เปิดหลักฐาน:คนกะเหรี่ยงคือนักอนุรักษ์แห่งผื่นป่าตะวันตก

คืนหนึ่งกลางปี 2542 มีกองกำลัง ได้มีนายทหารจาก กองกำลัง ฉก.ร.9 ประมาณ 20 นาย บุกจับกุมแบบจู่โจมชาวบ้านจะคีพื่อหรือตะเคียนทอง อันเป็นหมู่บ้านชาวไทยเชื้อสาย
กะเหรี่ยง ยามค่อนรุ่ง กองกำลังชุดนั้นได้กวาดต้อน จับ กุม ยึดทรัพย์สินและรื้อทำลายหมู่บ้าน
หมู่บ้านจะคี่พื่อที่เคยอยู่อย่างสงบสุขมานานหลายร้อยปี สูญหายไปจากแผนที่ประเทศไทย ในรุ่งเช้าของวันนั้นนั่นเอง รุ่งสาง แว่วเสียงร้องของลูกเด็กเล็กแดง พ่ออุ้ยแม่อุ้ย
ก็เงียบหาย เหลือเพียงความว่างเปล่า เศษผ้า เศษไม้ ถ้วยชาม หม้อไหเก่าๆ
และเรือกสวนไม้ผลยืนต้นเหงาดาย...

บ้านจะคีพื่อ หรือบ้านตะเคียนทอง เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา ซึ่งเป็นหมู่บ้านสาขาของบ้านสะเนพ่อง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี
จ.กาญจนบุรี เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ถูกทางราชการโดยกรมป่าไม้ ประกาศเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
ด้านตะวันตก ทำให้ชาวบ้านจะคีพื่อ ที่อยู่อย่างเรียบง่ายกลางหุบเขามานาน กลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายทันที จึงถูกทางราชการบังคับให้ขนย้ายออกจากที่ทำกิน โดยรัฐสัญญาว่าจะจัดสรรที่ทำกินให้ชาวบ้านจะคีพื่อใหมที่ดีกว่าเดิม
แต่ก็กลับเงียบหายไป ที่ดินที่จัดสรรมาก็ขาดความอุดมสมบูรณ์ จนไม่สามารถทำกินได้ แต่เมื่อรัฐสั่งอย่างบังคับชาว
บ้านก็ต้องฟัง ถึงอย่างไรชาวบ้านก็รักป่ารักภูเขา รักดอยเหมือนกัน...


กระแสการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทุกๆ สังคม ทุกๆประเทศ หันมาใส่ใจจัดการกัน
อย่างจริงๆจัง โดยเฉพาะรัฐ ซึ่งก็ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ตามแต่ใครจะคิดวิธีการออกมากันอย่างไร? เพื่อใคร?
และเชื่อใคร?

กรมป่าไม้ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักหน่วยงานเดียวที่รับผิดชอบ ในการจัดการ
ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน ก็ได้จัดการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติและเขตรักษา
พันธุ์สัตว์ป่า ขึ้นทั่วประเทศ โดยมีวิธีคิดง่ายๆ คือการแยกคนออกจากป่าแล้วป่าก็สมบูรณ์

จนถึงบัดนี้ แม้จะมีคำตอบที่โต้แย้งมาตลอดว่า คนไทยมีชีวิตอยู่กับป่าอย่างพึ่งพามานาน
การแยกคนออกจากป่านั้น ไม่ใช่แนวทาง ที่แก้ปัญหาได้ และที่สำคัญรัฐมีสายตา
น้อยกว่าประชาชน ดังนั้น คนที่อยู่และอาศัยป่าอย่างพึ่งพาเท่านั้น ที่จะมองเห็นชีวิตป่า
ใกล้ชิดป่าและดูแลป่าได้ เพราะป่าคือชีวิต ป่าคือวิญญาณที่ตกทอดมาแต่บรรพชน....
สวนผลไม้อายุเก่าแก่
ของชาวบ้าน

ความความคับข้องใจของชาวบ้านจะคีพื่อ กลับมาปะทุอีกครั้งก็เมื่อกรมป่าไม้ มีปัญญาจัด
การแต่กับชาวบ้านตาดำๆ และเมื่อชาวบ้านยินยอมย้าย สิ่งที่ตามมาคือ มีนายทุนผู้มาก
อิทธิพลกว้านซื้อและยึดที่ทำกินชาวบ้าน

