ลอยกระทงสู่ขวัญบึงละหานนา

“ทรัพยากรที่ธรรมชาติสร้างมา บึงละหานนาที่ฟ้าประทาน ผลิตชีวิตปู ปลา มาช้านาน ให้พี่น้องลูกหลานได้พึ่งพา มาบัดนี้บึงดูเศร้าเหมือนเจ้าป่วย ที่รอคอยใครคิดช่วย..ดูรักษา หรือจะปล่อยภาระให้พระแม่..เจ้าคงคา เป็นผู้ช่วยเยียวยา..น่าเห็นใจ มาเถิดพี่น้องผองเพื่อนมิตร ช่วยกันสะกิดให้คนตื่นจากหลับใหล ช่วยกันฟื้นคืนชีวิตบึงละหานนาโดยเร็วไว ด้วยหัวใจอันรู้บุญ..คุณคงคา”

บึงละหานนา กับงานพัฒนาที่ยั่งยืน คืนสภาพสิ่งแวดล้อมสู่ชุมชน ภายใต้การขับเคลื่อนของเยาวชนในพื้นที่กับกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำ ภูกระแตและบึงละหานนา มีรูปแบบผสมผสานไปกับวัฒนธรรมท้องถิ่นไทยอีสาน โดยไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในชุมชน

เดือนพฤศจิกายนของทุกปี ประเพณีระลึกถึงคุณพระแม่คงคาถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่หลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย นั่นคือประเพณีลอยกระทงที่เปลี่ยนรูปแบบจากความเรียบง่ายในชุมชน เป็นความเอิกเกริกในตัวเมืองใหญ่ๆ เมื่อการระลึกถึงกลายเป็นการขอโชคขอพรหรือกลายเป็นมหรสพแห่งความรักของคนหนุ่มสาว ภาพที่เราคุ้นชินจึงไม่ใช่เรื่องแปลกของยุคสมัย เพียงแต่ยังมีงานประเพณีลอยกระทงที่บึงละหานนา อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ในรูปแบบผสมผสานกิจกรรมการรณรงค์เผยแพร่ ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ป่า ให้กลมกลืนกับประเพณีดั้งเดิมที่ชุมชนเคยทำมา การลอยกระทงครั้งนี้กลายเป็นภาพของความสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้านอีกมิติหนึ่ง ที่สังคมใหญ่ไม่เคยพบเห็น

หลังจากฝนฟ้าตกเมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้พี่น้องชาวบ้านต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตจากไร่นา เกรงว่าน้ำอาจเข้าท่วมจนได้รับความเสียหาย งานลอยกระทงที่บึงละหานนาในวันนี้จึงมีผู้คนทยอยมา บ้างต้องเหน็ดเหนื่อยปลีกเวลาจากไร่นาเพื่อเข้าร่วมพิธี “สู่ขวัญบึงละหานนา” อันเป็นส่วนหนึ่งในการเกี่ยวร้อยดวงใจของคนทั้งชุมชน ภายใต้การขับเคลื่อนของกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำ ภูกระแตและบึงละหานนา ที่ผ่านมากลุ่มดังกล่าวได้สร้างจิตสำนึกให้กับชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม มีการดำเนินงานที่ป่าภูถ้ำ ภูกระแตอย่างต่อเนื่องโดยใช้ประเพณีบุญบั้งไฟผสมผสานกับการปลูกป่า บวชป่า ในปีนี้ได้ขยายพื้นที่การทำงานลงสู่บึงละหานนา อันเป็นพื้นที่รับน้ำสัมพันธ์เชิงนิเวศกับป่าภูถ้ำ ภูกระแต

ในอดีตบึงละหานนาเป็นเพียงลำห้วยเล็กๆชื่อว่า “ลำห้วยแคน” และเป็นที่พักของพ่อค้าที่ต้อนวัวควายจากอีสานไปขายภาคกลาง รวมถึงเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาชาวบ้านเข้ามาบุกเบิกทำมาหากิน เมื่อชุมชนเกิดขึ้นจึงต้องกั้นลำห้วยเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตร กลายเป็นบึงละหานนาที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก มีลักษณะคล้ายแก้มลิงของแม่น้ำชี รอบบึงละหานนามีป่าดอนและป่าชุ่มน้ำ ต่อมาชาวบ้านได้ทำคันดินกั้นบึงละหานนา โดยทำประตูน้ำธรรมชาติที่ไหลลงแม่น้ำชีทางด้านทิศเหนือ มีการขยายพื้นที่จาก 4พันไร่เป็น 5 พันไร่และทาง ร.พ.ช.ได้ทำเพิ่มจากที่ชาวบ้านเคยทำเอาไว้เป็น 8พันไร่ ปัจจุบันมีพื้นที่ลดลงเหลือ 5 พันไร่เนื่องจากการบุกรุกป่ารอบๆริมบึงของชาวบ้านบึงละหานนาเอง

เหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นกับบึงละหานนาได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านรอบๆบึง ในปี 2540-41บึงละหานนาประสบปัญหาน้ำแห้ง แผ่นดินแตกระแหงเนื่องจากฝนทิ้งช่วงประกอบกับมีการใช้น้ำเพื่อการเกษตรอย่างรุนแรง ชาวบ้านที่หาปลาในบึงต้องเปลี่ยนมาขุดหัวบัวขายยังชีพ ในปี 2542 มีโครงการขุดลอกบึงละหานนาทำเป็นคันดินล้อมรอบปิดทางน้ำธรรมชาติ ทำให้บึงละหานนามีอาณาเขตที่แน่นอนแต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือน้ำได้เข้าท่วมพื้นที่ไร่นาเสียหายประมาณ 4 พันไร่ น้ำเริ่มเน่าเสียเพราะวัชพืชและพืชชุ่มน้ำอื่นๆเกิดเน่าตาย ชาวบ้านจึงรวมตัวกันลอกวัชพืชในคลองมาทำเชื้อเพาะเห็ด สภาพน้ำจึงเริ่มดีขึ้น ช่วงเดือนพฤศจิกายนอาจกล่าวได้ว่า บึงละหานนามีความสวยงามกว่าช่วงอื่นๆ เพราะลมได้พัดเอาจอกแหนไปรวมกันอีกฝั่ง หนองน้ำสีครามโล่งถูกลมพัดเป็นริ้วคลื่นสลับไปกับนกเป็ดน้ำและนางแอ่นบินโฉบไปมา ชีวิตและธรรมชาติการหากินของสัตว์เริ่มฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง

พิชาญ ทิพวงษ์ ผู้ประสานงานกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำ ภูกระแตและบึงละหานนา กล่าวว่า กลุ่มอนุรักษ์บึงละหานนาที่จัดขึ้น ได้อาศัยประสบการณ์ของคณะทำงานที่ป่าจากภูถ้ำ ภูกระแต วางแผนในการแก้ปัญหา ทางกลุ่มได้ขยายพื้นทีทำงานมาสู่บึงละหานนาได้เพียง 4 เดือน ตอนเข้ามาใหม่ๆชาวบ้านมักตั้งคำถามว่าเราเข้ามาอนุรักษ์แบบไม่ให้ชาวบ้านใช้ เราจึงจัดให้มีการประชุมประชาคมให้เกิดการเรียนรู้ปัญหาและวางแผนปฏิบัติการ ทางกลุ่มเป็นเพียงผู้ตั้งกระบวนการเรียนรู้ มีการประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายหลังจากนั้นชาวบ้านเริ่มไว้วางใจมากขึ้น แนวทางแรกที่ใช้แก้ปัญหาคือ ให้นำวัชพืชจากบึงละหานนามาทำเชื้อเพาะเห็ดและปุ๋ยอินทรีย์ ประการที่สองคือ เมื่อไม่มีพืชชุ่มน้ำจึงไม่มีแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ทางกลุ่มอนุรักษ์ได้ตกลงกันว่าให้กันแนวเขตอภัยทานสัตว์บางพื้นที่ โดยใช้หลักศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือมาทำความเข้าใจ ประการที่สามคือ บัวที่อยู่ในสระมีหนาม จึงให้มีการปลูกบัวแดงกับพืชชุ่มน้ำทดแทนและทำรั้วกั้นวัชพืช จากนั้นเป็นการจัดตั้งกลุ่มเยาวชนขึ้นมาปลูกฝังให้เขาเกิดความหวงแหนโดยนำหลักสูตรการอนุรักษ์ไปเสนอกับอาจารย์ที่โรงเรียนเพื่อให้มีการเรีนยการสอน แม้ว่าทางกลุ่มอยู่ในฐานะองค์กรชาวบ้านธรรมดา แต่เงื่อนไขของกลุ่มไปติดกับงบประมาณที่ได้จากองค์กรพัฒนาเอกชน (อพช.) บทบาทจึงเป็นแบบ อพช. นี่คือรูปแบบของการพัฒนาที่เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาของทรัพยากรท้องถิ่น กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูถ้ำ ภูกระแตและบึงละหานนาได้ยึดแนวทางชุมชนเข้มแข็ง

