ศึกษาบูรณาการ : หลักสูตรของชุมชนเพื่อชุมชน

ความคิดฝันถึงการศึกษา ที่กล่อมเกลาให้ความรู้และจิตวิญญาณนั้นสมบูรณ์ ที่เริ่มจากผู้ชายคนหนึ่ง ที่ถูกเรียกว่า “ป๊ะดอ” กับ มานะเซ เจ๊ะแน จนท.รพ. จะแนะ ช่วยกันสอนอัลกุรอาน ภาษายาวี ภาษารูมี ที่บ้านกับเด็ก 29 คนตั้งแต่ปี 2539 ที่ชาวบ้านไม่ใคร่เชื่อว่าจะได้ผล แต่ว่าด้วยความตั้งใจเอาจริงของ ป๊ะดอ(นายมะหามะรานี กายอ) ได้คิดแบบเรียนเองทำเอง จากการไปดูงานที่มาเลเซีย เพื่อให้เด็กเรียนอ่านได้เร็วกว่าเดิม ที่นิยมสอนแบบกลุ่ม จนเห็นผล เด็กอ่านได้เร็วกว่าและดีกว่า

ชุมชนดารุลนาอีม ในหมู่บ้านบือแนซีโป ตำบลจะแนะ อ.จะแนะ นราธิวาส เป็นชุมชนขนาดเล็ก เพียง 60 หลังคาเรือน แต่ละวันจะมีเสียงเด็กๆ ท่องอาขยาน ทางศาสนา แต่เช้า ซึ่งหากมองอย่างผิวเผิน จากภายนอกอาจจะไม่รู้ เนื่องจากเด็กๆ ชาวมุสลิมกับชีวิตที่ต้องคร่ำเคร่งเร่งเรียนหนักเพียงไหน แต่ถ้าหากได้เข้ามารับฟังกระบวนการคิด หรือสนทนาถึงแนวคิดการศึกษาจะพบ ที่นี่ คือจุดเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงสังคม วิถีชีวิตจากรากฐาน คือการศึกษา ซึ่ง หากเป็นระบบการเรียนเดิมอาจจะไม่น่าแปลกใจนัก และคงยากหากพัฒนาให้มีคุณภาพ มีการเปลี่ยนแปลงและสอดคล้องกับวิถีชีวิคนในท้องถิ่น ดังนั้น นี่จึงเป็น “หลักสูตรการศึกษาแบบบูรณาการ” ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายชุมชนมุสลิม ตามโครงการพัฒนาชุมชนเป็นสุขที่ภาคใต้ (ดับบ้านดับเมือง เรียนรู้อยู่ดีที่ปากใต้)

นายอาไซน์น่า อับดุลเลาะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านจะแนะ เริ่มต้นเผย ที่มาที่ไป เกี่ยวกับกระบวนทัศน์หลักสูตรการศึกษาแบบบูรณาการ ว่า “กระบวนทัศน์ของเรา คือ ถ้าเราทำงานในชุมชน เราจะมีความรู้ ความเข้าใจ หลายอย่างเกี่ยวกับการศึกษาในชุมชน สังเกตจากการจัดการศึกษาในชุมชน ทั้งในและนอกระบบ ในระบบก็มีการศึกษาตามรายวิชา ตั้งแต่ ป.1 ป.2 เป็นต้น ในระบบมีเยอะเลยในชุมชนมุสลิม ต่อมา การศึกษาของชุมชน ก็มาจัดการเรียนการสอนในตาดีกา การอ่านอัลกุรอาน

กระบวนทัศน์ทางการศึกษา ก็นับว่าเป็นกระบวนทัศน์หนึ่ง ที่ชุมชนและศาสนาอิสลามให้ความสำคัญ อย่างเช่น ที่นาราธิวาสก็ชัดเจน เขาจัดระบบการศึกษาแบบบูรณาการ ซึ่งสามารถเอาเด็กนักเรียน ที่อยู่ในระบบมาเรียนในชุมชน มาพัฒนาให้ชุมชนมีความสุข เขาคิดหลักสูตรของตัวเอง และมีแบบเรียนของตัวเอง

