|
การจัดการความรู้
การส่งเสริมอาชีพในชุมชน งานลดภาระป่าตะวันตก
การอนุรักษ์ผืนป่าไม่ใช่แค่เพียงการรักษาป่าให้เหลืออยู่เท่านั้น และยิ่งไม่ใช่การนำเอากฎหมายพร้อมมาตรการเข้มงวดไปควบคุม
จัดการเท่านั้น แต่การอนุรักษ์ป่า หากแต่คือขบวนการลดทอนการแบกภาระความต้องการของมนุษย์ในยุคทุนนิยมที่ไม่มีขีดจำกัดในการใช้ทรัพยากรป่า
และขบวนการการปกป้องฟื้นฟูอย่างมีส่วนร่วม
แนวคิดส่งเสริมอาชีพหมู่บ้านในเขตป่า เพื่อลดการพึ่งพิงป่าตามโครงการรักผืนป่าตะวันตก
หรือ โครงการจอมป่า (JOMPA) ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ก็นำมาทดลองขึ้น ณ บ้านเขาเหล็ก หรือบ้านโค่ลิ๊ ในภาษากะเหรี่ยง ต.เขาโจด
อ.ศรีสวัสดิ์ กาญจนบุรี
บ้านเขาเหล็กเป็นหมู่บ้านที่ตั้งมานานหลายชั่วอายุคน
แต่วันหนึ่งเมื่อถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เฉลิมรัตนโกสินทร์ กลับตกอยู่ใจกลางอุทยาน
หรือกลางป่าห้วยขาแข้ง เป็นหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง ที่ยังมีระบบจัดการผืนดิน
ที่ไร่ข้าว ยังเป็นการเกษตรแบบไร่หมุนเวียน หรือไร่ข้าวแบบหมุนเวียน สภาพชุมชน
เป็นชุมชนแอ่งกะทะ ล้อมรอบด้วยพื้นที่ทำกินและหุบเขา มีประชากรประมาณ 200-300
คน
นายพร พนาวัน เจ้าหน้าที่ภาคสนามของโครงการรักผืนป่าตะวันตกเขตกาญจนบุรี
กล่าวถึงหมู่บ้านแห่งนี้ว่า แต่เดิมความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น
มีสูงมาก แต่เมื่อเกิดโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐกับอุทยาน แล้วก็มีกระบวนการเจรจาแลกเปลี่ยน
ให้ข้อเท็จจริงและสร้างความร่วมมือกัน ทำให้ปัจจุบันความขัดแย้งนั้นลดน้อยลงมาก
ในความจริง เบื้องลึกความขัดแย้งนั้นมักเกิดขึ้นบนเงื่อนไขอื่นๆ
อาทิ จากฝ่ายนโยบายการอนุรักษ์ของรัฐมากกว่า เพราะขาดความเข้าใจในข้อเท็จจริง
ในขณะที่ชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่นั้น ส่วนใหญ่เข้าใจและมีความร่วมมือกันดี
นายพร กล่าวและย้ำถึงบทบาทการเข้ามาทำงานร่วมกันของโครงการความร่วมมือนี้ว่า
เราเข้ามาทำงานเพื่อผูกมิตรและหนุนเสริม อาทิ เสริมอาชีพ
คือ แนะนำให้ปลูกไผ่ เนื่องจากรายได้ส่วนหนึ่งของชาวบ้านคือการหาหน่อไม้ในป่า
ซึ่งปัจจุบันหน่อไม้ก็น้อยลงมาก จึงมีความคิดว่า เราน่าจะปลูกเพิ่ม ส่วนหนึ่งก็ยังหาในป่า
แต่ก็ให้มันลดลง
ส่วนเรื่องการกันแนวเขตพื้นที่ทำกินของชาวบ้านกับเขตป่าอนุรักษ์
ให้ชัดเจน ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐลงมาได้
ซึ่งรวมพื้นที่หมู่บ้านกับไร่หมุนเวียนก็ประมาณ 2,700 ไร่ ใน 75 ครอบครัว
เรื่องกันเขตป่านี้ กว่าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จได้