การอนุรักษ์ป่าภูถ้ำภูกระแต ยังมีพื้นที่รับน้ำอย่างบึงละหานนาอยู่ จึงมีการสร้างพื้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนในพื้นที่ต้นน้ำกับพื้นที่รับน้ำให้เกิดเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติ ตรงจุดนี้ได้ทำให้ปลาขึ้นไปวางไข่ที่ต้นน้ำ หากต้นน้ำไม่ดีบริเวณหนองละหานนาย่อมมีผลกระทบอย่างแน่นอน ปัจจุบันนี้พันธุ์ปลาขนาดใหญ่เริ่มลดน้อยลง ทางกลุ่มอนุรักษ์ได้จัดประเพณีการปล่อยปลาทุกๆปี ดังเช่นปีใหม่ที่จะถึงมีกิจกรรมปล่อยนกปล่อยปลารับโชค กล่าวกันว่าบึงละหานนาเป็นที่พักนกจากเทือกเขาภูพานผ่านป่าดงลานและภูถ้ำภูกระแตเข้าสู่บึงละหานนา แต่ปัจจุบันป่าถูกทำลายจนหมดนกจึงลดน้อยลงไป ที่บ้านบึงละหานนาแห่งนี้ใช้ระบบการจัดการน้ำไปใช้ในการเกษตร โดยใช้ระบบสูบน้ำเข้าที่นา 2 พันกว่าไร่ 2 ร้อยกว่าครอบครัวมีการผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและชาวบ้านในชุมชน จากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้ทำให้ชาวบ้านเรียนรู้และวิเคราะห์ชุมชนได้เองก่อนรับเอาการพัฒนาหลากรูปแบบเข้าไป “หากเขายังไม่เข้าใจชุมชนของตัวเอง ไม่เข้าใจว่าปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากอะไร การพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาคืออะไรแล้ว ชุมชนก็ล้มเหลวเหมือนทำครั้งเดียวแล้วไม่เกิดกิจกรรมต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเยาวชนในพื้นที่เป็นผู้ขับเคลื่อนกิจกรรม เริ่มความเป็นมาตั้งแต่กลุ่มเยาวชนหมอน้อยรักษาไพร ได้เกิดจากแนวคิดในการสร้างคนรุ่นใหม่ สืบทอดเจตนาในการรักษาป่าให้ยั่งยืน โดยมีการถ่ายทอดกระบวนการทำงานจากรุ่นพ่อแม่ ถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในต้นสมุนไพร มีตัวแทนเยาวชนจาก 10 หมู่บ้านรอบป่าภูถ้ำ ภูกระแตจำนวน 30 คนเข้าร่วม ต่อมาได้นำความรู้ประสบการณ์ถ่ายทอดสู่เยาวชนในพื้นที่อื่นๆ จนสามารถจัดตั้งกลุ่มเยาวชนทางบึงละหานนาอันเป็นพื้นที่รับน้ำจากป่า เพื่อเป็นการสร้างแนวร่วมให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรได้อย่างเป็นระบบและครบวงจร มีเยาวชนจาก 7 หมู่บ้านรวม 30 คน และได้นำแนวคิดเผยแพร่สู่กลุ่มนักเรียนในโรงเรียนแวงน้อยศึกษา โรงเรียนท่านางแนววิทยายน จนได้เกิดการตั้งชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมขึ้น มีสมาชิกรวมทั้งสองโรงเรียนประมาณ 240 คน


การทำบุญ พิธีสงฆ์และการสู่ขวัญ


ปล่อยพันธุ์ปลานิล จากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จ.ขอนแก่น

ประกวดร้องเพลง ประกวดกระทงสวยงามและนางนพมาศ
ประกวดร้องเพลง นางนพมาศ

เพลงคิดถึงบ้าน (เดือนเพ็ญ) จากฅนรับจ้างเคล้าแสงจันทร์ในวันลอยกระทง ขณะที่เสียงบนเวทีกำลังเร่งเสียงแข่งกัน นี่คือประเพณีลอยกระทงสู่ขวัญบึงละหานนา ครั้งที่ 1 เพื่อสนับสนุนงานอนุรักษ์พิทักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร เป็นงานระดับชุมชนที่มีผู้เข้าร่วมทั้ง 16 หมู่บ้านเพียง 2 ร้อยคนเศษ อาจเทียบไม่ได้กับกรุงเทพฯ ที่จัดงานหลายสิบแห่งอย่างอลังการ แต่ผลสัมฤทธิ์คุณค่าทางวัฒนธรรมนั้นต่างกันมาก งานที่จัดขึ้นมีจุดประสงค์เพื่อการสืบสานประเพณีอันดีงาม ให้คนในชุมชนได้ระลึกถึงพระคุณของแม่คงคาผู้ให้ชีวิตและเป็นการบูชาเจ้าพ่ออุปฮาด อันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่คู่บึงมาช้านาน พร้อมทั้งเป็นการประสานความสามัคคีระหว่างชุมชน และเสริมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในงานนอกจากมีการทำบุญ พิธีสงฆ์และการสู่ขวัญแล้วยังมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้ในเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปล่อยพันธุ์ปลานิลที่ได้รับการสนุบสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จ.ขอนแก่น มีการแข่งขันกีฬาทางน้ำเช่น แข่งเรือพายหัวใบ้ท้ายบอด มวยทะเล ประกวดกระทงสวยงามและนางนพมาศ ปิดฉากด้วยการลอยกระทงบรรยากาศริมบึงช่วงหน้าหนาว

พลกฤษณ์ จริงจิตร
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
4 ธันวาคม 2547