|
สางปม...
ใครฆ่าโจ ?
เจาะลึก !! ที่นี่อิทธิพลเป็นใหญ่..!!
หรือรัฐไร้น้ำยากันแน่ ?...
ใครฆ่าโจ? ใครฆ่าโจของเรา?
เป็นคำถามที่มีคำตอบดังก้องในหัวใจชาวบ้านชมภู ที่รักและหวงแหนธรรมชาติ แต่ก็ไร้คำตอบจากผู้มีอำนาจในบ้านเมือง
?
เพราะจนถึงวันนี้
ครบรอบ 30 วัน หลังการตายของโจ "พิทักษ์ โตนวุธ" หนุ่มนักอนุรักษ์เลือดรามคำแหง
ซึ่งเพิ่งได้เป็นพ่อ
ของลูกน้อยได้ไม่กี่วัน และกำลังเตรียมตัวรับพระราชทานปริญานิติศาสตร์บัณฑิตเร็วๆนี้
ก็มีอันลาลับโลกนี้ไป ด้วยน้ำมือ
ของคนใจทมิฬหินชาติต่ำช้าสามานย์ ที่ทำลายทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตมนุษย์
เพียงเพื่อเงิน....แต่จนถึงวันนี้ 30 วันล่วงมาแล้วคดีการสังหารโจ
ก็ยังไม่ความคืบหน้าอะไร ไม่มีคำตอบ ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีความกระตื้อรือร้นจากหน่วยงาน
ทั้งนั้น ปล่อยให้ชาวบ้านชมภูเฝ้าคอยดูหน้าคนร้ายด้วยหัวใจริบหรี่
...หรือว่ารัฐไร้น้ำยาพิทักษ์คนดีๆ แล้ว ?...
15-18 มิถุนายน ชาวบ้านชมภู
เครือข่ายชาวบ้าน องค์กรพัฒนาเอกชนและกลุ่มนักศึกษาชมรมต่างๆ ร่วมสิบสถาบัน
จัดงาน "สืบสานอุดมการณ์พิทักษ์" ขึ้น เพื่อย้ำเตือนเสียงเรียกร้องหาความเป็นธรรมให้กับโจ
"พิทักษ์ โตนวุธ" จับเอาคนร้ายและคนบ่งการฆ่าโจ มาดำเนินคดีให้หมดสิ้น
โดยไม่ต้องกลัวอำนาจมืดหรืออิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น...
 |
ในบ่ายแก่ๆ
วันที่ 17 พฤษภาคมขณะที่โจกำลังขับรถมอเตอร์ไซต์กลับจากประชุมเรื่องโรงโม่หิน
ที่ตนและชาวบ้านคัดค้านอยู่ มุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้าน เพื่อหาลูกเมียที่รอทานข้าว
ขณะที่หลังคา
หมู่บ้านชมภูเริ่มมองเห็นอยู่ริบหรี่ ข้างหน้าและเหลืออีกไม่กี่ร้อยเมตรก็จะได้เห็นหน้าลูกเมียสุด
ที่รักแล้ว
|
นางยุภาภรณ์
โตนวุธและ
เด็กหญิงหงษ์พิชฌา โตนวุธ ภรรยาและลูก |
แต่อนิจจา....!!!
แผ่นดินนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อคนดีๆ ได้เดินกัน แล้วหรือ ? เพราะโจหมดโอกาส
ที่จะได้เห็นหน้าลูกเมียตั้งแต่วินาทีนั้นเอง เมื่อเสียงปืน 6 นัดซ้อนดังติดๆ
กันจากน้ำมือของ
ชายฉกรรจ์ 2 นาย ที่ขี่รถประกบมาจากด้านหลัง สิ้นเสียงปืน ร่างโจนอนตายอยู่ข้างถนน
ทางเข้าหมู่บ้านนั้นเอง |
คดีนี้ทางตำรวจและหน่วยงานราชการก็ออกมาสืบสวนสอบสวนเหมือนปกติ
ปกติเหมือนครั้งที่โจพยายามแจ้งความ ร้องเรียนและขอความช่วยเหลือ ในประเด็นปัญหาต่างๆ
เมื่อครั้งที่โจยังมีชีวิตอยู่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบ
เฉยและรอไปก่อน ....
ใครฆ่าโจ ?