เรื่องผลสำเร็จด้านการศึกษา เห็นชัดเลยครับ เช่น ผลสำเร็จอย่างแรกสุด คือด้านจริยธรรม คุณธรรม อย่างที่สอง คือเด็กๆ สามารถที่จะอ่านภาษาไทย ได้ ภาษามลายูที่เขียนตัวอักษรยาวี และภาษามลายูที่เขียนตัวอักษร มลายูก็อ่านได้ และอ่านกัลกุรอาน ก็คล่อง ทำให้เห็นชัดว่า ในเขตการศึกษาในพื้นที่นี้ ได้ขยายผลออกไปเป็นหลายชุมชน และหลายอำเภอ ก็ได้นำไปทำเป็นชุมชนแบบอย่าง และปีหน้าจะขยายจาก ป.1 ขึ้นไปเป็น ป.2 ป.3 จนถึง ป.6 ครับ” นายอาไซน์น่า เกริ่นนำแนวคิดเรื่องการบูรณาการศึกษาเพื่อเด็กและชุมชน ก่อนจะย้อนลำดับกระบวนการ มาสู่ความสำเร็จอย่างละเอียดว่า

“ก่อนอื่นอยากจะขอเล่าความเป็นมา ของการศึกษาแบบบูรณาการ โรงเรียนบ้านจะแนะ เป็นโรงเรียนที่สังกัดเขตการศึกษา 2 ที่นราธิวาสนี่เอง ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลจะแนะ อ.จะแนะ ใกล้ๆ กับโรงเรียนที่ ผอ.กอปกุล ถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งห่างประมาณ 200 เมตร ที่นี่มีนักเรียนเพิ่มขึ้น ปีที่แล้ว 250 คน แต่ในปีการศึกษาใหม่นี้จะมีนักเรียนถึง 805 คน ประชากรที่เป็นข้าราชการ 37 คน เป็นข้าราชการจริง 18 คน ไปช่วยราชการ 14 คน อัตราว่าง 5 คน นอกนั้น เป็นอัตราจ้าง มีวิทยากรสอนศาสนาและสอนพิเศษอีก 6 คน ส่วนภารโรงไม่มี นะครับ ที่นี่ เพราะภารโรงถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2547

เรื่องการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ความหมายก็คือ การเพิ่ม แต่ก่อนอื่น ต้องเข้าใจด้วย ว่า การสอนอิสลามศึกษา ในโรงเรียนปะถมก็ดี มัธยมก็ดี ทางรัฐเขาจัดให้สัปดาห์ละ 2 ชม. ตรงนั้นเอง ที่เรามาบูรณาการเพิ่ม จากสัปดาห์ละ 2 ชม.เป็นวันละ 2 ชม. ที่เราจัดเนื่องจาก ถ้าเราดูดีๆ แล้วจะพบว่า พฤติกรรมในเยาวชนของเรา อยู่ในโรงเรียนก็ดี อยู่ข้างนอกก็ดี มีพฤติกรรม ที่น่าเป็นห่วงมากนะครับ เป็นที่ไม่พึงพอใจของสังคม ทั้งก้าวร้าว ติดยาเสพติด ซึ่งถ้าเราปล่อยอย่างนี้ โอกาสที่เด็กของเรา ตกเป็นเครื่องมือของคนอื่นก็มากขึ้น นะครับ

ประกอบกับ ความจริง นักเรียนใน 3 จังหวัดภาคใต้ตรงนี้ มีเวลาต้องเรียน ค่อนข้างมาก วันจันทร์ถึงศุกร์ เด็กๆ ก็เรียนที่โรงเรียนประถม พอมาในช่วง เสาร์-อาทิตย์ นักเรียนเหล่านี้ก็ต้องไปเรียนที่โรงเรียนตาดีกา เพื่อเรียนศาสนา พอตอนค่ำกลับจากโรงเรียนประถม เด็กๆ ก็ต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวไป เรียนอ่านอัลกุรอานตามบ้านโต๊ะครู หรือตามบ้าน ตามสถาบันที่จัดเรียน จัดสอน

ทำให้พบว่า เด็กๆ ของเราโอกาสที่จะอยู่กับครอบครัวนั้นค่อนข้างจะน้อย ดังนั้นทางโรงเรียน ก็ได้คุย โดยเฉพาะกับชุมชน กับปะเด๊าะรอนิง คุยกับองค์กรรัฐอื่นๆ กับคณะกรรมการอิสลาม ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับ โรงเรียน แล้วให้ปะดอและ (พี่ชาย) เป็นตัวเชื่อม เพราะถ้าเราปล่อยให้เด็กๆ เราเป็นอย่างนี้ โอกาสของเราก็ยิ่งแย่ เราน่าจะมาคิดกันว่า เราจะทำอะไรสักอย่าง

