|
เกษตรพึ่งตนเอง
ทางรอดเกษตรกรรายย่อย
อุบล อยู่หว้า
ศูนย์ข่าวไทอีสาน/สำนักข่าวประชาธรรม
การค้นพบพ่อ
'มหาอยู่ สุนทรชัย' เกษตรกรแห่งบ้านตะแบก ต.สลักได
อ.เมือง จ.สุรินทร์ ของนักพัฒนาเอกชน กลุ่มหนึ่งในทศวรรษ 2520 ถือเป็นการค้นพบรูปธรรมที่ให้คำตอบกับข้อถกเถียงของเวทีความคิด
เพื่อค้นหาทางออกในการทำกินของเกษตรกรรายย่อย เลยทีเดียว!
พ่อมหาอยู่
สุนทรชัย ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งเพาะปลูกและเลี้ยงปลาด้วยการยกร่องในที่นา
เพราะได้รับอิทธิพลทางความคิดจากการพบเห็นรูปแบบการเกษตรแบบยกร่องในแถบ จ.นนทบุรี
และ จ.ปทุมธานี เมื่อครั้งบวชเป็นพระสงฆ์และจำพรรษาอยู่ในถิ่นนี้
ปีแรกที่นักพัฒนามีโอกาสทำความรู้จักกับพ่อมหาอยู่ แปลงเกษตรผสมผสานของพ่อมหาอยู่
มีอายุเกือบ 40 ปีแล้ว พื้นที่เขียวครึ้ม อุดมไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารนานาชนิด
เจ้าบ้านบอกว่า บ้านนี้ซื้อแค่เกลือกับของใช้จำนวนหนึ่งเท่านั้น อาหารการกินไม่ต้องซื้อ
มีอยู่ที่นี่ทั้งหมด ซ้ำยังเหลือขายอีกด้วย "ทำให้พอกินในครอบครัวก่อน
เหลือกินแล้วจึงขาย"
เป็นข้อสรุปทางความคิด ที่นักพัฒนาเอกชนชี้นำในการทำงานกับเกษตรกร ซึ่งเป็นข้อสรุปที่มาจากการวิเคราะห์ว่า
การนำพาวิถีการผลิตของครอบครัวเข้าสู่การทำเพื่อขายของเกษตรกร ทำให้สูญเสียการพึ่งตนเอง
ทั้งปัจจัยการผลิต การตลาด ละเลยการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์อย่างหลากหลายเพื่อเลี้ยงชีพ
มุ่งผลิตเพื่อขายเพราะต้องการเงิน เกษตรกรถูกชักนำเข้าสู่เส้นทางที่ตนเองควบคุมอะไรไม่ได้เลยจากนโยบายรัฐยุค
"น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ" ของจอมพลผ้าขาวม้าแดง เป็นต้นมา สภาวะการณ์ดังกล่าว
ได้นำความแร้นแค้นขัดสนและหนี้สินมาสู่ครอบครัว

การเกษตรแบบฉบับ พ่อมหาอยู่ สุนทรชัย ถูกเสนอเป็นทางเลือก/ทางรอดของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมแก่พี่น้องชาวนาอีสาน
การยอมรับแนวคิดเกษตรผสมผสาน ซึ่งมีแปลงนาพ่อมหาอยู่ เป็นประจักษ์พยานการพึ่งตนเอง
เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง องค์กรพัฒนาเอกชน ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ หลั่งไหลไปศึกษาดูงานยังแปลงเกษตรผสมผสานของพ่อมหาอยู่
จากนั้นแปลงเกษตรรุ่นลูกศิษย์ ก็ผุดขึ้นทั่วแผ่นดินอีสาน ทั้งขอนแก่น โคราช
บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด แม้แต่ในทุ่งกุลาร้องไห้อันแห้งแล้ง!
หากจะวิพากษ์วิจารณ์การยอมรับแนวคิดเกษตรผสมผสานในยุคนั้นอย่างสุดขั้ว ก็คือดำเนินไปเหมือนกับการ
"ปลงตก" หันหลังให้กับระบบตลาด มุ่งหน้าสู่ผืนนา แล้วก็ก้มหน้าก้มตาขุดก่นสร้างบ่อน้ำ
สร้างคันดินเพาะปลูก โดยไม่ใส่ใจที่จะเชื่อมโยงชะตาชีวิตของตัวเองกับโครงสร้างอัน
"อยุติธรรม" ของสังคม
อย่างไรก็ตาม สิบปีต่อมา รัฐบาลได้บรรจุการเกษตรแนวนี้ ไว้ในนโยบายภายใต้ชื่อ
"ไร่นาสวนผสม" แต่ยังเป็นที่กังขาในแง่เนื้อหาว่า เป็นระบบการเกษตร ที่คำนึงถึงความผสมผสานเกื้อกูลของกิจกรรมการผลิต
หรือการนำเอาแปลงเกษตรเคมีเชิงเดี่ยวหลายแปลงมารวมกัน!
