ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม (2)

พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล กล่าวถึงกระบวนการดำเนินคดีของตำรวจ ว่าปัจจุบันตำรวจถูกแทรกแซงควบคุมโดยฝ่ายการเมือง ซึ่งไม่เข้าใจรากฐานปัญหาเท่าที่ควร โดยเฉพาะตำรวจต้องทำงานเป็นกลางด้วย

“ที่ผมยอมออกมาพูด เพราะว่า หลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์การเมือง ที่ประชาชนออกมาพูดความจริง อาทิ กรณีนิสิตนักศึกษา หรือ เรื่องที่ประชาชนกล่าวว่า กกต. มีหน้าที่ดูแลการเลือกตั้ง แต่ก็มีการซื้อเสียงกันยกหมู่บ้าน เป็นต้น

กกต.ก็มีคนสืบสวนสอบสวน แต่ไม่รู้เลยว่ามีคนซื้อเสียง พอนักศึกษาออกมาพูดก็ถูกทำร้าย ทีวีมาถ่ายก็ถูกทำร้าย วันนี้ก็จับไม่ได้ หรือที่กรณีสมาพันธ์ประชาธิปไตยออกไปพูดที่ภาคอีสาน ที่อุดรธานี ก็ถูกทำร้ายอีก ก็จับไม่ได้ หรือ พรรคประชาธิปัตย์ไปพบปะประชาชน จัดเวทีมีรั้วรอบ ขอบชิด ที่เชียงใหม่ ก็ถูกตี ถูกทุบ พูดไม่ได้ ไม่ให้พูด ก็ยังจับไม่ได้ นี่แหละครับ ปัญหากลไกรัฐ

มาถึงเรื่อง 3 คดีนี้บ้าง ผมเข้าใจว่า ปัญหาเหล่านี้ เช่น กรณีเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ คือรัฐสั่งการไม่ได้มากหรอก เพราะว่าปัญหาสลับซับซ้อนมาก

คุณสมชายนี้นะ คนที่ 3 จังหวัดใต้รู้จักดี ว่า ถ้าใครไม่ได้รับความเป็นธรรม ทนายสมชายจะเข้าไปช่วยเหลือ 2 คดีแรกคุณสมชายไม่เคยร้องเรียนเลย ปี 2525 ปีที่มีงานฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ แล้วในตอนนั้นมีการขนระเบิด ขึ้นมาจากภาคใต้ เพื่อมาวางที่กรุงเทพฯ ตอนนั้น นักศึกษารามถูกจับไปถึง 14 คนและ ศาลตัดสินจำคุก ปี 2541 มีคดี ดาโอ๊ะ ท่าน้ำ กับ สะมะแอ ท่าน้ำ ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ทั้ง 2 คดี คุณสมชาย ไม่เคยร้องเรียนเลย

ตอนนั้นกรมตำรวจ คัดเลือกพนักงานตำรวจ ที่เป็นผู้ใหญ่มีความรู้ความสามารถมาสอบสวน พูดง่ายๆ คือการสอบสวนนั้นเป็นธรรมตรงไปตรงมา จึงทำให้ดำเนินไปได้ ผมจึงเห็นการแก้ไขปัญหาคดี คุณสมชาย แก้ไขโดยอุ้มหายนั้น ไม่ใช่การแก้ไขปัญหา มันจะต้องแก้ที่ความเป็นธรรมให้กับเขา และผู้ต้องหา ซึ่งแบบนี้คุณสมชายจะไม่ร้องเรียน

ปัญหาในคดีนี้ ผมเคยพูดที่สะพานมัฆวาน ถึงคุณทักษิณ ไปแล้ว ว่าคุณทักษิณไม่ได้ศึกษาปัญหาภาคใต้ เพราะวันนี้ ผมก็ยังไม่เชื่อว่า นี่คือการแบ่งแยกดินแดน แต่ผมเชื่อว่า เป็นเรื่องของการปกครอง ที่ไม่เป็นธรรม นะครับ

ผมเข้าใจว่ากระบวนการยุติธรรมไทยเรานั้น เดินทางมาถึงทางตันเป็นบางเรื่อง ที่มันเกี่ยวพันกับทางรัฐบาล โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ต้องตอบเรื่องการเสียชีวิต ของนักสิทธิมนุษยชนนักต่อสู้ คดีคุณเจริญ คุณสมชาย และพระสุพจน์