สรุปปัญหาที่พบคือ 1. การสอนอิสลามศึกษาในระดับประถมศึกษา ทางรัฐมีชั่วโมงเหล่านี้น้อย คือ 2 ชม.ต่อสัปดาห์ ซึ่งมันไม่เพียงพอ กับความเจริญทางเทคโนโลยี ซึ่งสูงมาก และ

2. ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีฐานะยากจน อย่างอำเภอจะแนะ ผู้ปกครองส่วนใหญ่มาจากที่อื่น มาทำสวน ดังนั้น การศึกษา เขาไม่สนใจเลยว่า ลูกเขาจะทำอะไร บางครั้งเขาไปที่โรงเรียน ไปหาลูก พอครูถามว่า เด็กนักเรียนคนนั้นชื่ออะไร อยู่ชั้นไหน เขาก็ไม่ทราบว่าลูกของเขาอยู่ชั้นไหน นั่นคือปัญหา ถ้าเด็กๆ ไม่มาโรงเรียน เราเรียกผู้ปกครองมาสอบถาม ว่าทำไมเด็กไม่มาโรงเรียน ผู้ปกครองก็บอกว่า ให้มาทุกวัน ทุกเช้านะ

3. เด็กๆไปติดยา ไปมั่วสุมในอบายมุข ตลอดจนละเลยไม่ปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลาม นั่นคือปัญหา

4 .เด็กในวัย 5-12 ปี มีเวลาต้องเรียนค่อนข้างหนัก คือตั้งแต่เช้า จดเย็น พอตอนเย็นก็ไปเรียนอัลกุรอาน เสาร์อาทิตย์ไปเรียนที่ตาดีกา โอกาสที่เด็กจะได้พักผ่อนเหมือนๆ กับเด็กๆ ทั่วๆ ไปไม่ค่อยมี นี่คือปัญหาอีกปัญหาหนึ่งครับ

5. นักเรียนที่จบประถมศึกษาปีที่ 6 ส่วนใหญ่แล้ว 80% นักเรียนจะไปเรียนต่อ ผู้ปกครองนิยมส่งเด็กไปเรียนต่อที่โรงเรียนราษฎร์ สอนศาสนาอิสลาม รวมทั้งของผมด้วย จบ ป.6 จะส่งไปที่ โรงเรียนที่มีการสอนศาสนาอิสลามควบคู่กันไปด้วย แต่น่าเสียดาย ที่เมื่อเด็กไปเรียนที่โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแล้ว เมื่อไปต่อ ม.1 สามารถสานต่อได้เลย แต่เฉพาะในส่วนหลักสูตรสามัญ แต่ในส่วนศาสนา คืออิสลามศึกษา เด็กๆ กลับต้องไปเริ่มต้นใหม่ เรียนชั้น 1 ใหม่ ตามความรู้พื้นฐานของเด็กแต่ละคน ตรงนั้นแหละคือปัญหา เด็กของเราจบ ป.6 ไปเรียน ม.1 ในขณะที่เราเรียนตาดีกาจบชั้น 4 แล้วที่บ้าน แต่ต้องไปเรียนชั้น 2 หรือ 1 ใหม่ ทำให้เด็กเสียเวลามาก ดังนั้น เราอยากจัดการให้เด็กของเรา พอจบ ป.6 ไปต่อ ม.1 ได้เลย และจบศาสนาชั้น 4 ไปต่อชั้น 5 ชั้น 6 ได้เลย และเมื่อจบ ม.6 แล้ว เด็กๆ ของเราก็จะจบศาสนาชั้น 10 เลย เพราะถ้าไม่อย่างนั้น มันคือความเสียเวลา ความไม่ต่อเนื่อง

จากปัญหาตรงนั้น เราก็มาคิดต่อ ประกอบกับ พ.ร.บ.การศึกษาของใหม่ เขาจะเน้นให้ผู้เรียน ต้องเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายจิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม ตรงแหละที่เราจะมาสามารถมาพูดคุยกันได้ กับปะดอ กับชุมชน ว่าเห็นด้วยไหม”
นายอาไซน์น่า เริ่มต้นอธิบาย และย้ำต่ออีกว่า

