ความคืบหน้าที่ถอยหลังกับผลงานการแก้ไขปัญหาเกษตรกรของรัฐบาลทักษิณ
กรณีสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือและเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือ
นับจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติปฏิรูประบบราชการ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2545
และการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2545 ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือและเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือได้หยุดชะงักลง
กระทั่งได้มีการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2545
เรื่อง ขอให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือและเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือ
โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี(พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) เป็นผู้รับชอบการแก้ไขปัญหาต่อไป
ต่อมาการประชุมคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาของกลุ่มสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือและเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือ
ครั้งที่ 4/2545 ที่ห้องประชุม 302 ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16
ธนวาคม 2545 ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอและแนวทางการแก้ไขปัญหาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือและครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือ
เพื่อพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานคณะกรรมการฯ นำผลการแก้ไขปัญหาความคืบหน้า
ปัญหาและอุปสรรค ทั้งหมดข้างต้นนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ภายใน 7 วันเพื่อรับทราบและให้ความเห็นชอบในการปรับปรุงแก้ไขปัญหา
บทสรุปตลอดปี 2546 การแก้ไขปัญหา สกน.พบว่ามีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการทั้งหมด
15 คณะ ผ่านการประชุม 15 ครั้ง การแก้ไขปัญหาของ สกน. สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จสิ้นมีเพียงกรณีเดียวเท่านั้น
คือ กรณีปัญหาโรงอบลำใยแห้งระเบิดที่อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งชาวบ้านผู้ประสบภัยต้องใช้ต่อสู้กว่า
4 ปี จึงจะได้รับการเยียวยา ขณะที่กรณีปัญหาทั้งหมดการแก้ไขเป็นไปอย่างล่าช้าและขาดการให้ความสำคัญของรัฐมนตรีและข้าราชการที่เกี่ยวข้องอย่างเห็นได้ชัด
การละเมิดข้อตกลง ผลการเจรจา หรือการแจ้งความดำเนินคดีชาวบ้านนับเป็น ปรากฏการณ์จำนวนมากในยุครัฐบาลที่มากจาการเลือกตั้ง
ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างมากมาย ดังปรากฏดังนี้
กรณีมติคณะรัฐมนตรีและนโยบายที่เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหา
1.กรณีมติคณะรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2546 เรื่อง เห็นชอบตามข้อเสนอของกรมสรรพาสามิต กระทรวงการคลัง
เรื่อง การทำสุรากลั่นชุมชน
โดยเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กว่า 10 จังหวัดในภาคเหนือ
ได้ชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2546 เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลงมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนอันเกิดจากจากมติคณะรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2546 เรื่องการทำสุรากลั่นชุมชน ซึ่งถือว่ารัฐบาลนี้ไม่ปฏิบัติตามผลการเจรจาที่ตกลงไว้กับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือฯ
ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2545 โดยตัวแทนเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านฯ
ได้มายื่นหนังสือให้ผู้อำนวยการพรรคไทยรักไทยสาขาภาคเหนือ เพื่อขอให้ประสานงานไปยังนายกรัฐมนตรีให้ลงมาแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ประการ คือ
ประการแรก ให้รัฐบาลประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.