 

พร้อมกับการปลูกสะตอ ยางพารา มะขามหวาน นับพันนับหมื่นไร่ และล่าสุดชาวบ้านได้รายงานมาทางแหล่งข่าว
ของสำนักข่าว thaingo ว่า มีกลุ่มนายทุนผู้มีอิทธิพล ยังไม่ทราบกลุ่มใดแอบลักลอบตัดไม้ในเขตทุ่งใหญ่นเรศวร
มาตลอดแต่ทางการไม่สามารถจะทำอะไรได้ ทำให้ชาวบ้านอาจจะมีการนัดประชุมเพื่อยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่กรม
ป่าไม้ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ล่าสุดได้มีเจ้าหน้าที่จากองค์กรพัฒนาเอกชนร่วมกันหลายองค์กรได้ลงพื้นที่พิสูจน์ข้อเท็จจริง
อีกครั้ง ตามคำขอจากชาวบ้านว่า ยังมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลแอบลักลอบการตัดไม้จำนวนมาก
อยู่เรื่อยๆ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในผื่นป่าสงวนเขาช้างเผือกและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ทุ่งใหญ่นเรศวร


ทีมข่าว thaingo ได้รับข้อมูลพร้อมคำสัมภาษณ์จาก นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผอ.ศูนย์กะเหรี่ยงศึกษาและ
พัฒนา
ท่านซึ่งเกาะติดสภาพปัญหาชาวบ้านพื้นที่ชุมชนกะเหรี่ยง ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรมาตลอด
โดยได้กล่าวกับทีมข่าว thaingo ว่า


"มันจึงเป็นกระบวนการยึดป่าผื่นใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาเลยก็ว่าได้ และสถานการณ์ล่าสุดตอนนี้ มีกระบวนการ
ตัดไม้ เกิดขึ้นอีกด้วย เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ และมูลนิธิสืบฯ ได้ลงพื้นที่พุดคุยกับ
ชาวบ้าน และก็มีชาวบ้านเข้ามาบอกว่ามีการตัดไม้จำนวนมาก

โดยใช้เส้นทางออกผ่านที่ของเสียฮุกและที่เสียสมพงษ์ ซึ่งเป็นที่ปลูกไม้สักหลายพัน
ไร่ เมื่อเราลงไปตรวจสอบก็พบไม้ล้มหลายต้น ดูคร่าวๆ 4-5 ต้น ซึ่งจะตัดเป็นจุดๆ กระจายออกไป จากการสังเกตหน้าตอคิดว่าเป็นการตัดโดยเลื่อยยนต์ ไม้ที่ทีมงาน
เราไปเจอที่เห็นนะครับจะเป็นไม้แดง ไม้ประดู่เลือดเสียส่วนใหญ่


จากการวิเคราะห์ดูผมคิดว่ามันเป็นกระบวนการเดียวกันระหว่างมีเป้าหมายตัดเอาไม้กับการตัดเอาเนื้อ
ที่ทำไร่ เพราะติดกับบริเวณที่ตัดไม้ก็มีการปลูกต้นสะตอแทรกเข้ามาเต็มพื้นที่ ซึ่งพอเราออกสำรวจ
ดูก็เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรทั้งหมด ไม่ใช่การตัดหรือปลูกนอกเขตเลย

ยิ่งกว่านั้นเรายังพบว่ามีการทำเครื่องหมายกากบาทตามต้นไม้ที่มีขนาดโตพอตัดได้แล้ว อยู่ทั่วไป

ซึ่งถ้าให้นับคงนับไม่ไหวหรอกครับ เราเดินสำรวจดูเป็นจุดๆ คร่าวๆ แค่นั้นยังนับ
ไม่ไหวเลย แต่กระบวนการตัดผมคิดว่ามีการตัดมาหลายปีแล้ว สัก 3-4 ปีคงได้ เพราะการตัดไม้แบบนี้ เขาจะตัดทิ้งไว้ก่อน แล้วค่อยขนทีหลัง