“จริงๆ แล้ว ตามที่ชุมชนต้องการ ผมเองก็เคยเสนอเมื่อ 4-5 ปีก่อนสมัย สปจ. จะเพิ่มจาก 2 เป็น 5 คาบ ต่อสัปดาห์ได้ไหม ทาง สปจ. ก็แจ้งว่า งบประมาณนั้นค่อนข้างจำกัด ก็ยังทำไม่ได้ ต่อมาเงื่อนไขที่โรงเรียนเป็นนิติบุคคล ประกอบกับ สามารถจัดการ กำหนดหลักสูตรภายในเองได้ ตรงนี้โชคดี ด้วย ว่าเรามีบุคคลที่ต้องการอยากจะได้แบบนั้น เช่น ปะดอ ทำให้เราได้เปรียบ

ตอนแรกๆ เราจะจัดแบบ “ทดลองการสอนแบบบูรณาการ” โดยตกลงร่วมกันนะ คือ ผมเองจะตัดสินใจอะไร ผ่านคณะกรรมการที่โรงเรียน ก็พูดกันว่า ... “เอาแบบนี้ก็แล้วครับ ปะดอ หลักการเราเห็นชอบ ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งปะดอ ทั้งผม ปัญหามีว่า ถ้าผมไปตั้งที่โรงเรียนเลย เด็กๆ อาจจะมีปัญหาหลายๆ อย่าง การสอน การอะไร ดังนั้น ผมอยากมาฝากนักเรียนไว้ที่ปะดอ”...

เพราะที่ต้องเข้าใจ โรงเรียนที่ผมสอน กับที่ปะดอสอนอยู่ นั้นห่างกันเกือบ 1,000 เมตร ไกลพอควร แล้วครูก็ถามว่า “ แล้วใครหล่ะจะไปเรียนที่โน้น” ซึ่งผมก็ต้องบอกปะดอ ว่า “ปะดอครับ อย่างนี้ครับ” ปลายปี 2546 ก่อนที่จะปิดเทอมผมคุยกับปะดอว่า “ปะดอไปสำรวจก่อนนะครับ ว่าใครที่เต็มใจจะส่งลูกเรียนกับปะดอ” ผมเริ่มต้น ให้ไปทดลองและนำร่องกันที่ตรงนั้น ว่าเราจะสอนศาสนาและสอนสามัญควบคู่กันไปด้วย

ต้องให้เขาสมัครใจด้วยน่ะ ต้องย้ำด้วยว่าต้องสมัครใจ เพราะไปตรงนั้น บางทีต้องควักเงินซื้อหนังสือซื้อแบบเรียนเอง บางทีต้องออกเงินทำอาหารกลางวันด้วย ต้องมีความสมัครใจ ปะดอก็ไปสำรวจได้มา 31 คน เพราะว่าในหลักการเรื่องการเรียนสอน ในส่วนของวิชาสามัญ ที่เป็นวิชาพื้นฐาน จำพวก ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อังกฤษ การงานอาชีพมี 8 รายวิชา รวมทั้งกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้วย ตรงนั้นรวม 20 ชม. เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องจัดหาครูไปสอน ส่วนในเรื่องของ อิสลามศึกษา ซึ่งประกอบด้วย อัลกุรอาน อัล ฮะดิฟ (หลักคำสอน) ศาสนบัญญัติ จริยธรรม ภาษามลายู ภาษาอาหรับ ตรงนั้น ปะดอรับผิดชอบ ว่าเขาจะหาวิทยากรมาฝึกอบรม มาสอนให้ ก็ตกลงกันตามนั้น ผมก็ยุบเด็กส่วนหนึ่ง 31 คนไปสอน ที่ปะดอ โดยมอบให้ครูประจำการ ซึ่งเป็นคนพัทลุง รับไปสอน โดยบอกน้อง ให้สอนแบบบูรณาการโดยเน้นว่า ให้เน้นภาษาไทย เพราะวิสัยทัศน์ เราเน้นภาษาไทย