3 คดีนี้ มันเป็นคดี ที่ไม่ปรกติธรรมดา เหมือนกับคดีธรรมดาทั่วๆไป เนื่องจากผู้เสียชีวิต เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือสังคม นะครับ เขาต่อสู้ไปตามสิทธิ เสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ 2540 แต่เขาต้องมาเสียชีวิตลง และเท่าที่ฟัง กลไกรัฐทำงานแย่ลงมาก เพราะฉะนั้น ทำไงให้กลไกรัฐทำงาน เพื่อสร้างความยุติธรรม

ปัญหาที่เกิดขึ้นผมอยากวิเคราะห์อย่างนี้ ทั้ง 3 คดีนี้ ฆาตกร หรือ ผู้บ่งการ ลง มือกระทำไปแบบ ไม่เกรงกลัว กับกฎหมาย หรือ ผู้รักษากฎหมายบ้านเมือง ทำให้การคลี่คลายทำได้ไม่เต็มที่ และปัจจุบันยิ่งมีอุปสรรคมากขึ้น เพราะมีการแก้แก้กฎหมายใหม่ พ.ร.บ.ตำรวจ ในมาตรา 6 เขียนว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นส่วนราชการ มีฐานะนิติบุคคล อยู่ในบังคับของนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่า มีประเทศไหนที่เอาตำรวจไปอยู่ในกำกับของนักการเมือง เพราะตำรวจต้องเป็นกลางครับ เป็นผู้รักษากฎหมาย ดังนั้น ความผิดพลาดต่างๆ ที่เราพูดกันมาตลอด ทั้งวัน ผมคิดว่ามันต้องโทษไปที่นายกฯ นะครับ เพราะเป็นคนรับผิดชอบ”
พล.ต.ท.สมเกียรติกล่าว

นายสัก กอแสงเรือง อดีตนายกสภาทนายความ ได้วิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ชั้นสืบสวน ที่บกพร่อง ทำให้ในชั้นอัยการและศาล ไม่สามารถตัดสินสร้างความยุติธรรมได้ และนอกจากนั้นยังมีข้อเสนอให้ แยกพนักงานสอบสวนไป เป็นอาชีพอิสระ นอกจากนั้น ให้นำกฎหมาย พ.ร.บ.ตำรวจมาใช้อีกด้วย

“นมัสการพระคุณเจ้า ท่านผู้มีเกียรติ ผมมาวันนี้ ได้ความรู้เพิ่มเติมอีกมาก อย่างน้อยก็รู้ว่ารัฐบาล ทักษิณใช้วิธีแก้ตัวว่า เรื่องส่วนตัวมา 3 รัฐบาลแล้ว รัฐบาลแรก รัฐบาลที่ 2 ก็แก้ตัวใน 3 คดีนี้ นะครับ ว่าเรื่องส่วนตัว คุณสมชายทะเลาะกับภรรยา ก็เลยหนีจากภาคใต้ คดีอื่นๆ ก็แก้ตัวเรื่องส่วนตัว

มารัฐบาลรักษาการณ์ ก็ยังเอาคำนี้มาใช้ มาใช้ในกรณีพรรคใหญ่จ้างพรรคเล็ก ใน กกต. โดยอ้างว่าการกระทำของคนที่อยู่ใน วีดีโอ อยู่ในภาพในเสียง เป็นเรื่องส่วนตัว แล้วคน 2 คนนั้น ยังไม่ได้ข้อมูลจากรัฐบาลว่า การกระทำ 2 คนนั้น นายกฯ รู้ไหม รัฐบาลรู้ไหม แล้วห้ามหรือเปล่า มันเป็นเพื่อส่วนตัวจริงเปล่า แล้วทำไมต้องเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องส่วนตัว ประโยชน์มันตกแก่ส่วนตัวหรือส่วนพรรค แล้วคำว่าส่วนตัวนั้น มันใช้ในกี่มาตรฐาน เลขาฯ พรรคฝ่ายตรงข้าม เขาอ้างว่าเขาก็ทำเหมือนกัน เอ๊ะ เขาทำไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้ว เพราะไปร้อง กกต.ยุบพรรคเสียแล้ว ทำไมมันถึงแตกต่างกัน ผมได้ความรู้ใหม่ครับ