ผมเคยคุยกับชาวบ้านหลายครั้งเขาบอกว่าไม้บางส่วนที่เห็นว่าตอค่อนข้างเก่านั้น เมื่อปี 2541 เขาได้ยิน
เสียงเลื่อยยนต์ดัง เขาก็แจ้งหน่วยป่าไม้ตะเคียนทอง ให้เข้าไปตรวจสอบก็เจอต้นประดู่ใหญ่มาก เส้นผ่า
ศูนย์กลางประมาณ 2 เมตร ถูกโค่นล้ม ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่กลับกล่าวว่า นี่เป็นชาวบ้านทำ ซึ่งชาวบ้าน
ตกใจมาก แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดยังออกมาแถลงข่าวบอกว่า นี่เป็นฝีมือชาวบ้านทำ หรืออ้างว่า
ของเก่าไม่ใช่ของใหม่ หรืออยู่นอกเขตทุ่งใหญ่ อะไรทำนองนี้ หลังจากนั้นก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ อีก
เลยกับปัญหานี้ จนนายทุนเอารถมาชักลากไป เหมือนเคย

ส่วนชาวบ้านจะคีพื่อ ในเวลานี้ ชาวบ้านอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มาก เพราะเขารู้สึกว่าถูกรัฐ หลอกลวง ที่ดินที่รับ
ปากว่าจะจัดสรรให้ แต่ก็ไม่ได้จัดสรรให้ ส่วนที่จะจัดสรรให้ก็ไกลมากเกินไป ติดชายแดนพม่าเลย ดิน
ก็ไม่ค่อยดีนัก แถมยังแออัดมาก เจ้าของที่เดิมเองเขาก็ไม่ยอมอีกด้วย

ขณะเดียวกันชาวบ้านเขาไม่ได้ค่าชดเชยเลยสักบาท ทำให้มีส่วนหนึ่งยอมหันไปเป็นลูกจ้างของนายทุน
... อย่าง เสียฮุก เป็นต้น

เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายปลอดประสพ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ ออกมายอมรับว่า มีการตัดไม้ในเขตทุ่ง
ใหญ่จริง แต่เมื่อถามถึงต้นสะตอของนายทุน กลับบอกว่าทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ ไว้ให้ชาวบ้านเก็บผลผลิตกิน
ซึ่งจริงๆ แล้วผมว่า แม้แต่ปลอดประสพก็ไม่กล้าแตะต้นสะตอนายทุนคนนี้หรอก ถึงแม้ กฎหมายเขตรักษา
พันธุ์สัตว์ป่าจะเขียนไว้ว่า ใครเอาพันธุ์ไม้เข้าไปหรือออกมาจากเขตอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
นั้นมีความผิด

แต่นี่กลับปล่อยให้นายทุนเข้ามาปลูกต้นสะตอ มะขามหวาน ในเขตรักษาพันธุ์โดย
ไม่ยอมทำลายทิ้ง หรือจับกุม ถือว่ามีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเรา
มีหลักฐานที่จะฟ้องนายปลอดประสพ ล่าสุด เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา กลุ่มอนุรักษ์กาญจน์
ได้ลงพื้นที่ไปดูอีกจุดหนึ่ง ซึ่งการตัดไม้ก็ยังมีการตัดอยู่ทั่วๆ ไป แต่เราต้องการ
ข้อเท็จจริง ก็ไปเจอการตัดไม้อีก บางท่อนใหญ่กว่า 2 เมตร แต่ละจุดนับสิบท่อน
ต้นสะตอ
 


ที่ชาวบ้านจะคีพื่อพยายามแจ้งจับ เรียกร้องก็เพราะต้องการกลับไปอยู่บ้านของตัวเอง โดยถูกกำหมาย โดยไม่มีรัฐเข้าไปรบกวนและที่สำคัญเพื่อจะพิสูจน์ว่าชาวบ้านจะคีพื่อไม่ใช่คนทำลายป่า ทำลายธรรมชาติ

ข้อเรียกร้องของชาวจะคีพื่อคือ

1.ชาวบ้านเขาต้องการจะอยู่บนผื่นที่เดิม ที่เขาอยู่กันมานาน โดยไม่มีการกดดันจากราชการและนายทุน

2.ต้องการให้หน่วยงานราชการจัดการนายทุนที่บุกรุกพื้นที่ป่า ..." นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุรพงษ์ กองจันทึก
ผู้อำนวยการศูนย์กะเหรี่ยงศึกษา
และพัฒนา

 

ทีมข่าว thaingo รายงาน
นาข้าวของชาวบ้าน
 

 

 


สรุปลำดับเหตุการณ์

การรื้อย้ายชาวบ้านจะคีพื่อ(ตะเคียนทอง) ต.ไลโว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

มิถุนายน 2542

หน่วย ฉก.ร.9 เข้าปฏิบัติการทุกหมู่บ้านในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

6-8 มิถุนายน รื้อหมู่บ้านตะเคียนทอง หรือจะคีพื่อ จำนวน 18 หลัง ไปไว้ที่ หมู่บ้านสะเนพ่องหรือซองกาเลีย

10 สิงหาคม 2543

หน่วย ฉก.ร. 9 จำนวน 20 นาย เคลื่อนกำลัง 20 นาย ในเวลา 05.00 น. จู่โจมจับกุมควบคุมตัว ทั้งเด็ก
เล็กคนชรา จำนวน 13 คน ในข้อหาไม่มีบัตร ไปให้ ตำรวจ ตชด.แต่ทางตำรวจ ตชด.ก็ปล่อยไป

4 กันยายน 2543

มีการประชุมจะจัดสรรที่ทำกินของหมู่บ้านซองกาเลียและบ้านปะไรโหนก เพื่อให้ชาวบ้านย้าย แต่ชาวบ้าน
ไม่ยินยอม

1 ตุลาคม 2543

ตัวแทนองค์กรสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน เดินทางเข้าตรวจสอบ พบว่ามี ต้นสะตอ สัก มะขามหวาน และยางพาราบนพื้นที่นายทุนจริง ทั้งในบริเวณป่าสงวนเขาช้างเผือกและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ารวมทั้งใน
ไร่ข้าว บริเวณวัดของชาวบ้านด้วย

11 ตุลาคม 2543

ที่ประชุมผู้ว่าฯกาญจนบุรี ตัวแทนองค์กรสิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน ตรวจสอบข้อมูล พบว่ามี
ข้อผิดพลาดหลายประการ จึงยังไม่อพยพชาวบ้านตะเคียนทองออกจากพื้นที่

1 ธันวาคม 2543

สภาทนายความเปิดหนังสือแถลงการณ์ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ใช้ความรุนแรงและเลือกปฏิบัติในการไล่รื้อ

พร้อมเสนอข้อเรียกร้องให้กรมป่าไม้พิจารณา 4 ข้อ

1.การพิจารณาดำเนินการของกรมป่าไม้ต้องให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมคิดเห็นตัดสินใจ เพราะทุกคน
พึงมีสิทธิในการอยู่อาศัย

2.การไล่รื้อชาวบ้าน แต่ละเว้นนายทุน ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและละเว้นหน้าที่ มีความผิดร้ายแรง กรมป่าไม้ต้องสอบสวนเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่รับผิดชอบโดยด่วน

3.การใช้กองกำลังพิทักษ์ป่า 1200 นาย ตำรวจ ตชด. 50 นาย บุกรื้อถอนบ้านเรือน ชาวบ้านเพียง
4 หลัง เป็นกระทำที่รุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชน กรมป่าไม้ต้องสอบสวนและชดใช้ค่าเสียหาย

4.กรมป่าไม้ต้องทบทวนวิธีการอพยพ โดยก่อนดำเนินการต้องรับฟังความคิดเห็นชาวบ้านรวมทั้งพิสูจน์
สิทธิ์ในที่ดินทำกินให้ชัดเจนด้วย

นายสัก กอแสงเรือง
นายกสภาทนายความ

นายศุภชัย พลทิพย์ ชาวบ้านจะคีพื่อ ผู้ต้องหาบุกรุกป่า 120 ไร่ซึ่งเกินความเป็นจริง
ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันถึง 100,000 บาท

 

สำนักข่าว thaingo
cheeriver@hotmail.com