ผู้หญิงตัวเล็กๆ กับอภิมหากลุ่มทุน

กรณีของสุภิญญา กลางณรงค์ กับบริษัทชินคอร์ป สะท้อนภาพการคุกคาม สิทธิเสรีภาพของสื่อและนักต่อสู้เพื่อสังคมได้อย่างดี และฉายชัดถึงการนำกฎหมาย มารังแกประชาชนที่พยายามตรวจสอบผลประโยชน์ของประเทศ นอกเหนือจากทิศทางของคดีจะเป็นอย่างไรต่อไป คำถามที่ละเลยไม่ได้คือ สังคมเรียนรู้อะไรจากบทเรียนนี้ พิษณุรักษ์ ปิตาทะสังข์ รายงานความเคลื่อนไหว

นาทีนี้ หากใครสักคนคิดอยากจะลุกขึ้นมาทวงสิทธิและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสังคม น่าจะมีสี่ทางเดินให้เลือกเป็นคำตอบสุดท้าย หนึ่ง คือใช้เวลานานนับสิบปี แต่ได้รับชัยชนะ อย่างกรณียายใฮ ขันจันทา สอง ถูกปลิดชีวิตด้วยกระสุนปืน ดังเช่นกรณีของเจริญ วัดอักษร สาม อาจจะถูกอุ้มหายตัวไปโดยคนมีสี โดยไม่ทราบชะตากรรมใดๆ หลายคนคงยังไม่ลืมกรณีของทนายสมชาย นีละไพจิตร

ส่วนทางเลือกสุดท้าย อาจถูกสกัดกั้นด้วยกฎหมายหมิ่นประมาทและการฟ้องร้องนับร้อยล้าน เช่นเดียวกับที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมฟ้องในขณะนี้ หากเป็นไปได้ใครๆ ก็อยากเลือกข้อหนึ่งเป็นคำตอบสุดท้าย เพียงแต่พ.ศ.นี้ ประชาชนดูจะไม่มีสิทธิเลือกมากนัก

1.ภัยคุกคามเสรีภาพ

ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังเดินอยู่บนทางสายที่สี่คือ สุภิญญา กลางณรงค์ เธอเป็นเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์การปฏิรูปสื่อ (คปส.) เรียกง่ายๆ ว่าเอ็นจีโอที่ทำงานเกี่ยวกับการปฏิรูปสื่อ และเป็นคนออกมาเปิดโปงผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น และนายกรัฐมนตรีเมื่อปีที่แล้ว ภายหลังการบริหารงาน 5 ปีของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งคำพูดของเธอถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ จนเป็นเหตุให้ถูกบริษัทดังกล่าวฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหายถึง 400 ล้านบาท

"หนักใจมาก บางครั้งก็ร้องไห้ แต่ก็ต้องสู้" เธอกล่าวในวันที่ขึ้นศาลครั้งล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งที่ 5 แล้วที่ต้องขึ้นศาลในคดีนี้

ตลอดเวลาสุภิญญาบอกกับตัวเองว่า ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างถูกต้องแล้ว นั่นคือ หน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลในประเด็นด้านสื่อ มีหลายจุดที่พบว่า มีส่วนเอื้อประโยชน์กับเครือญาติ จนต้องออกมาชี้ชวนให้สังคมร่วมกันรับรู้

"เราคิดว่าเรายืนอยู่บนข้อเท็จจริงมาตลอด และสิ่งที่ทำไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ แต่กรณีนี้กลายเป็นว่าถูกคุกคามด้วยกฎหมาย ถามว่าจะทำไงต่อไปก็ต้องสู้ต่อ ทุกวันนี้งานหลักก็ต้องทำอยู่แล้ว ไม่คิดว่า จะต้องมาเจอกับการฟ้องร้องจนต้องเสียเวลาอย่างนี้อีก" สุภิญญา กล่าว

คำพูดที่หลายคนบอกตรงกันว่า ให้เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เป็นคำที่เลขาฯ คปส.จำได้ดี และนำมาใช้กับกรณีของตัวเอง เธอกล่าวว่า อยากใช้โอกาสนี้ยืนยันการทำงานการเมืองภาคประชาชน เพราะเชื่อว่า การตรวจสอบผลประโยชน์ของชาติเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยทุกคน ตามระบบประชาธิปไตย หากว่าวันนี้ประชาชนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนตรวจสอบผลความไม่ชอบมาพากลได้แล้วกฎหมายบ้านเมืองนี้คงไม่มีความศักดิ์สิทธิ์เลย