ผมอยากจะเข้าเรื่องหัวข้อตอนนี้ เริ่มกระบวนการยุติธรรมมันมีปัญหาอะไรบ้าง และควรจะแก้ไขปฏิรูปอะไรบ้าง หลังจากการติดตาม กระบวนการยุติธรรมมา 4-5 ปี มานี่นะครับ ในฐานะที่เป็นนายกสภาทนายความ เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา และก็เคยเกี่ยวข้องเป็นประธานกรรมาธิการตรวจสอบ การหายตัวไปของทนายสมชายนะครับ และเป็นประธานอนุกรรมการติดตามคุณสมชาย ของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ผมพบว่า กระบวนการยุติธรรมของเรา ถูกครอบงำโดยนโยบายของรัฐบาล แล้วสิ่งที่เราพบชัดเจนมากที่สุด คือกระบวนการยุติธรรมในภาค ที่เกี่ยวกับตำรวจซึ่งเป็นการสอบสวนเบื้องต้นนั้น มันถูกเข้าไปสนองนโยบายของรัฐบาล ที่สำคัญๆ นะครับ ก็คือเรื่อง การทำสงครามกับยาเสพติด กับทำสงครามกับก่อการร้าย การทำสงครามกับผู้มีอิทธิพล

สนองนโยบาย ยังไงครับ รัฐบาลก็จัดทำ สภาพปัญหา ทำบัญชีดำ ยาเสพติด ทำบัญชีดำผู้ก่อการร้าย รวมทั้งคุณสมชายด้วย ที่อยู่ในบัญชีดำผู้ก่อการร้าย เพราะเหตุว่า ไปว่าความ ไปช่วยเหลือผู้ต้องหาจำเลยในคดีผู้ก่อการร้าย ก็เลย ถูกอยู่ในบัญชีนั้นด้วย แต่ด้วยการเอางานของตำรวจ ไปสนองนโยบาย เราจะพบเห็นว่า ใน 2500 ศพ ของยาเสพติด หรือ 1000 ศพของผู้ก่อการร้ายภาคใต้ ที่ผ่านมานี้ ก็เกิดขบวนการอุ้มหาย อุ้มฆ่า วิสามัญ

กระบวนการเหล่านี้ ล้วนกระทบสิทธิเสรีภาพของกระบวนการยุติธรรม อย่างมากเลยนะครับ ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ในกระบวนการ คนตายผิดธรรมดา หรือผิดธรรมชาติ มันจะต้องมีกระบวนการพิสูจน์ กระบวนการไต่สวน สาเหตุการตาย หรือกระบวนการดำเนินการกับผู้กระทำความผิด ดำเนินการกับผู้ใช้จ้างวาน ตามกฎหมายเป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ภาคตำรวจที่จะต้องเริ่มสืบสวน สอบสวน ติดตามหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

แต่พอกระบวนการยุติธรรมภารตำรวจ ไปสนองตามนโยบาย ที่ว่านี้ มันทำให้งานอำนาจหน้าที่ ตามวิอาญา ตามกระบวนการยุติธรรม มันด้อยประสิทธิภาพไปโดยสิ้นเชิง ถามว่า 2500 ศพ ไต่สวนวิสามัญไปกี่คดี ไม่กี่คดีครับ

เพราะฉะนั้น ปัญหากระบวนการยุติธรรมเหล่านั้น เมื่อผู้มีอำนาจหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ภาคตำรวจเองต้องสนองนโยบาย ลบจำนวนบัญชีรายชื่อตามกระบวนการฝ่ายนโยบายกำหนด หรือทำให้หมดไปด้วยทางเลือก 2 อย่าง คือไปวัด หรือไปคุก หรือลบออกไปจากบัญชีแล้วประเมินเป็นความดีความชอบ เพราะฉะนั้น การทำหน้าที่ ตามกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ทำหน้าที่ ในฐานะที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในเรื่อง รักษาความสงบเรียบร้อย ในเรื่องปฏิบัติตามกฎหมาย การบังคับใช้ตามกฎหมาย ส่วนนี้เป็นปัญหาที่น่ากลัว และทำให้กระบวนการยุติธรรม มันถูกเบี่ยงเบนไปหมด รัฐเอง รัฐบาลเอง 4-5 ปีมานี่ ก็ ใช้ฝ่ายนิติบัญญัติผ่านกฎหมายมากมายนะครับ กฎหมายที่ละเมิดสิทธิของประชาชน ค่อนข้างมากและรุนแรง คือ พระราชกำหนดการบริหารในภาวะฉุกเฉิน ที่เอาไปใช้ภาคใต้ ครั้งละ 3 เดือนต่อไปเรื่อยๆ

ส่วนนี้ ที่เป็นส่วนที่ละเมิดสิทธิของประชาชนมากที่สุด มากกว่า รุนแรงกว่า การใช้กฎอัยการศึก กฎอัยการนั้นเป็นอำนาจของฝ่ายทหาร ในการที่จะสามารถควบคุมบุคคลได้ครั้งละ 7 วัน โดยไม่ต้องมีข้อหา แต่ตามพระราชกำหนดนี้ ควบคุมได้ ครั้งละ 6 วันและต่อเนื่องเป็น 30 วัน การควบคุมลักษณะนี้ เป็นการควบคุมที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน ค่อนข้างมาก

กฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ก็คือ เรื่องการห้ามชุมนุมในเขตทางหลวง ก็ไปแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ทางหลวง ว่าห้ามไม่ให้ชุมนุมในเขตทางหลวง ก็ทำให้กฎหมายมีโทษจำคุก มีโทษปรับ เพราะประชาชนที่ต่อสู้เรียกร้องจะต้องมาเดินขบวน ตามทางหลวง ชุมนุมกันในทางหลวง เพื่อเรียกร้องสิทธิต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ ก็เลยแก้ พ.ร.บ.ทางหลวง เพื่อห้ามไม่ให้ชุมนุมในเขตทางหลวง ก็น่ายินดีครับ ที่ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งวินิจฉัย ตามคำร้องของคณะ ส.ว. ที่ยื่นไปว่ามาตรานี้ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ตกไป 2 มาตรา

คือห้ามชุมนุมในเขตทางหลวง และกำหนดโทษ ในมาตรานี้นะครับ จะเห็นได้ว่า เรื่องของการกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน ของกระบวนการยุติธรรม ยังเกิดขึ้นค่อนข้างมากและรุนแรง ตลอด 4-5 ปี มานี้นะครับ อีกอย่าง ความอิสระของสื่อตามรัฐธรรมนูญมันหายไปครับ ประชาชนจะต้องรับตามที่สื่อของรัฐ สื่อภาครัฐต้องการให้สื่อสารเท่านั้น พอเกิดวิทยุชุมชน ซึ่งเป็นส่วนที่ดำเนินการโดยราชการ อนุญาตให้ทำ แต่ถ้าช่องไหน วิพากษ์วิจารณ์ ตรงกันข้าม หรือแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ก็จะถูกรบกวน ถูกปิด ถูกห้าม

ซึ่งสุดท้ายศาลก็ลงเช่นกัน ลงโทษไป หลายส่วน หลายคดี ทั้งๆ ที่การผิดกฎ ผิดระเบียบ ในการจัดตั้ง หรือบริหารนั้น ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เหมือนที่ อ.นิธิ ตั้งข้อสังเกต คำพิพากษาส่วนนี้ได้คำนึงถึง สิทธิเสรีภาพที่รับรองโดยรัฐธรรมนูญหรือไม่

เพราะฉะนั้น เมื่อการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แทรกแซงการสอบสวนเบื้องต้นของตำรวจนะครับ ก็เลยเกิดปัญหา ค่อนข้างมากมายครับ ว่าเวลาที่เกิดคดีขึ้นแล้ว โดยเฉพาะคดีที่กระทบต่อการ ต่อสู้ของนักต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน นะครับ หรือทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ของชุมชนต่างๆ นั้น ก็จะได้รับการปฏิบัติในการสืบสวน สอบสวน จากเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยแบบไม่เอาจริงเอาจัง แล้วก็โดยแบบที่จะไม่ขยายผล ซึ่งจะแตกต่างจากคดีความธรรมดาอื่นๆ ที่มีการขยายผลออกไปมากมาย

คดีผู้ต้องหาในภาคใต้ โดยเฉพาะคดีที่คุณสมชายไปช่วย ในครั้งสุดท้ายนั้น ถูกขยายผลสอบสวนอย่างรุนแรงจนกระทั่ง ทำร้ายทรมาน มากมาย นะครับ ขยายผลจนเกินเลย มาตรการของกฎหมาย คือทำผิดกฎหมายไปเลยนะครับ แต่ว่ากระบวนการเหล่านี้ ก็มีปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย แม้แต่คุณสมชาย เข้าไปช่วยในคดีสุดท้าย ผู้ต้องหา 5 คน ก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควร จากกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นนะครับ ของตำรวจ - รวมทั้งการฝากขังของตำรวจ การควบคุมตัว นะครับ

