โรงไฟฟ้าแก่งคอย ชุมชนสู้เพื่อสร้างทางเลือกให้กับวิถีชุมชน

“ที่เรามาต่อสู้ เพราะเราโดนมาเยอะแล้ว ได้รับมลพิษมาตลอด ในอำเภอที่มีสภาพเป็นแอ่งก้นกะทะ อย่างนี้มีโรงงานมากถึง 50 โรงงาน และล้วนแต่เป็นโรงงานสารเคมีด้วย ปล่อยกลิ่นเหม็น แสบจมูก แต่ละโรงจัดการมลพิษอย่างไร เรารู้หมด

อย่างโรงไฟฟ้า 2 โรงที่มีมาก่อน เราก็เห็นตลอด ควบคุมมลพิษที่มีอยู่ให้ได้ก่อนเถอะ ชาวบ้านที่นี่รับกรรมมามากแล้ว และคงจะรับอีกไม่ไหว เพราะแค่ฝุ่นโรงปูนนี่จะแย่อยู่แล้ว

อีกอย่าง 8 ปี กับโรงไฟฟ้าที่วังน้อย ชาวบ้านต่อสู้มาตลอด ชาวบ้านมีแต่เจ็บปวดกับเจ็บปวด ไม่มีใครรับรู้เลย ว่าที่นั่นชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิอย่างไร ที่ดินของชาวบ้านแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย “

เมื่อวิถีชีวิตของคนชั้นกลางที่เติบโตมากับภาคอุตสาหกรรม และวิถีชีวิตของชุมชนที่ซึ่งกำลังเปลี่ยนผัน เนื่องจากหลายทศวรรษมาแล้ว ที่ต้องปรับวิถีอยู่ร่วมกับชุมชนแรงงานอุตวาหกรรม ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมาเป็นชุมชนชานเมือง รายล้อมไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมมากมาย ทำให้ชาวแก่งคอยในปัจจุบัน ด้านหนึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ ริมแม่น้ำป่าสัก แต่อีกด้านหนึ่ง เป็นชุมชนของแรงงานภาคอุตสาหกรรม ที่ซึ่งลงหลักปักฐานมานับ 2 – 3 ทศวรรษเช่นกัน

ความเจริญที่เพียบพร้อมด้วยเศรษฐกิจ รายได้ งานทำ แต่ชุมชนชาวแก่งคอยก็ต้องแลกกับ สภาพแวดล้อม ที่เป็นพิษมากขึ้นๆ ปัญหามลภาวะที่ซึ่งรุมเร้าจนชาชินทั้ง น้ำเสีย เสียงดัง กลิ่นเหม็น ฝุ่นละอองโรงปูน และ อื่นๆ แต่นั้นเพราะชาวแก่งคอยเลือกไม่ได้ อีกทั้งยังค้ำจุนปากท้องให้ครอบครัวมีรายได้ มีงานทำ จึงต้องทนกับสภาพมลพิษรอบๆ กาย

กลาง 2547 ข่าวร้ายที่สุดของชาวแก่งคอยก็เกิดขึ้น เมื่อ บริษัทกัลฟ์ เพาเวอร์ เจอร์เนอเรชั่น ซึ่งจากการถูกชาวบ้านขับไล่มา ประกาศว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังก๊าซ ในพื้นที่อำเภอแก่งคอย เพียงแค่ทราบข้อมูลว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะใช้น้ำปริมาณ 54,400 ลูกบาศก์เมตร / วัน จากแม่น้ำป่าสักคนในชุมชนก็รับไม่ไหวแล้ว เนื่องสิ่งที่สะท้อนอยู่สำนึกลึกๆ ชาวแก่งคอยคือ สิ่งที่อยู่รายรอบตัวคือมลภาวะเป็นพิษ

