ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (1)

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา (อาคารใหม่หลัง อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา) แยกคอกวัว กรุงเทพฯ ได้จัด งานครบรอบ “2 ปี เจริญ วัดอักษร” “1 ปี พระสุพจน์ สุวโจ” และการอุ้มหายทนาย สมชาย นีละไพจิตร ซึ่งภายในงาน ได้มีเวทีเสวนาประเด็นต่างๆ อาทิ “ปัญหาและทางออก จากวิกฤติความรุนแรงในมุมมองศษสนา” “ภาพสะท้อนโศกนาฏกรรมกระบวนการยุติธรรม” และ “ข้อเสนอ ทางออก เพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม : ตำรวจ อัยการ ศาล กับการคุ้มครองนักสิทธิมนุษยชน”

เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในปัญหา ผู้ที่สูญเสีย กระบวนการยุติธรรมและสังคมไทยได้รับรู้ ตระหนักและร่วมหาทางออก โดยเฉพาะปัญหา ที่สังคมไทยรอการคลี่คลาย จากฝ่ายบริหาร และกลไกรัฐ ซึ่งก็คือ

1. ) ทำข้อเท็จจริง ที่ต้องชี้แจงออกมาให้สังคมและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับรู้
2. ) กลไกกระบวนการยุติธรรมต้องไม่ปฏิเสธ การเข้ามามีส่วนร่วม หรือการเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูล การแสดงความคิดเห็น การสมติฐาน
3. ) เปิดโอกาสให้กระบวนการอื่นๆ หรือประชาชน ได้เข้ามีส่วนร่วม อย่างน้อย ก็เสนอสมมติฐาน ในรูปคดีด้วย
4. ) ควรจะต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพ ออกมารับผิดชอบ อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ซึ่งตั้งสมมติฐานผิดพลาดมาแต่ต้น และไม่รับฟังเสียงประชาชน

ศ.ดร..นิธิ เอียวศรีวงศ์ จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ให้ความเห็นผ่านเวทีเสวนาเรื่อง ข้อเสนอทางออกเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ว่า ทั้ง 3 กระบวนการยุติธรรมจะต้อง ให้ภาคสังคมตรวจสอบการทำได้และ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องถูกนำมาปฏิบัติจริง กับประชาชน

“ผมพูดก่อนเลยว่า จะต้องมีนักสิทธิมนุษยชนถูกฆ่าตายอีกแยะ นอกจากนี้แล้ว ก็ยังไม่มีคำตอบในมาตรการป้องกันความปลอดภัย ให้แก่นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน จึงอยากให้เราเข้าใจว่า เรื่องระบบความปลอดภัยของบุคคลนั้น เราจะป้องกันร้อยเปอร์เซ็นต์คงไม่ได้ แต่เชื่อว่า เราสามารถ แก้ตัวระบบให้ดีขึ้นได้ ความปลอดภัยก็จะดีมากขึ้น มากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการตั้งข้อสังเกตก่อนครับว่า คำว่านักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน คำนี้มันเท่ากับคำว่ามนุษย์ต่างดาวนะครับ มันไม่มีในวัฒนธรรมไทย ไม่มีในกฎหมายไทยด้วยซ้ำไป สิทธิทางกฎหมายก็ไม่มี เมื่อไหร่ที่คุณว่า เป็นนักต่อสู้เพื่อนสิทธิมนุษยชน นั้น แล้วคุณไปฟ้องตำรวจก็ตาม ทำคดีขึ้นสู่ศาลก็ตาม เขาจะบอกว่าคุณไม่ใช่ผู้เสียหาย กฎหมายไทยไม่ได้ เปิดช่องให้คนที่ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ฟ้องร้องใครก็ไม่ได้ ตำรวจไม่รับแจ้งความแต่ต้น

นักต่อสู้เพื่อเพื่อสิทธิมนุษยชนในทัศนะผม เท่ากับ มนุษย์ต่างดาว ไม่มีจริงอะครับ ในสังคมไทยไม่มีจริง ดังนั้น เราต้องทำให้สิทธิอันนี้เกิดขึ้นในทางกฎหมายก่อน และเราจำเป็นต้องยอมรับก่อนว่า เราสามารถเดือดร้อน จากการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เราไม่ได้อยู่ที่บ้านกรูด หรือบ่อนอกก็ได้ แต่เราห่วงใยสภาพแวดล้อม เรามีสิทธิที่จะนำคดีขึ้นไปสู่การวินิจฉัย ของกระบวนการยุติธรรมได้ด้วย เป็นต้น