2493 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2546 เรื่องการทำสุรากลั่นชุมชนที่เอื้อประโยชน์ให้นายทุนเอาเปรียบประชาชน
และลดการคุกคามสิทธิโดยเจ้าหน้าที่รัฐอ้างกฎหมายเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งจับกุมชาวบ้าน
และให้เร่งออกพระราชบัญญัติจดแจ้งการผลิตและจำหน่ายเหล้าพื้นบ้าน พ.ศ.ฉบับประชาชน
เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านพัฒนาองค์ความรู้ภูมิปัญญาในการผลิตและจำหน่ายเหล้าที่มีคุณภาพภายในชุมชนท้องถิ่นได้
ประการที่สอง ให้นายกรัฐมนตรีบัญชาการไปยังให้กรมสรรพสามิต
ยุติการจับกุมเกษตรกรรายย่อยในนามสมาชิกเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทย
ในการผลิตและรักษาภูมิปัญญาเหล้าพื้นบ้านโดยทันที
ประการที่สาม ให้สนับสนุนและส่งเสริมการวิจัยพัฒนาเหล้าพื้นบ้าน
เพื่อให้เหล้าพื้นบ้านสามารถเป็นฐานสร้างรายได้ในเชิงเศรษฐกิจรวมถึงส่งเสริมการแปรรูป
และเป็นการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างฐานระบบเศรษฐกิจของชุมชน
ซึ่งบัดนี้ รัฐบาลยังไม่มีการแก้ไขปัญหาใดๆ ตามข้อเสนอของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน
นอกเนื่องจากการจับกุมและกลั่นแกล้งขึ้นบัญชีแกนนำชาวบ้านว่าเป็นผู้ประพฤติตนเยี่ยงผู้มีอิทธิพล
เรียกไปตักเตือนให้หยุดการทำเหล้า มิเช่นนั้นจะดำเนินทางกฎหมายโดยเด็ดขาด
ขณะที่นายทุนรายใหญ่ยังคงผูกขาดการต้มและขายเหล้าต่อไป
2.กรณีผลกระทบจากนโยบายประกาศทำสงครามกับยาเสพติดของรัฐบาล
ทำให้กลุ่มชนเผ่าและชาติพันธุ์กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการปราบปราม
โดยรัฐมีกระบวนการจัดทำบัญชีดำโดยไม่มีการตรวจสอบ ทำให้กลุ่มชนเผ่าและชาติพันธุ์จำนวนหนึ่งถูกฆ่าตาย
ถูกยึดทรัพย์สินเพียงแค่สงสัยว่ามีรถยนต์และพกเงินสดจำนวนหนึ่ง โดยไม่รู้ว่าใครคือผู้กระทำความผิด
หรือรู้ก็ไม่กล้าต่อสู้ เนื่องจากกลุ่มชนเผ่าและชาติพันธุ์เป็นกลุ่มคนชายขอบ
เป็นกลุ่มชนที่ถูกตราหน้าว่าสร้างปัญหาด้านความมั่นคงต่อประเทศชาติ และกลุ่มคนค้ายาเสพติด
จึงทำให้ไม่มีและถูกทำลายความชอบธรรมในการเรียกร้อง และไม่มีสิทธิต่อรองนโยบายประกาศสงครามยาเสพติดของรัฐบาล
จึงส่งผลกระทบอย่างมากต่อกลุ่มชนเผ่าและชาติพันธุ์ ดังปรากฏตัวอย่าง เช่น
2.1 กรณีถูกฆ่าตัดตอนหมู่ 6 ศพ ที่หมู่บ้านผาลั้ง ตำบลห้วยชมพู อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งจำนวน 5 ใน 6 คน ไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำ
2.2 กรณีฆ่าชายเผ่าม้งต่อหน้าภรรยา ที่หมู่บ้านพุย ตำบลปางหินฝน อำเภอแม่แจ่ม
จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งที่ชายชาวม้งคนนี้ได้รายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว
แต่กลับถูกฆ่าตายระหว่างเดินทางกลับจากรายงานตัว
2.3 กรณีชาวบ้านดอยผีลู ต.แม่นาเติง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน จำนวน 4 ครอบครัว
ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและ อส. อ.ปาย ยัดยาบ้า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2546
ซึ่งปัจจุบันถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำ จ.แม่ฮ่องสอน
2.4 กรณีชาวบ้านดอยผีลู ต.แม่นาเติง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองยึดทรัพย์สินและเงินสด
จำนวนเงิน กว่า 370,000 บาท ข้อหาสงสัยว่าพกเงินมากผิดปกติและอาจจะได้เงินมาโดยไม่ชอบ
2.5 กรณีการค้นชาวบ้านทั้งหมู่บ้านและจับกุม ในข้อหามีอาวุธปืนแก๊ป มีแร้วดักสัตว์
ไว้ครองครองผิดกฎหมายที่หมู่บ้าน ปางมะหัน ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง
จังหวัดเชียงราย
2.6 กรณีการจัดทำบัญชีดำของเจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ซึ่งผลกระทบทำให้กลุ่มชนเผ่าและชาติพันธุ์จำนวนมากกลายเป็นผู้ค้ายาเสพติด
หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด การจัดทำบัญชีดำดังกล่าว สร้างความไม่ไว้วางใจ
สร้างความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆในชุมชน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชุมชนและประเทศชาติ
นโยบายการประกาศสงครามยาเสพติดและการให้อำนาจพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ
ทหารและฝ่ายปกครองในการปราบปรามให้สามารถดำเนินการนอกเหนือกฎหมายกำหนด จนส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชายขอบอย่างมากมาย
ซึ่งเป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน การละเมิดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540
และเป็นการละเมิดต่อสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ สมัชชาชนเผ่าแห่งประเทศไทยในนามสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ
และเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือได้ยื่นข้อเสนอและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล
คือ
1. จับกุมผู้ต้องหาฆ่าตัดตอนนำมาขึ้นศาล เพื่อพิจารณาคดีความลงโทษอย่างเฉียบขาด
2. ยกเลิกการจัดทำบัญชีดำของเจ้าหน้าที่รัฐ และหามาตรการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์
ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่มีผลการดำเนินการใดๆ เช่นเคย
3.กรณีนโยบายการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดิน
ระหว่างวันที่ 7-11 สิงหาคม 2546 สกน. ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีกรณีการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินว่า
นับเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือนของการแก้ไขปัญหาที่ดินใน 17 พื้นที่ 3 อำเภอในจังหวัดลำพูน
โดยกลไกกรรมการของรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นไปอย่างล่าช้า และเลือกปฏิบัติไม่เร่งรัดสั่งการเอาผิดกับการออกเอกสารมิชอบของนายทุนราชการแม้จะมีหลักฐานชัดดังปรากฏในหลายพื้นที่
รัฐบาลปัจจุบันก็ปล่อยปละละเลยให้การแก้ไขปัญหาล่าช้าออกไปอย่างไร้คำตอบ
แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรีถึง 3 มติ คือ 10 เมษายน 2544 , 9 เมษายน 254645 และ
25 กุมภาพันธ์ 2546 ให้แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานกว่า
10 คณะ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงมาเป็นประธานผ่านการประชุมมีมติเห็นชอบกว่า
20 ครั้ง แต่การแก้ไขปัญหาการเพิกถอนสิทธิ์มีความคืบหน้าแค่ อยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไขตามความใน
มาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มี น.ส. ก. จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ แค่ 9
ไร่กว่าในตำบลท่าตุ้ม อำเภอป่าซางเท่านั้น
ขณะเดียวกันราชการระดับพื้นที่อ้างใช้มาตรทางกฎหมายจัดการต่อกระบวนการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนในพื้นที่จังหวัดลำพูน
ด้วยการเอาผิดกับชาวบ้านอย่างรุนแรง ด้วยนโยบายจับกุมเกษตรกรอย่างเคร่งครัด
ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 23 เมษายน 2545 ซึ่งทำให้เกษตรกรชาวนาถูกละเมิดสิทธิ์อย่างรุนแรง
ยิ่งกว่ารัฐบาลเผด็จการทหารกระทำในอดีต ดังปรากฏชาวนาลำพูนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีปฏิรูปที่ดินจำนวนกว่า
109 คน กว่า 1,000 คดี แต่ว่านายทุนผู้ได้เอกสารสิทธิ์ไม่ชอบหรือข้าราชการยังลอยนวลไม่ถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด
และเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2546 ที่ผ่านมาอัยการจังหวัดลำพูน ได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาจำนวน
73 คนในชั้นศาล ทำให้ผู้ต้องหาหมดต้องหมดอิสระภาพชั่วคราว เนื่องหลักทรัพย์ไม่เพียงพอต่อการประกันในวงเงิน
100,000 บาทต่อรวมแล้ว 7,300,000 จากปรากฏการณ์ความเหลื้อมล้ำเชิงนโยบายและการเลือกปฏิบัติต่อเกษตรกรคนจนของรัฐ
โดยเฉพาะการแจ้งความดำเนินคดีกว่าพันคดีเป็นประวัติการณ์ที่จังหวัดลำพูนในครั้งนี้
สกน. ได้เรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้เร่งสั่งการเร่งรัดให้กลไกกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาที่ดินในจังหวัดลำพูน
ให้เร่งเพิกถอนสิทธิที่ออกโฉนดมิชอบ ตรวจสอบที่ดินรกร้างว่างเปล่า ภายใน
1 เดือน เช่นเดียวกับการเพิกถอนสิทธิคดีที่ดิน สปก 401 ที่จังหวัดภูเก็ตที่รัฐบาลใช้เวลาไม่ถึง
1 เดือนก็สามารถเพิกถอนสิทธิ์นายทุน จำนวน 48 ราย รวมพื้นที่ 51 แปลง กว่าพันไร่
อีกทั้งมีเอกชนและข้าราชการเกี่ยวข้องถูกแจ้งความดำเนินคดีหลายสิบคนและเราต้องการขอคำตอบที่ชัดเจนว่า
จะตัดสินใจสั่งการการแก้ไขปัญหาที่ดินที่ดินในพื้นที่จังหวัดลำพูนอย่างเร่งรัด
ตามบรรทัดฐาน สปก 4-01 ที่ภูเก็ตหรือไม่ หรือตั้งใจจะปกป้องกระบวนการนายทุนทุจริต
ไม่เอาผิดข้าราชการคอรัปชั่น ซึ่งหากพวกเรายังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเรา พวกเราและญาติผู้ต้องหาคดีที่ดินทั้งหมดจำเป็นต้องขอเข้าพบเพื่อทราบคำตอบกับนายกฯ
คนเมืองโดยตรงในทุกที่ทุกสถานการณ์ และแม้ว่ากลไกการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินจะมีความคืบหน้าดังรายงานไปข้างต้นแล้ว
หากรัฐไม่มีนโยบายที่ชัดเจนต่อการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่ดินระยะยาว โดยที่กรณีปัญหาที่ดินในที่มีข้อพิพาทในที่เอกชนที่ได้เอกสารสิทธิ์มาโดยมิชอบและปล่อยที่ดินไว้ให้รกร้างว่างเปล่า
ในขณะที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายประชานิยม เรื่องการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่ 271,272/2546 ว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 ด้วยประกาศให้เกษตรกรคนจนที่ไร้ที่ทำกินไปลงทะเบียนเพื่อรอรับแจกที่ดินจากรัฐนั้น
สกน. เห็นว่าเป็นการดำเนินนโยบายดังกล่าวเช่นนี้ ย่อมเป็นนโยบายแปลงทรัพย์สินให้เป็นของนายทุน
ด้วยการยืมมือชาวบ้านจัดที่ดินให้นายทุนเช่นเดิม และจะนำไปสู่ความล้มเหลวผิดพลาดและข้อพิพาทที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ใช้ที่ดินของประเทศไทย
ทั้งนี้เนื่องจากว่า
1.ที่ดินของรัฐ ทั้ง 7 ประเภท ในเนื้อที่ประมาณ 193 ล้านไร่ที่รัฐจะนำมาจัดสรรให้ประชาชนโดยการเช่านั้น
มิอาจดำเนินการได้ ยิ่งการใช้กฏหมายฟ้องร้องบังคับและให้ข้าราชการมีอำนาจเบ็ดเสร็จโดยขาดกระบวนมีส่วนของของประชาชนมากกว่าไปลงทะเบียนคนจน
ทั้งนี้เพราะที่ดินดังกล่าวเป็นอยู่อาศัยที่ทำกินของชาวบ้านเต็มพื้นที่อยู่แล้ว
ดังนั้นนโยบายเช่นนี้เป้าหมายเพียงเพื่อต้องการให้ชาวบ้านที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินจ่ายค่าเช่าเก็บภาษีเข้าคลังเท่านั้น
ทั้งนี้ไม่มีจัดการกระจายที่ดินของเอกชนที่กระจุกตัวอยู่ที่คนรวยไม่กี่ตระกูลประมาณ
123 ล้านไร่แม้แต่น้อย
2.ในระยะยาวชาวบ้านที่ได้รับการจัดที่โดยการเช่าของรัฐเช่นนี้ ก็มิอาจรักษาที่ดินไว้ในมือได้
เนื่องจากรัฐไม่มีนโยบายการคุ้มครองอาชีพเกษตรที่ชัดเจนเมื่อทำการผลิตขาดทุน
ที่ดินก็ตกอยู่ในมือของนายทุนเช่นเดิมและการประกาศนโยบายเช่นนี้ จะนำไปสู่การบุกรุกป่าใหม่อย่างไร้การควบคุมจากนโยบายของรัฐ
3.รัฐบาลไม่มีการดำเนินนโยบายตามข้อเสนอของภาคประชาชน ว่าด้วยการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า
การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม การจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการจำกัดการถือครองที่ดินที่เป็นธรรม
