ชาวบ้านเขาหลักร้องทบทวนโครงการระเบิดหิน “เลี่ยงภัยแผ่นดินทรุด”

จากกรณีชาวบ้านเขาหลักลุกขึ้นมาต่อต้านคัดค้าน การระเบิดเขาจำปาซึ่งถูกหน่วยงานรัฐนั่นเอง ที่แอบลักลอบออกประทานบัตรให้เอกชนสัมปทาน

โครงการสัมปทานระเบิดหินเทือกเขาจำปา ของ นายสาธิต โชคสกุลวัฒนา ซึ่งมีโครงการจะทำการระเบิดกินที่บ้านลำแพะ ตำบลปากแจ่ม อ.ห้วยยอด ตรัง ซึ่งเป็นเขตรอยต่อกับบ้านเขาหลัก ต.น้ำผุด อ.เมือง ตรัง ปัญหาเนื่องจากเป็นพื้นที่รอยต่อ จึงสามารถทำให้เกิดช่องว่าง ในการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม

ลักษณะเทือกเขาจำปาเป็นเขาลูกโดด มีสภาพเป็นป่าต้นน้ำที่ยังสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าหลากหลายชนิด มีพืชหายาก อาทิ กล้วยไม้รองเท้านารี โดยการสำรวจของชุมชนและมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย นอกจากนั้นยังมีลำห้วยที่ไหลมาจากเขาจำปา ถึง 2 สาย ได้แก่ ห้วยหาญและ ห้วยแห้ง ซึ่งไหลลงสู่คลองลำชอน อันเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของชุมชนหลายชุมชน และยังเป็นลำคลองหลักลงสู่แม่น้ำตรัง

ต้นตอของปัญหาคืออะไร ? ปัญหาแกเริ่มก็คือ ตลอดกระบวนการสำรวจ ทำอีไอเอ อนุมัติและอนุญาตชาวบ้านไม่เคยรู้ และไม่มีส่วนร่วมตัดสินใจเลย ซึ่งรู้ทั้งรู้ว่า โครงการนี้เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิชุมชน ในการมีส่วนร่วม ในการบำรุงรักษา และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน

นอกจากนั้น เหตุการณ์แผ่นดินไหวจนเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ได้สร้างปรากฏการณ์ให้ชาวบ้านต.น้ำผุดพบว่า ใต้หมู่บ้านของตนไม่ได้มีความปลอดภัยอีกแล้ว หรือยังมีอะไรอีกมากมาย ที่ไม่เคยรู้และได้เกิดขึ้นแล้ว อาทิ มีโพรงถ้ำขนาดใหญ่ ที่ลึกลงไป อันเกิดจากลักษณะของหินปูน โดยรายงานการศึกษาหลุมยุบกว้างยาว 8 เมตร และลึก 5 เมตร ซึ่งเกิดขึ้นถึง 2 แห่ง โดยกรมทรัพยากรธรณี ที่บริเวณบ้านเขาหลัก นั้นพบว่า ชั้นล่างเป็นฐานหินปูนมีโพรงถ้ำ ซึ่งแตกผุกับการสัมผัสหินแกรนิต และสภาพเดิมของโพรงถ้ำนั้น มีลักษณะร่วน ดังนั้นเมื่อเกิดการสั่นไหวของระดับน้ำใต้ดิน ที่รวดเร็วเกินไป โพรงใต้ดินจะยุบตัว บทสรุปคือ แม่ไม่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยรุนแรง แต่ก็เป็นพื้นที่ต้องระมัดระวังไว้อย่างมาก ( อ้างจาก www.dmr.go.th/geohazard/sinkhole/ trang_muang.htm ) ดังนั้น การระเบิดหิน อาจจะกระทบกระเทือนชั้นโพรงถ้ำให้ทรุดตัวลงอีก ซึ่งน่าจะมีการศึกษาให้รอบคอบกว่านี้

ความเสียงภัยที่กรมทรัพยากรธรณีเตือนไว้ ยังไม่มีคำตอบ การมีส่วนร่วมที่ชุมชนเรียกร้องเรื่องสิทธิชุมชนไม่เกิดขึ้น การศึกษาวิจัยที่หมกเม็ดแอบทำ แล้วอ้างว่า เทือกเขาจำปาไม่มีสัตว์ป่าหายาก ไม่มีพืชพรรณหายากและระบบนิเวศเปลี่ยนสภาพ ในขณะที่ชาวบ้านกล้าท้าให้ลองลงมาศึกษาร่วมกันถึงข้อมูลวิจัย ของอีไอเอ แท้จริง เทือกเขาจำปานั้นมีสภาพอุดมสมบูรณ์เพียงใด และสำคัญสำหรับชุมชนอย่างไร

