|
ทุนเดิมชุมชน
อีกหนึ่งหัวใจการฟื้นฟูชุมชนชายฝั่งหลังสึนามิ
บทเรียนการทำงานกับชุมชนชายฝั่ง หลังเผชิญสถานการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่ม
เมื่อปลายปี 2547 มาจนถึง ปลายปี 2548 รวมระยะเวลาร่วม 1 ปี ของการทำงาน
ทุกๆ ภาคส่วนที่ระดมความช่วยเหลือถึงผู้ประสบภัย ตลอดจนการทำงานลงพื้นที่ชุมชนเพื่อฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับความเสีย
ทั้งในส่วนของระบบนิเวศ ชีวิตจิตใจ และวิถีวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน ซึ่งหลากหลาย
และนอกจากนั้น แต่ละชุมชนยังมีพัฒนาการในการจัดการ แก้ไข ปัญหาภายในชุมชน
ที่แตกต่างกันอีกด้วย

พิเชษฐ์ ปานดำ เจ้าหน้าที่โครงการความมั่นคงทางด้านอาหารของชุมชนประมงชายฝั่งอ่าวพังงา
ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์ในจังหวัดพังงา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิกองทุนไทย
และ UNDP
พิเชษฐ์ ได้วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ และเล่าย้อนแนวคิด ตลอดจนวิธีการที่สอดคล้องกับสภาพปัญหา
ในการทำงานกับชุมชนชายฝั่งหลังสึนามิ ว่า โครงการฟื้นฟูชุมชนหลังสึนามิ
ที่โครงการทำอยู่ก็มี 3-4 เรื่อง คือ 1.เรื่องที่นับว่าเร่งด่วน
คือ เรื่องการฟื้นฟูเครื่องมือประกอบอาชีพของเขา ที่เขาได้รับความเสียหาย
กรณีสึนามิ เพียงแต่ที่นี่เบาหน่อย ไม่ได้พังบ้านเรือน พังแต่เพียงเครืองมือ
จำพวกเรือ อวน กระชัง และโปะ
งานของเรา
คือช่วยเขาในแง่กองทุนน่ะ แต่ในแง่การจัดการ ก็ต้องคุยกับเค้าเหมือนกัน ว่า
เราไม่ได้สนับสนุนในเชิงปัจเจกน่ะ แต่จะสนับสนุนในระดับองค์กร ชุมชน รูปแบบการจัดก็คือ
ทุนช่วยเหลือ ว่าเราชัดเจนว่า ต้องเป็นทุนชุมชน และสนับสนุนผ่านฐานทุนเดิมของชุมชนที่มีอยู่
นั่นก็คือ ผ่านกลุ่มออมทรัพย์ ที่เขามีอยู่ และทำงานมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้เราไม่ต้องเริ่มใหม่
แต่เริ่มจากฐานทุนเดิมของเขา คือการจัดการการเงินในรูปแบบออมทรัพย์
ประเด็นสำคัญ เราไม่ได้ให้ในเชิงปัจเจก หรือว่าให้เปล่า แต่ให้เป็นทุนกลางของชุมชน
โดยการยืม แล้วผ่อนกลับมาเข้ามาอยู่ในกลุ่มคืน
เงื่อนไขที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจาก สิ่งที่เราเห็นจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ
นั้นอาจจะติดกรอบ หรือข้อจำกัด ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด ตัวอย่างเช่น
ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ ส่วนหนึ่งก็คาบเกี่ยวกับเรื่องของการท่องเที่ยวด้วย
ซึ่งเป็นผลจากทิศทางการพัฒนาหลักของภูเก็ต ซึ่งพวกนี้ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเงื่อนไขของรัฐ
แต่ในชุมชนนี้มีจำนวนไม่น้อยที่เข้าไปทำงานในภาคธุรกิจการท่องเที่ยว เป็นพนักงานบริการ
เป็นเบลล์บอย อะไรพวกนี้ แต่พอเกิดสึนามิ โรงแรมพัง ชาวบ้านเขาก็ตกงาน และคนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการชดเชย
เพราะไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข
ดังนั้น ถ้าโครงการเราทำงานให้ความช่วยเหลือผ่านองค์กรในชุมชน
ตัวองค์กรนี่เองจะทำงานให้ความช่วยเหลือคนในชุมชนได้ครอบคลุมมากกว่า เขาขยายการช่วยเหลือได้กว้างกว่า
เพราะกรอบในการช่วยเหลือมันกว้างและครอบคลุมกว่า เพราะมันจะไม่ใช่การช่วยเหลือ
แค่เครื่องมือประมงเท่านั้น แต่รวมไปถึงคนกลุ่มนี้ด้วยหรือว่าไปสู่ประเด็นอื่นๆ
อีกด้านหนึ่ง จริงๆ แล้ว กรณีสึนามิ การช่วยเหลือส่วนใหญ่ ล้วนเป็นสิ่งของ
แต่ความต้องการของชุมชน เขาต้องการการช่วยเหลือเป็น เงิน มากกว่า
เพราะเงินมันสามารถแปรเป็นอะไรก็ได้หลายอย่าง ที่ตรงตามความต้องการของเขา
เพระว่า ถึงแม้ว่าจะเกิดสึนามิ แต่วิถีเดิมๆ สิ่งที่เกิดเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ก็ยังคงอยู่ เช่น ค่าเทอมลูก ค่าใช้จ่ายประจำวัน ก็ต้องใช้ พอเจอสึนามิก็ไม่มีเงิน
เรือกว่าจะได้ เครื่องมือกว่าจะได้ ภาวะจิตใจอีก กว่าจะเริ่มต้นได้ ดังนั้น
ภาวะที่ต้องใช้ เพื่อการหล่อลื่นตรงนี้มันต้องมี
การช่วยเหลือในตัวเงินมันจะสอดคล้องกับเขามากกว่า นี่คือสิ่งที่เราเห็นผลมัน
จากการที่ให้ชาวบ้านเขาจัดการกองทุน
เรื่องที่
2 การฟื้นฟูฐานทรัพยากร โดยเฉพาะเรื่องป่าชายเลน อ่าวพังงา ส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบน้อยนั้น
ก็เพราะมันมีป่าชายเลนเยอะมาก
ก่อนอื่น ต้องมาคุยกันก่อนว่า เวลาเรามองในเรื่องการนิยาม
เราเรียก หรือ นิยาม พื้นที่ชุมชนถิ่นแถบนี้ ว่า ชุมชนชายฝั่ง ซึ่งความจริง
คือชุมชนชายฝั่งนั้น มีการประกอบอาชีพที่หลากหลาย แต่ว่า ถ้าเรามองเพียงมิติของ
อาชีพหลัก เราเรียกแต่เพียงว่า ชุมชนชาวประมง ชุมชนชาวสวน เมื่อเจอกรณีเกิดสึนามิ
เราก็มองว่า ตอนนี้ชาวประมงพื้นบ้านเดือดร้อน เราก็มองเห็นแต่ชาวประมง
แต่ในความจริงชุมชนชายฝั่งนั้นมีอาชีพที่หลากหลาย เหมือนชุมชน ที่เราพบ บางคอบครัวออกทะเลด้วย