หากแต่ยังคงปกป้องพวกพ้องและกลุ่มอำนาจทุนอย่างคงที่เช่นเดิ
ดังนั้น สกน. จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายดังกล่าว โดยให้เน้นข้อเสนอภาคประชาชน
และกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน เป็นหลักเพื่อให้มีการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยื่นอย่างแท้จริง
4.กรณีผลกระทบจากประชุมเอเปค
ว่าด้วยการเจรจาพาหุภาคีเกี่ยวกับข้อตกลงทางการเกษตร
สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.) และเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือรวม
ร่วมกับแนวร่วมเพื่อสันติภาพประเทศไทย(ภาคเหนือ) กลุ่มนักศึกษาเพื่อสันติภาพ
คณะทำงานโลกาภิวัฒน์ กลุ่มศิลปินอิสระเชียงใหม่ จำนวนกว่า 200 คน ชุมนุมกัน
ณ หน้าสถานกงสุลใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกา จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม
2546 เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดีจอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช หยุดใช้เวทีเอเปคแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มบรรษัทข้ามชาติสหรัฐฯ
และกลุ่มทุนขนาดใหญ่โดยขูดรีดทรัพยากรไปจากประเทศอื่น และได้ยื่นหนังสือเรียกร้อง
5 ข้อ คือ
1.หยุดใช้เวทีเอเปคเป็นกลไกสร้างความชอบธรรมและหาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อาทิ
ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา และการตัดต่อพันธุกรรม
2.สหรัฐอเมริกาต้องหยุดผลักดันการทำสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม การเปิดเสรีทางการค้า
การลงทุนระหว่างประเทศที่มีระดับการพัฒนาต่างกัน ย่อมหมายถึงความไม่สมดุลย์ทางผลประโยชน์
3.สหรัฐอเมริกาต้องหยุดการดำเนินนโยบายสองมาตรฐาน วคือ ด้านหนึ่งทำข้อตกลงเปิดเสรีทางการค้าผลักดันให้เวทีเอเปค
ลดภาษีศุลกากรสินค้าเหลือ 0% แต่ขณะเดียวกันก็ดำเนินนโยบายกีดกันสินค้าทุกรูปแบบ
4.สหรัฐต้องหยุดความพยายามเปลี่ยนเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เช่น เอเปคเป็นเครื่องมือในการขยายอำนาจทางการเมืองและการทหาร
เช่น เรื่องการก่อการร้าย ซึ่งนโยบายดังกล่าวเป็นภัยต่อสันติภาพของโลก
5.การเจรจาการค้าและการลงทุนซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
ไม่ใช่เพียงเป็นเวทีต่อรองผลประโยชน์ของชั้นนำ แต่ต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณาและตัดสินใจ
สกน. เห็นว่าสหรัฐฯ พยายามผลักดันเขตการค้าเสรีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกโดยใช้เวทีเอเปคเป็นเครื่องมือ
หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่าการประชุมเอเปคมุ่งตอบสนองความต้องการและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
มากกว่าประชาชนในภูมิภาค นอกจากนี้ข้อตกลงการค้าเสรียังยืนอยู่บนผลกำไรของทุนข้ามชาติมากกว่าความต้องการของประชาชน
โดยให้ความสำคัญสูงสุดต่อการแปรรูปกิจการและทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ให้เป็นของเอกชน
เช่น ที่ดิน น้ำ เมล็ดพันธุ์ อีกทั้งข้อตกลงต่างๆ ในการประชุมเอเปคก็เป็นไปอย่างลับๆ
ไม่เปิดเผยให้ประชาชนทราบ หากมีผลบังคับใช้อาจเกิดการละเมิดอธิปไตยหรือรัฐธรรมนูญได้
ทั้งนี้ สกน.เห็นการที่รัฐบาลไทยใช้เวทีเอเปคเพื่อการทำการเจรจาการค้าแบบทวิภาคี
เขตการค้าเสรี(FTA.) ด้านการเกษตรกับประเทศจีนผักผลไม้เมืองหนาว จำนวน 116
รายการ และอินเดีย กุ้งและเนื้อวัว จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรายย่อยในประทศไทย
โดยเฉพาะชาวนาภาคเหนือตอนบน อันจะนำมาซึ่งการล่มสลายของเกษตรกรทั้งวิถีการผลิต
ปัญหาหนี้สิน และปัญหาอื่นๆ อย่างรุนแรงในอนาคต