การเข้าไปร่วมทำงานกับกลุ่มชาวบ้านของโจ
นั้นเริ่มต้นเมื่อ ปี 2540 เมื่อครั้งที่โจเป็นนักศึกษาและเป็นประธาน
ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ม.รามคำแหง จากการลงพื้นที่โจพบว่า ชาวบ้านกำลังต่อสู้คัดค้านการต่ออายุสัญญา
ประทานบัตรโรงโม่หินที่เขาผาแดงรังกายอย่างโดดเดี่ยว โดย ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใด
ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านเลย กลับกันเจ้าหน้าที่รัฐแทบทุกหน่วยงานทุกคน อยู่ข้างกลุ่มทุนแทบทั้งหมด
จากจุดที่ชาวบ้านเองก็หมางเมินและหัวเราะเยาะโจและกลุ่มคัดค้าน โจเริ่มทุ่มเททำงานหนักจนบ่อยครั้งที่บทบาท
อันโดดเด่นของโจหลุดออกจากการเป็นที่ปรึกษามาเป็นแกนนำเสียเอง แล้วกระบวนการคุดขุ้ยความไม่ชอบมาพากล
ในการประทานบัตรก็เริ่มเด่นชัดขึ้น จากนั้นกระบวนการขับไล่ผู้นำชาวบ้านที่เป็นลูกสมุนนายทุนก็เริ่มตามมา
และก็มีกระบวนการอื่นๆ ตามมาอีก ทั้งยื่นหนังสือ แจ้งความดำเนินคดี การขอเข้าพบผู้ใหญ่
และแจ้งสื่อมวลชน รวมไปทั้งกระบวนการเปิดโปงการค้ายาเสพติดและการลักลอบตัดไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงด้วย
โจและชาวบ้านกลุ่มอนุกรักษ์บ้านชมภู จึงร่วมกันตั้งกลุ่มอนุรักใหม่ชื่อว่า"เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู(คอลภ.)"
ซึ่งเป็น
กลุ่มเล็กๆ ที่ปฏิบัติการคานอำนาจทุนและรัฐทุกด้าน หรือแม้กระทั่งผู้นำท้องถิ่นที่รวมหัวกันฮุบเขาผาแดงรังกาย
ทั้ง
ร้องเรียน เปิดโปง แจ้งความและร่วมขบวนประท้วงที่หน้าโรงโม่หิน หน้าที่ว่าการอำเภอ
หน้าศาลากลางจังหวัด ...หรือแม้แต่ล่ารายชื่อและประท้วงขับไล่ผู้นำหมู่บ้านก็ทำ
....แล้วใครฆ่าโจ ? ............
| มองย้อนกลับไปเรื่องโรงโม่หินอีกครั้ง... |
|
เริ่มต้นหลักที่กลุ่มโรงโม่หิน
โรงแรกคือบ.ร็อค แอนด์ สโตนส์ ได้รับสัมปทานกับกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย
เมื่อ 3
มีนาคม 2536 สิ้นสุดสัมปทาน 31 มีนาคม 2540 และโรงที่สองคือ บ.อนุมัติการศิลา
สัมปทาน เมื่อ 24 ตุลาคม 2538
สิ้นสุด 24 ตุลาคม 2543 โดยการตรวจสอบและแจ้งเป็นคำสั่งว่า "ที่บริเวณนี้ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามและสำคัญ?
"
ซึ่งผู้นำชุมชนที่เซ็นอนุมัติในขณะนั้นคือกำนันพิ้ง
ขวัญทอง เป็นกำนันในสมัยนั้น โดยผ่านสภาตำบล ทั้งๆที่มีชาวบ้านคัดค้าน
แต่ก็มีกระบวนการล่ารายชื่อผู้คัดค้าน เอาไปเแปรใบปะหน้าใหม่เป็นเห็นชอบ
ซึ่งนี่เป็นชนวนเหตุที่ทำให้ชาวบ้านยิ่งไม่พอใจ และผลประโยชน์ในครั้งนั้น
ชาวบ้านกล่าวกันว่า"กำนันพิ้ง ได้รับเงินเดือนจากโรงโม่ โรงละ 6000
บาทต่อเดือน รวมเป็น
12000 บาทต่อเดือน
ส่วนผู้ใหญ่บ้านนั้นได้ในระดับใกล้ๆกัน จึงยอมเซ็นให้นายทุน จากนั้นก็เกษียณตัวเองไป
แต่ชาวบ้าน
ไม่เคยได้อะไรเลย"

คลองชมภูไหลจากป่าต้นน้ำชั้น เอ |
2540
ชาวบ้านเริ่มออกมาคัดค้านกันอย่างจริงจังมากขึ้น โดยมีการตั้งเครือข่าย
อนุรักษ์ชมภู(คอลภ)ขึ้นมา มีจ่าสิบเอกประเทือง ปั้นเจริญ เป็นประธานคนแรก
และต่อมาคือสิบเอกยนต์ เสาตัน คนปัจจุบัน ซึ่งชาวบ้านก็สู้กันเองตามวิธีการต่างๆ
