บันทึกเถื่อน ..อิทธิพลเป็นใหญ่..!! หรือรัฐไร้น้ำยา ?

15 มิถุนายน ผมเข้าถึงพื้นที่ ตอนบ่ายคล้อยจนเกือบค่ำแล้ว โดยเขาจัดให้เราพักกันในวัด ซึ่งอยู่กลางหมู่บ้าน เหตุผลเขา
บอกผมว่าสะดวกต่อการดูแลความปลอดภัย ทำให้ผมคิดในใจว่า ชาวบ้านที่นี่น่ารักดีห่วงใยพวกเรา ซึ่งจากนั้นยังมีชาวบ้าน
ทั้งหญิงชายมาร่วมพักกับเราด้วย

จากนั้นก็ได้รับการชี้แจงอะไรหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับพื้นที่ แต่ที่น่าสะดุดใจ คือมีการบอกให้ทุกคนอยู่ภายในบริเวณวัด หากใคร
ประสงค์จะออกนอกพื้นที่บริเวณวัด ควรจะบอกกองกำลังเสือป่า ก่อนเพราะเขาจะคอยให้ความดูแลคุ้มครองแก่เรา ซึ่งผม
ก็แปลกใจอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เอะใจอะไรมากนัก ก็นึกสนุกๆแต่เพียงว่า เออ..เดี๋ยวนี้มีกองกำลังภาคประชาชนแล้วหรือนี่ ดีแฮะ....แต่ก็อดขบขันความช่างคิดของชาวบ้านไม่ได้

เพราะครั้งหนึ่งผมเคยไปอยู่แถวสาละวินชายแดนพม่าคลุกคลี่กับชาวกะเหรี่ยงลี้ภัยและชาวบ้านนักอนุรักษ์ที่หัวแข็งสุดๆ
มาแล้ว จึงลำพองใจว่า ขนาดที่นั่นยังไม่มีอะไรน่ากลัว แล้วที่นี่ ซึ่งอยู่ห่างจาก กทม.ไม่กี่ร้อยกิโลเมตร แถมยังอยู่กลาง
หมู่บ้านที่เจริญพอสมควรจะมีอะไร อย่างดีก็วัยรุ่นมากวนบ้างเป็นธรรมดา

แต่ผมก็ให้เกียรติในกฎเกณฑ์เขา โดยไม่ได้ออกไปไหนเลย อีกทั้งผมยังไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริงมากนัก คิดแต่เพียง
ว่านี่ประเทศไทยน่ะ ประเทศนี้มีกฎหมายนะ แม้ว่ามันจะไม่ค่อยเที่ยงธรรมเท่าไหร่นัก แต่ก็ปรามคนได้ดีพอใช้อยู่หรอก ผมไม่เชื่อว่าแผ่นดินนี้จะยิงคนอย่างไร้เหตุผลกันได้อย่างง่าย ๆ...

ซึ่งที่จริงแล้ว การเดินทางมาครั้งนี้ ผมอยากออกมาถ่ายภาพเก็บไว้ทำงานมากกว่า เพราะงานของผมตอนนี้เริ่มขาดแคลน
ภาพประกอบ โดยเฉพาะภาพวิถีชีวิต และภาพชนบทไทย เลยอยากออกมาเก็บภาพที่ตัวเองอยากได้ไว้บ้าง แต่ตกลงแล้ว
คืนนั้นผมไม่ได้ทำอะไรมากนัก นอกจากนั่งสัมภาษณ์ อบต.และชาวบ้าน 2-3 คน ซึ่งก็ได้ข้อมูลน่าพอใจมาก และเริ่ม
มองเห็นความรุนแรง ในหมู่บ้านแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจ จากนั้นก็ไปบอกกับน้องกบ ซึ่งเป็นตัวประสานหลักงานนี้ว่า อยาก
ได้ชาวบ้านนำทางสักคนสองคนพาไปดูบริเวณต่างๆ เพื่อถ่ายรูปหน่อยได้ไหม กบก็รับปากจะประสานกองเสือป่าให้ สัก 4-5
คน ทำให้ผมอดคิดในใจไม่ได้ว่า"ทำไม จัดคนให้มากจัง " จากนั้นผมก็เข้านอนเลย เพราะความเพลียกับการเดิน

