แก๊งวัยรุ่น : ชีวิตหนุ่มสาวที่ต้องเข้าใจ และให้โอกาส

“ไม่เข้าใจว่าทำไมตำรวจต้องมาตามจับมาตั้งค่าหัวพวกเราด้วย” คำบอกเล่าของวัยรุ่นที่อยู่ในกลุ่มแก๊ง
“ดีแล้ว!ที่ตำรวจยิงพวกแก๊งซิ่ง ขับรถน่ากลัวมาก” แม่ค้าตลาด แห่งหนึ่งกล่าวด้วยความสะใจ
“เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ” นักพัฒนาเอกชน คนหนึ่งกล่าวผ่านรายการโทรทัศน์
“ก็มันเรื่องของเด็กกับครอบครัว ครูอย่างเราไม่ยุ่งดีกว่าเดี๋ยวเจอดี” ครูโรงเรียนเอกชน ระบุในข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง

ประโยคที่ได้ยินผ่านสื่อเพียงไม่กี่คำได้สะท้อนให้เห็นภาพความรุนแรงของวัยรุ่นที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในลักษณะต่างๆ เช่น การชกต่อย ทะเลาวิวาท ยกพวกตีกัน โดยกลุ่มเยาวชนที่รวมตัวกันใช้อำนาจและความรุนแรงเป็นเงื่อนไขในการตัดสินการกระทำบางอย่างมักถูกเรียกว่า “แก๊งวัยรุ่น”

...แก๊งวัยรุ่นคืออะไร?
....ทำไมวัยรุ่นต้องเป็นแก๊ง?
...เป็นแก๊งได้อะไร?
....เด็กแก๊งมีวิถีชีวิตอย่างไร?

พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานฉบับล่าสุด ได้ให้ความหมายของคำว่า “แก๊ง” ว่า กลุ่มคนที่ตั้งเป็นก๊กเป็นเหล่า (มักใช้ในความหมายที่ไม่ดี) เช่น แก๊งโจร แก๊งอันธพาล

การที่วัยรุ่นรวมตัวเป็นกลุ่มแก๊ง ผู้คนส่วนใหญ่มักนึกถึงอันตรายความน่าเกรงกลัวความรุนแรงการสร้างความวุ่นวาย เช่น การยกพวกตีกัน การมั่วสุมทางเพศ การลักขโมย สิ่งเหล่านี้เป็นภาพการณ์ที่ทำให้แก๊งวัยรุ่นถูกมองว่าเป็น “ผู้สร้างปัญหา” มาโดยตลอด ฉะนั้นไม่แปลกที่รัฐจะแก้ปัญหาด้วยการควบคุมโดยการเคอร์ฟิว การจัดระเบียบสังคม การกำหนดพื้นที่หรือแม้แต่การวิสามัญ ฆาตกรรม ดังนั้นการแก้ปัญหา “แบบควบคุม” ลักษณะข้างต้น ล้วนได้รับการยอมรับจากสังคม !?

วิถีชีวิตเด็กแก๊ง
“คนเรียกพวกเราว่าแก๊ง ทั้งๆที่เรารวมตัวเป็นกลุ่มวัยรุ่นทั่วไป” เพื่อนผู้ใช้ชีวิตแบบแก๊ง ให้ความหมายตัวเอง ที่มองว่าแก๊งก็คือการรวมตัวลักษณะหนึ่งของเยาวชนที่เป็นกลุ่มทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งที่แตกต่างกันไป หรือแม้แต่คนส่วนใหญ่ก็มักนำคำว่า “แก๊ง” ไปใช้ในการนิยามตัวเอง เช่น การรวมกลุ่มวัยรุ่นในโฆษณา อาทิ แก๊งแขนขาว แก๊งหน้าใส หรือ แก๊งสามช่า ในรายการโทรทัศน์

“มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราตีกันประมาณ6คนแล้วตำรวจก็มาจับ พอไปที่โรงพักก็มีคนมาถามว่าอยู่ตำบลอะไร เราก็ตอบไปว่าอยู่ตำบลไหน พออีกวันหนึ่งหนังสือพิมพ์ก็พาดหัวหน้าหนึ่งว่า แก๊ง...(ชื่อตำบล)... ยกพวกถล่มคู่อริเจ็บระนาว หลังจากนั้นมาคนในหมู่บ้านก็มองพวกเราเป็นแก๊งมาตลอด” เพื่อนคนเดิมเล่าต่อถึงกรณีที่เกิดเรื่องชกตีกันจนเป็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์และกล่าวต่อว่า “ในกลุ่มพวกเราเหมือนพี่น้องที่คุยกันได้ทุกเรื่องมีความจริงใจให้กันการชกต่อยตีกันเป็นเรื่องธรรมดาที่มักจะเกิดตอนกินเหล้าแต่พอเกิดเรื่องก็จับมันมากินเหล้าด้วยกัน มาคุยด้วยกันมันก็ดีกันเอง”