ไม่นับปัญหาละเมิดสิทธิชุมชน เนื่องจากไม่มีกระบวนการใดๆ เลย ที่สะท้อนถึงการให้ความรู้แก่ชาวแก่งคอย สะท้อนการเคารพสิทธิประชาชนโดยการสอบถามความคิดประชาชน เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น หรือเสนอทางเลือกอื่นๆ ไม่นับความไม่ชอบมาพากล ไม่โปร่งใสของผลประโยชน์เบื้องหลัง ไม่นับบทเรียนที่โรงงานบางโรงเป็นโรงงานสารพิอันตรายซึ่ง ไม่มีที่ไหนยอมรับให้ก่อสร้าง ก็มาลงที่แก่งคอย

ปลายปีนั้นเองชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง “ชมอนุรักษ์แก่งคอย” ก็ลุกขึ้นสู้เพื่อทักท้วง และยืนยันสิทธิของตน พร้อมรณรงค์ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ซึ่งชาวบ้านไม่ได้รับรู้ และไม่ได้มีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องปริมาณน้ำ คุณภาพน้ำ ปัญหาเรื่องการศึกษาผลกระทบ ปัญหาจากบทเรียนโรงไฟฟ้าที่วังน้อย ดังนั้นเหตุผลชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์แก่งคอย เชื่อว่าคือ

1.ชาวบ้านเชื่อว่า การต่อสู้ของตน อยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ภายใต้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
2.ปัญหาทั้งหมด กำเนิดปัญหามาจากกลไกของรัฐปัดภาระออกจากตัวเอง โดยเอาโรงไฟฟ้ามาให้ชาวบ้าน ในอำเภอแก่งคอย

ดังนั้น เมื่อวิถีชีวิตชาวบ้านที่เกิดและทำมาหากินที่นี่ มาถึงภาวะอัดอั้นกับมลพิษเต็มที่ ก็รู้สึกพร้อมๆ หรือคล้ายๆ กันว่า ที่แก่งคอยรับมลภาวะเพิ่มอีกไม่ได้แล้ว และนอกจากนั้น เป็นโรงไฟฟ้านี้เองก็ถูกไล่ออกมาจากที่อื่น นั่นคือ จากบ้านบ่อนอก ประจวบคีรีขันธ์

ชาวบ้านไม่ได้มีประสบการณ์การเคลื่อนไหว เพียงคิดและคุยกัน แล้วก็ดำเนินกิจกรรม ที่สำคัญชีวิตชาวแก่งคอย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม ไม่สะดวกนักหากเคลื่อนไหวกดดัน ปักหลักระยะนานๆ อีกทั้ง มีความเป็นชุมชนชานเมือง จึงมีความสัมพันธ์ ไม่เหนียวแน่นคล้ายชุมชนบท ดังนั้น แนวทางการต่อสู้ ที่ชาวบ้านเชื่อว่าจะเป็นไปได้คือ ต้องต่อสู้ในเชิงนโยบาย กับสาธาณะเท่านั้น เพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดและทิศทางการพัฒนา ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านแก่งคอยจึงไม่เข้าไปขัดขวางการก่อสร้าง โรงไฟฟ้า

ในขณะที่ทางฝ่ายตรงข้าม คือ บริษัทกัลฟ์ ที่จะเข้ามาสร้างโรงไฟฟ้า และกลไกรัฐ กลไกปกครองท้องถิ่น รวมทั้งชาวบ้านส่วนหนึ่งที่เห็นด้วย กลับพยายามจัดยุทธวิธีขึ้นมา ตอบโต้กลุ่มอนุรักษ์ มีทั้งติดตาม ถ่ายรูป ข่มขู่ ยื่นผลประโยชน์ เป็นต้น

แม้แต่กิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้แก่ชาวบ้านในชุมชน ก็ถูกคุกคามจนถึงขนาดมีกระแสข่าวออกมเรื่อยๆ ว่า ใครก็ตามที่คัดค้าน หรือ ใส่ “เสื้อสีเขียว” สัญลักษณ์ที่ใช้รณรงค์ “จะถูกตำรวจจับ” ซึ่งทำให้ชาวบ้านรู้สึกกลัว ไม่กล้าออกมาร่วมกิจกรรม ออกมาต่อสู้แสดงสิทธิ์ของตนเอง