เช้าวันที่ 16 มิถุนายน หลังจากทำภาระกิจเสร็จ ผมก็ออกเดินทางไปปลุกป่าร่วมกับชาวบ้านและนักศึกษาตามโปรแกรมเขา
ก่อน เพราะไม่อยากให้เพื่อนๆ น้องนักศึกษาสงสัยว่าเราไปไหนกัน ซึ่งกบมาบอกผมแต่เช้าแล้วว่า จัดเตรียมกองเสือป่า
ไว้นำทางแล้วน่ะ 3 คัน (มอเตอร์ไซต์)ก็ประมาณ 5 คนรวมทั้งผมก็ 6 คนพอดี ผมพยายามจะบอกว่ามันเยอะนะ มันจะ
เอิกเกริกไปไหม ขณะที่คนอื่นๆ ปลูกป่ากัน

ตอนนั้นผมไม่ได้คำนึงความไม่ปลอดภัยอะไรเลย ผมคำนึงเพียงแต่กลัวว่าจะเป็นเป้าสายตาเพื่อนๆและน้องนักศึกษามาก
กว่า กลัวว่าเขาจะคิดว่าผมได้บริการพิเศษ โดยไม่เข้าใจว่าผมมาทำข่าวเรื่องนี้ และต้องการมาดูข้อเท็จจริง พอปลูกป่า
ได้สักพัก ผมก็ออกเดินทางกัน จุดแรกที่เขาวางแผนกันจะให้ผมไปดูคือ โรงโม่หิน ตอนนั้นผมเริ่มหวั่นๆ แล้ว โดยไม่
ทราบสาเหตุเหมือนกันว่าทำไม ถึงหวั่นๆ อาจเป็นเพราะกองเสือป่าของเรา มีแววตาบางอย่างหวั่นๆ แต่ก็พยายาม
จะให้เราเห็นโรงโม่ให้ได้และก็โต้แย้ง เรื่องที่จะไปกันด้วย คนหนึ่งบอกว่า อยากให้เข้าไปถ่ายในโรงโม่ด้วยจะดีกว่า
อีกคนบอกว่าต้องเข้าไปด้วยหรือ ? ถ่ายข้างนอกดีกว่านะ ? ทำให้ผมตัดปัญหาบอกถ่ายจากถนนนี่แหละ ถ้าไม่ไกลนัก

รถ 3 คัน ค่อยๆ วิ่งออกจากจุด ปลุกป่า ไปสู่โรงโม่ ซึ่งไม่ห่างจากจุดปลูกป่ามากนักสัก 700 เมตรได้ ขณะที่รถเรา
ชลอหาที่ถ่ายรูปข้างทาง ผมก็บอกให้จอดและรู้สึกสังหรณ์ใจหวั่นๆ จึงบอกคนขับรถให้จอดข้างทางหน้าโรงโม่ ที่อยู่เกือบ
จะถึงด้านหน้าทางเข้าของโรงโม่ ห่างประมาณ 10 เมตรได้ ผมบอกจอดถ่ายรูปตรงนี้แหละ อารมณ์ขณะนั้นผมไม่อยาก
เข้าไปในโรงโม่หินแล้ว ผมเปิดหน้ากล้องออกยังไม่กดชัทเตอร์เลยก็มีรถมอเตอร์ไซต์เหมือนกันวิ่งอย่างเร็ว มา 3 คัน
ซึ่งจอดตรงปากทางเข้าโรงโม่ ใกล้เรา ผมรู้สึกคุ้นๆ หน้า เพราะเคยเห็นเขาเดินไปมาอยู่ในบริเวณปลูกป่า แต่ก็เข้าใจว่า
เป็นกลุ่มชาวบ้านที่สนใจร่วมงานเหมือนเรา จอดรถห่างจากเรา ไปประมาณ 30 เมตร ได้

คนขับรถให้ผมตะโกนลั่นเลยว่า"เฮ้ย มันตามมาว่ะ เอาไงดี"
ผมหัวเราะ ถามว่า"ใครตามเหรอครับพี่... " ทั้งที่จริงๆ พอเข้าใจแล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นตอนนั้นผมเพิ่งถ่ายได้เพียงภาพ
เดียว แต่ก็เริ่มไม่อยากถ่ายแล้ว