5.กรณีผลกระทบจากนโยบายการจัดการน้ำภาคเหนือตอนบน
สหพันธ์เกษตรภาคเหนือ(สกน.) และเครือข่ายองค์กรชาวบ้านลุ่มน้ำภาคเหนือ
ได้ยื่นหนังสือต่อ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รัฐมนตรีว่าการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ณ โรงแรมอิมพี เรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2546 ในโอกาสที่มาร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีของประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งที่
1 เรื่องการบริหารจัดการน้ำในภูมิภาค ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกภายใต้ความร่วมมือด้านน้ำโลก
(Global Water Partnership) ทั้งนี้เพื่อเสนอแนวทางการจัดการน้ำแบบบูรณาการ
ต้องมีการทบทวนแผนการก่อสร้างโครงการสร้างเขื่อนอย่างจริงจัง โดยคำนึงถึงการจัดการน้ำในรูปแบบอื่นซึ่งไม่ใช่การสร้างเขื่อน
หรือการผันน้ำ รวมไปถึงต้องขยายเวลาการออกกฎหมายน้ำออกไปเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด
สกน.เห็นว่าแนวทางการจัดการน้ำแบบบูรณาการนั้นไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อน ยกตัวอย่างเช่น
การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะทำลายป่าสักทองกว่า 30,000 ไร่ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน
นอกจากนี้การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นก็ไม่ได้แก้ปัญหาน้ำท่วมเพราะในลำน้ำยมมีลำน้ำสาขามากถึง
81 สาขา และมีเพียง 11 สาขาที่อยู่เหนือเขื่อน จึงเสนอว่าการจัดการน้ำยมที่ถูกควรเป็นการสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำสาขา
และปลูกป่าในบริเวณต้นน้ำ ซึ่งต้องเป็นไปอย่างมีส่วนร่วมจากประชาชน และแม้ปัจจุบันรัฐบาลพยายามเร่งตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำขึ้นมาเพื่อมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ
แต่ปัญหาคือคณะกรรมการลุ่มน้ำที่มีการแต่งตั้งขึ้นไม่ใช่เป็นตัวแทนของชาวบ้านผู้ใช้น้ำโดยตรง
กลับกลายเป็นว่าภาคราชการสวมรอยมาอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้มากกว่าเพราะนายอำเภอเป็นผู้เสนอรายชื่อ
เช่น ให้ตัวแทนจาก อบต. 1 คน ครู 1 คน ส่วนตัวแทนชาวบ้านก็ไม่ใช่ตัวแทนเกษตรกรผู้ใช้น้ำ
เป็นต้น ทำให้ดูเหมือนว่ามีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย และกรณีการยกร่างกฎหมายน้ำ
ที่กำลังดำเนินโดยกรมทรัพยากรน้ำว่ามีปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมาก
เพราะมีการทำประชาพิจารณ์แค่ 8 ครั้ง แล้วก็ไปยกร่างกฎหมายน้ำ ถ้าไม่รีบร้อนก็อยากให้รัฐบาลขยายเวลาออกไปอีก
1 หรือ 2 ปีให้ชาวบ้านทั้ง 76 จังหวัดได้มีส่วนร่วมด้วย ตนอยากให้กฎหมายสอดคล้องกับกฎระเบียบการใช้น้ำของชุมชนด้วย
ซึ่งแต่ละชุมชนได้กำหนดและใช้มานานแล้ว
6.นโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี
สกน.เห็นว่าเป็นที่แน่ชัดว่ากระบวนแก้ไขปัญหาหนี้สินตามนโยบายพักหนี้เกษตรกร
3 ปีของรัฐบาลไม่อาจนำเป็นสู่การแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบอย่างแท้จริง ตลอดปี
2546 ที่ผ่านมาหนี้ที่เกิดจากโครงการของรัฐจากโครงการ ปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการผลิตการเกษตร
(คปร.) หนี้สหกรณ์การเกษตร หนี้จากโครงการส่งเสริมการปลูกมะม่วงของ สปก.ในพื้นที่
สกน. อันเป็นความผิดจากจากนโยบายของรัฐโดยตรง ยังไม่มีการจำหน่ายหนี้สูญแต่อย่างใด
ทั้งๆ ที่มีข้อตกลงตามผลการเจรจาไว้แล้ว ในขณะที่หนี้จากสถานการเงินของเอกชน
รัฐยังไม่มีแนวทางใดๆ ที่ชัดเจนว่าจะเยียวยาปัญหาเกษตรกรได้ จึงถือได้ว่านโยบายพักหนี้เกษตรกร
3 ปี ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและแจ้งความดำเนินคดีต่อสมาชิก สกน. และเครือข่ายฯ
