชนได้ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ว่านายกรัฐมนตรีกำลังทำการปราบปรามประชาชนคนจน หาใช่เป็นการทำสงครามกับความยากจนเหมือนที่เคยได้รับปากไว้

วันที่ 14 กรกฎาคม 2545 ได้มีชายฉกรรจ์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 3 คน ได้บุกเข้าไปในบ้านของ นางสาวชุติมา (หมี่จู) มอแลกู่ พร้อมทั้งได้ควบคุมตัวอาสาสมัครชุมชน และได้ยึดกุญแจบ้านด้วย ต่อมาในวันเดียวกัน ก็ได้มีชายฉกรรจ์ที่อ้างตัวว่าเป็นตำรวจอีก 6 นายได้เข้าจับกุมนางสาวชุติมา ผู้ประสานงานชุมชนอาข่า ที่สนามบินเชียงใหม่ โดยไม่ได้แจ้งข้อหา ไม่มีมีหมายจับ และได้ยึดโทรศัพท์มือถือไป เพื่อไม่ให้ติดต่อผู้อื่น นอกจากนี้ยังได้เข้าค้นบ้านของนางสาวชุติมา ซึ่งนอกจากจะทำให้ทรัพย์สินเสียหายแล้ว ยังทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข อีกทั้งการกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นภัยคุกคาม และเป็นการเตือนให้นางสาวชุติมา ยุติการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของพี่น้องชนเผ่าอีกด้วย

กรณีนางสาวชุติมา ถูกตรวจค้นบ้านพักและจับกุมตัว ทางสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ได้มีหนังสือถึงพล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร ขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ.ไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2545 แต่ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าแต่อย่างใด

14. กรณีการแทรกแซง ข่มขู่ คุกคามเสรีภาพสื่อมวลชน สั่งปิดวิทยุชุมชน และ ละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 40
ปี 2544 - 2545 ถือได้ว่าเป็นปีที่สื่อมวลชนได้รับผลกระทบ จากกรณีการละเมิดในเรื่องเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะค่อนข้างมาก รวมถึงกรณีที่สื่อถูกแทรกแซงโดยอำนาจรัฐ มีการข่มขู่ คุกคาม และใช้ประโยชน์จากสื่อมวลชนอยู่เสมอ แม้ว่าสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนจะได้รับการยอมรับและรับรองไว้ในมาตรา 19 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและมาตรา 39 และ 41 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ก็ตาม ซึ่งก็ยังได้ระบุถึงการคุ้มครองสิทธิในการนำเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็นของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนไว้อีกด้วย

อย่างไรก็ดี การแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน โดยเฉพาะในสื่อวิทยุและโทรทัศน์ มีปัญหาอย่างมาก รูปแบบการแทรกแซงก็มีความซับซ้อน แนบเนียน และเบ็ดเสร็จมากยิ่งขึ้น ดังเช่นรายการใดที่มีเนื้อหาอันอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาพพจน์ของรัฐบาล ก็มักจะถูกตักเตือน สื่อจึงต้องลดความเข้มข้นลงเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ

นอกเหนือจากการแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนโดยการใช้มาตรการทางกฏหมายที่ล้าสมัยและขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้ว ยังพบว่ามีแรงกดดันต่อกองบรรณาธิการหลายฉบับอีกด้วย มีการใช้อำนาจทางธุรกิจโฆษณาเข้ามาต่อรอง ทำให้บรรณาธิการ นสพ.นั้น ๆ ต้องถูกบีบบังคับให้ออกจากตำแหน่ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรายงานเกี่ยวกับการใช้กำลังประทุษร้ายในหลายกรณี เช่นกรณีคนสนิทของนายกรัฐมนตรีขู่ว่าจะตบปากผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลของ นสพ.ไทยโพสต์ กรณีอดีตอธิบดีผู้หนึ่งในกระทรวงเกษตรชี้หน้าด่าสื่อมวลชน กรณี รมต.มหาดไทยกราดเกรี้ยวกับผู้สื่อข่าวสำนักข่าว BCC ในกรณีท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย เป็นต้น