"อยากเรียกว่า นี่เป็นราคาที่นักสื่อสารมวลชนจะต้องจ่าย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ" เธอย้ำชัดเจน

2. ชินคอร์ปได้หรือเสีย

หากกล่าวแบบภาษามวย ระหว่างสุภิญญากับชินคอร์ปคงเรียกว่า มวยคนละรุ่น จำนวนเงินที่ฟ้องร้องกันก็ดูมากมายเกินกว่าคนที่เงินเดือน 10,500 บาท อย่างเธอ จะต้องหามาจ่าย และที่สำคัญมันเทียบไม่ได้เลยกับกำไรปีละแสนล้านของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสื่อสารและโทรคมนาคม เพียงแต่การสกัดกั้นด้วยกฎหมายหมิ่นประมาทอย่างนี้นับเป็นอีกวิชาหนึ่งที่เหลืออยู่ และเป็นภัยคุกคามที่ใช้กับนักตรวจสอบข้อเท็จจริงมาโดยตลอด

ลองนึกดูใหม่ หากชินคอร์ปเลือกไม่ฟ้องและใช้โอกาสนี้ในการทำความเข้าใจกับสาธารณะ จะเป็นอย่างไร ? นักวิชาการหลายคนเห็นตรงกันว่า น่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่มากกว่า

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นักวิชาการประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ไม่ได้มีส่วนดีกับบริษัทชินคอร์ปเลย เพราะมีแต่ทำให้เสียชื่อเสียงที่จะทำให้ภาพลักษณ์การเป็นผู้นำของเอเชียของนายกฯ ทักษิณนั้นเป็นด้านลบมากกว่า

ที่ผ่านมา การต่อสู้ระหว่างคนตัวเล็กๆ กับบริษัทยักษ์ใหญ่นั้นเกิดขึ้นมาเป็นระยะ และผลลัพธ์ส่วนใหญ่ไม่ส่งผลดีต่อกลุ่มทุนเลย อาจารย์สมเกียรติยกตัวอย่างกรณีการต่อสู้ระหว่างแมคโดนัลด์และเอ็นจีโอกลุ่มกรีนพีซ ลอนดอน เรื่องเกิดขึ้นหลังจากเอ็นจีโอทั้งสองคนไปแจกใบปลิวที่มีข้อความโจมตีฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่ว่า ส่งผลเลวร้ายต่อสิ่งแวดล้อมหลายรูปแบบ

แมคโดนัลด์ใช้วิธีฟ้องศาลเพื่อนำเอ็นจีโอสองคนนั้นมารับผิด ในช่วงเวลานั้นหลายๆ ฝ่ายต่างก็ไม่คิดว่า สิ่งที่เอ็นจีโอทั้งสองคนทำไปนั้นเป็นเรื่องปกติในฐานะคนทำงานตรวจสอบและเผยแพร่ข้อเท็จจริงให้สาธารณะได้รับรู้

หลังจากนั้นเป็นเวลากว่า 330 วันจึงมีการสืบพยาน แต่ผลที่หลายคนไม่คาดคิด คือตลอดเวลาคดีอยู่ในศาลนั้น มีประชาชนจากหลายกลุ่มออกมาประจานถึงความไม่รับผิดชอบของฟาสต์ฟู้ดดังกล่าว จากคดีเล็กๆ ที่ทำท่าว่าจะจบลงและคนไม่น่าจะใส่ใจมากนัก กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ มีมหาชนต่างรอฟังความคืบหน้าของคดี และหลายคนอยากมีส่วนร่วมจากความผิดพลาดของแมคโดนัลด์

คดีนี้ใช้เวลาถึง 17 ปี จนเมื่อปี 1997 ศาลตัดสินให้แมคชนะคดี และเอ็นจีโอทั้งสองคนต้องจ่ายค่าความเสียหายไปหกหมื่นปอนด์ แม้เป็นชัยชนะของบริษัทยักษ์ใหญ่ก็จริง แต่ดูเหมือนเป็นชัยชนะที่แลกมาด้วยความบอบช้ำและสะบักสะบอม ซึ่งอาจารย์สมเกียรติเห็นว่า ผู้บริหารชินคอร์ป น่าจะศึกษาจากกรณีนี้เป็นตัวอย่าง และอาจจะพบว่า ไม่คุ้มค่าเลย