แกนนำชาวบ้านบางราย ย้ำว่าสิ่งที่ชาวบ้านวิตกมากที่สุดคือ “คือทรัพย์สิน สมบัติของชาวบ้านที่ซึ่งอาจจะเสียหาย เพราะ การระเบิดหินอาจจะกระทบทรัพย์สิน สวนยาง โดยเฉพาะเวลาระเบิด ทำให้อาสิน ต้นยาง ผลไม้ พืชผลอะไรต่างๆ ที่อยู่บริเวณนั้น จะตายหมด หรือชาวบ้านเข้าไปทำไม่ได้

นอกจากนั้นยังทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายคลอง เนื่องจากแห่ลงระเบิดหินอยู่ใกล้คลองลำชอนที่ชาวบ้านใช้เป็นประจำ และแหล่งระเบิดยังไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก เพราะจุดระเบิดหิน อยู่เหนือหมู่บ้านออกไป ไปทางต้นน้ำ ซึ่งอาจทำให้สภาพป่า ลำคลองแถบนี้กระทบแน่ๆ

เราชาวบ้านใช้กิน ใช้อาบมาแต่ปู่ย่าแล้ว สัตว์ป่า สัตว์น้ำเยอะมากบริเวณนี้ ซึ่งชาวบ้านหาอยู่หากินตลอด เพราะว่า ลำคลองแห่งนี้ น้ำไม่เคยแห้ง ไหลตลอดทั้งปี

อีกทั้ง น้ำสายนี้เป็นแหล่งน้ำดิบที่สำคัญหลายชุมชน เป็นแหล่งน้ำดิบทำน้ำประปา ซึ่งใช้ในตัวเมืองตรังด้วย เป็นเป็นแม่น้ำสายหลักไหลลงแม่น้ำตรัง ผ่านคลองลำราอีกที

อีกปัญหาหนึ่งสวนยางและเทือกเขาแถบนี้ เป็นปราการธรรมชาติกั้นเป็นกำแพง เป็นกำบังลมให้กับชุมชน สภาพป่าเขาที่นี่ยังสมบูรณ์อยู่มาก มีสัตว์ป่าหลายชนิด อาทิ เม่น อีเก้ง แลน ฟาน กระรอก ชะมด เป็นต้น ที่ยังมาก เพราะข้างบนภูเขา (เทือกเขาจำปา) มีบ่อน้ำ ที่ไม่แห้งเลยตลอดปี สัตว์จะไปกินน้ำที่นั่น ซึ่งถ้าทำลายไปแล้ว ระบบนิเวศตรงนั้นก็หมดไป พืชหายากก็มากนะ พวกกล้วยไม้รองเท้านารี ก็มี ต้นไม้ยางอายุหลายปี ต้นใหญ่ๆ ก็มีมากอยู่”
แกนนำรายหนึ่งกล่าวย้ำ และเสริมอีกว่า

“ใจจริงของชาวบ้าน เรื่องป่าไม้ สัตว์ป่า ไม่ใช่ประเด็นหลัก ที่วิตกที่สุด แต่ประเด็นหลักๆ ที่ชาวบ้านวิตกกันมาก คือ ผลกระทบจากการระเบิดหิน การขนส่งหิน อันนี้กระทบวิถีของชุมชนแน่นอน ซึ่งเรื่องนี้เราวิตกกันมากที่สุด

จริงๆ แล้ว โครงการจะเริ่มประมาณปี 2542 ซึ่งชาวบ้านไม่ได้รับรู้อะไรเลย ไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ต่อเรื่องนี้เลย จนเมื่อเขาออกประทานบัตรเสร็จแล้วให้สัญญาสัมปทานไปแล้ว ชาวบ้านถึงได้รู้ในตอนหลัง ที่ว่าตอนหลัง ก็หลังจากต่อสู้คัดค้านเรื่องเขื่อนเขาหลักไประยะหนึ่งแล้ว ไปรู้จากป้ายประกาศที่หมู่บ้านอื่น คือ ป้ายประกาศกรณีสัมปทานโรงโม่หินเขาถ้ำแรด บนเทือกเขาจำป่า บ้านปากแจ่ม ที่เป็นรอยต่อกับบ้านเหลัก โดยชาวบ้านเพิ่งทราบข้อเท็จจริงจากที่นั่น

ดังนั้น ที่ผ่านๆ มาคือไม่รู้เรื่องเลย และนี่มารู้กันจริงๆ ไม่นานมานี่เอง เพราะไปได้เอกสารมาจาก อบต. ปี 2546 นี้เอง แต่เริ่มเมื่อไหร่ เริ่มยังไงเราไม่รู้เลย”
แกนนำคนเดิมกล่าว นอกจากนั้นยังได้ย้อนถึงกระบวนการคัดค้านของชุมชนว่า

“หลังจากชาวบ้านรู้ข่าว เราก็พยายามทำหนังสือไปถึงอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งเขาก็ตอบมาแต่ทางชาวบ้านไม่ได้รับอีก เขาส่งไปที่อื่น ซึ่งชาวบ้านไปทราบในตอนหลังว่า ทางอุตสาหกรรมจังหวัดตอบมาแล้ว จากนั้น ชาวบ้านก็ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้เข้ามาตรวจสอบ

