|
ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม
(3)
ผศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดี คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเน้นย้ำปัญหาในภาพรวม ถึงกระบวนการยุติธรรมว่า
มีพัฒนาการในการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ก็ไม่สามารถพัฒนาภายในองค์กรได้
ในขณะที่ อีกด้านหนึ่งยิ่งกลับต้องไปขึ้นตรงกับนักการเมืองมากขึ้น
ดังนั้น หากจะแก้ไขกระบวนการยุติธรรม ต้องแก้ทั้งภายในกลไกองค์กร
และสร้างกลไกตรวจสอบ จากภาคสังคมขึ้นมาอีก สถาบันหนึ่งด้วย

เรื่องที่ผมอยากจะเกริ่นนำคือ เวลาที่เราพูดถึงกระบวนการยุติธรรมนั้น
เรามีภาระ 2 ด้าน ที่คุณต้องจัดการคน ที่ทำผิดกฎหมายออกมาให้ได้นะครับ
คือรักษากฎหมาย แต่ในด้านหนึ่ง ในการรักษากฎหมาย หมายถึงกระบวนการยุติธรรม
ในที่นี้ ผมหมายถึง ทั้งกระบวนการ
ในด้านหนึ่ง การพยายามที่จะรักษากฎหมาย ก็ต้องคำนึงถึงสิทธิ
และความเป็นธรรมให้กับประชาชน ในขณะเดียวกันก็ต้องจับคนมาลงโทษ
แต่การจะจับประชาชนมาลง ก็ต้องไม่จับมั่ว แต่ต้องมีหลักฐาน จะส่งฟ้องต้องมีหลักฐาน
จะตัดสินต้องมีหลักฐาน ผมคิดว่า นี้คือ หน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม
องค์กรที่จะทำหน้าที่แบบนี้ได้ จะต้องเป็นกลาง คือคุณจับมาลงโทษ
ในขณะเดียวกันก็ต้องคิดถึงว่า จับคนถูกหรือเปล่า ดังนั้นองค์กรที่จะทำได้
ต้องอิสระ และเป็นกลาง ไม่ถูกครอบงำและตรวจสอบได้ และผมคิดว่า
นี่คือหลักการฐานพื้นฐานเลย ของกระบวนการยุติธรรม
ที่นี้ เรามาพิจารณาดูเมืองไทย ในยุคนี้ คิดว่าสิ่งที่เราเห็น
นะครับว่า กระบวนการยุติธรรมภายใต้การบริหารของคุณทักษิณ เป็นรัฐบาลที่ผมคิดว่า
ฉาวโฉ่ที่สุดในแง่ของสิทธิมนุษยชน คือผมคิดว่า แค่คิดถึงคนที่ตาย
เพราะออกนโยบายปราบปรามยาเสพติดก็ 2500 ศพ แค่นี้ก็จบแล้ว
ถึงคุณจะอยู่ได้ ผมคิดว่าความชอบธรรมมันไม่เหลือแล้ว เป้าหมายและหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม
แบบนี้ผมคิดว่า เป็นสิ่งที่เป็นหลักการ เป็นพื้นฐาน ที่สำคัญที่ผ่านมา
เราก็เห็นว่า ได้มีความพยายามพัฒนาอยู่บ้าง เช่น จากกรมตำรวจ
ก็เปลี่ยนมาเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเปลี่ยนชื่อไป ก็โดยคิดว่าจะบริสุทธิ์ขึ้น
แต่ในความจริง คดีก็เหมือนเดิม ต่อมากรมอัยการ ก็เปลี่ยนมาเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด
คำถามคือ องค์กรต่างๆ เหล่านี้มันคุ้มครองเราได้จริงๆ หรือเปล่า
ผมคิดว่า ผมอยากขอยืมคำที่พูดเมื่อเช้านี้ ที่เรียกมันว่า เป็นองค์กรศักดิ์สิทธิ์ที่สามานย์
ผมคิดว่ามันมี 3 ประเด็นที่ผมอยากจะพูดนะครับ
ประเด็นแรก คือ สิ่งที่เป็นปัญหาในขณะนี้มันเป็นปัญหาที่เกิดกับ
องค์กรภาคประชาชน ภาคสังคม คดีที่มันเกิดขึ้น มันไม่มีความคืบหน้า