อีกประการ ความไม่ปลอดภัยของนักต่อสู้สิทธิมนุษยชนนั้น จริงๆ แล้ว เป็นหัวใจ หรือปัญหาที่สำคัญที่สุดของเรา เพราะอิทธิพลท้องถิ่น เพราะประเทศไทยนั้น เต็มไปด้วยอิทธิพลท้องถิ่นมาแต่โบราณ ฉนั้น ในปัจจุบันอิทธิพลท้องถิ่นนี้แหละสามารถสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกันในท้องถิ่น แล้วก็เชื่อมโยงกันกับกลไกของรัฐ ตั้งแต่ท้องถิ่นไปถึงนักการเมืองระดับชาติ ซึ่งเวลานี้ อิทธิพลท้องถิ่นไม่ใช่เจ้าพ่อแล้วมีลูกสาวสวย ถือไม้ตะพดอันหนึ่งคอยหวงลูกสาวนั้น ไม่ใช่ แต่อิทธิพลที่มีกลุ่ม มีเครือข่าย เชื่อมโยงกันเองจากท้องถิ่นหนึ่ง ไปยังอีกท้องถิ่นหนึ่ง เชื่อมโยง ไปกับกลไกของรัฐ ตั้งแต่ระดับจังหวัดที่ตนเองอยู่ ไปถึงนายอำเภอ ไปถึงผู้ว่าฯ และนักการเมืองระดับชาติ เยอะแยะไปหมด และ ณ เวลานี้ อิทธิพลท้องถิ่นกำลังเชื่อมโยง ไปกับทุนขนาดใหญ่ด้วย

อย่าลืมนะครับ ประเทศไทยตอนนี้ คนที่มาตักตวงทรัพยากรในกรุงเทพ ไม่สามารถตักตวงในกรุงเทพได้แล้ว จึงต้องย้ายไปตักตวงยังต่างจังหวัด มากขึ้น และถ้าจะทำยังงั้นได้ ต้องเชื่อมโยงกับอิทธิพลท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว ให้ได้ แล้วใช้อิทธิพลท้องถิ่นนี้แหละ แย่งชิงทรัพยากร เพราะฉนั้น เราจะพบว่า อิทธิพลท้องถิ่นจะกลายมาเป็นนายหน้าให้กับทุนขนาดใหญ่ ในการแย่งชิงทรัพยากรต่างๆ และอิทธิพลท้องถิ่นเหล่านี้เองที่เข้าไปนั่งใน อบต. อบจ. เทศบาล ทุกอย่าง ในสถาบันการปกครองของรัฐ ที่จะทำหน้าที่ในการตัดสินใจ ใช้ทรัพยากร ดังนั้น การเชื่อมโยงกับอิทธิพลท้องถิ่น คือเครื่องมือที่ดีที่สุด ในการเข้าไปแย่งชิงทรัพยากร ในท้องถิ่น

เราลองเปรียบเทียบระหว่างอิทธิพลท้องถิ่นกับประชาชน ว่าประชาชนมีอะไรเป็นเครื่องมือ ในการที่จะคานอำนาจ อิทธิพลท้องถิ่น คำตอบ คือ ไม่มีเลย ประชาชนไม่มีอะไรอยู่ในมือเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนต้องทำยังไง ก็ต้องไปสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจ กับอิทธิพลท้องถิ่นด้วยกัน เช่น กับระบบอุปถัมภ์กับเจ้าพ่อ คำถาม คือ ถ้าไม่ทำ มันมีทางเลือกทางอื่นไหม คือไม่มี ประชาชนไม่มีทางเลือก นอกจากยอม ที่จะไปสัมพันธ์ในเชิงอุปถัมภ์กับเจ้าพ่อ

เพราะฉนั้น จะแก้ปัญหานี้ยังไง นี้คือปัญหาสำคัญของนักต่อสู้ เพื่อสิทธิมนุษยชนที่สุด จะแก้ยังไง ส่วนหนึ่งเขาก็พยายามแก้ โดยทำรัฐให้บริสุทธิ์ เพื่อจะให้รัฐเข้ามาคานอำนาจท้องถิ่น มาปราบปรามอำนาจที่ไม่บริสุทธิ์ ของท้องถิ่น หรืออิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งความเชื่อของผมนั้น ไม่มีหรอกครับ รัฐที่บริสุทธิ์ ไม่มีรัฐแบบนั้น ในโลกใบนี้ มีแต่รัฐ ที่เราจะคุมมันได้หรือไม่ได้ เท่านั้นเอง