เท่าที่จะคิดกันได้ |
แต่เมื่อโจหรือพิทักษ์
โตนวุธ เข้ามาในปีนั้นเอง ก็เริ่มค้นพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจมากมายทั้ง การประกาศว่าพื้นที่นี้ไม่มี
ทรัพยากรอะไรน่าสนใจมากนัก ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม ฯลฯ เป็นคำสั่งลงนามให้สัมปทานได้
โดยกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้น แต่โจและชาวบ้านที่ร่วมกันคัดค้านกลับพบว่า
ที่นี่มีแทบทุกอย่าง มีน้ำพุธรรมชาติ ถ้ำสวยงาม
หลายแห่ง มีสัตว์ป่า เป็นเขตป่าต้นน้ำชั้น เอ และที่สำคัญมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ชาวบ้านขุดพบ
และภายหลัง
กรมศิลปากรก็ยืนยันมาว่า เป็นวัตถุโบราณที่สำคัญในทางประวัติศาสตร์จริง และการเปิดโปงระยะที่สองเริ่มต้นอีกครั้ง
เมื่อโจและชาวบ้านพิสูจน์ทราบมาว่า ที่ดิน สค.1 ที่ซื้อมาแอบอ้างสัมปทานระเบิดหิน
เป็นคนละที่กับที่ตั้งโรงโม่หิน แต่อยู่
ใกล้กัน เพราะที่ดินในสค.1 มีจำนวน 5 ไร่ แต่ถ้ารวมทั้งที่ตั้งโรงโม่หินและที่
สค.1 นั้นนับรวมสิบไร่ จึงมีการเปิดโปงตั้งแต่ใคร ออกรังวัด? ใครอนุมัติที่
สค.1? ใครชี้เขตแดน ? ...จนมีการทะเลาะกันกับเจ้าหน้าที่รังวัด และคำหนึ่งที่เจ้าที่รังวัด
ตะคอกกลับมา"กูก็กลัวตายเหมือนกัน!! "
นอกจากนั้นโจและชาวบ้านเริ่ม
เพิ่มกระบวนการพิทักษ์ป่าและพัฒนาชุมชนขึ้น มีทั้งการออกจับกุมการตัดไม้
ซึ่งมีการทำ
เป็นกระบวนการกับโรงโม่หิน โดยอาศัยเสียงการระเบิดและโม่หิน ทำการตัดไม้และแปรรูปพร้อมๆ
กัน แล้วลำเลียงออก
พร้อมรถบรรทุกหิน การแจ้งความไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใหญ่บ้าน อบต. กำนัน
นอกจากเพิกเฉยแล้ว ยังข่มขู่ตอบโต้ เมื่อเหตุการณ์เริ่มตึงเครียด โจและชาวบ้านเริ่มรวมตัวกันอีกครั้งเรียกร้องให้ปลดผู้ใหญ่บ้านออกจากตำแหน่ง
แต่ผู้ใหญ่บ้านกลับไม่กลัวพร้อมประกาศขู่ต่อหน้ากลุ่มชาวบ้านว่า"
ผู้ว่าฯไม่กล้าปลดกูหรอก เพราะถ้ากูออกหลายคน
เดือดร้อนแน่" ถึงอย่างไรก็สร้างความโกรธแค้นให้ผู้ใหญ่บ้านมาก
สถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้น
เมื่อผู้ใหญ่บ้านก็รวมตัวกันประท้วงบ้าง บ้านชมภูจึงกลายเป็นหมู่บ้านที่แตกแยก
เป็น 2 ฝักฝ่าย"พวกกู พวกมึง พวกคัดค้าน พวกสนับสนุน"มีการวางแผนสืบและป่วนงานซึ่งกันและกัน
นอกนั้นก็ยัง
มีการสร้างข่าว ปล่อยข่าวทำลายกัน ว่ากลุ่มคัดค้านรับเงิน NGOs มาเคลื่อนไหวบ้าง
รับเงินต่างชาติมาทำลายบ้าง
หลังสู้กันมาอย่างยืดเยื้อ
ตั้งปี 2540 จนถึง มกราคม 2544 ผู้ว่าราชการจึงยอมเซ็นคำสั่งประกาศยกเลิกและให้ขนย้าย
โรงโม่ออกภายใน 60 วัน ทำให้การเคลื่อนไหวเริ่มอ่อนลง แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าขึ้น
โรงโม่ยังตั้งอยู่และไม่มีการ
ดำเนินการย้ายใดๆ เดือนพฤษภาคม ก่อนนายโจ โดนยิงเสียชีวิต 2 อาทิตย์ นายโจได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีผู้ว่าราชการ
จังหวัดที่ สภ.อ.เนินมะปราง ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่การแจ้งความครั้งนี้เป็นการตัดสินใจและกระทำแต่เพียง
ผู้เดียวซึ่งกลุ่มชาวบ้านไม่มีใครทราบมาก่อน เลย...