"ถ้าเป็นทนายของบริษัทชินคอร์ป ผมจะบอกให้เขาถอนฟ้อง เพราะจะเกิดผลดีกับบริษัทมากกว่าผลเสีย อย่างที่พูดไปแล้วว่า ภาพลักษณ์ของบริษัทใหญ่ๆ กับการมาฟ้องผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จะเป็นภาพที่ไม่ดี ถ้าผมเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของชินคอร์ปจะให้ไปถอนฟ้อง เพราะมีผลเสียหายมาก"

"ถ้าผมเป็นพยานปากที่หนึ่ง ผมคงจะไม่นำข้อมูลที่เปิดมาแล้วมาเปิดซ้ำอีก แต่จะชี้ให้เห็นว่า หลายอย่างมันชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว เช่นกรณีของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่ผ่านมา แสดงถึงความเชื่อถือของคนในสังคมอย่างชัดเจน เราจะไปปิดเขาไม่ได้ สักวันหนึ่งเขาก็ต้องรู้เอง"

นอกจากนี้ อาจารย์สมเกียรติได้แสดงความเห็นต่อสำนวนคดี ซึ่งได้อ่านแล้วรู้สึกว่าบริษัทต้องคำนึงถึงความเป็นเหตุเป็นผล และตรรกะทางวิชาการมากกว่านี้ ประการแรกคือ ข้อกล่าวหาเรื่องการเสียเกียรติภูมิ พบว่า หลังจากการนำเสนอข่าวไปแล้ว มูลค่าตลาดดีขึ้นมาก แสดงให้เห็นว่ามีชื่อเสียงเกียรติภูมิมากขึ้นต่างหาก เช่นเดียวกับประเด็นผู้ใช้บริการลดลง แต่รายงานของบริษัทปีล่าสุดพบว่า มีจำนวนผู้ใช้มากขึ้น บ่งบอกชัดเจนว่าข้อกล่าวหาสวนทางกัน

สำหรับข้อถกเถียงถึงการนำกฎหมายหมิ่นประมาทมาใช้คุกคามสื่อและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนนั้น ดร.เจษฎ์ โทณวณิก นักกฎหมายอิสระด้านสิทธิมนุษยชน ให้มุมมองว่า ทั้งกฎหมายละเมิดและกฎหมายหมิ่นประมาทมีข้อดีอยู่ในตัวเองหลายประการ เพียงแต่การหยิบยกเอากฎหมายเหล่านี้มาใช้ มีการตีความกันไปคนละแบบ ดังนั้นจึงอยู่ว่าใครจะนำไปใช้แบบใด เพื่ออะไรเท่านั้น

"สำหรับกฎหมายหมิ่นประมาทนั้นจะให้ยกเลิกไปเลยคงไม่ได้ คงต้องมีการตีความกันใหม่อย่างเคร่งครัด ต่อไปถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายถึงขั้นหมิ่นประมาทนั้น ศาลก็ไม่ควรรับฟ้อง แต่หากกฎหมายหมิ่นประมาทถูกตีความแบบนี้ ผมคิดว่าควรจะใช้มาตรา 421 ตามประมวลกฎหมายแพ่ง โดยถือว่า การฟ้องร้องครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิเกินส่วน หรืออีกทางหนึ่งคือการปรับปรุงให้กฎหมายอาญาใช้เพื่อประโยชน์ของสาธารณะมากกว่านี้"

ดังนั้น เมื่อมองไปยังบรรทัดฐานของกฎหมายโดยทั่วไปแล้ว ควรจะมีกฎหมายที่ควบคุมการตรวจสอบว่าถูกละเมิด โดยเฉพาะกับบุคคลสาธารณะจำเป็นต้องถูกตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูล อย่างที่นักวิชาการคนเดิมเปรียบเทียบว่า การเป็นขโมยนั้นอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่หากการขโมยนั้นไปสร้างผลเสียหายต่อส่วนรวมก็จำเป็นจะต้องเปิดเผย เช่นเดียวกัน หากบริษัทหมายถึงความเป็นส่วนบุคคล แต่เมื่อบริษัทนั้นสร้างผลต่อส่วนร่วมก็จำเป็นต้องเผยแพร่ข้อมูลนั้น