เราต้องใช้ เครื่องมือเทคโนโลยีสูงอย่าง GPS ยิงพิกัดจากดาวเทียม เพื่อยืนยันเขตป่าส่วนไหนเป็นของใคร
พื้นที่ทำกินของชุมชนส่วนไหน ที่สำคัญเราจะยิงสำรวจทุกปี เพื่อพิสูจน์ว่า
คำสัญญาที่ชาวบ้านจะไม่รุกป่านั้น ทำได้จริงไหม ซึ่งเท่าที่สำรวจมาปรากฏว่าผืนที่ทำกินของชาวบ้านนั้นเท่าเดิมทุกปี
และถ้ามีใครไม่เท่าเดิมก็จะรู้ว่าเป็นของใคร ซึ่งก็จะไปคุยกันใหม่กับทางอุทยานฯ
นายพร กล่าว พร้อมทั้งให้รายละเอียดของชุมชนว่า
สภาพวิถีชีวิตชุมชนในปัจจุบันนี้ก็มีความเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ ที่ซึ่งไปเรียน ไปได้ความรู้ มาจากข้างนอก แล้วไม่ดำเนินวิถี
ความคิด ตามคนรุ่นก่อนๆ แต่ก็คงสภาพเป็นชุมชนดั้งเดิม ดังนั้นการอพยพชาวบ้านออกจากป่าคงทำไม่ได้
แต่จะให้เขาอยู่กันอย่างไรไม่ทำลายป่าต้นน้ำ นอกจากนั้น ทำให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมรับผิดชอบ
เพราะยังไงๆ ชุมชนที่นี่ก็ต้องขยายเพิ่มมากขึ้น
เกี่ยวกับโครงการส่งเสริมอาชีพ นอกจากโครงการปลูกไผ่แล้ว
ก็มีโครงการส่งเสริมวัฒนธรรม เช่น การเต้นรำของเยาวชนที่เรียกเป็นภาษากะเหรี่ยงว่า
ลำตง ด้วย
กิจกรรมทางเศรษฐกิจของชาวบ้าน คือหาของป่า หน่อไม้
เห็ดโคน ตีผึ้ง การออกไปรับจ้างข้างนอกอาจจะมีบ้าง แต่ก็แค่ระยะเวลาสั้นๆ
2-3 เดือน
เนื่องจากโครงการส่งเสริมอาชีพ คือปลูกไผ่ซึ่งเป็นไผ่หม่าจู่
ยังไม่ได้ผลมากนัก เพิ่งเริ่มปลูกและก่อนหน้านี้ชาวบ้านยังไม่เชื่อมั่นเท่าที่ควร
อีกอย่าง กิ่งพันธุ์มีน้อยด้วย ทำให้โครงการนี้ยังทำได้ไม่มากนัก แต่ก็มีกิจกรรมอื่นๆ
อาทิ ทอผ้าพื้นเมือง เป็นต้น มาเสริมด้วย นายพรกล่าว
ครูจำลอง มานะดี อดีตครูโรงเรียนบ้านเขาเหล็ก ได้ร่วมอธิบายปัญหาในชุมชนเขาเหล็กเพิ่มเติมว่า
ระบบการจัดการไร่หมุนเวียน ถูกบีบลงมากทำให้มีผลต่อผลิต แต่ถึงอย่างไร ถ้าได้รับการสนับสนุนด้านอื่นๆ
เกี่ยวกับอาชีพ ชาวบ้านก็น่าจะอยู่ได้
ปัญหาการเกษตรของชาวบ้านที่นี่ ซึ่งถูกจำกัดพื้นที่
ไร้หมุนเวียนมากขึ้น เหลือแค่ 5 แปลง ทำให้ชาวบ้านต้องเพิ่มต้นทุนมากขึ้น
อาทิ ต้องใส่ปุ๋ย มากขึ้น การเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ที่ทิ้งไว้ต่ำกว่า 3 ปีนี้ทำไม่ได้เลย
เพราะผืนป่ายังไม่ได้ฟื้นตัวทำให้ดินยังไม่กลับมาสมบูรณ์ และหญ้าจะเยอะมาก
รวมทั้งแมลงด้วย
ถึงกระนั้นก็ตาม แม้จะจำกัดพื้นที่ทำกินชัดเจน แต่ชาวบ้านก็ยังหาอยู่หากินในชุมชนได้อยู่
เพราะระบบการจัดการผลผลิต ใน 5 ไร่ ที่ชาวบ้านมีชาวบ้านจะปลูกทุกอย่าง ที่กินได้
และผลผลิตก็สามารถเก็บเกี่ยวกินได้ต่อเนื่องกัน ทำให้ไม่ต้องซื้อของจากข้างนอกมากนัก
ที่นี่ แม้จะมีระบบกรรมสิทธิ์เข้ามา แต่การจัดการที่ดินของชุมชนยังเป็นแบบพึ่งพากัน
ใครไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีญาติ ก็มาแบ่งทำกินกันได้ กับคนที่มีที่ดินมากๆ
น่ะ ส่วนรูปแบบการเพาะปลูกก็มีลักษณะลดหลั่นกันไป จากพืชต้นสูงลงมาถึงพืชต้นต่ำติดดิน
ด้านการเมล็ดพันธุ์ชาวบ้านที่นี่ก็มีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์แบบดั้งเดิม
เมื่อเห็นว่าชาวบ้านสามารถอยู่ได้ระดับหนึ่ง โครงการความร่วมมือทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ
เจ้าหน้าที่โครงการนำร่องอนุรักษ์อย่างส่วนร่วม NGOs ชาวบ้าน สังคม และสื่อมวลชน
ซึ่งเรียกว่า จัดการป่าโดยสังคม จะดีมากถ้าเข้ามาช่วยส่งเสริม ให้ชุมชนเข้มแข็งยิ่งขึ้น
ซึ่งถ้าชุมชนอยู่ได้ การบุกรุกป่าก็จะหมดไปเองครับ ครูจำลองกล่าว
ด้าน นายเกษม ลำใยวิมล สมาชิก องค์การบริหารส่วนตำบลเขาโจด กล่าวย้ำถึงระบบคิดเกี่ยวกับความเชื่อต่างๆ
ที่ออกมาในรูปแบบการจัดการทรัพยากร บนไร่นาและของชาวบ้าน ว่า ระบบการผลิตตามวิถีดั้งเดิมแบบนี้
ทำให้เกษตรกรรมแบบชาวบ้านเขาเหล็ก สร้างความยั่งยืนและ อยู่กับป่าได้ จึงอยากให้คนภายนอกเข้ามาศึกษา
หาความรู้ความจริงด้วย
ระบบคิดการเกษตรของชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่นี่คือ กระบวนการเพราะปลูกของชาวบ้านจะมีความเชื่อ
มีข้อห้ามเยอะมาก เช่นก่อนจะฟันไร่ ชาวบ้านจะตัดไม้ประมาณ 1 วา มาเสี่ยงทาย
โดยการตีลงที่ดิน 3 ครั้ง แล้วกลับมาวัดควา มยาวของไม้ใหม่
เพื่อเสี่ยงทายว่า ถ้าไม้ยาวกว่าเดิมแปลว่า ทำกินได้ ดินดี พืชผลการเกษตรจะโตได้ผล
ในที่ดินแปลงนั้น
มาถึงเดือนมีนาคมระหว่างที่ฟันต้นไม้ จนฟันเสร็จ
ถ้าระหว่างนั้นเกิดฝนตกลงมาชาวบ้านจะไม่ฟันต่อ เพราะเชื่อว่า นี่คือเหตุการณ์
ธรณีลูบหน้า ถ้าใครทำต่อจะเกิดอาเพศ และในระหว่างที่ตัดฟันไม้ในไร่
ถ้าเกิดมีเสียง เก้ง กวาง ร้อง ก็ทำไม่ได้อีก เพราะจะเป็นลางร้าย ทำให้มีอันเป็นไป
ที่ดินริมห้วย หากในลำห้วยมีปลากั้ง ลักษณะคล้ายๆ
ปลาช่อน ก็จะทำไม่ได้อีก หมายถึงผู้ที่มีที่ดิน 2 ฟาก คือ มีน้ำไหลผ่านที่ดิน
ถ้าจะทำ ก็ทำได้ฟากเดียว
คนใดที่ทำผิดข้อห้าม จะต้องเอาผู้แก่ผู้เฒ่าของตนไปทำพิธีขอขมา
และเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จก็ต้องทำพิธี พิเบโย่ หรือพิธีขอบคุณ แม่โพสพ
หรือข้าว นอกจากนั้น ชาวบ้านต้องไหว้เจ้าแม่คงคง หรือไหว้น้ำ ทุกวันพระ ซึ่งการไปไหว้น้ำสามารถไปครอบครัวใครครอบครัวมันได้
และเลือกบริเวณที่จะทำพิธีได้เอง
ส่วนวิธีการจัดการไร่ซาก คือไร่ที่ผ่านการทำกินมาแล้ว
ชาวบ้านจะทำติดต่อปีที่ 2 ก็ได้ ถ้าที่ดินยังอุดมสมบูรณ์อยู่ แต่ไม่ควรเกิน
3 ปี เพราะหญ้า แมลงจะเยอะ ทำให้ไม่ได้ผลผลิต
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
12 กันยายน 2548
|