|
อย่าลืมนโยบายสร้างสรรค์ เบื้องหลังมาตรการเด็ดขาด
กับ 3 จังหวัดชายแดนใต้
เหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันนี้ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน
ไม่ว่าใครก็ยากที่จะออกมาพูด ออกมาอธิบาย ได้ถูกได้ตรงประเด็นปัญหา
หรือชี้ทางออกชัดๆ ได้ ว่าแท้จริงปัญหาคืออะไรกันแน่ ดังนั้น
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ในฐานะสื่อทางเลือกเองเล็กๆ ก็พยายามเข้าไปรับรู้
ร่วมคิดตาม ไถ่ถามและรับฟังให้มากที่สุด โดยเฉพาะจากปากคำ คนใน
พื้นที่ เกี่ยวกับความรู้สึกที่สั่งสม หรือ ข้อเท็จจริงในมุมอื่นๆ
ทั้งความความคับแค้น ความหวาดกลัว ความเจ็บปวด ความเหงาและสิ้นหวัง
ความเชื่อมั่น ความใฝ่ฝัน ฯลฯ
เชื่อหรือไม่
ยิ่งนานวันเสียงเหล่านี้ก็ยิ่งแหบพร่าลง และไร้สุ้มเสียงมากขึ้น
ไม่มีใครอยากพูดถึงหรือตอบคำถาม ไม่มีใครตื่นเต้นสนใจใครอีกแล้ว
เมื่อหลายเดือนมาแล้วได้มีโอกาสเข้าไปสนทนากับอาจารย์ท่านหนึ่ง
ในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งท่านได้อนุญาตให้อ่านรายงานของนักศึกษาเกี่ยวกับอคติและความรุนแรง
ซึ่งก็มีรายงานชิ้นหนึ่งน่าสนใจมาก เรื่อง อคติและความแตกต่างของศาสนา
ส่งผลต่อปัญหาภาคใต้ ของนักศึกษาหญิง ชั้นปีที่ 1 ชื่อ
นางสาวโซนาเดีย หมีนกาด้า โดยเฉพาะประโยคท้ายๆ
ที่เธอรำพึงรำพันไว้ว่า
ท่านคือผู้ชมละครทางโทรทัศน์ รับรู้ความรู้สึกผ่านฉาก
และการแสดงอารมณ์ของตัวละคร ท่านอาจจะเสียใจที่คนในพื้นที่ต้องพบกับความสูญเสีย
แต่เขาเสียใจ จนไม่มีภาษามนุษย์ใดๆ ที่สามารถบรรยายความเสียใจของเขาได้
ท่านอาจจะสงสารเห็นใจ จนต้องพับนกส่งมาให้ แต่เขา สงสารและเห็นใจตัวเอง
จนไม่รู้จะจัดการกับชีวิตตัวเองอย่างไรดี
สิ่งที่เราสามารถคาดเดาได้ ตอนนี้ คือ
ปัญหามันต้องมีมากอย่างไม่สิ้นสุด แน่นอน และคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ก็เปรียบดังตัวละคร ที่ต้องเผชิญกับทุกการกระทำ ทุกๆ เหตุการณ์
อคติที่นักศึกษาหญิงคนนี้พยายามจดจารลงไปใน
รายงานเพื่อให้อาจารย์รับรู้ หรือไม่ก็เพื่อให้ตัวเองได้ระบายออกมาบ้าง
ว่า กระบวนการก่อตัวมาเป็นปัญหานั้น มีมากมาย อาทิเช่น
ปัญหาการกีดกันของรัฐบาลต่อคนมุสลิมในภาคใต้ ในเรื่องด้านการศึกษา
ที่เด็กมุสลิมเข้าเรียนในโรงเรียน ปอเน๊าะ เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนรัฐบาล
นั้นแตกต่างหน้ามือเป็นหลังมือ โรงเรียนรัฐบาลมีทุกอย่าง เพียบพร้อม
หนังสือเรียน อาคารเรียน ทุนการศึกษา แต่เด็กนักเรียนปอเน๊าะ
ไม่เคยมีเลย
ปัญหาการโดนละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน และถูกหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ซึ่งเธอยกข้อความมาอ้างว่า มีข้าราชการ
ท่านหนึ่งพูดถึงการสอนภาษาไทยในโรงเรียนที่นักเรียนพูดภาษามลายู
ว่า อันที่จริงไอ้พวกแขกพวกนี้ มันฟังภาษาไทยออก พูดภาษาไทยพอได้
แต่เมื่อมันมาติดต่อกับพวกเรา ตามสถานที่ราชการ มันก็แสร้งพูดไม่ได้
ฟังไม่รู้เรื่อง ..
ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่กดทับความเป็นธรรม ซึ่งเมื่อเขาลุกขึ้นเรียกร้อง
ก็ถูกกล่าวหาว่า เป็นพวกโจรก่อการร้าย ซึ่ง น.ส.โซนาเดีย
ยังได้กล่าวถึงคำพูดอาจารย์ท่านหนึ่งของเธอว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนว่า
ข้าราชการในบริเวณนั้น เฉพาะอย่างยิ่งพวกที่มีเครื่องแบบเขาไม่ชอบพวกผม
เพราะเห็นว่าพวกผมไม่ได้เป็นคนไทย เป็นพวกแขก เกิดเหตุอะไรร้ายแรงขึ้นมา
เขาก็เอาพวกผมเป็นแพะไว้ก่อน ..