มันเป็นคดีที่เกิดกับคนทำงานในภาคสังคม ไม่ว่าจะเป็น ทนายสมชาย
พระสุพจน์ ทั้งหมด คือคนที่ทำงานในภาคสังคม แล้ว เกิดข้อขัดแย้งกับกับอำนาจรัฐ
ซึ่งรวมไปถึงทุนด้วย อำนาจรัฐในที่นี้ รวมอำนาจรัฐท้องถิ่นด้วย
เพราะอำนาจรัฐท้องถิ่นก็ได้ไปรวมกับอำนาจรัฐระดับชาติแล้ว
ถ้าเป็นเรื่องราวชกกัน อย่างเช่น ผมมีเรื่องราวชกกันกับใคร แบบนี้
ผมพอจะคาดเดาได้ ว่ากระบวนการยุติธรรมทำงานเร็วแค่ไหน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
คือ คนทำงานภาคประชาชน ปัญหาก็คือ ฝ่ายหนึ่งเป็นภาคประชาชน แล้วฝ่ายหนึ่งเป็นอำนาจรัฐ
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า ภาคประชาชนมักจะอยู่ตรงกันข้าม หรือขัดแย้งกับนโยบายรัฐ
ไม่ว่าจะโดยตรงหรือ โดยอ้อม โดยตรงอาทิ เช่น ทนายสมชาย โดยอ้อม
ก็กรณีโรงไฟฟ้า ที่ประจวบฯ ที่คู่ขัดแย้งอาจจะไม่ใช่รัฐโดยตรง
แต่ขัดแย้งกับนโยบายรัฐ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คดีต่างๆ เหล่านี้
ด้านหนึ่งคือรัฐ ด้านหนึ่งคือคนทำงานภาคประชาชน
ผมคิดว่าลักษณะคดีแบบนี้คือ คดีที่เป็นของภาคประชาชน ที่ทำงานแล้วความเห็นไม่ตรงกัน
หรือขัดแย้งกับนโยบายรัฐ
ประเด็นที่ 3 ผลที่เกิดขึ้นคือ ในกรณีที่เป็นแบบนี้
คนที่ยืนอยู่ตรงข้ามคนที่ตาย หรือ คนที่ยืนข้างๆ คนที่ตาย ก็มีเงาทะมึนๆ
ที่เป็นเจ้าหน้าที่ สิ่งที่เกิดก็คือว่า เขาอาจจะไม่ดำเนินการก็ได้
ผมคิดว่า นี่เราพูดถึงแค่ 3 คดี แต่ถ้าเราไล่ไป ตั้งแต่ 2542
มีผู้นำชาวบ้าน ประมาณ 20 คน ที่ไม่มีการดำเนินการ ไม่มีความคืบหน้า
รัฐดำเนินการแต่ ดำเนินการอย่างหย่อนยาน ซึ่งอาจจะดำเนินการก็ได้
แต่ดำเนินการแบบขอไปที อย่างเช่น กรณีพระสุพจน์ ก็ทำๆ ไปอย่างนั้น
ซึ่งยังไงๆ ก็แพ้ เอาคนมาลงโทษไม่ได้
อาจจะทำแบบหย่อนยานได้ อาทิเช่น ทำแบบจำกัดผู้ที่เกี่ยวข้อง
หรือผู้ที่เป็นผู้ต้องหา ผมคิดว่า กรณี ทนายสมชายก็ใช่ นายกฯบอกว่า
คนนี้มีปัญหากับเมีย กรณีพระสุพจน์ไม่มีอะไรมาก แค่ชาวบ้านมาลักตัดไม้
แล้วพระปากเสีย ไปด่าเขาเข้า เขาเลยฟันกระบาลเอา ซึ่งในขั้นตอนการดำเนินการ
มันทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่อง ส่วนตัว กับคนที่เข้ามากระทำ
พอมันเป็นแบบนี้ ในเรื่องการดำเนินการต่อ ทั้งในแง่ของตำรวจ
ในแง่ของกระบวนการ ผมคิดว่าสำนวนคดี มันไม่ได้ไปไกลมาก อย่างมากก็แค่จับคนที่ลงมือได้เท่านั้น
แต่ถามว่าไปไกลกว่านั้น ไปได้หรือเปล่า ถ้าเรามองจุดเริ่มต้นของปัญหา
ว่าไม่ใช่เรื่องปัจเจก ไม่ใช่เรื่องพระกับชาวบ้าน ที่ตัดไม้
ไม่ใช่เรื่องผู้นำชาวบ้าน แต่เป็นเรื่องที่มากกว่านั้น ซึ่งคดีนี้
ผมคิดว่า อย่างมากก็แค่จับคนที่ลงมือ ถ้ามีหลักฐานมัดตัวนะครับ
กระบวนการยุติธรรมที่ดำรงอยู่ มันไม่ได้มีมาก
หรือเพียงพอ สำหรับผมคิดว่า ในกรณีผู้นำที่เป็นชาวบ้าน หรือคนทำงานภาคสังคม
นะครับ
ตรงกันข้าม ถ้าชาวบ้านตกเป็นจำเลยบ้างนะครับ คนที่ทำงานอยู่ในภาคสังคม
ตกเป็นจำเลย หรือผู้ต้องหาบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้น คือ กระบวนการยุติธรรมของเราจะรวดเร็วมาก
ฉับไว พร้อมเพรียงและเป็นเอกภาพ
เช่น เมื่อไม่นานมานี้ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หมิ่นไม่หมิ่นไม่รู้
ที่คุณสนธิ พูดอะไรออกไป มีคนไปถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่บอกว่า
โอ้ย หลักฐานชัดเจน ฟันธงได้เลย แต่พอสื่อมวลชนถามว่า
แล้วกรณีคุณทักษิณบอกว่าให้มากระซิบข้างหู นี้เข้าข่ายหมิ่นไหม
ตำรวจบอกเลยว่า อันนี้ ไม่มีหลักฐาน หาหลักฐานมายืนยันซิ
เพราะผมคิดว่าไม่หมิ่น
คือถ้าเมื่อไหร่ นะครับ ถ้าเมื่อไหร่ผู้นำชาวบ้าน ผู้นำชุมชน
ตกเป็นผู้ต้องหานะครับ กระบวนการยุติธรรมมันเดินหน้าเร็วมาก
ฟึบฟั๊บๆ เพราะฉะนั้น เราสามารถสรุปได้ดังนี้ว่า กระบวนการยุติธรรมเป็นของรัฐบาล
โดยรัฐบาล และเพื่อรัฐบาล
อย่างกรณี ยิง ส.ส.กอบกุล กระบวนการยุติธรรมทำงานเร็วมาก
จับได้เลยครับ ซึ่งการทำงานไวๆ อย่างนี้ เผื่อแผ่มาถึง คนทำงานภาคสังคมหน่อยไม่ได้หรือไง
ประเด็นสุดท้าย จะทำอย่างไรให้เกิดกระบวนการที่เป็นของสังคม
เรื่องนี้สำคัญมากนะครับ จะทำอย่างไรให้กระบวนการยุติธรรม ไม่เป็นของรัฐบาล
แต่เป็นของสังคมได้ ผมคิดว่าอันแรกที่ต้องทำให้เกิดนะครับ ทำให้องค์กรในกระบวนการยุติธรรม
ซึ่งปัจจุบันนี้ ทุกองค์กรรับผิดชอบต่อผู้บังคับบัญชา หรือนักการเมือง
ดังนั้น เมื่อรับผิดชอบต่อผู้บังคับบัญชา กับนักการเมือง มันเกิดคำถามว่า
แล้วจะทำอะไรได้มากกว่านี้
อันที่สอง ทำอย่างไรจึงเกิดสิ่ง ที่เรียกว่า ความรับผิดต่อประชาชน
ต่อสังคม ผมคิดว่า นี้คือเรื่องสำคัญนะครับ คือทำอย่างไร ให้เกิดการรับผิด
ต่อประชาชน หรือสังคม
นอกจากนั้น ถ้าให้กระบวนการยุติธรรม ดำเนินไปได้อย่างเป็นธรรม
ก็ต้องคุ้มครองตำรวจด้วย ปัญหาเกี่ยวกับสวัสดิภาพความปลอดภัย
เพราะที่เห็นๆ คือ ศาล กับ อัยการ ได้รับความคุ้มครองดีมาก แต่ตำรวจกับไม่มี
ทั้งๆ ที่ตำรวจ คือกระบวนการยุติธรรม กระบวนการแรก ที่จะไปสู่ศาลสถิตยุติธรรม
อีกอัน หลักการสิทธิมนุษยชนต้องหยิบมาใช้ ให้มากขึ้น ซึ่งก็ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว
และเรื่องสุดท้าย คือ ต้องปฏิรูปภายในองค์กรยุติธรรม โดยเฉพาะจาก
ภาคสังคม ไม่ใช่จากกระบวนการยุติรรม คือมีองค์กรมาตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม
ซึ่งบทบาทภาคสังคมนี้เอง ที่ต้องทำให้มากขึ้น เพราะองค์กรภาคสังคมเท่านั้น
ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับกระบวนการยุติธรรมได้ ผศ.สมชาย
กล่าวสรุป
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
13 กรกฎาคม 2549
|