ในเวลาชาวบ้านจัดเวที เมื่อไหร่ ก็จะมีคนเอากล้องมาถ่ายรูป ซึ่งวันต่อมาก็จะมีตำรวจ นำหมายจับมาจับ นอกจากนั้นยังจัดตั้งกลุ่มวัยรุ่นในแก่งคอย ให้เข้ามาปั่นป่วน เวลากลุ่มอนุรักษ์รณรงค์ไปไหน ก็ถูกจะติดตามไปด้วย ทำให้คนที่คิดคัดค้านและอยากเข้าร่วม ยิ่งไม่กล้า ยิ่งปัจจุบันแกนนำที่คัดค้านถูกออกหมายจับ ข้อหาเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ยิ่งทำให้ชาวบ้านกลัวมากขึ้น ที่จะมาเข้าร่วม

ฝ้ายราชการด้านฝ่ายนโยบายจังหวัดสระบุรี ก็มีคำสั่งถึงกลไกปกครองอาทิ อำเภอ เพื่อให้อำนวยความสะดวกกับการก่อสร่างโรงไฟฟ้า ซึ่งกระบวนการของรัฐเหล่านี้เอง ทำให้ชาวแก่งคอยมอง รัฐ ข้าราชการ ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน

ทำให้เมื่อไม่นานมานี้ ชาวบ้านได้ร้องเรียนให้คณะกรรมสิทธิมนุษยชนฯ และ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ลงมา ซึ่งในงานครั้งนั้น ทั้งคณะกรรมการสิทธิ์ และ ส.ว. ได้เชิญผู้ว่าราชการจังหวัด ไปให้ข้อมูล แต่ผู้ว่าฯ คนนี้ก็ไม่ไป

เกี่ยวกับงานวิชาการ เอง เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการสัมมนาเรื่องคุณภาพน้ำ ในแม่น้ำป่าสัก โดยมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กลับอ้างว่า แม่น้ำป่าสัก ไม่มีผลกระทบ ไม่รุนแรง ซึ่งความจริงอีกด้านหนึ่ง ชาวบ้านก็มีข้อมูลจาก ชลประทานเขต 10 ลพบุรี ยืนยันว่า น้ำที่ตรวจไป 48 ครั้ง และพบว่า 31 ครั้ง อยู่ในระดับ 5 ไม่เหมาะแก่การอุปโภคบริโภค เป็นต้น หรือ ในสถานการณ์วิกฤติน้ำปัจจุบัน แม่น้ำป่าสัก มีปริมาณน้อย และคุณภาพน้ำมีปัญหามาก แต่ในผลการศึกษากลับไม่ได้ระบุ

เมื่อโยงถึงปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือ ในขบวนการเคลื่อนไหวตลอดมาของชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์นี้ ไม่เคยมีนักวิชาการจากสถาบันชื่อดังแห่งไหนเข้ามาศึกษา วิจัย หรือยืนยันถึงสิทธิ ถึงผลกระทบที่ชาวบ้านหวั่นวิตกแม้แต่คนเดียว

ที่สำคัญ บทเรียนในชีวิตชาวบ้าน ล้วนแต่มีบทเรียนที่สะท้อนให้รู้สึกว่า ตนเองไม่เคยรู้สึกไว้วางใจข้าราชการในพื้นที่เลย เนื่องจากปัญหามลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมในอำเภอแก่งคอย ที่สะสมละเลยมานาน และอาจจะไม่รุนแรงถึงเพียงนี้ ถ้ารัฐปฏิบัติการตรวจสอบให้โรงงานทำตามเงื่อนไขที่กฎหมายคอยควบคุมกำกับ