ผมคิดว่ากระบวนการยุติธรรม มันก็ขยายผลมาตลอด เพราะเหตุว่า ถ้าความผิดอาญาเกิดขึ้นแล้ว พนักงานสอบสวนเลือกปฏิบัติ ในการสอบหรือไม่สอบ เก็บหรือไม่เก็บ พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ทางนิติวิทยาศาสตร์ ก็จะเป็นปัญหาสาวไปถึงผู้กระทำความผิดที่ถูกต้องแท้จริง เพราะว่า ถ้าทำสำนวนทางคดี โดยตั้งธงไว้แล้ว ว่าเอาแค่ นี้นะ ไม่ทำมากกว่านั้น ติดตามโทรศัพท์ก็เอาแค่นี้ ไม่สานต่อ มากกว่านี้ มันก็ไม่สามารถขยายผลต่อไปได้ หรือไปดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตัวจริงได้ จะเห็นได้ ว่าการสืบพยานคดีคุณสมชาย มันได้แสดงให้เห็นถึง การกระทำเหล่านั้นนะครับ และผมคิดว่าคดีของคุณเจริญ ผมไม่มีโอกาส เข้าไปร่วม แต่ก็คิดว่า ก็คงจะเป็นแบบเดียวกันนะครับ มีเป้า แล้ว มีธงแล้วจะขยายไปถึงไหน หรือไม่ถึงไหน ดำเนินการกับใครบ้าง หรือเอาเฉพาะเบื้องต้น เพื่อให้ตอบคำถามได้ ในข้อหาเบาๆ คดีคุณสมชายข้อหาเบามากครับ เพียงแค่กักขังหน่วงเหนี่ยวเท่านั้น

แล้วก็หาศพ หรือหาตัวคนซึ่งไม่เจอ การบกพร่องของสำนวน คดีนี้ ต้องโทษตั้งแต่ตัวนายกรัฐมนตรี ที่อ.นิธิ พูดไปแล้ว เพราะในชั้นกรรมาธิการ นายกฯ ให้สัมภาษณ์สื่อว่า รู้ว่ามีการดำเนินการ เอาตัวคุณสมชายไปที่ภาคเหนือ เพื่อดำเนินการบางอย่าง โดยทราบข่าวจากฝ่ายความมั่นคง แล้วหายตัวไป หรือ รองนายกฯ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ก็ไปตอบกระทู้ในสภาว่า รู้ว่าทนายสมชายไปพูด กับใครก่อนเสียชีวิต

แต่ทั้ง 2 คน ไม่สนใจ ที่จะให้ข้อมูลกับพนักงานสืบสวน ไม่สนใจที่จะให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการ ที่ผมเป็นประธาน เรียก 3 ครั้ง 4 ครั้ง ก็ไม่มา ครับ ความลับ ข้อมูล ที่ถูกปกปิดเหล่านี้ ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของ ดีเอสไอ ที่ต้องไปติดตามเพิ่มเติม เอามาให้ได้ ท่านมีหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว รับคดีแล้ว ดีเอสไอ ก่อนจะรับคดี ตอนนั้น ผมเป็นนายกสภาทนายความ ท่านพงษ์เทพ เทพกาญจนา เป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงยุติธรรม ตอนเกิดเหตุใหม่ๆ ผมพยายามที่จะเสนอให้เอาคดีนี้เข้าดีเอสไอ 2 ครั้ง ท่านพงษ์เทพขอพูดกับผมก่อน ว่า อย่าเอาเข้ามาเลยเพราะ อธิบดี เพราะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นหรือเคยเป็นลูกน้องท่าน ให้ผมดึงเรื่องออกไปก่อน อย่าพึ่งเสนอ

ต่อจากผม คุณเดชอุดม ไกรฤทธิ์ เข้ามาเป็น นายกสภาทนายความ ก็ไปทำหน้าที่แทนผมในดีเอสไอ ก็ถูกขอร้องคล้ายกัน จนกระทั่งสุดท้าย ก่อนที่คุณอังคณา (ภรรยาคุณสมชาย) จะไปที่สหประชาชาติ ก็มีการขอร้อง จึงได้รับคดีนี้อย่างไม่ได้ตั้งใจ หรือเลี่ยงเสียมิได้ เพราะฉะนั้น ปัญหาเหล่านี้เกิดจากความไม่รับผิดชอบ อย่างที่ท่าน อ.นิธิ พูดไปแล้ว

ผมคิดว่า อันที่หนึ่ง ก็คือ สำนวนทั้ง 3 คดี มีข้อจำกัด ที่บอกว่ามันไม่คืบหน้า หรือคาดเดา อาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ก็เพราะว่ามีข้อจำกัดในด้านสำนวนสอบสวน ที่มีพยานหลักฐานในสำนวนสอบไม่ครบตั้งแต่ต้นแล้ว ผมคิดว่าในชั้นศาล ใช้ได้เฉพาะพยานหลักฐาน ที่มีอยู่ในสำนวนสอบสวนเท่านั้น ไม่สามารถ เอาสำนวนอื่นๆ เอาพยานหลักฐานอื่นๆ มาเพิ่มเติมได้