เข้าสวนด้วย หรือบางคอบครัว ออกทะเลด้วย และไปข้องเกี่ยวกับอาชีพการท่องเที่ยวด้วย
เหมือนกรณีเกาะยาวใหญ่ ช่วงหน้า High Season ชาวบ้านก็ไปทำงานที่เกาะพีพี
บางพวกก็รับจ้าง คือชุมชนมันมีอาชีพที่หลากหลาย แต่ในแง่ของความหลากหลายนี้
ก็เป็นฐานคิดที่สำคัญของชุมชนเหมือนกัน ในเรื่องหลักประกันความเสี่ยง
ถ้ามองผิวเผินมันเหมือนกับ ไม่รู้จะจับอะไรแน่ แต่ถ้ามองแบบคนในชุมชน
นี่คือเรื่องของการมีหลักประกันความเสี่ยง ทางเศรษฐกิจ เช่น กรณีเกิดสึนามิ
ถ้าเขาทำอาชีพประมงอย่างเดียวเขาเสร็จแน่ แต่นี่เขามีสวนยางด้วย หรือก่อนหน้าสึนามิ
ถ้าทำสวนยางอย่างเดียวก็เสร็จเหมือนกัน เพราะยางราคาตก เขาก็กลับไปทำประมง
ดังนั้น เวลาเราเรียก เรามักเรียกชาวประมงพื้นบ้าน แต่โดยวิถีจริงๆ แล้วไม่ใช่
เพราะเราคิดจากข้างนอก แล้วไปแบ่งแยกเขา ว่าเขาคือชาวประมง จริงๆ แล้วไม่ใช่
ในชุมชนเขามีอาชีพที่หลากหลาย
เรื่องการฟื้นฟูฐานทรัพยากร ซึ่งหลักๆ คือป่าชายเลน
หญ้าทะเล อย่างป่าชายเลนนี่ฟังธงได้เลยว่า คือตัวกันสึนามิได้แน่
หรือ อย่างน้อยเป็นตัวชะลอได้ พอสมควร หมู่บ้านส่วนใหญ่ในอ่าวพังงา ถ้าสังเกต
จะพบว่าอยู่หลังป่าชายเลนส่วนใหญ่ ถ้าเราดูตั้งแต่ปากทางเข้าหมู่บ้าน จะเสียหายมาก
แต่พอเข้าไปถึงหมู่บ้านก็ลดความแรงลงพอสมควร ซึ่งถ้าไม่มีป่าชายเลน แน่นอนว่า
พังมาก อย่างบ้านคลองบ่อเป็นชายหาดเปิด หมู่บ้านเขาเสียหายมาก ดังนั้น ตอนนี้ป่าชายเลนสำคัญ
ที่ชะลอคลื่นสึนามิได้
แหละนี่กลายเป็นเหตุผลหลักๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ ที่ชาวบ้านอยากอนุรักษ์ป่าชายเลน
ซึ่งเมื่อก่อนเนื้อหาหลักอาจจะเรื่องอนุรักษ์ เรื่องสิทธิ ที่ชาวบ้านอยากอนุรักษ์
พอมาเจอสึนามิ ยิ่งตอกย้ำคุณค่าของป่าชายเลน ทำให้ชาวบ้าน อยากรักษาป่าชายเลนไว้
เพราะการเจอคลื่น ทำให้เขาเห็นประโยชน์ชัดเจนเลย คือกันคลื่นกันลมได้
ส่วนเรื่องหญ้าทะเล
คือ โดยธรรมชาติมันเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำอยู่แล้ว ก็เกิดจากว่า มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อบ้านบางจัน
ต.หลอยูง ในพังงานี่แหละ เขาทำงานเรื่องทรัพยากร อวนรากอวนรุนนี่แหละ และที่หมู่บ้านเขา
ไม่มีหญ้าทะเล แต่เขาอยากมี จึงลองเอาไปปลูก ซึ่งนักวิชาการประมงเขาก็ยืนยันว่ามันปลูกไม่ได้
โดยวิธีของชาวบ้านก็ง่ายๆ คือการย้ายที่แบบเร่งด่วน ซึ่งเป็นการเพาะพันธุ์ของชาวบ้าน