ปะดอส่งวิทยากรมาช่วย ตอนแรกๆ กับปะดอ ทางโรงเรียนไม่ได้ช่วยอะไรเลย ในด้านบุคลากรที่ปะดอหา ปะดอต้องรับผิดชอบ จะเปิดสอนกิรออะตี มีนักเรียนไปเรียนประมาณ 400 คน ตรงนี้แหละเป็นความรับผิดชอบของปะดอ ปะดอก็จะต้องหาเงินมาให้น้องๆ ซึ่งเขามีพออยู่ได้ ระยะแรกๆ ก็เอามาให้เป็นค่าอาหารกลางวัน

จังหวะหนึ่งปะดอมาประชุมที่ โรงแรมซีเอส ปัตตานี มาเวทีที่มีท่านรองนายก จตุรนต์ ฉายแสง เป็นประธาน ปะดอท่านนำเสนอที่ประชุมว่า ที่โรงเรียนจะแนะนั้น กำลังทดลองการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ท่านจตุรนต์ ก็เห็นด้วย ซึ่งปีนั้นก็อนุมัติงบประมาณมา 3 ล้านบาท จริงๆ แล้วได้มา 1.5 ล้านในปี 2547 แล้วจะให้อีก 1.5 ล้าน ในปี 2548 ก็โอนมาให้ที่นราธิวาส ทางจังหวัดไม่รู้ว่าเงินอะไร ก็โอนให้กระทรวง กระทรวงก็ให้กับ สปถ. แล้ว สปถ. ก็แตกกระจายออกไปทุกโรงเรียน จึงได้เพียง 1 แสนกว่าบาท เราก็สามารถมาให้ปะดอได้ เป็นค่าซื้อโน่นซื้อนี่ได้ ไปจ้างน้องๆ เขาทำ พอครบปีหนึ่ง นะครับ ผมก็ตั้งกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง มาประเมินเปรียบเทียบ ระหว่างเด็กของผม ที่มีนักเรียน ป.1 อยู่ 3 ห้อง นำร่อง 1 ห้อง ไปเรียนกับปะดอ แล้วทำการประเมินด้าน การเรียน ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้านความพอใจของผู้ปกครอง ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

พอประเมินออกมาแล้ว ในด้านสัมฤทธิ์เด็กที่เรียนกับปะดอ ก็ไม่ใช่ย่อย บางวิชาเด็กที่เรียนตรงนี้จะดีกว่า ในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม เด็กที่เรียนอิสลามตรงนี้ เด็กจะดีกว่า คือสรุปแล้ว ทั้งหมดเลย ความพึงพอใจของผู้ปกครองก็มาก เราก็เลยสรุปกับคณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้อง ว่าจะทำอย่างไร

ก็สรุปว่า ตั้งแต่เปิดเทอมปีการศึกษานี้ เราจะเปิดทั้ง 3 ห้อง แต่โชคดีที่ปี 2548 งบเราไม่ได้ แต่ทางผม ซึ่งมีเขตการศึกษา 2 ได้ไปของบประมาณจากผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ได้อนุมัติเงินก้อนหนึ่ง ซึ่งสามารถที่จะช่วยเหลือเงินก้อนนั้นได้ ตอนนี้โครงการที่โรงเรียนบ้านจะแนะทำ ก็ได้ขยายผล เปิดให้กับโรงเรียนหลายโรง ในจังหวัดนราธิวาส แล้วก็ในส่วนของกระทรวงเอง ก็เชียร์ให้ผมไปทำแผน ว่ามีงบอยู่ก้อนหนึ่งที่จะให้ และขยายไปเป็น 200 โรงเรียน เขาให้งบมาประมาณ 10 ล้านบาท

วัตถุประสงค์ที่จัด หนึ่ง ก็คือเพื่อให้ผู้เรียน มีความสามารถเรียนเพื่อพัฒนาตนเอง เพื่อใช้ภาษาไทยและอิสลามศึกษาเป็นหลัก อันที่สอง เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณธรรมและจริยธรรม อันดีงาม อันที่สามเพื่อให้นักเรียนสามารถปฏิบัติตามหลักศาสนาได้ถูกต้อง อันที่สี่เพื่อจัดการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน แล้วข้อสุดท้าย คือเพื่อให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการศึกษา

ความคาดหวัง คือชุมชนจะได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนมากขึ้น ผู้ปกครองเห็นความสำคัญของนักศึกษา อัตราการขาดเรียน จะลดลง นักเรียนจะมีคุณธรรม จริยธรรม และสามารถปฏิบัติตามหลักศาสนาได้ถูกต้อง และ สามารถจัดการเรียน การสอนได้สอดคล้องกับชุมชน อีกทั้งแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน ทางการเรียนการสอนได้ด้วย

อย่างเด็กที่จบ ป.6 จากโรงเรียนจะแนะ และจำเป็นจะต้องไปเรียนชั้นหนึ่ง ชั้นสอง ก็สามารถไปเรียนได้ต่อเนื่อง ชั้น 5 ได้เลย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะเกิดสันติสุขต่อไป นี่คือความคาดหวังของเรานะครับ”
นายอาไซน์น่าย้ำ และชี้แจงถึงผลงาน การจัดการระบบการเรียนใหม่ มาเป็นหลักสูตรบูรณาการ และยังมองภาพที่สะท้อนผ่านพัฒนาการของเด็กๆ และความชื่นชมของผู้ปกครอง ว่า

“ผู้ปกครองเขาตื้นตันใจมาก ที่ความหวังของเขา เหมือนกับมุสลิมทุกคน เขาก็อยากจะส่งลูกหลานเขาเรียนให้ฉลาด ทั้งทางสามัญ ทั้งทางศาสนา ซึ่งเขาไม่ได้ตรงนั้นเลย เขาอยากจะให้ลูกของเขาเป็นคนดี มีความรู้ สามารถอยู่ในสังคมได้ ความตื้นตันใจ คือ มันมาจากความใฝ่ฝันของเขา ซึ่งนานแล้ว คือ พื้นฐานของประชาชน ในพื้นที่ อ.จะแนะ มักถูกมองว่าเป็นพื้นที่สีแดง แต่ประชาชน ค่อนข้างจะยากจน การศึกษาไม่ต้องพูดถึง ตรงนั้น เพราะโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามในพื้นที่ อ.จะแนะไม่มี มีแต่ที่อ.ระแงะ อ.เจาะไอร้อง ที่นั้นเขามีมาก พอเราเปิดแบบนั้น ก็พอชดเชยให้เขาได้ นั่นคือความน้อยใจหลายอย่าง

เรื่องหลักสูตรบูรณาการ กระทบกับหลักสูตรสามัญหรือไม่ ผมคิดว่าไม่กระทบเลยนะครับ เพราะว่า ในโครงสร้างของ โรงเรียนจะแนะนั้น เขาระบุว่า การศึกษเขาแบ่งเป็น 4 ช่วงชั้น ช่วงชั้นที่ 1 คือ ป.1-ป.3 ช่วงชั้นที่ 2 คือ ป.4-ป.6 และช่วงชั้น ที่ 3 คือ ม.1-ม.3 และช่วงชั้นที่ 4 คือ ม.ปลาย

เขาจะมีเวลา กำหนดว่า การเรียนนั้นจะมีเวลาเรียน มีเวลาว่างกี่ร้อยชั่วโมง ต่อปี ที่นี้พอมาทำตรงนี้ ก็มาดูอันเดิม โรงเรียนจะแนะจะจัดเวลา 1,000 ชม.ต่อปี พอเราบูรณาการแบบอิสลามมาเพิ่ม เราก็เพิ่มแค่ 200 ชม. รวมเป็น 1,200 ชม.ต่อปี วันหนึ่งก็เป็น 6 ชม. จากเดิมเราเรียนวันละ 5 ชม. ต่อวัน

ในส่วนของหลักสูตรปกติ อาทิ วิชาภาษาไทย อังกฤษ คณิตศาสตร์ เราไม่แตะต้องเลย สอน 5 ชม.ก็ต้อง 5 ชม. เราไม่ลดไม่ปรับ หรือสังคม 3 ชม.ก็ต้อง 3 ชม. นอกนั้นค่อยเป็นวิชาอิสลามศึกษา ตอนแรก เขาให้อิสลามศึกษามาไว้ที่สังคม แต่ต่อมาเขาตัดออกไป เราก็ไปตัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน วิชาแนะนำ ลูกเสือ การงานอาชีพ ตัดให้เหลือแค่ 2 ชม. และเหลือ 1 ชม. มาเพิ่มวิชาการอ่านกุรอาน เป็นต้น