หรือ มีเหตุการณ์อะไรขึ้นมา
ก็เหมาว่าเป็นมุสลิมหัวรุนแรง พยายามสร้างสถานการณ์ก่อตั้งรัฐปัตตานี
ยิ่งเมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น โรงเรียนปอเน๊าะที่เคยได้รับทุนการศึกษาจาก
สหรัฐเอมิเรส จากกลุ่มประเทศอาหรับที่ให้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อในกลุ่มประเทศเหล่านี้
ถูกรัฐบาลไทยสั่งหยุดและห้ามเด็กมุสลิมใน 3 จังหวัดไปเรียน เนื่องจากกลัวจะเข้าร่วมกลุ่ม
ขบวนการก่อการร้ายข้ามประเทศ

ปัญหาด้านอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สังคมไทยเป็นสังคมที่หลากหลายทางวัฒนธรรม
มาก่อน แต่ในยุคสร้างชาติได้พยายามสลายและกดทับไว้ ที่ซึ่งเริ่มเข้มข้นมาตั้งแต่สมัยจอมพล
ป.พิบูลสงคราม ที่ว่า ประเทศไทยต้องเป็นไทยร้อยเปอร์เซ็นต์
กับปัญหาความเป็นไทยนี้ น.ส.โซนาเดีย ย้ำชัดเจนในมุมมองของเธอว่า
ข้าพเจ้าได้ดูข่าวทางโทรทัศน์ เกี่ยวกับการออกมาแถลงข่าวของฝ่ายรัฐบาล
มีคำพูดประโยคหนึ่งที่บ่งบอกว่า เขาพยายามที่จะแบ่งแยกกลุ่มบุคคลพวกนี้
ออกจากกลุ่มคนไทยส่วนใหญ่โดยสิ้นเชิง โดยเขา (ฝ่ายรัฐบาล) ได้แถลงข่าวว่า
พวกที่มีปัญหาไม่ใช่คนไทยหรอก คนไทยไม่มีปัญหา และคนไทยต้องพูดภาษาไทย
ถ้าคนไหนที่ไม่พูดภาษาไทย เราถือว่าคนคนนั้นไม่ใช่คนไทย
ในเนื้อหาและบทสรุปของรายงานชิ้นนี้ ซึ่งเขียนขึ้นเพื่อส่งอาจารย์ไปตั้งแต่กลางปี
2547 นั้นยังคม กระชับและน่าสนใจ ไม่น้อยกับมุมมองคนหนุ่มสาวในพื้นที่จริงๆ
นั่นก็คือ
ปัญหาทั้งหมดนี้ รัฐบาลได้ส่งเจ้าหน้าที่มารุ่นแล้วรุ่นเล่า
เพื่อแก้ไขปัญหา ในขณะเดียวกันบางคนก็ถูกย้ายลงใต้เพื่อลงโทษที่กระทำผิด
ก็มีมากมาย และเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งรุนแรงมาก
เช่น ตายหมู่ ทั้งรุ่นแรงน้อย เช่น ทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ รีดไถ
และข่มขืน แต่ทั้งหมดคือความสูญเสีย และสร้างความเป็นปฏิปักษ์
กันระหว่างภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ จนกระทั่งมาถึงขีดสุดของความอดทน
ศาสนาก็ถูกนำมาเกี่ยวข้อง
ทั้งๆ
ที่ อิสลาม แปลว่า สันติ แน่นอนความสันติ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม
เมื่อมีความยุติธรรม ความสันติจึงจะเกิดขึ้น
ในขณะนี้ รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดกับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยอ้างเหตุการณ์กรณีฉุกเฉินขึ้น เพื่ออาศัยช่องทางตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ให้อำนาจฝ่ายการเมืองโดยเด็ดขาดในการ อนุมัติ อนุญาต ให้เจ้าหน้าที่กระทำการล่วงล้ำ
ละเมิดสิทธิ เสรีภาพ ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินกับประชาชนได้ ซึ่งเหตุผล
ก็เพื่อพยายามเยียวยาสถานการณ์ให้เบาบางลง ตลอดจนให้สามารถยุติปัญหาความรุนแรงได้
ก็นับว่าเป็นภารกิจของฝ่ายการเมืองและฝ่ายรัฐที่จะหาแนวทางปฏิบัติการ
แต่ ไม่ได้หมายถึงกลไกอื่นๆ จะปล่อยปละละเลย ไม่ติดตาม ไม่ตรวจสอบปฏิบัติการของรัฐ
อาทิ กลไกที่คุ้มครองเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพประชาชน
กลไกยุติธรรมอื่นๆ พลังการเมืองภาคประชาชน พลังสังคมอื่นๆ และพลังสื่อมวลชน
เพื่อให้เกิดการเฝ้ามองถ่วงดุล ท้วงติง ในปริมณฑลของอำนาจเบ็ดเสร็จตามพระราชกำหนด
และจากถ้อยคำในรายงานชิ้นเล็กๆ ที่อ่านพบนี้ ทำให้เราที่ถูกรัฐสร้างให้ภูมิใจนักหนา
ในความเป็นไทย ถึงเวลาแล้วที่ต้อง
มองเห็น และสัมผัสให้ได้ถึงก้นบึ้ง อีกด้านหนึ่งของชีวิตคนมุสลิมในพื้นที่
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
จึงได้แต่หวังว่า หลังม่านหมอกนี้จางหาย การกลับมาทบทวนพื้นที่อัตลักษณ์
พื้นที่ความหลากหลายทางวัฒนธรรม พื้นที่การแสดงออกยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
และกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่จะทวีความเข้าใจ ในการอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข
และโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐและสื่อมวลชน ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มาก
เพราะปัจจุบันนี้ สังคมไทยกำลังเข้าสู่สถานภาพที่คับแคบและย่ำแย่ที่สุด
ในการใช้วิธีคิด หรือทัศนคติมองคนอื่น ให้เข้าอกเข้าใจกันอย่างแท้จริง
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
19 ก.ค. 2548
|