การต่อสู้ตอนนั้น ชาวบ้านกำลังเน้นน้ำหนักไปที่การต่อสู้เพื่อคัดค้านเขื่อนเขาหลักมากกว่า เพราะโครงการนี้มาก่อน ตอนนั้นทำได้แค่พ่วงปัญหาการให้สัมปทานระเบิดหินนี้ไปด้วย

ส่วนกลุ่มนายทุนที่มาสัมปทานระเบิดระเบิดหิน เมื่อถูกคัดค้านจากชาวบ้านหนักๆ สถานการณ์ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น จนปัจจุบันมีการข่มขู่ สร้างความปั่นป่วนแตกแยกในหมู่บ้าน และหนักถึงขนาดมีการปล่อยข่าวว่า แกนนำชาวบ้านหลายคน กำลังมีค่าหัวกันแล้ว ในตอนนี้ โดนหมายกันหลายคนเลย

เรื่องการเจรจา ต่อรอง หรือให้พูดคุยกัน ยังไม่มีเลย เพราะทางฝ่ายนายทุนเอง เข้าไม่พยายามเข้ามาพูดคุยเลย ต่างฝ่ายต่างใช้วิธีปล่อยข่าวตามโต๊ะกาแฟ ตามวงเหล้า การเปิดเวทีสาธารณะร่วมกันยังไม่มี เคยเชิญไปแล้ว แต่ฝ่ายนายทุนเขาไม่มา ซึ่งใจจริงก็อยากให้องค์กรกลาง อย่างหน่วยงานของรัฐเข้ามาจัดเวที ให้ เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้พบปะกัน ซึ่งแบบนั้นเชื่อว่าเขาหลบเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าชาวบ้านจัดยังไงเขาก็ไม่มา

ส่วนกิจกรรมคัดค้านล่าสุดที่เราจะทำคือ ไปยื่นหนังสือถึงอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง ถึงผู้ว่าฯ ถึงนายอำเภอห้วยยอด และ อบต.น้ำผุด ซึ่งขนาดยังไม่ได้ยื่นเลย ทางอุตสาหกรรมจังหวัดกลับรีบแจ้งมาว่า โครงการนี้อนุมัติไปนานแล้ว

ความหวังสูงสุดของชาวบ้านก็คือ อยากให้ยกเลิก เพราะคาราคาซังมามากแล้ว ชาวบ้านก็ต้องทำมาหากิน มันไม่สบายใจเลย”
แกนนำรายนี้กล่าว

บทสรุปที่ชาวบ้านรวบรวม ทำเป็นหนังสือคัดค้านถึงหน่วยงานรัฐต่างๆ ว่าโครงการสัมปทานระเบิดหินมีผลกระทบ ซึ่งห่างจากชุมชนเพียง 1 กิโลเมตร และห่างจากคลองลำชอนเพียง 100 เมตร อย่างไร คือ

1.การกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม และการดำรงอยู่อย่างปกติสุขของชุมชน
2.การเกิดผลกระทบต่ออาชีพของชาวบ้าน อาทิ ฝุ่น การสั่นสะเทือนและเสียง
3.ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ป่าพรรณพืช ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4.เป็นการละเมิดสิทธิชุมชน ในการเก็บและใช้ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น อย่างยั่งยืน
5.เป็นโครงการที่ขาดการมีส่วนร่วม ของชุมชนตั้งแต่ต้น จึงเป็นการละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ
6.แผ่นดินจะยุบตัวลงซึ่งเป็นอันตรายต่อชุมชน
7.กระทบศูนย์พักฟื้นคนชรา เป็นการทำลายสุขภาวะด้านร่างกายและจิตใจ
8.เป็นมลพิษต่อแหล่งน้ำ ธรรมชาติ คือ คลองลำชอนที่ชุมชนใช้อุปโภคบริโภค
9.มีผลกระทบต่อสวนยางพารา สวนผลไม้ และเป็นอันตรายต่อชีวิตคนในชุมชน


ดังนั้นข้อเสนอของชาวบ้าน ก็คือ

1.ระงับการให้อนุญาต การใช้วัตถุระเบิด ในโครงการเหมืองแร่อุตสาหกรรม ชนิดหินปูน เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างของนายสาธิต โชคสกุลวัฒนา
2.ยกเลิกประทานบัตรทำเหมืองหินอุตสาหกรรม และยกเลิกการประกาศให้เทือกเขาจำปา เป็นแหล่งหินอุตสาหกรรมของจังหวัดตรัง
3.ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอนุรักษ์ ศึกษา วิจัย สัตว์ป่า พรรณพืช และสมุนไพร โดยประชาชนมีส่วนร่วม ในกระบวนการคิด การทำ และการตัดสินใจ


อัฏธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
21 กันยายน 2549