ปรากฏว่า หมู่บ้านนี้กลายเป็นชุมชนที่ทดลองปลูกหญ้าทะเล และ ปรากฏว่าเกิดความอุดมสมบูรณ์ตามมาจริง
มีกุ้ง หอย ปู ปลา ตามมา แต่พอมาเจอสึนามิ ก็ทำให้หญ้าทะเลที่ชาวบ้านปลูกไว้เสียหาย
พอสมควร
ช่วงสึนามิ จึงเสียหาย และส่วนหนึ่งก็เกิดจากอวนลากอวนรุนด้วย อีกอย่างการปลูกหญ้าทะเล
มันสอดคล้องกับวิถีชีวิตของเขาด้วย เพราะชาวบ้านทำอวนปูเป็นหลัก และเขาต้องไปหาแหล่งปูจากอีกหมู่บ้านหนึ่ง
ทำให้นี่เป็นฐานคิดที่สำคัญของชาวบ้าน ถ้ามีการปลูกหญ้าทะเล
อีกอย่าง พื้นทะเลหมู่บ้านนี้เป็นดินโคลน ทำให้สภาพทรัพยากรในหมู่บ้านนี้
แทบจะไม่มีสัตว์น้ำ เขาต้องแล่นเรือออกไปหาที่หน้าทะเลของหมู่บ้านข้างเคียง
ชื่อบ้านเจ้าขรัว มีหญ้าทะเล มีกุ้ง มีปู มากเลย ทำให้เขาคิดว่า ถ้าเขามีหญ้าทะเลหน้าหมู่บ้าน
เด็กๆและ ผู้หญิง ก็น่าจะหากินในทะเลหน้าหมู่บ้านได้
เรื่องที่ 3 คื่อเรื่องระยะยาว
เมื่อมองทิศทางระยะยาว มองการฟื้นฟู เชื่อมต่อกับงานเดิมที่เราทำ
และมองมาถึง เรื่องที่ 3 คือ เรื่องตลาดสัตว์น้ำ หรือเส้นทางทรัพยากร เพราะถ้าให้เชื่อมโยงกับทิศทางเก่า
ที่เราทำงานก็คือว่า ก่อนหน้านี้ เราทำงานเรื่องการรณรงค์เกี่ยวกับเครื่องมือประมง
และการใช้ทรัพยากรที่เหมาะสม โจทก์เรา คือทำยังไงให้ทรัพยากรกลับมาสมบูรณ์
ได้รับการฟื้นฟู ดังนั้น เนื้อหาหลักที่เราทำงานก็มีหลายๆ รูปแบบ หลายๆวิธีการ
ทำให้ในอ่าวพังงา กลับมาสมบูรณ์ เป็นรูปธรรม เรื่องอวนลาก อวนรุน ก็เบาบางลงไปมาก
การผลักดันในเชิงกฎหมายก็ดีขึ้น ก็สามารถที่จะขยายแนวเขต ออกไปได้ นายพิเชษฐ์กล่าว
ก่อนจะย้ำเพิ่มเติมถึงปัญหาและบทบาทชุมชนในการจัดการทรัพยากรและ การขยายทุนทางสังคมในชุมชนชายฝั่ง
อีกว่า
จริงๆ แล้งานทรัพยากร เป็นงานรณรงค์เชิงเครือข่าย
ซึ่งทำในสมัยก่อนสึนามิ ในสมัยนั้นนับว่าเป็นองค์กรใหญ่ เรียกว่า สมัชชาอันดามัน
ในส่วนที่เราขับเคลื่อนก็เป็นชุมชนชาวประมงพื้นบ้านอ่าวพังงา ที่ขับเคลื่อนผลักดันนโยบาย
ปัจจุบันก็ยังมีการประชุมพูดคุย แลกเปลี่ยน ในบางกิจกรรม เช่นเรื่องการฟื้นฟู
ทรัพยากร ก็ยังหนุนช่วยกัน ยังติดตามผลักดัน นโยบาย ร่วมกันอยู่
เพราะในวิถีชีวิตชุมชนที่ลงทะเลทำประมง
ชาวประมงเขาทั่วถึงกัน ไปมาหาสู่กัน ใช้ทะเลเดียวกัน อย่างชาวบ้านบางจัน
ทรัพยากรในหมู่บ้านของเขาไม่มี เขาต้องวิ่งไปหาทรัพยากร อีกหมู้บานหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ปัญหาทางนโยบาย อย่างนโยบายแบ่งเขตทะเล (ภายใต้แนวคิดของ Sea
Food Bank) มันจะมีปัญหา ไม่สอดคล้องกับภูมินิเวศวัฒนธรรมของคนแถวนี้เลย
อย่างคนกระบี่วิ่งเรือไปหาปลาจารเม็ดที่ภูเก็ต เป็นต้น แต่คนภูเก็ตจริงๆ
ไม่ทำอวนปลาจารเม็ด แต่ทำอวนกุ้ง ซึ่งต้องวิ่งเรือไปทำที่อ่าวพังงา หากินตามลักษณะทรัพยากร
และที่ตนเองถนัดด้วย ไม่ใช่ ทรัพยากรมากอย่างเดียว มันจึงข้ามไปข้ามมา ดังนั้น
นโยบายการแบ่งเขตทะเล หารายได้ ของรัฐ จะสร้างปัญหาตรงนี้กับชาวประมงพื้นบ้านมาก
ประเด็นที่คัดค้าน คือสมมติฐานคิดหลักเลย ที่รัฐคิดหรือมองกันนั้น มันมีปัญหา
ซึ่งเกิดตอนที่ นายเนวิน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ และลงมาในครั้งนั้น
สมมติฐานคือบอกว่า ทะเลไม่มีใครรับเป็นเจ้าภาพหลัก ดังนั้น ทะเลเป็นของสาธารณะ
ดังนั้น จึงตักตวงเอา ปัญหานี้เองที่ทำให้เครือข่ายชาวบ้านอ่าวพังงา จัดเวทีแลกเปลี่ยนกัน
และพบว่า นี้เป็นประเด็นใหญ่ มันไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งระดับเดิมๆ เรื่องเครื่องมือเล็ก
กับเครื่องใหญ่ แต่มันเป็นการสู้กันในเรื่องแนวคิดเลย เพราะสมมติฐานความคิด
ของชาวประมง ทะเลเป็นของทุกคน แต่ปัญหาคือการใช้เครื่องมือที่เหมาะสม หรือไม่เหมาะสม
ต่างหาก
ประเด็นจึงไม่ใช่การไม่มีเจ้าภาพ แต่ในทัศนะของรัฐมองว่า เพราะมันไม่มีเจ้าภาพ
เป็นของส่วนรวม เลยถูกทำลาย เลยแบ่งเขตทะเลออกเป็นจังหวัด เพื่อหาคนเป็นเจ้าภาพ
บริหารจัดการ แต่ชาวบ้านบอกว่า มันเป็นของส่วนรวม เป็นของสาธารณะ ทุกคนเป็นเจ้าของ
ปัญหาอยู่ที่การใช้ประโยชน์ต่างหาก
เมื่อมาแบ่งทะเลออกเป็นจังหวัด มันเลยยุ่ง อย่างอ่าวพังงามันคลุมพื้นที่
3 จังหวัด ถ้าแบ่งทะเลออกเป็น 3 จังหวัด ผมคิดว่ามันยุ่งตายเลย โดยวิถีจริงๆ
กระบี่นะ ชาวบ้านทำประมง มันเป็นเรื่องของความถนัดด้วย ความชอบด้วย เช่น
ผมชอบทำอวนปู ผมก็ต้องไปหาแหล่งปู อย่างแหล่งปู มีครบทั้ง 3 จังหวัด พวกถนัดเรื่องปลา
คือพวกพังงา พวกเกาะหมากน้อย พวกแหลมสัก กระบี่ เขาจะรู้ และวิ่งไปทั่วทั้ง
3 จังหวัด ซึ่งเขาจะรู้กันน่ะ นายพิเษฐ์อธิบาย ก่อนจะให้ความเห็นถึงสภาพระบบนิเวศหลังสึนามิและผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องทั้งระบบ
หลังสึนามิ สภาพทรัพยากรเปลี่ยนแปลงพอสมควรน่ะ
อย่างหอยที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้นั้น ก็ตายหมด ทั้งอ่าวพังงา ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าเพราะอะไร
มันเกิดขึ้นหลายจุด หลักๆ ก็เป็นกลุ่มที่ได้รับค่าชดเชย ได้พันธุ์มาเลี้ยง