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจึงได้บัญญัติให้ ปี 2545 เป็น "ปีแห่งการแทรกซึมสื่อ"

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 กรณี 23 กบฎนักข่าวไอทีวีถูกไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรมเป็นประเด็นใหญ่ที่สาธารณะให้ความสนใจค่อนข้างมาก อันเกี่ยวเนื่องกับเสรีภาพในการประกอบวิชาชีพ ห้องข่าวถูกแทรกแซงทางการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไป และการจัดตั้งสหภาพแรงงานซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากที่กลุ่มชินคอร์ปซึ่งอยู่ภายใต้อาณัติของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เข้ามาควบคุมกิจการการดำเนินการของไอทีวี กลุ่มนักข่าวได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ครส.) กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ต่อมา ครส. ได้มีคำสั่งให้บริษัทไอทีวีรับพนักงานกลุ่มนี้กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าก่อนถูกให้ออก พร้อมกับให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงาน โดยให้เหตุผลว่า การกระทำของกลุ่มนักข่าวไอทีวีมีความชอบธรรมตามจรรยาบรรณวิชาชีพ อย่างไรก็ดีทางไอทีวี ไม่ยอมรับการประนีประนอมของ ครส. แต่กลับดำเนินการยื่นฟ้อง ครส.และกลุ่มกบฎนักข่าวไอทีวี 21 คนต่อศาลแรงงานกลาง (อีก 2 คน ไม่ได้ถูกฟ้อง) เมื่อขึ้นสู่ชั้นศาลแล้ว ศาลพยายามไกล่เกลี่ยให้ไอทีวีรับพนักงานทั้งหมดกลับเข้าทำงาน แต่ทางไอทีวีก็ปฏิเสธ ในที่สุดก็มีการสืบพยานฝ่ายโจทก์และจำเลยนับแต่เดือนสิงหาคม 2544 จนถึง กันยายน 2545 ในที่สุดศาลจึงได้พิพากษาให้ยกฟ้องเนื่องจากศาลพิจารณาเห็นว่าจำเลยทั้งหมดถูกไล่ออกและเลิกจ้าง เพราะเป็นสมาชิกและกรรมการสหภาพแรงงานไอทีวี ซึ่งกรณีสหภาพแรงงานไอทีวีนี้ถือเป็นสหภาพแรก และสหภาพเดียวในกิจการสื่อโทรทัศน์ที่ได้ก่อตั้งและดำเนินการมากว่า 45 ปี

รัฐบาลสั่งเก็บวารสารฟาร์อีสต์เทิร์น อีโคโนมิครีวิว ฉบับเดือนมกราคม เนื่องจากในคอลัมน์ Intelligence มีเนื้อหาบางส่วนที่พาดพิงถึงราชวงศ์ไทย โดยรัฐบาลได้ใช้พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 เป็นเครื่องมือในการสั่งเก็บหนังสือดังกล่าว ซึ่งได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวล้าสมัย และไม่ได้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้รับรองถึงเสรีภาพของสื่อ หลังจากนั้นไม่นานหนังสือพิมพ์ ดิ อีโคโนมิสต์ ก็ได้ถูกสั่งห้ามจำหน่ายในประเทศไทยอีกหนึ่งฉบับ เนื่องจากมีการวิจารณ์ถึงระบบการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทย

กรณีวิทยุชุมชน องค์กรระดับชุมชนได้ริเริ่มโครงการนำร่องทดลองจัดตั้งวิทยุชุมชนตามเจตนารมย์ในมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยขึ้น เริ่มตั้งแต่กลุ่มปฏิรูปสื่อภาคประชาชน จ.กาญจนบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง แพร่ ฯลฯ ซึ่งถูกกรมประชาสัมพันธ์ออกหนังสือเตือน และสั่งระงับการออกอากาศ อ้างว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบการ ตาม พรบ. 2498 ทั้ง ๆ ที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 40 ได้ให้ความคุ้มครองเอาไว้ แต่เนื่องจากยังไม่มีองค์กรอิสระที่ดูแลเรื่องคลื่นความถี่ จึงเป็นโอกาสของชุมชนที่ได้มีการตระเตรียมเพื่อประโยชน์ต่อชุมชนสาธารณะในระยะยาวต่อไป อนึ่งเครือข่ายวิทยุชุมชนกว่า 140 แห่งทั่วประเทศได้จัดประชุมและมีมติให้จัดตั้งสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 พร้อมประกาศเจตจำนงในการมีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูปสื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 และการมีส่วนร่วมในการจัดการและกำหนดนโยบาย เสริมสร้างสื่อภาคประชาชน และเพื่อการประสานการทำงานทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

สมาชิกสหพันธ์ฯ จ.อ่างทองถูกเจ้าหน้าที่กรมไปรษณีย์ฯและเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามายุกยึดอุปกรณ์และจับกุมตัว ตัวแทนชาวบ้านผู้ดำเนินกิจกรรมวิทยุชุมชนทั่วประเทศในนามสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ จำนวนกว่า 200 คน จึงได้รวมตัวกันหน้า สภ.อ.ไชโย จ.อ่างทอง เพื่อให้กำลังใจกับเพื่อนสมาชิก ทั้งนี้กลุ่มสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดอ่างทอง เพื่อยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง และยังได้ยื่นหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน วุฒิสภา ผ่านทางจังหวัด ซึ่งในหนังสือได้ระบุถึงข้อเรียกร้อง 2 ข้อคือ ขอให้ทางรัฐบาลทบทวนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่กรมไปรษณีย์โทรเลขที่ได้กระทำหน้าที่ไม่สร้างสรรค์ เนื่องจากขณะนี้ได้มีการประชุมเพื่อหาแนวทางการแก้ไขกรณีวิทยุชุมชน และ ขอให้รัฐบาลมาตรวจสอบและแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของข้าราชการประจำที่ได้ละเมิดมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ผ่อนผันเรื่องวิทยุชุมชน และละเมิดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดี ช่วงปลายปี 2545 รัฐบาลอ้างว่าจะให้ของขวัญปีใหม่กับประชาชนโดยการให้วิทยุ อบต. ซึ่งถือเป็นการใช้อำนาจก้าวก่ายบทบาทของ กสช. ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนของการสรรหารายชื่อใหม่เนื่องจากการสรรหาราชื่อในรอบแรกมีการกระทำอันไม่ถูกต้อง และไม่โปร่งใส

15. ความขัดแย้งชายแดนไทย-พม่า ละเมิดสิทธิ กระทบผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ ฯลฯ
5 กุมภาพันธ์ 2545 - ผู้กำกับการตำรวจจังหวัดตาก รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบศพลอยมาตามลำน้ำเมย ซึ่งเป็นรอยต่อชายแดนระหว่างไทยกับพม่า รวมทั้งสิ้น 20 ศพ โดยคาดว่าน่าจะเป็นชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง ทั้งนี้สภาพศพถูกปิดตา มัดข้อมือ และเชือดคอ โดยทั้ง 14 ศพ พบเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ อีก 6 ศพ พบเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่าการฆาตกรรมครั้งนี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับการค้าของผิดกฏหมาย ยาเสพติด ค้ามนุษย์ หรือลักลอบชักลากไม้ ซึ่งบริเวณชายแดนมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากมายหลายชาติพันธุ์ซึ่งส่วนหนึ่งกำลังต่อสู้เพื่อเรียกร้องอิสรภาพจากรัฐบาลทหารของพม่า