1.กรณีปัญหาการถือครองที่ดิน มีผู้ต้องหาจากการต่อสู้เพื่อการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินกรณีจังหวัดลำพูน
จำนวน 109 ราย ในคดีอาญาจำนวน 37 คดี ในคดีแพ่ง 10 คดี
2.กรณีป่าไม้และทีดินในเขตป่า มีชาวบ้านกรมอุทยานฯ ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายคดีแพ่ง
2 ราย ที่ จ.น่าน และแจ้งอายัดคดีแห้งในพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน
ประมาณ 20 พื้นที่
3.กรณีการผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชน มีแกนนำชาวบ้านป่าชุมชนถูกสังหารเสียชีวิต
1 คน คือนายคำปั่น สุกใส เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546 ที่บ้านป่าบ่งหมู่
1ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
4.กรณีปัญหาชนเผ่าและชาติพันธุ์ ถูกละเมิดจากนโยบายปราบปรามยาเสพติด ถูกฆ่าตัดตอน
7 ศพ ถูกจับและยึดทรัพย์อีกหลายครอบครัว
5.กรณีปัญหาหนี้สินเกษตรกร ถูกสถาบันการเงินของรัฐและเอกชน ฟ้องร้องยึดทรัพย์ขายทอดตลาด
กว่า 189 ราย
6.กรณีโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินลิกไนต์อำเภอ แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ผลกระทบต่อชาวบ้านนับจากยื่นหนังสือให้กับรัฐบาลทักษิณฯ
เมื่อเดือนเมษายน 2544 พบว่ามีชาวบ้านป่วยธรรมดากว่า 2,000 คน ป่วยหนักใกล้ตายกว่า
30 คน และเสียชีวิตแล้วเพราะได้รับสารพิษจากฝุ่นหินอันเกิดจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะฯ
จำนวน 6 ศพ
กรณีข้อเสนอทางการปรับปรุงยกร่างกฎหมายและนโยบายที่ถูกแช่ 21 ฉบับ
1.พระราชบัญญัติป่าชุมชน ฉบับ พ.ศ.
2.พระราชบัญญัติป่าไม้แห่งชาติ พ.ศ. 2484
3.พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504
4.พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ พ.ศ.2503 แก้ไขเพิ่มเติม
พ.ศ. 2535
5.พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507
6.พระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ.2535
7.นโยบายป่าไม้แห่งชาติ พ.ศ.2528
8.พระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ.2542
9.ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.
10.ร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ
พ.ศ.
.
11.พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พ.ศ. 2482
12.พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ.2485
13.ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.
14.ร่างพระราชบัญญัติการชลประทาน พ.ศ.
15.ร่างพระราชบัญญัติประกอบกิจการน้ำ พ.ศ.
16.ร่างพระราชบัญญัติสิทธิเกษตรกร พ.ศ. ...
17.กฎกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการควบคุมปัจจัยการผลิตทางการเกษตร
18.พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขฉบับที่ 2,3 พ.ศ.2535
19.พระราชบัญญัติสัญชาติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522
20.พระราชบัญญัติการทำงานของแรงงานต่างด้าว พ.ศ.2521
21.พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2493
นี่คือ
สถานการณ์ภาพรวมการแก้ไขปัญหาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือและเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือที่นับวันยิ่งถอยหลังเข้าคลอง
เราพบว่า ความพยายามเพื่อสร้างเครื่องมือกลไกในการแก้ไขปัญหากับรัฐบาลล้มเหลวเกือบสิ้นเชิง
การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย อย่างเช่นพระราชบัญญัติป่าชุมชนที่สังคมทุกฝ่ายให้การยอมรับกลับพบกับปัญหาอุปสรรคและความตีบตันยิ่งกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทุกรัฐบาล
ฝ่ายข้อมูลและประสานงานกองเลขานุการสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ
|