ส่วนของอิสลามศึกษาเองก็มี 8 รายวิชา เหมือนที่โรงเรียนเอกชนสอน มีวิชาอัลกุรอาน อัลหะดิฟ มีศาสนบัญญัติ มีประวัติ มีหลักศรัทธา มีจริยธรรม มีภาษา อาหรับ ภาษามลายู ภาษามลายูก็แบ่งออกเป็น 2 อีก คือ ภาษามลายูที่ใช้ภาษายาวี กับภาษารูมี อย่างที่บ้านเรานิยมใช้ภาษามลายู อักษรอาหรับ

ถามว่า มันกระทบไหม มันไม่กระทบเลย ทั้งวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทยเราก็เรียนเต็ม ในขณะทางศาสนาก็เรียนได้ เราเคยจัดเรียนอัลกุรอาน อาทิตย์ละ 3 ชม. ดูแล้วผมคิดว่ามันน้อย ก็เลยมาคุยกับครู ส่วนใหญ่ครูในพื้นที่ ส่วนหนึ่งอัตราจ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นคนในพื้นที่ ผมก็จัดการ โดยถามว่า เอาอย่างนี้ไหม อัลกุรอานเรียนอาทิตย์ละ 3 ชม.มันไม่พอ ถ้าสมมติว่า พวกเราจะเสียสละมาสอน และทำเพื่อสมัครใจด้วยได้ไหม ซึ่งเขาก็ยินดี

เราก็มาประชุมกับผู้ปกครอง ว่า เรามีครูเขาจะสอนตอนเช้าๆ คุณพอจะส่งลูกมาเรียนได้ไหม จะสอนพิเศษให้ สอนอัลกุรอาน 20-30 นาที ก่อนเข้าแถว เพื่อที่จะให้ทันกับตำราเรียนที่ ปะดอเขาทำมา

และที่โรงเรียนจะแนะ เราไม่เน้นที่ตำราการเรียนการสอนเท่านั้น แต่เราเน้นที่บุคลากรด้วย คือครูที่สอนสามัญ ตอนเช้าๆ เขาต้องให้ไปสอนอัลกุรอานก่อน

ในขณะดียวกันวิทยากร ที่เราจ้างมาสอน ภาษามลายู ภาษาอาหรับ ผมก็ให้มาช่วยดูแลเด็ก เวลาที่ครูเขาไปช่วยสอนวิชาสามัญ ก็มาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก คือเราจะบูรณาการอย่างนี้”
นายอาไซน์น่าเล่า ก่อนที่จะกล่าวถึงโครงการอื่นๆ ที่ต่อเนื่องและประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน ว่า

“มีอีกโครงการหนึ่ง ที่เราทำแล้วประสบความสำเร็จ คือโครงการช่วยเหลือเพื่อนนักเรียน ซึ่งเด็กๆ ผมก็พยายามฝึกให้เขารู้จักการบริจาค

มันเริ่มจาก ผมมีเพื่อนมาจากตะวันออกกลาง เขาบอกว่า ที่ตะวันออกกลาง เขาฝึกให้เด็กๆ รู้จักการบริจาค เขาหากระป๋องมาให้เด็กหยอดบริจาค พอเต็มแล้วก็ให้เขาไปซาดาเก๊าะ(บริจาค) กับกรรมการศึกษา ที่นี่เราก็ฝึกให้เด็กรู้จักให้ อาทิตย์ละ 1 บาท นักเรียนกี่คน ก็ได้เท่านั้น แล้วผมก็มาขอครูผมคนละ 1 บาทต่อวัน 30 คน วันละ 30 บาท พอ 1 เดือน ก็จะให้เอามารวมกัน พอครบปี ผมก็จะรวม แล้วทำการคัดเลือก พิจารณาให้ทุนการศึกษา แก่เด็กยากจน