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2545 - เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งตัวแรงงานเด็กชาวพม่าจำนวน 10 คนกลับประเทศ ภายหลังที่ได้มีการเข้าตรวจค้นโรงงานทำทองที่อำเภอแม่สอด จ. ตาก นอกจากนี้ยังพบว่าโรงงานแห่งนี้ไม่ได้จ่ายค่าแรงมาหลายเดือนแล้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระบุว่า โรงงานแห่งนี้ได้จ้างแรงงานชาวพม่าเป็นจำนวนถึง 80 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานเด็กที่มีอายุระหว่าง 13 - 15 ปี ถึง 36 คน โดยทั้งหมดไม่มีใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย ซึ่งแรงงานเหล่านี้จะถูกส่งตัวกลับไปยังเมืองเมียวดี ประเทศพม่าโดยด่วน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ควบคุมตัวเจ้าของโรงงานชาวไทย คือนายชาญชัย โอฬารศึกษา ซึ่งต่อมาได้รับโทษจำคุกเป็นเวลา 5 ปี พร้อมกับเสียค่าปรับเป็นเงินจำนวน 60,000 บาท ในข้อหาตั้งโรงงานอย่างผิดกฎหมาย พร้อมทั้งยังใช้แรงงานเด็กและแรงงานชาวพม่าที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน และยังพบว่าการทำงานในโรงงานแห่งนี้ยังไม่มีเครื่องมือป้องกันอันตรายจากสารเคมี เช่นหน้ากาก หรือถุงมือ ให้แก่ลูกจ้างเลย ด.ญ มินท์ มินท์ อายุ 14 ปี ซึ่งเป็นแรงงานเด็กในโรงงานแห่งนี้ได้ระบุว่า เธอไม่ได้รับเงินค่าจ้างมาเป็นเวลา 7 เดือนแล้ว ทั้งๆ ที่ค่าแรงที่ได้รับนั้น เพียงวันละ 20 บาทเท่านั้น

ในอำเภอแม่สอด จ. ตากนั้นพบว่ามีโรงงานถึง 200 แห่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานผลิตผ้า และลูกจ้างในโรงงานมักจะเป็นชาวพม่าที่อพยพมา เนื่องจากทนการปกครองระบบทหารในประเทศพม่าไม่ได้ ส่วนการประท้วงเรียกร้องค่าจ้างมักจะไม่ค่อยปรากฏขึ้น เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ผิดกฎหมาย ไม่มีใบอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นโอกาสให้นายจ้างผูกมัดและเอารัดเอาเปรียบได้ทุกรูปแบบ

เมื่อเดือนสิงหาคม 2545 - ทางการไทยสั่งจับกุมเอ็นจีโอชาวพม่า ที่จังหวัดกาญจนบุรี ทั้งหมดเป็นจำนวน 36 คน โดยตั้งข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย กลุ่มที่มีภูมิหลังทางด้านการเมืองถูกปล่อยตัวไป 15 ราย ส่วนพวกที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ถูกผลักดันออกไปทางด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งทางองค์กรสิทธิมนุษยชนหาทางช่วยให้ไปอยู่บริเวณนอกพื้นที่ อ.สังขละบุรี สาเหตุเบื้องหลังเชื่อว่าน่าจะเป็นเงื่อนไขที่ทางรัฐบาลพม่ากำหนดเพื่อแลกกับการเปิดด่าน และฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทย-พม่า เพราะชาวพม่าที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยมักจะเปิดโปงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศพม่า

วันที่ 28 ธันวาคม 2545 องค์กรพัฒนาเอกชนพร้อมคณะจำนวนประมาณ 35 คนจากหลายประเทศเช่นอังกฤษ ออสเตรเลีย ถูกกลุ่มทหารไทยจำนวนหนึ่งเข้าขัดขวางและจับกุมขณะเดินทางไปเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยที่เขตอำเภอแม่สอด และอุ้มผาง เพื่อร่วมกิจกรรมวัฒนธรรมและแจกของขวัญในโอกาสวันคริสตมาส ทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวในที่สุดหลังจากถูกควบคุมนานกว่า 5 ชั่วโมง