กลุ่มเล็กๆ ด้านหน้า คือกลุ่มกำนัน
ที่ตามประกบเราขณะเผชิญหน้ากัน
คนขับตอบว่า "น้องนี่แหละกำนัน เป็นกลุ่มพวกสนับสนุนโรงโม่ มันตามประกบ
เรามาตลอดเลย
" น้องรีบถ่ายเร็วๆ ผมรีบถ่ายอีกภาพทั้ง ไม่อยากถ่ายแล้ว
เพราะมือไม้สั่นไปหมดเหมือนกัน ที่สำคัญผมพอจะเดาเหตุการณ์ข้างหน้า
ได้บ้างแล้วในเวลานั้น



กองเสือป่าที่มาคุ้มกันผม ขับรถมาจอดด้านหน้าผม เหมือนเตรียมรับมือหากเกิดอะไรขึ้น แต่ปฏิกริยาทางกลุ่มกำนันก็นั่ง
อยู่บนรถเฉยๆ แต่กองเสือป่าที่มาคุ้มกันให้ผมตะโกนคุยกันลั่น ว่าจะเอายังไงกันดี มีคนตามประกบอย่างนี้ ส่วนผมเอาแต่
นิ่งเงียบเพราะไม่รู้จะทำอะไรให้ดีกว่านี้ได้

ยอมรับตรงๆ ว่ากลัวเหมือนกันเพราะผมไม่มีอาวุธอะไรติดตัวเลย แต่เชื่อว่ากองเสือป่าที่มาคุ้มกันให้ผมมีอาวุธแน่นอน
อย่างน้อย 2 คน หล่ะ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งผมคิดว่าเขาก็คงจะมีเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่กล้ามาเผชิญหน้ากับเราหรอก เพราะเขารู้ว่าตอนนี้ชาวบ้านอยู่ในระยะเสียใจกับการตายของโจมาก สภาพจิตใจของทุกคนพร้อมสู้ตาย

ใจคอผมไม่ดีนัก กลัวการปะทะกันมาก ไม่อยากเห็นคนไทยมาทะเลาะกันอย่างนี้เลย แต่รถกำนันจอดเฉยๆ ไม่มีอะไร
เคลื่อนไหว ขณะนั้นเองคนขับรถผมบอกให้ผมถ่ายรูปกลุ่มกำนันไว้ และให้รีบๆ ถ่ายด้วย ผมกลัว แต่ก็คิดว่าดีเหมือนกัน ขณะคันที่ระวังหลังให้ผมตะโกนออกมาว่า

" ไปต่อเลย กลัวอะไรว่ะ..."

ทีมงานเราเลยออกรถไปข้างหน้าต่อ ผ่านกลุ่มกำนันไปโดยที่ทั้ง 2 กลุ่มไม่มองหน้ากันเลยจุดหมายเราต่อไปตอนนั้นคือ
ถ้ำขุนตะค้าน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงโม่เพียง 200 เมตร ขณะเดียวกันนั้นเอง กลุ่มกำนันก็ตามมาอีก ทำให้ทีมงานคุ้มกันผม
หรือกองเสือป่าเริ่มเครียดกันยิ่งขึ้นอีก ทุกคนเดินลงจากรถมากระซิบกันเบาๆ หนึ่งในกองเสือป่าพูดออกมาว่า

" มันจะเอายังไงกันแน่ว่ะ "

แต่ผมปลีกตัว ไปถ่ายรูปต่อแต่ใจผมก็ยังหวั่นๆ ส่วนทางกลุ่มกำนันเองก็จอดรถไว้ ห่างๆเราคุยกันปกติ เขาก็คุยกันเป็นปกติ
แต่คนสองกลุ่มไม่มองหน้ากันเลย ทั้งๆ ที่ยืนอยู่ห่างกันไม่ถึง 5 เมตร ทางกำนันเดินเข้ามาใกล้ๆ ผมที่กำลังถ่ายรูป
กองเสือป่ารีบเดินเข้ามาหาผมเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะทั้ง 2 กลุ่ม ยังยืนกันอยู่ห่างๆ ผมก็พยายามจะเดิน
ไปเดินมา ดูโน้นดูนี่ เพราะไม่อยากอยู่เฉยๆ ให้เป็นเป้านิ่ง สถานการณ์อึมครึมได้สักพัก กลุ่มกำนันคุยกันออกมาว่า

"ไม่มีอะไรหรอกพวกเรา กลับเหอะ "

แล้วก็หัวเราะกัน ก่อนสตาร์ทรถออกไป....