ประการที่ 2 คือข้อกฎหมายครับ ข้อกฎหมายข้อหาเหล่านี้ จะต้องพิสูจน์ ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจนประจักษ์ข้อสงสัย อันนี้เป็นข้อจำกัดอีกอัน เพราะถ้ามีข้อสงสัย จะต้องยกประโยชน์ให้กับจำเลย นะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าข้อเท็จจริงที่ผ่านกระบวนการไม่พยายามรวบรวมเข้ามาอย่าง ครบถ้วนแล้ว มันก็จะมีปัญหานะครับ หรือสอบพยานหลักฐานที่มีช่องโหว่ไว้ มีข้อสงสัยไว้ พอไปถึงศาลก็มีปัญหาเรื่องของการยกเว้นฟ้องได้เหมือนกัน สวนที่ผมอยากเสนอ คือ

ทำอย่างไรให้กระบวนการยุติธรรมในส่วนนี้ดีขึ้นนะครับ ผมคิดว่า ปัญหาก็คือว่า ประธานศาลฎีกา เป็นคนที่ได้รับความเชื่อถือ ความไว้วางใจศรัทธาจาก ประชาชน นะครับ เพราะเขาได้สร้างกฎหมาย สร้างวัฒนธรรม สร้างระบบตรวจสอบขององค์กร ตลอดมา ค่อนข้างจะเข้มแข็ง และไม่ถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ว่า กระบวนการยุติธรรมที่เป็นตำรวจ ถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมืองนะครับ อย่างที่ท่าน พล.ต.ท.สมเกียรติ ได้กล่าวไปแล้วนะครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรี มานั่งเป็นกรรมาธิการตำรวจ แล้วยังเป็นผู้ควบคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะฉะนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นกับนายกรัฐมนตรีนะครับ

แต่ว่า ปัญหามันมีมากกว่านั้นนะครับ ถ้าหากว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะขึ้นตรงหรือสังกัดก็ตาม มันก็ยังมีช่องทาง เพราะลักษณะเดิมก็เช่นกัน ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยบ้าง กระทรวงยุติธรรมบ้าง ขึ้นกับนายกฯ ในปัจจุบัน แต่สิ่งที่คน ในวงการตำรวจในยุคเดิมๆ เขา ทำงานสอบสวน เขาไม่สนองนโยบายเต็มที่นัก ยังทำงานในอำนาจหน้าที่ของตนเอง ตามกระบวนการยุติธรรม อยู่ได้ แต่ขณะนี้พอรัฐบาลชุดปัจจุบัน หรือชุดรักษาการณ์ 2 รัฐบาลที่ผ่านมา ได้ทำให้เป็นรัฐตำรวจเกือบหมด

เพราะฉะนั้น ผู้บัญชาตำรวจแห่งชาติ ก็เลยเป็นคนที่ไว้วางใจของนายกฯ พอเป็นคนไว้วางใจของนายกฯ ก็เลยเป็นเรื่องตอบสนองนโยบายค่อนข้างมาก และบ่อยครั้ง

เพราะฉะนั้น ส่วนนี้เป็นปัญหาครับ ถ้าหากว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็จะต้องไปปรับโครงสร้าง และผมคิดว่าโครงสร้างในกฎหมายอันหนึ่ง ที่มีอยู่แล้วแต่ยังไม่ได้ทำ ก็คือ ใน พ.ร.บ.ตำรวจ เมื่อ 2 ปี มาแล้ว ได้แก้กฎหมายใน พ.ร.บ.ตำรวจ แล้วเราก็ได้ให้เครื่องมือที่สำคัญไว้ในงานสอบสวน ในกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งก็คือ ให้มีตำรวจ ที่เป็นพนักงานสอบสวน โดยไม่มียศ เป็นวิชาชีพอิสระ เท่ากับอัยการ และเท่ากับศาล มีค่าตอบแทน มีเงินเดือน เท่ากับอัยการ และเท่ากับผู้พิพากษา

เราต้องการพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้อิสระขึ้น ไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาตามสายงาน ในงานสอบสวน แต่ 2 ปี มาแล้ว ครับ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้พัฒนา ไม่ได้ปรับปรุง งานสอบสวนให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจ เพราะ เขายังหวงอำนาจ ยังต้องการอำนาจบังคับบัญชาอยู่ จึงไม่พยายามพัฒนาให้พนักงานสอบสวนเป็นวิชาชีพอิสระ ตามกฎหมาย ผมคิดว่าถ้ามีการพัฒนาจริงๆ ผมอยากพิจารณา เรื่องแยกงานสอบสวน ออกเป็นงานอิสระต่างหาก จะออกโดยวิธีการ หรือโครงสร้างอะไรก็ตาม ที่ให้อิสระจริงๆ