ดังนั้น แทนที่จะมาสร้างรัฐที่บริสุทธิ์ผมคิดว่า สร้างอำนาจประชาชน ขึ้นมาคานกับอิทธิพลท้องถิ่น ตรงนี้สำคัญกว่า และเป็นทางที่จะได้ผลมากกว่า ใช้เวลานาน แน่ๆ แต่เป็นทางที่จะประสบผลสำเร็จได้ การที่ประชาชนจะมีอำนาจ ขึ้นมาคานได้ ก็จะต้องมีอะไรอยู่ในมือบ้าง อะไร ที่ควรจะอยู่ในมือประชาชน

อันแรกคือสื่อ สื่อหมายถึงพื้นที่ ที่ประชาชน สามารถทำอะไรได้ 2 อย่าง เพราะเวลานี้ประชาชนทำอะไรไม่ได้เลย ไม่มีพื้นที่ พื้นที่ที่จะทำมีอย่างคืออะไร คือ หนึ่ง ได้ข้อมูลข่าวสารรอบด้านมากขึ้น เพราะเวลานี้ ประชาชนไม่มีสื่อ อย่างน้อยสมัยโบราณ เวลาไปทำบุญที่วัด ก็ยังนินทา กำนันก็ได้ ฟรือใครก็ได้ ไปตลาดก็นินทาได้ ดังนั้น การนินทา เป็นพื้นที่ชนิดหนึ่งในการควบคุมกันทางสังคม แต่เวลานี้ คนไม่ค่อยได้ไปตลาดตรงกันอีกแล้ว วัดก็ไม่ค่อยได้ไปแล้ว พื้นที่ที่เป็นอำนาจเราหายไปแล้ว เพราะฉะนั้น จะต้องสร้างสื่อ ที่เราจะสามารถได้ข้อมูล ข่าวสารรอบด้าน

อันที่สอง จะต้องเป็นพื้นที่ ที่จะสามารถรวมตัวกันทำกิจกรรมกันทางสังคมได้ เราเรียกกันว่า ชุมชนเข้มแข็งๆ มันจะเข้มแข็งยังไงในเมื่อเราไม่มีพื้นที่อะไรเลย ในการที่จะทำให้เราสามารถ ปรึกษาหารือกัน บอกข่าวสาร นินทากันได้ เป็นต้น เพื่อที่จะช่วยระดมความคิดกัน ว่าจะทำยังไงกันดี

แล้วผมอยากให้มองสื่อให้กว้างกว่าวิทยุ โทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ แต่ผมอยากให้มองไปถึงโรงเรียน โรงเรียนควรเป็นของชาวบ้าน เพราะโรงเรียนเป็นพื้นที่ ที่สำคัญ ในการที่ชาวบ้านจะใช้ให้เป็นประโยชน์ในการ ทำกิจกรรม และเรื่องนี้ควรมองถึงวัดด้วย เพราะจำเป็นมากที่ประชาชน จะต้องแย่งเอามาจากหลวงพ่อ เพราะว่าหลวงพ่อยึดไปนานแล้ว จริงๆ แล้ว วัดเป็นของชาวบ้านนะครับไม่ใช่ของรัฐ เพียงแต่รัฐยึดไปนานแล้ว

เขายอมให้พระอาศัยอยู่เท่านั้นเองนะในสมัยก่อน เพื่อจะทำให้เกิดการพบปะแลกเปลี่ยน กันได้ ก็ควรคิดเรื่องพิธีกรรมด้วย ทำยังไงให้เราเป็นคิดเรื่องทำพิธีกรรม ทำยังไงให้เราเป็นคนทำพิธีกรรมเอง หรือดัดแปลงเองได้ ไม่ใช่ให้พวก ททท. หรือจังหวัด มาดัดแปลงพิธีกรรมของเรา เพื่อ ต้อนรับนักท่องเที่ยว พิธีกรรมนั้นมีพลังมากๆ นะครับ ในแง่ของสื่อ