กองเสือป่า
ที่คอยคุ้มกันเรา
ขณะออกเก็บภาพในพื้นที่

พอดีที่หน่วยเสือป่าสายลาดตะเวณ เข้ามาสมทบช่วย พร้อมกับถามว่า

"มันตามมาอีกใช่ไหม เป็นไงบ้าง "

ซึ่งตอนนั้นสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว สีหน้าเราทุกคนดีขึ้นมาก ทุกคนหัวเราะกัน แม้ลึกๆ จะยังหนักใจอยู่ กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ที่สำคัญยังจุดสุดท้ายคือถ้ำพระ ไกลออกไป
อีกมาก


เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงอีกสัก 2 กม. จากโรงโม่ แต่ถ้ามองเทียบจากภูเขาก็อยู่ไม่ไกลนักจากโรงโม่ เพียงแต่ทางเข้าถ้ำพระค่อนข้างอ้อมมากไปหน่อย กลุ่มพวกเราวิ่งออกไปอย่างระมัดระวัง โดยรถผมวิ่งกลางเกือบตลอดเวลา แม้จะมีคันอื่นเผลอแซงบ้าง แต่ก็จะรีบจอดคอยเรา ไปถึงวัดมีกองเสือป่าตามมาสมทบอีกหนึ่งคนยิ่งทำให้เราสบายใจ
และมั่นใจมากขึ้น


สำนักสงฆ์
ถ้ำขุนตะค้านซึ่งเป็นป่า
ต้นน้ำอีกแห่งหนึ่ง
เข้าดูถ้ำพระซึ่งเป็นถ้ำปฏิบัติธรรมของสำนักสงฆ์เหมือนกับถ้ำขุนตะค้าน แต่ถ้ำที่นั่น เป็นถ้ำใหญ่มากค่อนข้างสวยและทะลุไปหลายทอด แถมยังมีลำธารไหลผ่านภายในถ้ำ อีกด้วย ผมเดินถ่ายภาพอย่างสบายใจบ้างแล้ว เพราะเริ่มปรับสภาพจิตใจตัวเองได้บ้าง ดีกว่าเมื่อสักครู่ ที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ เผชิญเรื่องอย่างนี้เลย จึงตื่นเต้นมาก และตอนนี้ผมพอจะกล้าและพร้อมเผชิญมากขึ้นแล้ว แต่ไม่มีวี่แวว กลุ่มกำนันตามมา เราทั้งหมดนั่งสูบบุหรี่คอยดูสถานการณ์สักพัก จนหนึ่งในกองเสือป่า พูดขึ้นว่า


"มันไม่ตามมาแล้ว มันหวงแต่โรงโม่แค่นั้นแหละ"

ซึ่งผมก็คงต้องคิดอย่างงั้นด้วย หลังจากนั้นเราเริ่มสบายใจมากขึ้น เราคุยกันหัวเราะกันออกมากขึ้น ยิ่งได้เจอถ้ำสวยๆ ป่าสวยๆ ความตื่นเต้นกับเหตุการณ์หายไปหมด ทุกคนเริ่มโหวกเหวกหัวเราะกันสนุกสนานบ้าง

จากนั้นเราก็กลับกัน และทุกคนสีหน้าปกติสบายใจกันมาก...ผมก็เช่นกัน ถึงวัดเห็นเพื่อนๆ เหมือนได้เกิดอีกครั้ง ที่สำคัญภาระกิจแบบนี้ผมคงต้องกลับไปทบทวนให้ดีๆ อีกครั้ง แต่ไม่เข็ดหรอกครับ เพราะเป็นหน้าที่เรา ทีมข่าว thaingo นี่ครับ

ขอบคุณแผ่นดินไทย....


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org