แม้โรงงานดูเหมือนจะปฏิบัติตาม คือหลายโรงงานมีบ่อบำบัด มีระบบกรองอากาศ ซึ่งถ้าข้าราชการเอาจริงเอาจัง ตรวจสอบ ก็คงลดทอนได้ระดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นเลย แทบทุกโรงงานมีกลวิธีลดต้นทุนปล่อยมลภาวะเป็นพิษลงแม่น้ำ ลงดิน และสู่อากาศแทบทั้งสิ้น นี่คือบทเรียนตลอดมาหลายทศวรรษในหุบเขาอุตสาหกรรมแก่งคอย ซึ่งชาวบ้านที่รณรงค์คัดค้านกล้ายืนยันให้เข้ามาพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้

ข้อสังเกตของกลุ่มอนุรักษ์ที่ลุ่มลึก เพราะสะท้อนวิธีในการแก้ไขปัญหาพลังงานของภาครัฐคือ ว่าการให้ข้อมูลพลังงานแก่ประชาชนที่ผ่านๆ มา นั้น รัฐ และกลุ่มพลังงานมักให้ข้อมูลแบบปูพรม ครอบงำ ขยายภาพความน่ากลัวหากขาดพลังงาน และคาดคั้นบังคับ ว่าจะต้องมีพลังงาน หากไม่มีพลังงานตามที่อ้างมาจะเกิดภัยพิบัติ วิกฤติพลังงาน แล้วสังคมต้องวุ่นวาย ทำให้ประชาชนรู้สึกตื่นกลัวและสนับสนุน ให้เกิดอำนาจเบ็ดเสร็จแก่ภาครัฐจัดการพลังงาน

ในสถานการณ์ที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจประชาชน คุ้มครองและให้สิทธิการมีส่วนร่วม และสร้างกระบวนการมากมายเพื่อลดทอนโอกาสที่จะผิดพลาดจากการพัฒนา จากโครงการของรัฐ หรือจากนโยบายด้านเศรษฐกิจดังนั้น ในกระบวนการทั้งหมด รัฐต้องตีแผ่ข้อเท็จจริง ทั้งในด้าน Supply พลังงาน และ ด้าน Demand หรือให้ข้อมูลอย่างเป็นกลาง เป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนทราบ และให้ประชาชนเสนอทางออก ทางเลือก

อย่าให้แกนนำหญิงสูงวัยที่ทิ้งภารกิจในครัวเรือน มากำมือต่อสู้ เพราะการจัดการของรัฐที่ไม่เป็นธรรม

ปัญหาของที่นี่ ที่ถูกรับรู้อยู่ในใจชาวชุมชนแก่งคอย ภาพสะท้อนว่า รัฐไม่สามารถจัดการปัญหาอะไรได้เลย เกี่ยวกับผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ ต่อสุขภาวะประชาชน …

“ข้อเสนอของชาวบ้าน คือไม่เอาโรงไฟฟ้า ไม่เอาโรงงานอุตสาหกรรมใดๆ อีกแล้ว เพราะมลพิษมันมากพอแล้ว ถ้าเป็นไปได้ ทำไมรัฐไม่สนใจพลังงานทางเลือก เพราะในการพัฒนา เราน่าจะมีสิทธิเลือก เปิดประตูบ้านว่า จะรับหรือไม่รับ”

“อีกอย่างเรา เราอยากร่วมกับขบวนการอื่นๆ แต่ก็ถูกปิดกั้นไว้ หมด วันนี้ที่เราสู้กัน เราก็ใช้วิธีเรี่ยไรกันเองทั้งสิ้น แต่เราเชื่อว่าในขบวนการต่อสู้ เราต้องนำตัวเอง ไม่ใช่ให้ใครนำ เราต่อจนถึงวันนี้ บางคนแทบจะล้มละลาย การต่อสู้ของเรา อย่างน้อยๆ ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงความต้องการ ว่า เราต้องการอะไร และชีวิตปกติเราเป็นอย่างไร”


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

29 สิงหาคม 2548