การจัดการความขัดแย้ง การจัดการพื้นที่ การจัดการความจริง การจัดการสังคมไทย

ระยะหลังๆ บทสนทนา บนโต๊ะกาแฟ มื้อเช้า ที่ว่าด้วยเรื่อง การจัดการความขัดแย้ง พื้นที่ของความขัดแย้ง การเคลื่อนตัวปะทะกันของเงื่อนไขมาสู่ปัจจัยก่อความขัดแย้ง และโยงมาถึง การจัดการความขัดแย้ง การจัดการสังคม (ในระดับอุดมการณ์ ) และการจัดการในสำนักงาน (ในระดับวิถีชีวิตประจำวัน)

บทสนทนา ลงลึกไปจนถึง ข้อค้นพบที่จำแนกออกได้ ว่าระหว่างมุมมองผู้ชม ผู้วิจารณ์ หรือคนนอก กับผู้แสดงหรือคู่ขัดแย้ง คือผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ ที่เป็นคนใน ก็ล้วนมีชุดตรรกกะที่แตกต่างตามบริบท ดังนั้น จึงมาสู่ ภาพสะท้อนของการแก้ปัญหา การเข้าใจปัญหา และมุมมองต่อปัญหาที่แตกต่างซับซ้อนออกไป โลกทัศน์และทัศนคติ

และกระบวนการทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในสติปัญญาแต่ละคน ล้วนคือความจริง ความจริงที่แต่ละคนสร้างขึ้น ตีความขึ้น ทำความเข้าใจขึ้น และปฏิบัติการหรือปฏิสังสันท์กับมัน ที่ซึ่งถูกมองและถูกตีความตามทัศนคติ จึงไม่มีอะไรจริงแท้ที่สุด ถูกต้องที่สุด และเป็นที่ยอมรับได้อย่างเป็นเอกฉันท์ เหตุนี้เอง ความขัดแย้ง อันมาจากความต่างจึงเกิดขึ้นคู่สังคม ต่างทั้งในทัศนะ ต่างจุดยืน ต่างทางเลือก ต่างคุณค่าและต่างรสนิยม

เมื่อสมัยวัยเยาว์นานมาแล้ว ยังจำได้ลางเลือนถึงวิถีชีวิตชุมชนชาวเขมรภาคอีสาน โดยเฉพาะในยามชาวบ้านมีเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งกัน มีเหตุการณ์หนึ่งจำได้ลางๆ ว่า

“มีพ่อเฒ่าแม่เฒ่าสามีภรรยาคู่หนึ่ง วิ่งโร่มาบ้านผู้ใหญ่แต่เช้ามืด เพื่อแจ้งความว่า มีควาย (ลูกชาย) บ้านตามียายสาเข้านา ไปกินกล้าเสียหายแล้ว (ปีนบ้านหาสาว) ขอให้ผู้ใหญ่จับและปรับเสีย ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องใหญ่มากของชุมชน นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านแห่แหนมาดู มาให้ความคิดเห็น ซุบซิบและยืนข้างแต่ละฝ่าย ลามพาให้สถานการณ์เริ่มรุนแรง

หมู่บ้านแห่งนี้ ก่อตั้งมานานหลายชั่วอายุคน แต่งงานข้ามกันไปข้ามกันมา จนกลายเป็นดอง เป็นเครือเป็นญาติ กันทั้งหมู่บ้าน ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นคนรุ่นเก่ากลางใหม่ ยังนับถือจารีตของหมู่บ้าน ที่สำคัญอยากให้ชุมชนมีความสุข ปรองดองสามัคคีกัน และเกิดความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย มากกว่าจะยึดเพียงกฎหมาย เอาผิดตามผู้กล่าวโทษ ก็เลยเรียกผู้เฒ่าผู้รู้ในหมู่บ้านมาประชุมกัน ผู้เฒ่าก็ประชุมเถียงกันไป เถียงกันไปนานโข ก็ได้ข้อสรุปแจ้งแก่คู่กรณีว่า