นอกจากนี้ ดร.เจษฎ์ กล่าวถึงผลกระทบต่อสื่อในอนาคตว่า ภาคของสื่อก็คงต้องปรับเพื่อรับมือกับกฎหมายทำนองนี้ "ต่อยหนัก แต่ไม่จำเป็นต้องหยาบคายก็ได้" การแสดงความคิดเห็น หากเปรียบเทียบกับการเล่นกีฬาก็คงเหมือนกับการเตะฟุตบอลเข้ามาในเขตโทษ หากมีการพลาดพลั้งอาจจะถูกไล่ออกได้ แต่การไล่ออกในชีวิตจริงกับเกมกีฬานั้น ต่างกันสิ้นเชิง

"การต่อสู้ของสุภิญญากับชิน คอร์ป ผมอยากให้ดูตัวอย่างของนาซี แม้ว่าเขาจะครอบครองทุกอย่างได้หมด และกดขี่ผู้คนอย่างโหดร้าย ในที่สุดนาซีเองก็ล่มสลาย พ่ายแพ้เพราะโลกก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร" ดร.เจษฎ์ กล่าวเปรียบเปรย

3. บทเรียนจากทั่วโลก

สื่อมวลชนในย่านอาเซียนต่างก็อิจฉาประเทศไทยที่เห็นสื่อไทยมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ เพียงแต่ความเป็นจริงในทุกวันนี้ดูจะสวนทางกันไม่น้อย เวลานี้ประเทศไทยก็ไม่ต่างจากเพื่อนบ้านชาติอื่นๆ ในแถบเดียวกัน และไม่น่าเชื่อว่า แต่ละกรณีเหมือนกันในประเด็นการหยิบยกกฎหมายหมิ่นประมาทมาคุกคามเสรีภาพในการตรวจสอบ

กุลชาดา ชัยพิพัฒน์ ผู้ประสานงานเตือนภัยการคุกคามสื่อ (Alerts Coordinate) ของเครือข่ายสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในเอเชียอาคเนย์ (SEAPA) ให้ข้อมูลว่า กรณีระหว่างสุภิญญาและบริษัทชิน คอร์ป นั้น คล้ายกับกรณีของประเทศอินโดนีเซีย โดยทีมบรรณาธิการนิตยสารการเมืองชื่อดัง 'เท็มโป' ถูกฟ้องหมิ่นประมาท โดยนักธุรกิจอินโดนีเซียที่มีอำนาจมาก และเป็นบุคคลสาธารณะ

เป็นอันรู้กันว่า ภายหลังการลงจากตำแหน่งของอดีตประธานาธิบดี ซูฮาร์โต สื่อมวลชนอินโดนีเซียมีเสรีภาพมากขึ้น เห็นได้จากมีกฎหมายสื่อมวลชนเกิดขึ้นเพื่อปกป้องคุ้มครองการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

แต่สถานการณ์ของอินโดนีเซียคล้ายกับเมืองไทย เมื่อพบว่า ปีที่แล้วผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลสาธารณะในอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สื่อข่าวและนักสิทธิมนุษยชนจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน ตกเป็นเหยื่อของการฟ้องหมิ่นประมาท

"ทำไมนักหนังสือพิมพ์ถึงได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นอาชญากรอันตรายและอาจถูกจำคุกด้วย แต่พวกที่บุกเข้ามาทำลายสำนักงานของเท็มโปกลับได้รับการยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา" บัมบัง ฮารีมูรติ บรรณาธิการใหญ่ของเท็มโปกล่าวในการแถลงต่อศาลแขวงจาการ์ตากลาง เมื่อเดือนที่ผ่านมา เขาหมายถึงการที่ศาลยกฟ้องนายเดวิด จิโอ ซึ่งได้สารภาพว่า นำกลุ่มคนไปบุกสำนักงานใหญ่ของเท็มโปในนามของนายโทมี วินาตา นักธุรกิจชื่อดัง