อีกอย่างที่ผมคิดว่ามีพลังมากๆ คือกลุ่มเคลื่อนไหว ทั้งทางเศรษฐกิจ ทั้งต่อต้านโรงไฟฟ้า ต่อต้านสร้างเขื่อน เคลื่อนไหวอะไรก็แล้วแต่ นุ่งผ้าซิ่นเคลื่อนไหว อะไร ก็แล้วแต่นะครับ เมื่อไหร่ที่มีการรวมตัวกันเคลื่อนไหว มันจะเกิดการสำนึก ที่จะหลุดออกไปจากเครือข่ายอุปถัมภ์นะครับ และจะมีผลประโยชน์ของตัวเองที่ชัดเจนว่าคืออะไร และพึงรักษาอย่างไร แต่เวลานี้ ทั้ง 2 อย่าง ถ้าเราพูดถึงการทำให้ประชาชนเข้มแข็ง ต้องนึกทั้ง 2 อย่าง คือนึกถึงพื้นที่ ที่สามารถทำทั้ง 2 อย่างได้ และ สองนึกการทำกิจกรรมทางสังคมกับชาวบ้าน โดยไม่ต้องพึ่งภาครัฐนะครับ

ประเด็นต่อมาที่อยากจะพูดถึง คือ ผมคิดว่าเวลานี้ ประเทศไทยมีวิกฤติในเรื่องตำรวจมาเป็นเวลานาน คือ การปฏิรูป กิจการตำรวจ นั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะว่า ถึงเวลานี้ไม่ว่าคุณจะก้าวหน้าไปอย่างไร เศรษฐกิจพอเพียง หรือ โลกาภิวัตน์อย่างไร ก็แล้วแต่ ถ้าคุณมีตำรวจแบบนี้ก้าวไปไม่ได้แน่ๆ อันนี้ ผมไม่ได้ต้องการโจมตีตำรวจ ในฐานะบุคคลนะครับ

ขอย้ำอีกครั้งว่า เราพูดถึงระบบตำรวจ ผมคิดว่า กิจการของตำรวจ ต้องถูกปฏิรูปอย่างเร่งด่วน และเป็นเรื่องสำคัญ คอขาดบาดตาย ซึ่งนักการเมืองไม่เคย สนใจ นักการเมือง เวลาจะเอาใจแต่ละที ก็พูดแต่เรื่องสวัสดิการ สร้างบ้านให้อยู่ ต่างๆ นานา เท่านั้น

สวัสดิการก็สำคัญนะครับ ตำรวจควรได้สวัสดิการ แต่เท่านั้น ไม่พอ ที่จะทำให้ตำรวจ หรือระบบตำรวจ ที่มีอยู่ดีขึ้นได้ ที่สำคัญ มากกว่านั้น ผมคิดว่ามันต้องปรับปรุงระบบ และจะปรับปรุงระบบได้นั้น มันต้อง มีสถาบันอะไร ไปทำ เพราะมันไม่มีสถาบันอะไร ถ้าไม่เอาอำนาจจากข้างนอกเข้าไป แล้วปรับปรุงไม่ได้ เพราะฉะนั้น จะปรับปรุงให้ระบบตำรวจ เปิดเพื่อให้คนข้างนอกเข้าไปปรับปรุงได้ คนนอกต้องเข้าไปเกี่ยวข้องได้ จะเกี่ยวข้องในเชิงบริหาร ในเชิงทำงาน อะไรก็แล้ว เพื่อที่จะทำให้ตำรวจปรับปรุงดีขึ้น

ประเด็นต่อมา ผมคิดว่า นอกจากลงทุนด้านสวัสดิการแล้วเนี้ย อย่างเดียวคงไม่ได้ผล ดังนั้น ต้องลงทุนทางด้านเทคนิคด้วย ในความเป็นจริงแล้ว ตำรวจเป็นข้าราชการ ที่น่าสงสารที่สุดครับ คุณเป็นเสมียนพิมพ์ดีด คุณไปอำเภอ เขาก็ยังมีพิมพ์ดีดให้คุณ แต่คุณเป็นตำรวจ แต่แม้แต่เครื่องแบบก็ยังไม่มี รถก็ยังไม่มี คุณต้องใช้มอเตอร์ไซค์ก็จริง น้ำมันก็ไม่มี ยังต้องไปซื้อน้ำมันมาเติมเอง