เมื่อเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ ความต้องการแรงงานมีมากจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมและบริการ
ค่าแรงในอุตสาหกรรมก่อสร้างพุ่งสูงขึ้น จนดึงดูดให้เกษตรกรทิ้งจอบทิ้งคันไถ
เข้าสู่ตลาดแรงงาน แปลงเกษตรผสมผสานบางส่วนถูกทิ้งร้าง แต่เกษตรกรที่ยืนหยัดทำต่อเนื่องเรื่อยมา
แปลงเกษตรก็สามารถให้ผลผลิตตอบสนองครอบครัว มีพัฒนาการทั้งด้านรูปแบบและเทคนิคการเกษตร
แม้ภาพรวมงานพัฒนาแปลงเกษตรจะซบเซา แต่ส่วนที่ยังดำเนินการอยู่ ก็มีความชัดเจนยิ่งขึ้น!
องค์กรพัฒนาเอกชนในฐานะผู้ส่งเสริม ได้มีการเชื่อมโยงกันเป็น "เครือข่าย"
ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ภายใต้ชื่อ "เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก"
ในทศวรรษ 2530 มีการประสานความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และช่วยเหลือกันในการทำงาน
ซึ่งองค์กรพัฒนาเอกชนกลุ่มนี้ ได้ร่วมกันเคลื่อนไหวผลักดันนโยบายทางการเกษตร
ผ่านงานมหกรรมและเวทีวิชาการ พร้อมกับมีข้อเสนอต่อรัฐถึงสองครั้งด้วยกัน
ครั้งแรกปี 2535 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และครั้งหลังเมื่อปี 2538 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
แม้ว่าเวทีวิชาการทั้งสองครั้ง ดูจะได้รับความร่วมมือจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี
แต่การตอบสนองต่อข้อเสนอในประเด็นสร้างสรรค์ เช่น ให้ตั้งกองทุนสนับสนุนเกษตรยั่งยืน
ให้ยุติการนำเข้าสารเคมีการเกษตรที่มีผลตกค้างรุนแรง และไม่มีการใช้ในประเทศผู้ผลิต
กลับไม่ได้รับการตอบสนองแต่ประการใด ด้านหนึ่งอาจเป็นข้อจำกัดของรัฐไทย ที่ไม่มีช่องทางหรือขบวนการ
ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของประเทศ
"เวลาที่กระแสทุนคิดจะเอาอะไร
เขาคิดเอาให้สุดหากไม่มีอะไรไปคัดค้าน"
บำรุง บุญปัญญา นักพัฒนาอาวุโสของอีสาน วิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของรัฐบาล และการกำหนดนโยบายของการพัฒนาชนบทของรัฐ
ในช่วงปลายยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ ระหว่างที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
"รัฐบาลไม่มีอุดมการณ์ทางสังคม โดยเฉพาะสังคมชนบท ควรจะมีวิถีชีวิต วิถีการทำกินแบบใด
รัฐปล่อยให้สังคมไหลไปตามกระแสทุน" รูปธรรมแปลงเกษตรผสมผสานที่กระจายอยู่ทั่วภาคอีสาน
ควรหยิบยกขึ้นมาต่อรองทางนโยบายกับรัฐ กองทุนสนับสนุนเกษตรยั่งยืนที่เกษตรกรบริหารจัดการ
ควรจะถูกจัดตั้งขึ้นจากจุดเริ่มต้นทางความคิดดังกล่าว กับบทเรียนการเสนอนโยบายที่ไร้ผลในอดีตของกลุ่มเกษตรทางเลือก
การต่อรองครั้งใหม่ จึงเกิดขึ้นบนท้องถนนร่วมกับ "สมัชชาคนจน" ในการชุมนุม
99 วันเมื่อปลายปี 2539 จากข้อเสนอแรกให้รัฐตั้งกองทุนสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน
จากเหตุและผลบนโต๊ะเจรจา จนกลายมาเป็นโครงการนำร่องเพื่อเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย
4 ปี แห่งการติดตามต่อรองอย่างเหนื่อยล้าของเกษตรกร โครงการนี้ได้เริ่มก้าวย่างอยู่ท่ามกลางสายตาที่คลางแคลงใจของข้าราชการบางส่วน
ท่ามกลางสายตาที่ห่วงกังวลของข้าราชการบางท่าน และเหล่านักพัฒนาเอกชน
จะอย่างไรก็ตาม โครงการนี้เป็นความหวังอันเต็มเปี่ยมของเกษตรกร เพราะเกษตรพึ่งตนเอง
คือคำตอบการทำกินของเกษตรกรรายย่อยในทุกสถานการณ์อยู่แล้ว
|