“บางคนก็เรียนในโรงเรียน บางคนเรียน กศน. ตอนเย็นพวกเราก็มาเจอกันที่นัด อย่างของผมนัดกันที่ร้านเกม แต่คนอื่นน่ะก็แล้วแต่พวกเขา ส่วนคนที่ทำงานตอนกลางคืนก็นัดกันวันเสาร์อาทิตย์ บางวันมีคนมาเป็นสิบ แล้วก็ไปเที่ยวกันต่อ เที่ยวเสร็จก็แยกย้ายกันตามที่ตามทาง แล้วอีกวันก็มาเจอกันใหม่” น้องผู้ชายคนหนึ่งเล่าให้ฟังถึงวิถีชีวิตในกลุ่ม พร้อมบอกต่อว่า “คนทั่วไปมักนึกว่า พวกเรามีปัญหาครอบครัว ส่วนหนึ่งมันใช่นะ แต่เราอยากเจอเพื่อนมากกว่า คนวัยเดียวกันอยู่ด้วยกัน เที่ยวด้วยกันแล้วสนุกบางทีเพื่อนโดนตีที่เธค อีกวันพวกเราก็ยกพวกไปเอาคืน ใครจะให้เพื่อนเจ็บฟรีๆหล่ะ เพื่อนต้องช่วยเพื่อนสิพี่”

วัยรุ่นที่เข้ามาในกลุ่มแก๊งแต่ละคนมีที่มาต่างกัน การอยากมีเพื่อนเที่ยว ได้คุยกับคนวัยเดียวกันที่เข้าใจ ต้องการแสวงหาพื้นที่แสดงออก การแสดงตัวตน การยอมรับจากวัยเดียวกันและความกดดันทางอารมณ์จากครอบครัว โรงเรียน ตลอดจนภาระความรับผิดชอบทางสังคมได้เป็นปัจจัยสำคัญในการรวมตัวของกลุ่มเพื่อนที่มีความจริงใจต่อกัน และวิถีชีวิตแบบที่เด็กแก๊งดำเนินก็ไม่ได้ต่างจากวัยรุ่นทั่วไปที่ต้องการเพื่อนฝูง การยอมรับ จากการแสดงออกในลักษณะต่างๆ เช่น เด็กที่ประกวดเต้น ประกวดร้องเพลง หรือ การแข่งขันกีฬา

แต่เหมือนกับว่าการแสดงออกแบบ “แก๊ง” นั้นไม่เป็นไปตามค่านิยมหรือพฤติกรรมของวัยรุ่นที่สังคมคาดหวังและกำหนดที่อยากเห็นวัยรุ่นเป็นคนดีมีศีลธรรมนำความรู้ เรียนดี เชื่อฟังผู้ใหญ่ รักนวลสงวนตัวและหวังที่จะเห็นเยาวชนเป็นอนาคตของชาติแต่หากเห็นสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่ถูกหูถูกตาวัยรุ่นคนนั้นก็คือตัวประหลาดขึ้นมา เด็กแก๊งบางคนไม่ได้รับการยอมรับในการกลับตัว ถูกไล่ออกจากโรงเรียน ครอบครัวไม่ใส่ใจ บางคนถูกตั้งค่าหัวเรือนหมื่น สิ่งเหล่านี้เป็นการตีตราชีวิตของวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีพฤติกรรม “แก๊ง”

การแก้ปัญหาความรุนแรงในวัยรุ่น โดยรัฐและสังคมที่เน้นการควบคุม การตั้งค่าหัวที่ส่วนใหญ่เน้นไปที่การจับมาลงโทษแล้วปล่อยตัวไป ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงของแก๊งวัยรุ่นเกิดขึ้นอยู่เสมอ


“ส่งเสริม”
เด็กแก๊ง : ทางเลือก ที่มากกว่า “ควบคุม”

ภาพความรุนแรงในวัยรุ่นยังคงมีให้เห็นอยู่เสมอตามสื่อต่างๆ แต่กระนั้นยังมีกลุ่มแก๊งส่วนหนึ่งที่ได้รับโอกาสและการส่งเสริมให้คิดวิเคราะห์และได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยจะมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างเพื่อนภายในกลุ่มเช่น การให้คำปรึกษาเรื่องการเรียน หรือกรณีที่จะมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนแล้วต้องเป็นการยินยอมของทั้งสองฝ่าย และที่สำคัญเมื่อมีเพศสัมพันธ์ต้องใช้ถุงยางอนามัย รูปธรรมที่ชัดเจน คือมีบางกลุ่มตั้งกฎประจำกลุ่มว่าหากจะพาผู้หญิงมามีเพศสัมพันธ์ ห้ามข่มขืนและต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อป้องกันโรคติดต่อ และการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมหรือบางกลุ่มเป็นผู้ให้ความรู้เรื่องเอดส์ เพศศึกษาแก่เพื่อนวัยเดียวกัน