SEAPA รายงานว่า สื่อมวลชนอินโดนีเซียและองค์กรสื่อทั้งหลายต่างไม่พอใจที่ทีมบรรณาธิการของเท็มโปถูกฟ้องหมิ่นประมาทเป็นคดีอาญา ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มใหม่ในประเทศอินโดนีเซียที่มีการฟ้องร้องสื่อมวลชนด้วยข้อหาอาญามากขึ้น กลุ่มผู้ต่อต้านชี้ว่า กฎหมายหมิ่นประมาทที่มีโทษรุนแรงนั้นล้าสมัยและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่รับประกันเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพของสื่อมวลชน โดยต่างเรียกร้องให้ยกเลิกโทษอาญาของข้อหาหมิ่นประมาท นอกจากนี้คดีฟ้องร้องของบุคคลสาธารณะทั้งหลายอย่างนายวินาตายังได้สร้างความหวาดกลัวกับสื่อมวลชนอินโดนีเซียอีกด้วย

"ศาลแห่งนี้สามารถเลือกได้ว่าจะมีคำพิพากษาแบบใด จะช่วยบ่อนทำลายเสรีภาพสื่อมวลชนหรือร่วมค้ำจุนประชาธิปไตยและเสรีภาพของสื่อในประเทศนี้" บัมบัง กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเรื่องกับนิตยสารเท็มโป องค์กรสื่อและองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนมากต่างยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ มีการรณรงค์หาข้อมูลมาช่วยเหลือเพื่อเผยแพร่ข่าวสารไปทั้งประเทศเพื่อให้กรณีเหล่านี้เป็นสิ่งเตือนใจประชาชน ให้คนทั่วไปเห็นว่า จะเกิดผลอย่างไรต่อสังคม หากนักธุรกิจเป็นผู้ชนะคดี เป็นคำถามเดียวกับฝั่งเมืองไทย หากบริษัทชินคอร์ปชนะ สิทธิในการตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ผลประโยชน์ทับซ้อนจะยังเหลืออยู่หรือไม่

"กรณีนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ขนาดในอินโดนีเซียมีกฎหมายสื่อมวลชน แต่ก็ยังไม่อาจช่วยอะไรได้ จึงมีการรณรงค์ให้ยกเลิกการใช้กฎหมายอาญาในข้อหาหมิ่นประมาท" ข้อสังเกตหนึ่งจากตัวแทน SEAPA

ความช่วยเหลือจากต่างประเทศยังเห็นได้จาก โรเบิร์ต ดี แบลิน ทนายความสำนักกฎหมาย Davis Wright Tremaine จากนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเดินทางมาเพื่อศึกษากรณีของสุภิญญาและช่วยเหลืออีกแรงหนึ่ง เขาแสดงความเห็นว่า กรณีนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เนื่องจากมีผลต่อสื่อโดยรวม ไม่เพียงประเทศไทย หากแต่มีผลต่อสื่อทั้งระบบที่ตกอยู่ภายใต้การคุกคามของอำนาจทุน แม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้วก็ตาม

"จึงอยากมาให้ตัวอย่างว่า ที่อเมริกามีบทเรียนในทำนองนี้เยอะมาก และทั้งหมดนั้นถูกยกฟ้องเนื่องจากเป็นการทำเพื่อสาธารณะ รวมถึงองค์การสหประชาชาติก็เคยออกแถลงการณ์ประณามกรณีแบบนี้ไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีการใช้กฎหมายอาญาข้อหาหมิ่นประมาทกับสื่ออย่างรุนแรง เพื่อคุกคามการทำงานของสื่อและผู้ที่ตรวจสอบ ซึ่งเราต้องสร้างความเข้าใจกับสังคมต่อไป"

ตราบใดที่ผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนและอำนาจรัฐยังเกื้อหนุนกันเช่นนี้ คงมีคนอย่างสุภิญญาเกิดขึ้นมากขึ้น เพื่อตรวจสอบผลประโยชน์ของประเทศอีกครั้ง แต่ขณะเดียวกัน การเล่นงานด้วยกฎหมายอันล้าสมัยก็คงเป็นไม้สุดท้ายที่กลุ่มทุนจะหยิบมาใช้ โดยไม่รู้ว่า สุดท้ายแล้วอาจจะไม่มีอะไรดีกับพวกเขาเลย


เสวนา 'การคุกคามสิทธิเสรีภาพในการตรวจสอบอำนาจรัฐ'
6 กันยายน 2547 ณ สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย