ปัญหาสุขภาพ แรงงานพลัดถิ่น ในทัศนะ
IOM
จังหวัดระนองเป็นจังหวัดหนึ่งของภาคใต้ ที่ติดอาณาเขตประเทศพม่า
ด้านเกาะสอง ซึ่งบริเวณนี้ เคยรุ่งเรืองมาแต่ในอดีต เพราะเป็นเมืองปากแม่น้ำ
จึงเป็นทั้งประตูการค้าขาย มีท่าเรือ ซึ่งเดินทางเข้าไปสู่ ไทย
พม่า และอินเดีย ได้ และยังเป็นเมือง ที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย
ทั้งแหล่งแร่ แหล่งไม้ชั้นดี ทะเลที่มีปลาอุดมสมบูรณ์ และของป่าหายาก
ต่อมาเมื่อการค้าขยายตัวมากขึ้น บวกกับสถานการณ์การเมืองพัฒนาไปไปไกล
ทำให้จังหวัดระนอง ของไทย ขยายตัวเติบโตด้านเศรษฐกิจไปกว่า เกาะสอง
ของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งด้านหนึ่งก่อผลให้กระแส แรงงานจากฝั่งพม่าไหลทะลักเข้ามา
ขายแรงงาน มากขึ้นๆ และอีกด้านหนึ่งเกิดจากปัจจัยตลาดแรงงาน ราคาถูกจำนวนมาก
จึงทำให้เศรษฐกิจระนอง เติบโตต่อเนื่องตลอดระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา
จนปัจจุบัน แทบจะทุกภาคส่วนการผลิต การค้า การบริการ และวิถีชีวิตด้านวัฒนธรรม
ถูกแทรกไว้ด้วยแรงงานพลัดถิ่น ชีวิตและชุมชนของกลุ่มแรงงาน ไปจนถึงวัฒนธรรมแรงงานพลัดถิ่น
ทั้งกลุ่มชาว พม่า มอญ กะเหรี่ยง ฯลฯ หรือแม้แต่คนไทยจากอีสาน
ก็มี จนแทบจะกล่าวได้ว่า แรงงานพลัดถิ่น คือส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตชาวเมืองระนอง
เมื่อผู้คนพลัดถิ่นอพยพ เคลื่อนย้ายมาขายแรงงานมากๆ จากร้อย กลายเป็นพัน
แล้วทวีเข้าเป็นหมื่น และกำลังจะทะลุเป็นแสนๆ คน ภาพเมืองเล็กๆ
ก็คับคั่งไปด้วยแรงงาน พลัดถิ่น ซึ่งที่มากที่สุด คือชาวพม่า มีหลายชุมชนทั่วเมืองระนอง
ดังนั้นปัญหาการจัดการก็ มากมายตามมา โดยเฉพาะ การดูรักษาพยาบาล
การจัดการสุขภาพ ที่หากถ้าละเลย ก็อาจจะเป็นภาระให้กับราชการไทยและคนไทย
เพราะถ้าหากไม่มีการดูแลควบคุม ป้องกันโรคติดต่อ ก็อาจจะระบาดไปสู่คนไทยได้
ด้วยเช่นกัน
เจริญศิลป์
อินต๊ะผัด ผู้ประสานงานภาคสนาม องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน
(International Organization for
Migration หรือ IOM ) ได้เผยเงื่อนไขที่ก้าวมาสู่ ชีวิตการทำงานกับแรงงานต่างด้าวด้านสุขภาพ
พร้อมสะท้อนปัญหาระบบการจัดการสุขภาพแรงงานพลัดถิ่น ว่า
โดยส่วนตัวสนใจทำงานด้านนี้ ตั้งแต่เรียนจบแล้ว ว่าอยากทำงานภาคองค์กรเอกชน
นั่นไม่ใช่หน่วยงานภาครัฐไม่ดี นะ เพียงแต่ว่า การทำงานกับองค์กรเอกชน
เราสามารถทำงานกับกลุ่มเป้าหมายได้เลยโดยตรง ก็เลยทำงานองค์กรเอกชนมาตลอด
หลายๆ องค์กร และทำหลายๆ ประเด็น
ส่วนการมาทำงานกับกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่นี่โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่า
มันเป็นประเด็นใหม่ ซึ่งน่าสนใจ ท้าทาย เพราะเราทำงานกับกลุ่มคนไทย
มาโดยตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ในประเด็นก็เรื่องสุขภาพ และประเด็นเรื่องสุขภาพของแรงงานต่างด้าวก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ
นอกจากจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพแรงงานต่างด้าวแล้ว ยังเป็นการป้องกันโรคที่อาจจะแพร่ระบาดมาในกลุ่มของคนไทยที่อาศัยอยู่ร่วมกันได้
การเริ่มต้นเข้ามาทำงานกับ IOM ก็คือมาเริ่มทำงานในประเด็นฟื้นฟูผู้ประสบภัยสึนามิ
ซึ่งแรงงานต่างด้าวก็ได้รับผลกระทบด้วย ต่อมาก็มาทำโครงการสุขภาพแรงงานต่างด้าวในจังหวัดระนอง
ซึ่งก็ถือว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจอีกโครงการหนึ่ง ถ้าเราดูความหนาแน่นของแรงงานต่างด้าวในจังหวัดระนอง
ก็จะเห็นว่า ที่นี่มีแรงงานต่างด้าวเต็มไปหมดเลย จนแทบจะถือเป็นปัจจัยหลักทางด้านเศรษฐกิจของที่นี่
เลยด้วยซ้ำ
คร่าวๆ ปริมาณประชากรแรงงานพลัดถิ่น
ถ้านับจากการจดทะเบียนจริงๆ จังหวัดระนองมีผู่จดทะเบียนขออนุญาตทำงานประมาณ
20,000 กว่าคน แต่ถ้าประมาณการรวมผู้ติดตามและผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนทั้งจังหวัด
ประมาณ 80,000 น่าจะได้
ตรงนี้เอง ถ้าเรามองประเด็นเรื่องสุขภาพ เรื่องการควบคุมโรคเอง
ก็ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ เช่น การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข
คือ แรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนและมีบัตรสุขภาพ ก็จะเข้าถึงการบริการได้ดี
กว่ากลุ่มคนไม่จดทะเบียน หรือกลุ่มผู้ติดตามบางคนที่ไม่มีเลข
13 หลัก หรือ ทร.38/1 ประเด็นนี้เอง คือ ถ้าเขาเจ็บป่วยขึ้นมา
เขาอาจจะใช้วิธีการ รักษาของเขาเอง ตามศักยภาพของแต่ละคนซึ่งแตกต่างกัน
โอเค การเดินเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บางคนอาจจะสามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ทั้งหมด
หรือ ถ้าไม่มีจริงๆ โรงพยาบาล หรือสถานบริการของรัฐ เขาก็คงจะต้องรักษาให้
หมายถึง พอมาถึงโรงพยาบาลยังไงก็ต้องให้การรักษาก่อนไม่มีก็เป็นไรนะ
ซึ่งถ้ามองกันตรงๆนั่นก็คือความสูญเสียงบประมาณหลักของเราที่มีอยู่
ที่จะให้บริการคนไทยจริงๆ ก็จะลดน้อยไปด้วย
แรงงานต่างด้าวบางคน ที่ไม่มีบัตรจริงๆ
ก็กลัวนะ ที่จะเข้ามาใช้บริการ กลัวเรื่องของการถูกจับ กลัวเรื่องของการไม่ปลอดภัย
ที่จะเข้ามารับบริการ บางทีก็มีวิธีการของตัวเอง เช่น case ที่เขาอยากจะป้องกันการท้อง
แต่เขาป้องกันไม่ได้ เขาอาจจะใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องก็ได้ เช่น
ทำแท้งกันเองที่ไม่ถูกวิธี หากเป็นอะไรมาสุดท้ายก็ต้องเข้ามาพึ่งรัฐ
คือโรงพยาบาลอยู่ดี
ประเด็นด้านสุขภาพเหล่านี้ ถ้ามองทางด้านสาธารณสุข
ก็คงต้องให้บริการสาธารณสุขทุกๆ คนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะจดทะเบียน
หรือไม่จดทะเบียน ซึ่งอันนี่คือความตั้งใจจริง ของความเป็นสาธารณสุขนะครับ
นายเจริญศิลป์ กล่าว พร้อมกับสะท้อนว่า ปัญหาการบริการสุขภาพแรงงานพลัดถิ่นกับคนไทย
ก่อความขัดแย้งเรื่อง การเลือกปฏิบัติหรือไม่ อย่างไร ว่า
เรื่องเท่าเทียมระหว่างคนไทยกับแรงงานต่างด้าว ผมเชื่อว่าตามจรรยาบรรณหมอ
การให้บริการต้องทำเหมือนๆ กัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติตอนนี้สถานีอนามัยและโรงพยาบาลก็จะต้องมีล่าม
คอยแปล ภาษาไทย ภาษาพม่า เพื่อสะดวกในการสื่อสารเรื่องโรคที่ต้องการรักษา
ซึ่งในโรงพยาบาลจังหวัดระนองโครงการฟ้ามิตร และ world vision
ได้สนับสนุนงบประมาณในการจ้างล่ามมาให้ หลายๆ ส่วนของ NGOs ที่ทำงานกับแรงงานต่างด้าวในแถบนี้
ก็พยายามเข้ามา support เรื่องนี้กัน
เรื่องการให้การดูแลสุขภาพแรงงานพม่า
ทำให้มีคนไทยบางส่วนก็อาจจะรู้สึกบ้างว่า ทำไมเราต้องไปดูแล
กลุ่มอื่น ชาติอื่น เช่น เราให้บริการ เรื่องของการฝังยาคุมกำเนิด
บางคนมองว่า ทำไมแรงงานต่างด้าวได้ชนิดยาแบบหนึ่งเข็ม แต่คนไทยยังใช้แบบห้าเข็มอยู่
เขาก็อยากใช้แบบหนึ่งเข็ม บ้างอะไรทำนองนี้ แต่ถ้าถามความเข้าใจของพี่
คนระนองกับคนพม่านั้นความสัมพันธ์แทบจะกลืนเข้าไปด้วยกันแล้ว
คือเขาอยู่ด้วยกันเหมือนประชากรเดียวกันแล้ว เพราะเขาอยู่กันมานาน
และเขาคงชินกันแล้ว มันหลายปีแล้ว พี่คิดว่าทั้งสองฝ่ายต้องพึ่งพากัน
มาตลอด ความรู้สึกโดยรวมไม่น่าจะแตกต่าง แต่ว่า มันอาจจะมีบางประเด็น
บางจุดเล็กๆ ที่มันมีความต้องการเหมือนกัน อย่างเช่น อยากได้รับการยาฝังคุมกำเนิด
แต่ก็ไม่ได้เหมือนกัน
ซึ่งในความเป็นจริง หากคนไทยอยากได้รับการบริการตรงนี้
ขอรับได้ไหม นายแพทย์ธงชัย ซึ่งเป็นอดีต Manager ของเรา แต่ตอนนี้ท่านย้ายไป
จ.ตราด นะ ท่านก็บอกว่า เราสามารถให้บริการได้ ถ้าคนไทยอยากจะทำ
เราไม่ได้เลือกปฏิบัติขนาดนั้น ผู้ประสานงานโครงการ IOM ที่กรุงเทพฯ
ก็ยืนยันว่า เป็นไปได้ เพราะเราไม่อยากให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนไทยแับแรงานต่างด้าวอยู่แล้ว
ดังนั้น ถ้าเขาต้องการรับบริการจริงๆ เราก็ควรจะให้
ประเด็นแบบนี้ คือ ประเด็นที่คนทำงานจะต้องสร้างความเข้าใจกับคนไทยให้ได้
ว่า ถ้าเราไม่ให้บริการบางอย่างที่มันดึงดูดใจอยากเข้ามารับบริการ
เขาก็อาจจะไม่มา นั่นก็หมายความว่า ประชากรเขาจะเพิ่มขึ้นใช่ไหม
เป็นภาระกับเราอีก ดังนั้น สิ่งเหล่านี้เราต้องสร้างความเข้าใจให้กับคนไทยโดยรวม
ซึ่งถ้าองค์กรต่างๆ ช่วยกันทำความเข้าใจกับคนไทย พี่คิดว่า คนไทยเข้าใจ
นะ นายเจริญศิลป์ ชี้แจงและเผยถึงวิธีการทำงานร่วมกับภาครัฐว่า
ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ บทบาทรัฐ เขาก็ทำงานด้านนี้มาโดยตลอดนะ
แต่ว่า ศักยภาพในการให้ให้บิการในตอนนั้นมันจะมีข้อจำกัดในบางเรื่อง
ซึ่งเมื่อเราจะเข้ามาทำงานเราต้องมองว่าเรากับภาครัฐจะ support
ได้ตรงไหนบ้าง เพราะเชื่อว่าถ้าเกิดมีหน่วยงานข้างนอกเข้ามาเสริมที่สอดคลอ้งกัน
ก็เป็นการเสริมศักยภาพของเขา ในบางเรื่อง บางประเด็นได้มากขึ้น
NGOs สามารถทำงานกับกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง
แต่ของ IOM นี้ เรามองศักยภาพที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนอีกอย่างหนึ่ง
คือ ความยั่งยืนของระบบบริการ ที่รัฐมีอยู่ คือ กลไกรัฐมีโครงสร้างการให้บริการอยู่แล้ว
ระดับใหญ่ ระดับจังหวัด ไล่ไปจนถึงระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นสถานีอนามัย
เราก็มีกลไกของอาสาสมัครในพื้นที่ เพื่อให้มันล้อไปกับระบบในแต่ละระดับ
ว่าจะเสริมศักยภาพกันยังไงได้บ้าง
อย่างสถานีอนามัย เขาเคยให้บริการ 1
2 3 4 และเขาสรุปบทเรียนว่า เอ๊ะ ถ้าเพิ่มประเด็นที่ 5 6 7 ก็จะทำให้ได้ผลมากขึ้น
เงินส่วนหนึ่งของโครงการ ก็จะเข้ามาสนับสนุนส่วนนี้ คือเสริมจุดช่องว่างบางอันครับ
อย่างเรื่องของการควบคุมโรคในเด็กอายุต่ำกว่า
5 ปี หรือ เรื่องการติดตามภาวะโภชนาการในเด็ก 0-5 ปี อะไรแบบนี้
ให้บริการได้ใกล้เคียงคนไทยได้ไหม? ในอดีตอาจจะทำบ้างแต่ทำได้ไม่ครอบคลุม
เพราะอาจจะติดขัดปัจจัยเรื่องของยาหรือ อะไรต่างๆ แต่ถ้ามีโครงการเข้ามาเสริมอีกนิดหน่อย
เขาก็ทำให้ตรงนี้ขับเคลื่อนไปได้ รวมทั้งเรื่องคุมกำเนิด นะครับ
นายเจริญศิลป์กล่าว และเพิ่มเติมอีกว่า
เรื่องที่สำคัญ คือ ภารกิจนี้กำลังเป็นภาระคนไทยหรือเปล่าในการดูแลแรงงานพม่า?
ตรงนี้ก็ยอมรับว่า ในระดับเบื้องบน เรายังไม่สามารถ Link กับ
ระดับนโยบายทางการพม่าได้ เราก็คงจะแก้ไขได้ในส่วนของเราไปก่อน
ซึ่งปัญหานี้ ทุกๆ องค์กรก็มองคล้ายๆ กัน สมมติว่า ถ้าเราส่งผู้ป่วยวัณโรคกลับแล้วจะมีคนติดตามต่อไหม
อย่างเราเคยถามผู้ป่วยว่าถ้าส่งไปให้รับบริการที่นู้น ถามเขาว่า
ตกลงไหม บาง case เขาก็ยังเลือกรับบริการที่นี่ หรือ อยู่ที่นี่ก่อน
จนกว่าจะปลอดภัยจากโรค
โดยหลักตามทฤษฎีแล้ว เราเข้าใจว่า ทั้งปลายทางคือประเทศไทย
กับต้นทาง คือพม่า ต้องทำงานร่วมกัน ตรงนั้นเราเห็นด้วย ซึ่งเราก็พยายามหาคนทำงานต้นทาง
ช่วยเสริมตรงนี้ แต่ก็เข้าใจว่า ลำบาก เพราะยังไม่เห็นรูปธรรม
ส่วนเรื่องการลงไปทำงาน ที่ต้นทาง เพื่อระงับการทะลักเข้ามา
ฝั่งไทย เข้าใจว่า ระดับนโยบายเองก็พยายามที่จะเข้าไปเชื่อมต่อ
เรื่องแบบนี้อยู่ แต่ในกลไกระดับล่าง อย่างพวกเรา ก็พยายามสร้างระบบตรงนี้ก่อน
ไม่ใช่สิ เราต้องพัฒนาระบบร่วมกับภาครัฐ ซึ่งเรามองว่าเป็นตัวหลักสำคัญ
เพราะ ไม่ว่าจะมี NGOs หรือ ไม่มี รัฐก็ต้องรับผิดชอบตรงนี้
อยู่ดี จะเรียกว่า เป็นภาระรัฐไทย ก็ได้ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้
โดยหน่วยงานรัฐที่นี่เอง ก็พยายามทำทุกส่วน พยายามที่จะช่วยเหลือ
เอื้ออำนวยความสะดวก เพื่อให้มันคล่องตัวทั้งระบบ นายเจริญศิลป์
ว่าพร้อม ระบุถึงความก้าวหน้าของโครงการ
เราทำมา 2 ปี ถ้าถาม ความสำเร็จ เรื่องการเข้าถึงบริการ ก็มีคนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น
การควบคุมโรค ก็มีกลไกกระจายไปในพื้นที่ จะบอกว่า ครอบคลุมไหม
ก็อาจจะไม่ 100% แต่ก็พยายามทำให้เข้าถึงบริการ เช่น กลุ่มเด็กก็ได้รับบริการเยอะขึ้น
กลุ่มหญิงในวัยเจริญพันธุ์ ก็ได้รับบริการเรื่องของอนามัยเจริญพันธุ์ได้เยอะขึ้น
โรคส่วนใหญ่ที่เราควบคุม ก็อาทิ ท้องร่วง อหิวาต์ มาลาเรีย โรคระบบทางเดินหายใจ
เช่น วัณโรค ส่วนเรื่องโรคเอดส์ นี้ ทางองค์กร world vision
เขารับไปทำ แล้วก็ Focus ไปที่กลุ่มผู้ติดเชื้อที่เป็นแรงงานต่างด้าว
โดยเฉพาะ แต่ถ้าเป็นระบบสาธารณสุขเอง เขาก็ดูแลตามพื้นที่ ที่เขามารับรับผิดชอบดูแล
โรงพยาบาลเขาก็สนับสนุนนม หญิงติดเชื้อที่คลอดบุตรออกมา ก็มีบริการนมให้
อันนี้มารับได้เลย มารับฟรี 1 ปี ก็เป็นบริการ ที่เราพยายามหลีกเลี่ยง
ความซับซ้อนของการทำงาน
อีกอย่าง เราพยายามสร้างสื่อบุคคล โดยเลือกมาจากแรงงานต่างด้าวด้วยกันเอง
เพื่อพัฒนาให้เป็นแกนนำด้านสาธารณสุข หรือ พนักงานสาธารณสุขต่างด้าว
หรือ พสต. ให้เขาไปสร้างความเข้าใจกับคนต่างด้าวในชุมชนอีกที
เพื่อให้มีความรู้ มีความคิด ในการให้บริการ ซึ่งงานนี้เป็นการ
สื่อสารโดยตรง อันนี้ คือประเด็นหลักที่เราสนใจ และจะเป็นกลไกยั่งยืน
ถ้าเกิดเขาจะอยู่ที่หรือไปที่อื่น ถ้าเขาก็มีทักษะ เกี่ยวกับเรื่องนี้
เขาสามารถแทรกซึมไปในกลุ่มของเขาได้เลย ตรงนี้เป็นกลไกหนึ่งที่ทางจังหวัดเข้ามาทำโครงการ
ร่วมกับหน่วยงาน NGOs อื่นๆ ซึ่งเราจะพยายามพัฒนาให้มันเกิดขึ้น
ตอนนี้เรามี พสต. 22 คน ในส่วนโครงการของเรา
บทบาทเขาจะไปสร้างอาสาสมัครต่อไปในคนของเขา เป็น อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว
หรือ อสต. ต่อไปอีก โดยเรามีเป้า สร้าง อสต. 250 คน ในเขตอำเภอเมือง
ที่เรารับผิดชอบ ซึ่ง 250 คน จะต้องเกิดในปีที่ 3 ของโครงการ
ตอนนี้ เราได้ อสต. 200 คน ในการที่จะเข้ามาดูแลเรื่อง การให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ
โดยนโยบายของจังหวัด คือเน้น ให้เขารู้เรื่อง และตระหนักด้วยตัวเอง
ในการที่จะเข้ามารับบริการ โดยเราได้มีมีการผลิตคู่มือการเข้ารับบริการ
สำหรับครอบครัวแรงงานต่างด้าวในโครงการประมาณ 5,400 กว่าครอบครัว
ในแต่ละพื้นที่ จะมีการทำ Family folder
และมี พสต. คอยดูแล อย่างชุมชนปากน้ำ ก็จะมี พสต.ดูแลหลักๆ 6
คน แล้วก็ทำ family folder ได้ประมาณ 1,400 กว่าครอบครัว ดังนั้น
พสต.จะต้องไปเยี่ยมและแจกคู่มือ ให้สำหรับ ทุกครอบครัว อย่างน้อยๆ
เขาจะรู้ว่า ถ้าไม่สบายเขาจะเข้ามารับบริการได้ที่ไหนบ้าง ในจังหวัดระนอง
เส้นทางไปยังไง พสต.ที่จะต้องติดต่อ คือใคร มีที่อยู่ มีอะไรชัดเจน
สถานที่ก็เป็นอนามัย ในพื้นที่นั่นแหละครับ นายเจริญศิลป์ย้ำ
และสรุปถึงภาพรวมการทำงานอีกครั้งว่า
ปัญหาเรื่องความยั่งยืนในการจัดการสุขภาพแรงงานต่างด้าว จะเป็นจริง
ไปได้ยังไง ซึ่งเรื่องนี้ทางจังหวัด เคยคุยในเวที NGOs ที่ทำงานสุขภาพแรงงานต่างด้าว
ทางจังหวัดพยายามหา องค์กรไหนที่จะเข้ามา support เรื่องนี้บ้าง
อย่างเช่น รพ.ต้องการมาก ที่จะหาหน่วยงานที่จะมาช่วยรับผิดชอบ
เรื่องค่าใช้จ่ายในกลุ่มแรงงานต่างด้าว