เพราะเห็นว่า พนักงานสอบสวน ที่เป็นกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ไม่มีอิสระ แล้ว ฝ่ายอื่นๆ ก็คงทำงานได้ลำบาก เพราะถ้าสำนวนสอบสวนไม่ดี ไม่สมบูรณ์ ไม่เป็นกลาง ไม่มีคุณภาพ เมื่อไปถึงอัยการ อัยการก็ทำอะไรไม่ได้ อาจจะต้องก็สั่งไม่ฟ้อง หรือฟ้องไป ศาลก็ลงโทษไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผู้กระทำความผิดตัวจริงจึงไม่ถูกลงโทษ ตัวนี้อันตราย มากสำหรับ กระบวนการยุติธรรมบ้านเรานะครับ

ผมคิดว่า จะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงส่วนนี้ อีกอันหนึ่ง ก็คือเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย การปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ ความจริงการแจ้งข้อหา การจับกุม การประกันตัว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และรัฐธรรมนูญเขียนไว้ดีมากครับ เพียงแต่การบังคับใช้ในส่วนนี้ยังหย่อนยานอยู่ ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ผมอยากเห็นศาล มากำกับการใช้อำนาจในส่วนนี้ อย่างจริงจัง เพราะจากการตรวจสอบคดีคุณสมชาย 5 ผู้ต้องหา มีการฝากขังที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ที่ชัดเจน ก็คือว่าการทำคำร้องฝากขังครั้งแรก บอกว่ามีพยานต้องสอบอีก 20 ปาก จึงขอฝากขังอีก 12 วัน และขอนำตัวไปฝากขังที่โรงพักกองปราบ เพื่อสอบขยายผล ครั้งที่สอง ก็ยื่นคำร้องว่า ขอฝากขังอีก 12 วัน เพื่อขอสอบพยานอีก 15 ปาก แล้วขอกลับเอาไปขังที่โรงพักเพื่อขยายผล

และ ทนายสมชายเข้ามาร่วมในการยื่นครั้งที่สอง นี้เอง แล้วก็ไปยื่นคำร้องที่ศาล ว่า ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ถูกซ้อม ถูกทำร้าย ถูกทรมานแต่ละคนมีร่องรอย บาดแผลที่ไหนบ้าง และขอให้ศาลส่งไปให้โรงพยาบาลตรวจบาดแผล และขอให้ศาลสั่งให้ควบคุมในเรือนจำ อย่าให้ไปขังที่กองปราบ หรือที่โรงพัก เพราะ 5 คนนี้ถูกซ้อม ถูกทำร้าย ถูกทรมาน ศาลก็เรียกสำนวนสอบสวนมาดู จากตำรวจ ปรากฏว่า ไม่มีการสอบสวนแม้แต่ปากคำเดียว ใน 12 วันแรก ก็เท่ากับ ยื่นคำร้อง หลอกลวงศาล หลอกขังผู้ต้องหาไปโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ไม่มีการดำเนินการกับผู้ที่ยื่นคำร้องโดยไม่ชอบนั้น

กระบวนการยุติธรรมยังปล่อยปละละเลย ให้เกิดปัญหานี้อยู่ แล้วศาลเองก็บอกว่า ส่วนที่ยื่นคำร้องให้แพทย์ตรวจ ให้ไปดำเนินการในเรือนจำนะ ความจริง ถ้าศาลให้ 5 คนนี้ เปิดดูบาดแผล ว่ามีหรือเปล่า ถ้ามีก็ส่งไปตรวจ เรื่องก็อาจจะไม่ขยายผลต่อมา แต่ว่าเมื่อบอกว่าให้คุณสมชายไปยื่นคำร้อง ไปดำเนินการในเรือนจำ คุณสมชายก็ต้องเข้าไปในเรือนจำ แล้วก็ไปทำคำร้อง ให้ 5 คน เซ็นชื่อร้องเรียนไปทุกหน่วยงาน ว่าเขาถูกซ้อม ถูกทำร้าย ถูกทรมาน ยื่นไปทุกหน่วยครับ รวมทั้งกรรมาธิการ ทั้ง 2 สภาด้วย แล้วก็สู่การอุ้มหายหลังจากนั้น 2 วัน

ผมคิดว่า กระบวนการยุติธรรม ยังไม่ได้ทำหน้าที่ ที่กฎหมายมอบให้ คือ ตรวจสอบ การบังคับใช้กฎหมาย การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และการกำกับการใช้อำนาจหน้าที่ ของทุกฝ่าย ครับ