ซึ่งตอนนี้เองก็ไม่แน่ใจว่า เกิดจากพันธุ์หอย หรือเปล่า หรือว่าระบบนิเวศมันเปลี่ยนไปแล้ว
กรณีบางจัน ก็มีบางส่วน และที่เป็นหอยธรรมชาติก็มีด้วย ที่ตายไป ชาวบ้านเขาลองย้ายที่ใหม่
เพราะนึกว่าน้ำเสียจากบ่อกุ้งปะปน ย้ายไปที่ใหม่ก็ยังตายอีก ชาวบ้านเขาคิดว่า
อาจจะเป็นทั้งระบบนิเวศ เพราะพวกดินโคลน ก้นทะเลก็เปลี่ยน ตอนสึนามิ สภาพมันเหมือนโดนรถไถนาเลย
มันพลิกหน้าดิน ขึ้นมา จึงต้องใช้เวลาที่กว่าดินก้นทะเลจะฟื้นตัวกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม
สภาพปัญหาคือ
ตอนนี้ความสมบูรณ์ลดน้อยลง เครื่องมือประมงราคาแพงขึ้น น้ำมันแพงขึ้น แต่ปริมาณการจับน้อยลง
จับกุ้งได้น้อยลง อย่างเครื่องมือ ถ้าได้รับบริจาคจะเยอะ แต่เอาไปใช้ประโยชน์จริงๆ
จะน้อย ของในทะเลไม่มีให้จับด้วย
ตอนหลังสึนามิใหม่ๆ ปู ปลา เยอะมาก
แต่มีปัญหาเรื่องตลาด เพราะขายไม่ได้ แต่พอช่วงถัดมา ไม่กี่เดือน ในอ่าวพังงา
จับกุ้ง อวนกุ้ง ในอ่าวแล้วก็หาปลาทราย แต่กลับพบว่า กุ้งราคาตก ประกอบกับค่าน้ำมันแพง
ทำให้ต้นทุนสูง ความสมบูรณ์ก็จับได้น้อย มันเลยแย่ไปตามๆ กัน บางคนก็ไปสวนยาง
ด้านท่องเที่ยวก็ยังไม่ฟื้น
ดังนั้น กลับมาประเด็นหลักๆ เขาเลยว่า อาชีพที่หลากหลายนั่น
คือ ช่องทางประกันความเสี่ยง เพราะถ้าอาชีพเดียวก็แย่ อย่างภูเก็ต ผูกติดกับเรื่อง
ท่องเที่ยวอย่างเดียว ดังนั้น ถ้าท่องเที่ยวไม่ฟื้น นี่รับรองว่าเสร็จเลยงานนี้
พวกอาชีพโมโน มีปัญหามาก ซึ่งพอมาฟื้นฟู ก็คิดแบบโมโนนี่อีก แต่อาจจะหลากหลายวิธีการ
ทำยังไงให้คนมาเที่ยว นี่คือหลักคิดใหญ่ แต่ที่ต่างกัน ระหว่างชาวบ้านกับภาครัฐ
ซึ่งเป็นหลักคิดเดิม แน่นอน ว่ามันอาจจะมีส่วนหนึ่ง ที่หลงใหลตาม กระแสหลัก
อย่าลืมว่า ผลกระทบเรื่องการท่องเที่ยว
มันชัดเจนตั้งแต่กรณี ซาร์ แล้ว ที่โรงแรมถึงกับต้องให้พนักงานออกเลย คนเหล่านั้นทำไงก็ต้องกลับมาหมู่บ้าน
เมื่อกลับมาหมู่บ้านเขาจะทำอะไร ก็ต้องทำสวนยาง ทำประมง ซึ่งช่วงนั้น คนก็จะทำประมงกันเยอะ
มาสึนามิ ก็เหมือนกัน ตอนนี้วัยรุ่นยังกลับไปทำงานไม่ได้ เพราะมันยังไม่ฟื้นเต็มที่
คนเหล่านี้เป็นแรงงาน ที่หล่อเลี้ยงชุมชนเหมือนกัน นายพิเชษฐ์ว่า
ขอเพิ่มอีกนิด เรี่องของการศึกษาเส้นทางตลาด ซึ่งเพิ่มเติมจากงานเดิม
ที่เคยทำ แต่มาคราวนี้ ในความคิดเรา คือการจะให้ชุมชนอยู่รอดได้ ก็ต้องทำอะไรเพื่อลดช่องว่าง
ตรงกลาง ตรงนี้ด้วย ไม่ใช่กระตุ้นให้ชาวบ้านเป็นแค่ผู้ผลิตอย่างเดียว แต่เราต้องศึกษาพ่อค้าคนกลางด้วย