บทวิเคราะห์ และ สรุป

กว่า 2 ปีที่ผ่านมาภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลใหม่ ที่เกิดขึ้นตามกรอบรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ถือได้ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของสังคมการเมืองไทยในขณะที่ศักดิ์ศรีแห่งมนุษยชน และสิทธิมนุษยชนถือเป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นอกเหนือจากการจัดวางกลไกการบริหารประเทศ กรอบแนวนโยบายแห่งรัฐ กลไกอิสระเพื่อการตรวจสอบ ติดตาม และถ่วงดุลย์อำนาจบริหารได้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เน้นความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวางในกระบวนการตัดสินใจ

กลไกที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภารกิจการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอันได้แก่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดินของวุฒิสภา และตุลาการศาลปกครอง จะมีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการเสริมสร้างกระบวนการตรวจสอบในระบบการเมืองอีกด้วย กลไกอิสระอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็เป็นกลไกอิสระที่มีภารกิจเฉพาะส่วน นอกจากนี้กลไกใหม่ที่ยังมิได้เกิดขึ้นอันได้แก่ กสช. และ กทช. ตามบทบัญญัติในมาตรา 40 ก็ดี องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 56 และองค์การอิสระด้านการคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา 57 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ก็ดี รวมถึงกฎหมายการจัดทำประชาพิจารณ์ และลงประชามติจะมีบทบาทอย่างยิ่งในการขยายการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
ปมเงื่อนที่สำคัญประการหนึ่งในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนก็คือ รัฐและกลไกราชการยังขาดความเข้าใจในบทบาทการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคประชาชนและประชาสังคมอย่างแท้จริง อันส่งผลให้เกิดอคติและทัศนคติด้านลบต่อองค์กรภาคประชาชน มีความคิด หรือรู้สึกเหยียดหยาม เกลียดชัง ดูถูก ดูแคลนประชาชน และไม่ให้ความร่วมมือ หรือสนับสนุน ตราบใดที่ช่องว่างนี้ยังดำรงอยู่ การพัฒนาสังคม การพัฒนาสิทธิมนุษยชน ก็คงจะเป็นไปได้ยาก

สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยังมีคำถามและข้อสงสัยที่น่าสนใจมากมาย แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศนโยบายในลักษณะ "ประชานิยม" กล่าวคือเป็นนโยบาย "การตลาด" ที่พยายามเอาอกเอาใจประชาชน หมิ่นเหม่ต่อการเข้าข่าย "ติดสินบน" แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังมีปัญหาอยู่มาก การละเมิดสิทธิ และการคุมคามเสรีภาพของประชาชนมีความซับซ้อน และแนบเนียนมากยิ่งขึ้น ในขณะที่เกิดการละเมิดขึ้น รัฐบาลได้ใช้ความพยายามอย่างมากที่จะทำให้สาธารณะไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา ด้วยการใช้ลีลาและวาทกรรมสวยหรู ในการกลบเกลื่อนปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นเป็นเรื่องปกติ

นอกจากนี้ ในยุคสมัยที่ระบอบอุตสาหกรรม ลัทธิเสรีนิยมใหม่ทางการค้าและการเงินกำลังมีบทบาทครอบงำสังคมไทยปัจจุบัน โครงการต่าง ๆ ของรัฐได้ถูกจัดวางเพื่อสนองตอบต่อความต้องการในการแสวงหาผลกำไรสูงสุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อ "สิทธิในการพัฒนา" อันได้แก่สิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตและแนวทางการการพัฒนาของตนเองของภาคสังคมที่ใส่ใจในเรื่องสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ การมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่อง เขื่อน โรงไฟฟ้า เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือโรงกำจัดขยะ น้ำเสีย ซึ่งเป็นผลผลิตของระบบอุตสาหกรรม ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อชุมชนทั้งทางตรงและทางอ้อม มลภาวะที่อาจเกิดขึ้นจะต้องมีการป้องกัน นอกเหนือจากการบำบัดแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม บรรษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศก็มีบทบาทในการละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่น้อยเช่นกัน ดังเช่นกรณีที่มักจะได้รับการสนับสนุนเป็นการพิเศษภายใต้นโยบากส่งเสริมการลงทุน รัฐมักจะยกประโยชน์ให้มีอภิสิทธิ์ในข้อกำหนด เงื่อนไขต่าง ๆ รวมถึงเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย การคุ้มครองแรงงาน ฯลฯ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างมาตรฐาน มีมาตรการที่ชัดเจนเพื่อการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงระยะเวลา 4 - 5 ปีที่ผ่านมา นักสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชนท้องถิ่น นักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และผู้นำชุมชน จำนวนไม่น้อยถูกข่มขู่คุกคามถึงขั้นชีวิต ทั้ง ๆ ที่เขาเหล่านั้นได้ปฏิบัติตนในฐานะ "พลเมืองดีของสังคม" คัดค้านความไม่ถูกต้อง ความไม่ชอบธรรม แต่อาจขัดประโยชน์ของผู้มีอำนาจอิทธิพลทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติซึ่งใกล้ชิดฝ่ายการเมือง ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการที่รัฐจะให้ความคุ้มครองกับนักสิทธิมนุษยชนที่ตกเป็นเหยื่อของการคุกคามเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามเจตจำนงที่รัฐภาคีสมาชิกของสหประชาชาติได้มีมติรับรองปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครองนักสิทธิมนุษยชน เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541

จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ยังพบว่ารัฐมีแนวโน้มที่จะใช้ความเด็ดขาด รุนแรงในการจัดการกับปัญหา ซึ่งด้านหนึ่งสาธารณะอาจมองว่าน่าจะดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจไปในทางมิชอบได้เช่นกัน อาทิ เช่น นโยบายการปราบปรามยาเสพติด ที่มีการเปิดทางให้ใช้มาตรการ "เด็ดหัว" ผู้ค้ายาบ้า "ประกาศสงครามขั้นแตกหักกับผู้ค้ายาบ้า" นั้น จะก่อให้เกิดปัญหา "วิสามัญฆาตกรรม" โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐขึ้นอย่างกว้างขวาง และถ้าหากผู้ใช้อำนาจในทางที่ผิด มีการโยนความผิดให้กับผู้บริสุทธิ์ หรือ ผู้ที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐ หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งน่าจะส่งผลร้ายแรงต่อกระบวนการยุติธรรม สถานการณ์สิทธิมนุษยชน เสรีภาพของประชาชน รวมถึงหลักการประชาธิปไตยอีกด้วย

15 กรณีสิทธิมนุษยชนที่ได้ยกมานี้ ถือได้ว่าเป็นการละเมิดที่เป็นรูปธรรมอย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่ากรณีอื่น ๆ ที่มิได้ระบุไว้ในรายงานฉบับย่อนี้จะไม่สำคัญแต่อย่างใด แต่ด้วยข้อจำกัดด้านข้อมูลและเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตลอดจนมีการละเมิดสิทธิอย่างกว้างขวางและหลากหลาย บทรายงานชิ้นนี้จึงไม่สามารถให้รายละเอียดไว้ทั้งหมดได้ อย่างไรก็ดีจากบทรายงานฉบับนี้ เราหวังเป็นเพียงการบอกกล่าวและกระตุ้นเตือนให้สาธารณชนได้เห็นว่าในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง

รัฐมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และมนุษยธรรม และจะต้องยึดมั่นในหลักแห่งธรรม อย่างเคร่งครัด นอกเหนือจากบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

เราในฐานะที่เป็นผู้ร่วมชะตากรรมในสังคมเดียวกันจะมีส่วนช่วยปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างไร ทั้งนี้ด้วยเจตนาที่ใคร่จะเห็นการส่งเสริมและพัฒนาสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่ได้รับการเคารพ ส่งเสริม คุ้มครอง และปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในโอกาสต่อไป

ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติธรรม (สสธ.)
๒๖๓๔ ลาดพร้าว ๑๒๘/๒ บางกะปิ กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๔๐ โทร ๐๒ - ๓๗๗ ๕๑๕๑ โทรสาร ๐๒ - ๓๗๕ ๖๗๐๒
Email: hrnet@mozart.inet.co.th