ถามเถอะครับ ถ้าเป็นเรา เราอยู่ในวงการแบบนี้จะโกงไม่โกง ไม่ใช่โกงเพื่อเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียนะครับ แต่เพื่อที่จะทำงานให้ได้ คุณจะต้อง นิดๆ หน่อยๆ ก็เอา แม้แต่การจะมีสาย สำหรับสืบจับอาชญากร ก็ยังต้องจ่ายเงินให้กับสาย เลย เพราะฉะนั้น กับสภาพที่เครื่องแบบก็ยังต้องซื้อเอง จึงต้องหาเงิน คอมพิวเตอร์ที่ตำรวจหิ้วไปนั่งตามโรงพัก ของตำรวจเองนะครับ ไม่ใช่ของกรมตำรวจ แบบนี้ไม่ได้ ผมเป็นอาเสี่ยผมซื้อแอร์ติดให้เลย

มันทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ซึ่งอันนี้แหละต้องลงทุน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคนิค ด้านอะไรก็แล้ว ถ้าใช้เขาทำงานต้องเลี้ยงเขาให้ดี ไม่ใช่เลี้ยงแค่ตัวเขา แต่เลี้ยงเครื่องไม้เครื่องมือ ต้องมีให้เขา ไม่ใช่ปล่อยให้เขาไปเที่ยว หาเงินมาเติมน้ำมันเอาเอง ประเด็นต่อมา ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือต้องมีการประเมินอย่างรัดกุมจากภายนอก ประเมินอย่างไร อันนี้ ผมไม่เข้าสู่รายละเอียด เพราะผมคิดไม่ออก แต่ต้องไม่ใช่จากมหาดไทย จาก ครม. อย่างเดียว แต่จากองค์กร ข้างนอก ซึ่งสามารถประเมินได้

อย่าใช้วิธีประเมินอย่างนี้นะครับ เช่น คดีที่รับแจ้งความแล้ว ยังสะสางไม่เสร็จ เหลือกี่เปอร์เซ็นต์ ย้าย ผอ.กี่คน อะไรแบบนี้ ไม่ได้หรอก ผมว่า ตำรวจไม่รับแจ้งความคุณเลย เดี๋ยวสถิติตจะตก จะประเมินอย่างรัดกุมอย่างไร อันนี้ผมยังคิดไม่ออก แล้วต้องประเมินจากข้างนอกด้วย ไม่ใช่ประเมินจากข้างในอย่างเดียว

เรื่องอัยการ ผมคิดว่าอัยการต้องมีอำนาจ หน้าที่ในการสืบสวนด้วย ไม่ใช่พิจารณาสำนวนแต่อย่างเดียว แต่คุณต้องเพิ่มอัยการ เพิ่มเงินอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ต้องสืบสวนด้วย เพราะอัยการไม่สามารถเช็คการทำงานของตำรวจได้จากการดู ข้อสำนวนที่ตำรวจ จากตำรวจมาให้แล้วตัดสินใจจะฟ้อง ไม่ฟ้อง เพียงแค่นั้น อัยการต้องมีหน้าที่ และมีอำนาจออกไปสืบสวน เพื่อเช็ค หรือดับเบิ้ลเช็ค อีกครั้งหนึ่ง กับสิ่งที่ตำรวจทำลงไปแล้ว ว่าจะตัดสินใจฟ้องหรือไม่ฟ้อง

อันต่อมาที่อัยการจะต้องดำเนินการ คือผมคิดว่า ต้องมีการประเมินอัยการเหมือนกัน เพราะในเมืองไทยนี้ประหลาดครับ ไม่เคยมีการประเมินว่า คดีที่อัยการสั่งฟ้องนั้น แล้วศาลรับฟ้อง หรือยกฟ้อง ด้วยปีหนึ่งมีกี่คนคดี ตรงนี้เราไม่เคยรู้เลย อย่างที่เยอรมัน ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ กับคดีที่อัยการสั่งฟ้องแล้วศาลยกฟ้อง แล้วของไทยกี่เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้

ผมคิดว่าทุกปี ควรจะมีการคิดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ผมไม่ต้องการที่จะให้มีการลงโทษ ตังบุคคลที่เป็นอัยการนะครับ แต่หมายความว่า เพื่อให้ระบบอัยการขันน๊อตตัวเอง มากขึ้นกว่าที่เป็นปัจจุบัน