ปีนี้เราประชุมครูไปแล้ว รวมแล้วเราสามารถให้ทุนแก่เด็กๆ ได้ถึง 121 ทุน ยอดเงินบริจาคเป็นเงิน 61,200 บาท แล้วให้ทุน 120 กว่าทุน เป็นเงิน 51,000 บาท เป็นทุนที่ให้จริงๆ และหลักคิดเราคือ ให้ทุกห้องเรียนเลย คือมี 27 ห้อง ห้องละประมาณ 5 คนหรือ 5 ทุน มีทุน 1) นักเรียนที่เรียนดี 2) นักเรียนมีกริยามารยาทเรียบร้อย 3) นักเรียนมีน้ำใจช่วยเพื่อน และ 4) นักเรียนกำพร้ายากจน 2 ทุน รวมแล้ว 5 ทุน แบ่งเป็นระดับ ระดับอนุบาล ประถมและมัธยม รวมแล้วก็ประมาณ 51,000 กว่าบาทครับ”
นายอาไซน์น่ากล่าวและสรุป แต่เพียงสั้นๆ ถึงนโยบายการศึกษาและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับศึกษาของเด็กๆ ว่า

“ปัญหาก็มีอยู่นะครับ คือปัญหาครูพันธุ์เก่าๆ ซึ่งมีปัญหามากกว่าพันธุ์ใหม่ๆ นะครับ ครูรุ่นเก่าๆ ก็มาเป็นปัญหากับครูที่มาจาก ข้างนอก ครูที่มาจากทางอีสานเค้าทุ่มเทนะ เขาเชื่อฟังผู้บริหาร แต่ครูในพื้นที่เราเองสิ บางคน หรือหลายคนรวมกัน ที่เค้าเล่าๆ ให้ฟังนะครับ นั้นมักมีปัญหา เป็นเจ้าพ่อพื้นที่ไม่ยอมสอน เพราะว่า โรงเรียนมีครูนอกพื้นที่อยู่ด้วยและมีครูในพื้นที่อยู่ด้วย

ตรงนี้ คือเราสามารถพัฒนาบุคลากร ได้เพราะมีตัวเปรียบเทียบให้เห็น บ้านเรามันมีลักษณะสบายๆ ถามว่า ดีใจไหม ถ้าบรรจุคนบ้านเราทั้งหมด ก็ดีใจ ที่คนบ้านเรามีงานทำ แต่ไม่ทั้งหมด เพราะว่าเราน่าจะเอาคนนอกพื้นที่มาอยู่ด้วย เพื่อให้เห็นความแตกต่างหลากหลาย แต่ต้องมาอยู่สัก 5 ปี 6 ปี นะ เพราะถ้ามาอยู่ 1 ปี 2 ปี แล้วย้ายนี่เรากระทบมาก แต่ถ้า 5-6 ปี นี่ เราสามารถเอามาพัฒนาการศึกษาของเรา ได้อีกมาก

เกี่ยวกับนโยบาย หากมองถึงนโยบาย ความต้องการสูงสุดของเรา คือ อยากให้เพิ่มศาสนาไปในการศึกษาโดยเฉพาะ 3 จังหวัดทางใต้ ซึ่งตอนนี้ทางกระทรวงก็เริ่มขานรับแล้ว แต่ว่าจะจริงแค่ไหน ไม่ทราบ เพราะพอเปิดรับโครงการนี้แล้ว เราจะเร่งเต็มที่ไหม หรือว่า จะเบิกเอาแต่เงินงบประมาณ ซึ่งถ้ายังงั้นก็พัง และถ้าพังแล้วมันก็ลุกไม่ขึ้นอีกแน่

ผมเคยเสนอว่า ถ้าโอกาสนี้มาถึงแล้ว ก็ใช้วิธีรับสมัคร เอาความสมัครใจ เพื่อที่จะทำการศึกษากับชุมชน แต่ถ้าจะเอางบประมาณแต่อย่างเดียวนั้น ผมว่า ไปไม่รอด และเราต้องไปถามต่ออีกว่า ชุมชนต้องการไหม ถ้าชุมชนต้องการ ก็ทำได้ หรือ ถ้าในรัฐบาลนี้ไม่สนับสนุน ไม่มีงบประมาณ ผมคุยกับปะดอแล้ว และปะดอก็ยืนยันว่า จะสู้ต่อไป ตรงนี้แหละสำคัญครับ”
นายอาไซน์สรุป

อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน

19 ธันวาคม 2548

หมายเหตุ : ถอดเทปจาก งานมหกรรมสันติวิธี (เวทีกระบวนทัศน์อิสลามเพื่อการพัฒนา) จัดโดย คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) วันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2548 ณ โรงแรมซีเอส ปัตตานี