ส่วนเรื่องการซื้อบัตรประกันสุขภาพรายปี
ซึ่งเป็นอีกหนทางหนึ่งที่เรากำลังสร้างความเข้าใจเรื่องการมีบัตรสุขภาพ
สำหรับแรงงานต่างด้าว สำหรับคนที่จดทะเบียนมาทำงาน เขาจะมีอยู่แล้วสำหรับบัตรสุขภาพ
แต่ที่เราห่วงคือผู้ติดตาม เช่น ภรรยา หรือ ลูกๆ ซึ่ง ถ้าเขามี
ทร.38/1 เราก็พยายามที่จะ ให้เขาซื้อบัตรสุขภาพเพื่อที่เมื่อเจ็บป่วยเขาจะสามารถเข้ามารับบริการได้อย่างทั่วถึง
เพราะเราพยายามทำให้เรื่องสิทธิกับหน้าที่ไปด้วยกัน เรามองว่า
ถ้าเขาทำหน้าที่ซื้อบัตรสุขภาพ เขาจะได้สิทธิในการรักษาพยาบาลเหมือนกับคนไทยทั่วไป
เรื่องนี้เป็นความเข้าใจ ซึ่งคงต้องใช้เวลา
นี่ไม่ได้มองว่า เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้เร็วๆ เหมือนเราเอง
เราจะเสียเงินอะไร เราก็คิดเช่นกันว่า มันคุ้มไหม เขาอาจจะแน่ใจว่า
เขาอาจจะไม่ป่วย เขาไม่อยากเสียเงิน 1,300 บาท เพื่อซื้อบัตรสุขภาพ
ซึ่งจริงๆแล้วผู้ติดตามไม่จำเป็นต้องตรวจโรค ซึ่งเสียอีก 600
บาท เขาอาจประเมินว่า เขาไม่ป่วยเขาก็ไม่ซื้อ อะไรแบบนี้
เป้าหมายสูงสุด ในโครงการของเรา ที่ตั้งไว้ คือ 20,000 คน ซึ่งเราจะทำเกี่ยวกับสาธารณสุขพื้นฐานโดยรวมทุกอย่าง
เราทำเรื่องสุขศึกษา เราจะทำรณรงค์ต่างๆ เราตั้งเป้าว่า จะให้เข้าถึงบริการแบบนี้ให้ได้
ในพื้นที่เราได้มีการตั้งศูนย์ Health post ขึ้น เพื่อให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุขแก่แรงงานพลัดถิ่น
ก่อนมาถึงสถานีอนามัยรัฐด้วย
กับข้อเสนอของตัวเอง ก็คิดว่า หน่วยงาน
ทุกหน่วยงาน ที่ทำงานกับแรงงานต่างด้าว ควรมีการสรุปบทเรียนร่วมกัน
มีการมาทำ mapping ร่วมกัน ว่าในเรื่องการให้บริการด้านสุขภาพ
เบื้องต้นทั้งหมด และแต่ละหน่วยงานทำเรื่องสุขภาพอะไรบ้าง และประเด็นอะไร
ที่ยังไม่ได้ทำ เราต้องมองให้ครอบคลุมเรื่องของสุขภาพโดยรวม
เพราะบางองค์กรโดเน่อร์อาจจะสนใจ เรื่องเดียว เช่น เอดส์ ก็เอดส์อย่างเดียว
ก็อาจจะทำให้งานด้านสุขภาพ แหว่งๆ ไป ดังนั้น เราควรจะคุยกันให้เยอะๆ
ซึ่งผมเห็นว่าจังหวัดระนองก็พยายามจะทำอยู่ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน
การนำบทเรียนแต่ละที่ มาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ครับ นายเจริญศิลป์กล่าวปิดท้าย
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
26 มีนาคม 2550
|