“ขอขอบคุณที่เป็นแก๊ง” คำกล่าวที่เต็มไปด้วยความหวัง ความหลังในอดีตของ เพื่อนผู้หญิงที่เคยผ่านชีวิตแบบแก๊งมาก่อนซึ่งปัจจุบันเธอเป็นผู้ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่เพื่อนคนอื่น ๆ

“พอนึกถึงตัวเองเมื่อก่อนก็ตลกดี โดดเรียนแล้วโดนครูถ่ายวิดีโอ ไปให้ตำรวจ”

“คิดถึงเพื่อนๆ ที่เคยอยู่ด้วยกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นไงกันบ้าง เมื่อก่อนอยู่ในกลุ่มมีเพื่อนเยอะมาก ตอนนี้ไม่ค่อยได้เจอเลย แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปเรียน ไปทำงาน เหลือเราคนเดียวที่ไม่รู้จะไปที่ไหน ชีวิตแบบนั้นมันได้บทเรียนเยอะมาก มันทำให้เรารู้จักสังคมมากขึ้น มีเพื่อนที่เข้าใจ แต่ดีนะที่มีพี่สาวชวนมาทำกิจกรรมเยาวชนแบบนี้ ไม่งั้นป่านนี้คงเป็นโดนตำรวจตั้งค่าหัวเป็นหมื่นๆแล้วก็ได้”
คำบอกเล่าของเพื่อนคนเดิมที่มองอดีตด้วยความระลึกถึงความผูกพันที่เพื่อนมีให้กันและกัน เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า จะแก้ปัญหาแก๊งวัยรุ่น ต้องเข้าใจและให้โอกาสในการเปลี่ยนแปลง

กระนั้นแล้ว การแก้ปัญหาแบบ “ควบคุม” ของรัฐนั้นแก้ได้จริงหรือ? หากมีการทะเลาะวิวาทแล้วค่อยตามจับตามตั้งค่าหัวเท่านั้นหรือ? วิธีการเดิมๆ นี้สามารถลดปัญหาความรุนแรงได้จริงหรือ? หรือรัฐและสังคมต้องเปลี่ยนรูปแบบการแก้ปัญหาความรุนแรงที่วัยรุ่นเผชิญทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยทั้งครอบครัว ชุมชนและสถาบันการศึกษาไปจนถึงผู้มีบทบาทสำคัญในนโยบายระดับชาติ ต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของวัยรุ่นและให้โอกาส ด้วยการส่งเสริมการรวมกลุ่มทำกิจกรรมทางสังคม การจัดค่ายพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการคิด วิเคราะห์ การเป็นผู้นำ และมีพื้นที่สำหรับทำกิจกรรม เช่น ศูนย์เยาวชนในชุมชน สำหรับกิจกรรมต่างๆ

เมื่อวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบจากการแก้ปัญหาแก๊งวัยรุ่นที่มีการจัดการต่างกัน พบว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐและสาธารณชน ต้องเปลี่ยนความคิด ทัศนคติในการแก้ปัญหาใหม่ เพราะการจัดการแบบ “ควบคุม” ที่คนไทยคุ้นชินมาโดยตลอดพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้แก้ปัญหาเด็กแก๊งได้จริง หากแต่การจัดการแบบ “ส่งเสริม” ที่เป็นทางเลือกใหม่ที่ให้โอกาสและยอมรับในการปรับพฤติกรรม ตลอดจนการไม่ตีตราและมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่างสม่ำเสมอนั้น ทำให้สามารถลดอัตราความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี

และหากจะเริ่มแก้ปัญหาแก๊งวัยรุ่นทั้งที ต้องให้เด็กแก๊งมาร่วมคิดร่วมทำและรับผิดชอบด้วย ไม่อย่างนั้นการแก้ปัญหาที่สังคมอยากเห็นกับความจำเป็นที่เด็กแก๊งต้องการ ก็ไม่ตรงกัน (เหมือนเดิม)


กิตติพันธ์ กันจินะ

โครงการการจัดการองค์ความรู้เด็กและเยาวชนที่รวมตัวเป็นกลุ่มแก็ง
เครือข่ายเด็กและเยาวชนภาคเหนือตอนบน

(16 ตุลาคม 2547)