ควายตัวนี้มันดื้อนัก มันกล้าลุยนาไปกินกล้าเขา ยังไงก็ต้องเอาผิด แต่จะเอาผิดกะคนให้ลงโทษไปตามกฎหมาย ก็ไม่ได้อะไร ข้าวก็ไม่ได้คืน คนก็เสียอนาคต ญาติก็แตกแยะ ชุมชนก็แตกแยก ไม่มีสิ้นสุด ดังนั้น เสนออย่างนี้ อย่างที่หนึ่ง คือให้ยกควายตัวนี้ ไปอยู่บ้านเจ้าของนา ไถนาชดใช้ อย่างที่สอง ให้เจ้าของควายจัดเครื่องพิธีขอขมา ทำพิธีตามประเพณีกับเจ้าของนา (ฝ่ายหญิง) ให้สมเกียรติ ซึ่งเอายังไงวันไหนให้ ทั้งฝ่ายไปคุยกัน หาฤกษ์กัน ได้ฤกษ์แล้ว ให้มาประชุมกันอีกที ผู้เฒ่าผู้แก่จะมาฟังด้วย และ อย่างที่สาม อย่างสุดท้าย ให้บ้านเจ้าของนาก็ตระเตรียม เหล้ายา ปลาปิ้ง ของคาวของหวาน ไว้ต้อนรับบ้านเจ้าของควายและทั้ง 2 ช่วยกันเลี้ยงดูแขกเรือ ทั้งหมู่บ้านอีกด้วย”

ประเด็นที่นำมาเล่า มีข้อสำคัญที่อยากเน้น ซึ่งไม่ใช่ ปัญหา ว่า เหตุแห่งกรณีคืออะไร หรือใคร กระทำการอันใดผิดกฎหมาย หรือกฎจารีตประเพณีข้อใด หรือใช้เครื่องมืออะไรในการแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่ย้อนกลับไปให้ทบทวน คือโลกทัศน์คนยุคนั้น สมัยนั้น มองปัญหาอย่างไร ใช้อะไรแก้ ผ่านสถาบันอะไร เพื่อไปสู่สิ่งใดในสังคมชุมชน กฎหมายหรือกติกาหากไม่ได้รับยอมรับ ก็ป่วยการ ยิ่งคาบเกี่ยวกับผู้ใช้กติกา หากไม่เที่ยงธรรม ไม่คำนึงถึง สิ่งสูงสุด นั่นคือ สังคมที่สงบสุข ชุมชนมีมโนธรรมสำนึก และสมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมในการเยียวยา ตลอดจนเป็นสักขีพยานในการพูดคุย หารือ หาทางออก

พื้นที่ทางสังคม ส่วนหนึ่งก็เป็นพื้นที่ของความขัดแย้ง โดยเฉพาะสังคมไทย ซึ่งกว้างใหญ่และซับซ้อนกว่าสังคมชุมชน มีความหลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายปรากฏการณ์ที่ซุ่มซ่อน หลากหลายกลไก และเงื่อนไขอำนาจ ดังนั้น จึงยากและใช้สติปัญญา ใช้องค์ความรู้และใช้ผู้คนที่เป็นที่ยอมรับในการนำไปสู่ทางออก การชุมนุมกันของลูกหลาน หรือประชาชนก่อให้เกิด สถานการณ์ เกิดความจริงทางปรากฏการณ์ ถ้าผู้ใหญ่บ้านผลีผลามตัดสินออกมา แล้วไม่เป็นที่ยอมรับก็ ยิ่งทวีปัญหาความขัดแย้ง จนอาจถึงรบรา ฆ่าฟันกันได้

การศึกษา การเรียนรู้ และสั่งสมประสบการณ์ จนมีวิธีมอง วิธีอธิบายสังคม การเมือง ไปนานาทัศนะ นับว่าก่อประโยชน์ในการสร้างมุมมองและขับเคลื่อนกระบวนการทางสังคม ให้ก้าวหน้า เพราะสร้างฐานคิด ให้สามารถพิจารณากว้างขึ้น ลึกซึ้งขึ้น รู้ เข้าใจและเท่าทันสถานการณ์มากขึ้น