เพราะกลไกเหล่านี้ก็มีผลในการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ในการฟื้นฟู นี่เป็นกระบวนการหนึ่งที่น่าสนใจ
มาก โดยเราจะติดตามเส้นทางตลาดผ่านการวิจัย เพื่อให้รู้ว่า
สินค้าประมงที่ชาวบ้านจับได้มานั้น ไปจบลงที่ตรงไหน มันมีกระบวนยังไง ช่องว่างมันมีกลไกยังไง
ในแต่ละช่อง ร่วมทั้งตัวเงินด้วย เพราะมันเป็นฐานในการขับเคลื่อนแผนงานต่อไป
เพราะเราเริ่มจะเปิดเนื้อหาขับเคลื่อนงาน ที่เมื่อก่อนเราทำเรื่องฟื้นฟู
และแก้ไขปัญหาเครื่องมือที่ไม่เหมาะสม
ตอนนี้เรื่องการฟื้นฟูก็โอเคแล้ว ก็มามอง เรื่องอื่นๆ เพื่อให้เกิดการอยู่รอดได้ในชุมชน
เพราะชุมชนไม่ได้อยู่รอดได้ด้วยเรื่องเดียว มันมีกลไกความสัมพันธ์ของชุมชนประมง
เพราะอาชีพเขาแค่หน่วยย่อย ของอุตสาหกรรมประมง ที่ทำยังไงให้จับได้มากขึ้น
ผลิตได้มากขึ้น มาเพิ่มเป็น ทำยังไงให้ เฟื่องล่างอื่นๆ เหล่านี้ขยับตามได้ด้วย
เป้าหมายเรา คือ ต้องการลดช่องว่างตรงนี้ ให้ได้มากขึ้น เท่านั้นเองแหละครับ
ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตอย่างเดียว รูปธรรมอาจจะเป็นอย่างอื่นด้วย หรือ มีอำนาจต่อรองตลาดมากขึ้น
สำหรับงานวิจัยนี้เอง ก็เอาชาวบ้านมาร่วมด้วย ซึ่งเราใช้ฐานกลุ่มออมทรัพย์มาเป็นฐานในการทำงาน
เป็นฐานแกนนำ เพราะแกนนำหลักๆ ในการทำงานชุมชน คือกลุ่มผู้หญิง เราทำงานร่วมกับกลุ่มผู้หญิง
ทั้งเรื่องการจัดการภายใน เรื่องของออมทรัพย์ ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมากกว่าเรื่องของชุมชน
มาเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องกลไกตลาด มันทำให้การทำงานเรื่องรายได้ครอบครัว
กับงานชุมชนซ้อนอยู่กับงานพัฒนา นะครับ
สรุปก็คือ ช่วงตั้งหลัก หลังสึนามิ ไม่ได้มองแค่เรื่องการชดเชย
อย่างเดียว แต่มองถึง การฟื้นฟู และการหาทางออก ด้วย โชคดีที่เราทำงานกับพื้นที่ต่อเนื่อง
เมื่อเผชิญสถานการณ์ เราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ แต่เรามีฐานเดิม ที่เอาขับเคลื่อนได้
เช่น เมื่อมีแนวคิดเรื่องการฟื้นฟู ก็สามารถสอบถามได้ว่า เอาแนวทางแบบไหน
ซึ่งชุมชนก็บอกว่า การให้เชิงปัจเจก มันจะสร้างความขัดแย้งให้กับชุมชนมาก
ใครเสียเปรียบ ใครได้เปรียบ ดังนั้น เงินที่ได้มาต้องเอาไปในกลุ่มออมทรัพย์
และให้กลุ่มออมทรัพย์จัดการสู่ชุมชนเอง นายพิเชษฐ์สรุปทิ้งท้าย
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
4 ธันวาคม 2548
|