ผมอยากเห็น มีการเอาจริง เอาจังในเรื่องอย่างนี้ครับ การยื่นคำร้องฝากขังคน ครั้งละ 12 วันโดยไม่เป็นความจริงนั้น มันควรจะต้องถูกดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดอย่างนี้อีก เพราะการขังคนครั้งละ 12 วัน ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะถ้าใครไม่โดน ไม่รู้สึกหรอกครับ กับคนที่โดนก็น่าจะกระทบอย่างรุนแรง

อีกอันหนึ่ง ที่อยากเสนอ คือเรื่องของการสร้างศูนย์ติดตามคนสูญหาย พิสูจน์ศพนิรนาม เรื่องนี้รัฐบาลที่รักษาการณ์ เคยแถลงต่อประชาชน เคยแถลงต่อให้เห็นในนโยบาย ในสภาแล้วว่าจะทำ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ทำ การพิสูจน์ศพคนหาย พิสูจน์ศพนิรนาม ก็ยังไม่ทำ ไม่เป็นรูปธรรม ไม่ปฏิบัติ ถ้าคนหาย ทำไงครับ ต้องไปติดตาม ตามโรงพยาบาลทั่วไปหมด ก็ไปติดตามตามมูลนิธิต่างๆ ที่รับฝากศพ ยุ่งยากมากครับ ซึ่งถ้ามีศูนย์พิสูจน์ศพนิรนาม ทำให้ถูกต้อง เต็มระบบ การตรวจสอบก็ทำง่ายได้ ใครหายไปก็มาตรวจสอบที่ศูนย์นี้ ก็สามารถพิสูจน์ตัวบุคคลได้ ทำให้การติดตามง่ายขึ้น ได้มาตรฐานมากขึ้น

ผมอยากจะให้เพิ่มความผิด ว่าด้วยการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม บ้านเราไม่มีนะครับ กฎหมายนี้ ในหลายประเด็นที่พูดไป การแทรกแซง ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และด้วยกฎหมาย มันควรจะมีความผิด เบี่ยงเบน แทรกแซง กระบวนการยุติธรรม เข้ามาลงโทษผู้กระทำความผิดได้ พวกนี้ไม่ควรจะเป็นแค่ปัญหา ไม่ปฏิบัติตามนโยบาย หรือไม่ปฏิบัติตามกฎกติกา แล้วก็ปล่อยปละละเลยไป แต่ควรจะเขียนให้มีความผิดและลงโทษได้ด้วย

อาทิ การข่มขู่ให้ถอนคำร้อง ถอนฟ้อง ในคดีที่ไม่ชอบธรรม เช่น ในคดีวิสามัญ ฆาตรกรรมที่สภาทนายความไปช่วย 3 คดี ครับ ที่ผู้เสียหายถูกข่มขู่ให้รับเงิน เหตุเกิดที่สุพรรณ เป็นเงิน 3 ล้าน ซึ่งวิสามัญไป 6 ศพ รับเงินแล้วให้ถอนคำร้อง คดีอย่างนี้ มันควรจะมีความผิด เพราะขัดขวางกระบวนการยุติธรรม นะครับ หรือ จ้างพยานหนี การข่มขู่ทำร้ายพยาน พวกนี้ จะต้องมีข้อหาที่ค่อนข้างชัดเจน และถ้าเป็นการกระทำโดยคนในกระบวนการยุติธรรมเอง ควรจะเพิ่มโทษเป็น 2 เท่า หรือ 3 เท่า นะครับ

ข้อสุดท้าย ผมคิดว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนของไทย ใน 4-5 ปีมานี่ ถึงขั้นวิกฤติครับ และไม่สามารถที่จะตอบคำถามคนไทยได้ ไม่สามารถที่จะตอบคำถามยูเอ็นได้ ผมอยากจะให้รัฐบาล ถึงแม่ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ ต้องสะสางปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกรูปแบบ ตั้งแต่ ตัวกฎหมาย ฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ออกกฎหมาย ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ สะสางกฎหมายเก่า ที่ขัดรัฐธรรมนูญ เรื่อง ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพครับ

แล้วก็สะสางคดีเก่า ทั้งหลาย รวมทั้งทั้ง 3 คดี นี้ด้วย คดีสงครามยาเสพติด สงครามผู้ก่อการร้าย คดีผู้มีอิทธิพล การตายที่เกิดขึ้นโดยการกระทำของใครก็ตาม ควรจะได้รับการสะสาง เพื่อตอบคำถามครอบครัวผู้ตาย เพื่อตอบคำถามประชาชน และเพื่อตอบคำถามในเวทีนานาอารยประเทศครับ”
นายสักกล่าวสรุป


อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

4 กรกฎาคม 2549