ถึงอย่างนั้น สิ่งสูงสุดในการเคลื่อนไหวไกล่เกลี่ย การสร้างกฎเกณฑ์กติกา และสะท้อนปัญหาข้อเท็จจริง ตลอดจนการคิดเครื่องมือกลไก การบริการจัดการปัญหา ที่มิใช่การโยกย้ายปัญหาจากสถานที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งนั้น สังคมไทยต้องมีเป้าหมายร่วมและต้องเปิดพื้นที่ให้สมาชิกในสังคมมีจุดยืนที่แตกต่าง อาจจะไม่ถูกใจ แต่ต้องถูกต้องและเป็นธรรม ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือ สังคมที่สงบสันติสุข สงบสุขเพราะสมาชิกได้มีส่วนร่วมได้แชร์ความรู้สึก ได้แสดงและเสนอจุดยืน ถึงปัญหาความวิตกและความสูญเสียผิดหวัง เพราะทุกๆ ฝ่าย ล้วนมีเกณฑ์ที่ตนพึงพอใจ ดังนั้น “การสร้างมาตรการ ฐานคิด กิจกรรม และเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อเป็นกลไกจัดการ ตลอดจนอธิบายจึงสำคัญ”

ไทยเอ็นจีโอ (www.thaingo.org) ต้องดำรงตนเผชิญหน้าและอ้าแขนรับความขัดแย้ง เฝ้ามองกระแสคิดต่างๆ ที่เข้ามาอย่างเร่าร้อน และคู่กับปัญหานี้มานาน อยู่อย่างเข้าใจความจริง ความจริงในมุมมอง ความจริงในท่าที และความจริงในภารกิจ ซึ่งตลอดมาก็เรียนรู้จักความขัดแย้ง มากพอจะเข้าใจธรรมชาติของมัน และใส่ใจจัดการ จนถึงวันนี้ การเปิดตัว “วีโต้แอ็คเตอร์” (www.vetoactor.org) คือ คำยืนยัน ว่าจะก้าวต่อไป เสริมภาพและพัฒนาทางสังคม

วีโต้แอคเตอร์ เปิดตัวในเวลาที่กระแสการเมือง สถานการณ์การเคลื่อนไหว และปรากฏการณ์ทางสังคม วัฒนธรรม ทั้งหมด ทั้งมวลกำลังเคลื่อนตัวร้อนแรง เพื่อเปลี่ยนแปลง ปะทะเผชิญหน้ากัน อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะในเนื้อที่ประวัติศาสตร์การเมืองและสังคมวัฒนธรรม

การกำจัดความขัดแย้ง โดยการกำจัดพื้นที่ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง แท้จริง เป็นเพียงวิธีการหนึ่งในหลายๆ วิธีการบริหารความขัดแย้ง ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ (www.thaingo.org) เลือกเปิด วีโต้แอ็คเตอร์ (www.vetoactor.org) รองรับแรงปะทุ และพลังสังสันท์ทางความคิด ความคิดอันเป็นที่มาจากความจริงบางด้านของผู้คนในสังคม และวีโต้คือความใฝ่ฝัน ที่จะสร้างช่องทาง หรือเปิดพื้นที่ให้สนับสนุนให้เกิดกระบวนการรับรู้ สร้างเข้าใจและเป็นพื้นที่สะท้อนความขัดแย้ง เป็นเครื่องมือที่สร้างสรรค์ สังคมประชาธิปไตย ตลอดจนแนวร่วมเคลื่อนไหว หรือแก้ไขปัญหาสังคมร่วมกัน

การคิดและมองธรรมชาติของมนุษย์ ของสังคม อย่างเข้าใจ เข้าใจไปถึงปรากฏการณ์ความขัดแย้ง และโยงใยไปสู่อดีต สู่อนาคต และสู่อุดมการณ์ที่ฝันใฝ่ได้ ผู้ใหญ่บ้านแต่ละบ้าน แต่ละชุมชน แต่ละพื้นที่ พึงตระหนักและรู้ได้ในใจแล้วหล่ะว่า จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตย มีความสงบสุข และเท่าเทียมเป็นธรรม เกิดขึ้นจริงๆ


อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

5 พฤษภาคม 2549