ประการต่อมา ผมอยากจะให้หน่วยงาน ที่สัมพันธ์เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นอัยการ ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา คุ้นเคยกับหลักการสิทธิเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ หรือให้หลักประกันไว้ ตำรวจฟ้องร้องประชาชน ที่ร่วมชุมนุมโดยสงบ ผมคิดว่า เรื่องไม่น่าจะถึงศาล จนกระทั่งในที่สุดศาลยกฟ้อง หรือฟ้องก็แล้วแต่ ตรงนี้ มันไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ต้น ก็เพราะเขาทำในสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย ตำรวจทำคดีออกมา มาให้อัยการฟ้อง มันฟ้องไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า มันจะต้องมีความคุ้นเคยในหลักการนี้ จำเป็นจะต้อง รู้สึกอึดอัดกับกฎหมายห้ามชุมนุมเกิน 10 คน เพราะมันขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะยังไงก็แล้วแต่ ถ้าไปถามคนอื่นๆ ว่า “แล้วจะให้ทำยังไง ?” ระหว่างกฎหมาย ห้ามชุมนุม 10 คน กับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิเสรีภาพ การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ จะให้เอายังไงกันแน่ ดังกรณีสงขลา ที่ศาลปกครองตัดสินไปไม่นานมานี้ ว่ามันเป็นสิทธิของเขา ที่จะชุมนุม เพื่อที่ยื่นหนังสืออย่างสงบ ให้กับนายกรัฐมนตรี

อันสุดท้าย ศาลตุลาการ ผมคิดว่าในเอกสารที่แจกวันนี้ หลายคนพูดตรงกันครับ คุณไม่สามารถดำรรักษาความยุติธรรมได้ ถ้าในคดีหนึ่ง กินเวลานานถึง 3 หรือ 5 ปี มันยุติธรรมไม่ได้ มันอายคำพูดฝรั่งครับ ที่ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า มันก็คือการปฏิเสธความยุติธรรม” อันนี้จะทำยังไง ผมไม่รู้ แต่ว่า ระบบเกี่ยวกับเรื่องศาล ว่าจะทำยังไง ให้มันรวดเร็วกว่านี้ได้ ซึ่งมันรวมทั้ง การที่จำเลยไม่จำเป็นต้องติดคุกด้วย

หลักการจะให้ประกันตัว ผมคิดว่ามันต้องคิดกันให้มันรอบคอบกว่านี้ ไม่ใช่ว่า ติดกันง่ายๆ แบบนี้ คุณสู้คดี 3 ปี หมายถึง ติดคุก 3 ปี ไม่ใช่ มันง่ายๆ แบบนี้ เพราะมันเท่ากับ ไม่มีความยุติธรรมเหลืออยู่นะครับ

ผมคิดว่า จำเป็นที่จะต้องให้ผู้พิพากษา มีความคุ้นเคยและยอมรับหลักการ ที่ตราไว้ในรัฐธรรมนูญ นะครับ ต้องเห็นปัญหาของกฎหมายที่เป็นคดีขึ้นมา เพราะว่า มันขัดกับรัฐธรรมนูญ อย่างยิ่งด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการชุมนุม โดยสงบก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิทยุชุมชนก็ตาม มันขัดกันกับตัวรัฐธรรมนูญ ท่านจะตัดสินยังไง ผมคิดว่ามันจำเป็น ที่ท่านจะทำให้คุ้นเคย กับเรื่องนี้

ผมอยากจะออกนอกเรื่องนิดหน่อย คือเมื่อไม่นานมานี้ ท่าน อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ท่านมาพูดเรื่อง ตุลาการภิวัตน์ ซึ่งมีความหมายว่าอะไรก็ไม่ทราบ แต่ในฐานะเพื่อน ผมก็ตีความช่วยท่าน ว่า รัฐธรรมนูญจะมีความศักดิ์สิทธิ์ ได้ผลจริงในทางสังคม มันไม่ได้ ขึ้นอยู่กับรัฐสภาแต่เพียงอย่างเดียว หรือกับตำรวจแต่เพียงอย่างเดียว แต่มันขึ้นกับผู้พิพากพาด้วย เพราะไม่รู้คุณพิพากษา คดีความต่างๆ โดยมีสำนึกในตัวรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมออกจะสงสัยว่า ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2540 ถึง 2549 คำพิพากษา ที่อ้างถึงรัฐธรรมนูญ มีถึง 10 คดี บ้างไหม ผมอยากรู้จริง เพราะกลัวว่ามันจะไม่ถึง และที่นึกไม่ออก ว่า มีการใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการวินิจฉัยคดีต่างๆ

ดังนั้น ตุลาการต้องเข้ามามีบทบาท เปิดทางให้เกิดประชาธิปไตยขึ้นในสังคมไทย ถ้าเกิดว่า การศึกษากฎหมายก็ตาม การศึกษาที่เพื่อมาเป็นผู้พากษาก็ตาม ระบบเปิดให้ความรู้ความเข้าใจ เรื่องสิทธิเสรีภาพทางการเมือง ได้ไหลเข้าไป ในระบบมากขึ้นไหม เพราะ ระบบตุลาการถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นปราการรักษาอำนาจรัฐ เสียมากกว่าครับ อยากจะให้หันกลับไปเป็นปราการรักษาอำนาจประชาชนมากขึ้น หรือรักษา สิทธิเสรีภาพประชาชน แล้วหันไปคานอำนาจ รัฐดีกว่า เพราะจริงแล้ว ปัญหาของสังคมบ้านเรา คือ รัฐ

เพราะรัฐนี่เป็นปัญหามาก เป็นมานาน เพราะฉะนั้น จำเป็นที่จะต้องให้มีอำนาจอื่น มาเสริมให้ประชาชนมาคานอำนาจรัฐ มากว่า จะไปเสริมรัฐ มากดประชาชน

สิ่งสุดท้าย ที่อยากจะพูดถึงคือ ผมคิดว่า ถ้าเราจะพูดถึงกระบวนการยุติธรรม เราต้องพูดถึงระบบรับผิด ต้อง accountability ถ้าพูดภาษาฝรั่ง ต้องมีคนรับผิดนะครับ ตั้งแต่ระดับบนสุดไปจนถึงระดับล่าง ต้องมีคนที่สามารถรับผิดได้ ทนายสมชายหายไป 2 ปี เงียบเฉย ถามว่า ไม่นับตำรวจที่ศาลพิพากษาให้จำคุกนะครับ

คุณเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย คุณไม่อายเลยหรือว่า คุณต้องรับผิดชอบคนหายไปกลางเมือง คุณเป็นนายกฯ ต่อไปอีก 2 ปี คุณไม่อายเลยหรือ มันมีคนหายกลางเมือง มันไม่ใช่คนธรรมดา และมันค่อนข้างชัดเจนว่า ที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำไมเฉพาะ ตำรวจที่เข้าไปอุ้มทนายสมชายเท่านั้นหรอ ที่ต้องติดคุก ผมไม่ได้หมายความว่า รัฐมนตรีมหาดไทยต้องติดคุก แต่หมายความว่า คือมันไม่มีที่ไหนในโลกที่นักการเมืองหน้าด้านขนาดนี้ เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้คนหายหน้าด้าน มันไม่มีรัฐธรรมนูญที่ไหนในโลกนี้ เขาทำได้

ดังนั้น สังคมจะต้องรู้จักกดดันให้คนรู้จักรับผิดชอบมากขึ้น มีคนไประเบิดในภาคใต้ทีละ 50 จุด วันรุ่งขึ้นอีก 10 จุด มีคนมาบอกว่า เขารู้อยู่แล้ว ว่าจะมีการระเบิด น้านน.. โอเค ผมเข้าใจ ว่าเราป้องกันไม่ไหว แต่ขอโทษ มันต้องมีใครรับผิดกับเรื่องนี้ ไม่ใช่อยู่ๆ มาบอกว่า ป้องกันไม่ไหว ถ้าป้องกันไม่ไหว ก็แสดงว่า ไม่มีสมรรถภาพ ดังนั้น คุณต้องยอมรับว่าคุณผิด คุณทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย ในภาคใต้มา 2 ปี แก้อะไรไม่ได้สักอย่าง มีแต่แรงขึ้นๆ แล้วมาเฉย มันไม่ได้นะครับ

ถ้าเราอยู่กับการเมืองระบบแบบนี้ แล้วเรายอมคนนะครับ ระบบมันไม่มีคุณภาพ คุณต้องกดดัน คุณต้องด่า ด่ากะใครไม่ได้ ด่ากับเมียก็ได้ เพราะว่า เรามีนักการเมือง ที่ไม่มีกระบวนการ หรือไม่มีระบบ รับผิด ไม่มีระบบอะไรในโลกนี้ ที่อ้างคนให้ยอมรับผิดได้ ถ้าไม่มีแรงกดดันทางสังคม ครับ”
ศ.ดร.นิธิ กล่าวสรุป


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

26 มิถุนายน 2549