ใครฆ่าโจ ?
ปมหลักๆ ที่ชาวบ้านสรุปให้กับทีมข่าวทราบคือ
1.เรื่องปิดโรงโม่หิน
อนุมัติการศิลา ของนางสาวนริฎา สินค้างาม ซึ่งยังไม่หมดสัญญาประทานบัตร จากกรมทรัพยากรธรณี
กระทรวง อุตสาหกรรมรวมทั้งเรื่องคัดค้านการต่ออายุประทานบัตร ซึ่งคาดกันว่ามีการจับจองกันไว้นับพันๆ
ไร่ จาก จากกลุ่มกิจการโรงโม่ ถึง 8 โรง ในบริเวณผาแดงรังกาย ซึ่งมีการกล่าวกันว่า
จะเป็นโรงโม่ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ
รวมทั้งเรื่องการออกรังวัดที่ดิน
สค.1 ซึ่งไม่โปร่งใส เคลือบแคลงกันตั้งแต่เจ้าหน้าที่ออกรังวัด กรมที่ดิน
กรมป่าไม้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านที่ชี้เขตแดน1 ซึ่งมีความไม่ชอบมาพากล
ทำให้นายพิทักษ์ใช้เป็นประเด็นต่อสู้จนทำ
ให้เจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่หลายคนไม่สามารถจะตอบคำถามนายพิทักษ์ได้
2.เรื่อง หนึ่งในแกนนำกลุ่มคัดค้าน
ได้ลงสมัครสมาชิก อบต.เมื่อปี 2543 และมีการกล่าวสัญญาต่อกันในหมู่สมาชิกว่า
อยากให้ สมาชิก คอลภ.เทคะแนนเสียงให้ตน แต่พอวันเลือกตั้งจริงๆ คนนี้กลับสอบตกจากการสมัครเป็นสมาชิก
อบต. แต่
นายสม ใจคง ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำ คอลภ. เช่นกัน เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง
และนายพิทักษ์ คือคนที่อยู่เบื้องหลังให้นายสม
ลงสมัคร อบต.และเรียกร้องให้ชาวบ้านเลือกนายสมแทน ทำให้ ผู้ สมัคร อบต.คนนี้โกรธและอาฆาตแค้นมาก
3.เรื่องการลักลอบตัดไม้และเรื่องยาเสพติด
ซึ่งมีการลักลอบตัดไม้ทั้งแบบไม้ซุง และแบบไม้แปรรูป โดยอาศัยช่วงเวลา
ขณะมีการระเบิด และโม่หิน ทำการตัดไม้ และแปรรูป แล้วขนลำเลียงโดยใช้รถขนหินนั่น
เอง หลังจากพยายามแจ้ง
ให้หน่วยพิทักษ์ป่า อุทยานทุ่งแสลงหลวง ทราบและจัดการไม่ได้ผล นายพิทักษ์จึงพาคณะชาวบ้านเข้าไป
จับกุมแต่
ไม่สามารถจับคนกระทำผิดได้ พบ แต่เพียงไม้ซุงและไม้แปรรูปนับร้อยๆท่อนอยู่ริมทางในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
สอบถามชาวบ้านกล่าวว่าไม้ทั้งหมดนั้น ส่งให้นายทุนที่พิจิตร หัวหน้ากลุ่มตัดไม้คือ
อดีตแกนนำกลุ่มคัดค้าน ที่สมัคร อบต.แล้วสอบตก ซึ่งเคยผูกใจเจ็บให้กับโจและแกนนำกลุ่มอนุรักษ์
เรื่องยาเสพติด ซึ่งก็คือยาบ้า
ทางโรงโม่นำมาจำหน่ายให้กับคนงานและชาวบ้าน จนทำให้ชาวบ้านหลายคนติดยา นายพิทักษ์และแกนนำชาวบ้านจึง
เคลื่อนไหวจับตามองเรื่องนี้กันมาก และพยายามนำข่าวนี้มาไปแจ้งให้ทางการทราบ
4.เรื่องเคลื่อนไหวขับไล่นางสมบัติ
บุญปู่ ผู้ใหญ่บ้านออกจากตำแหน่ง ทำให้นางสมบัติ โกรธแค้นมาก แม้จะไม่สามารถ
ขับไล่ออกไปได้ก้ตาม เพราะนายพิทักษ์และชาวบ้านเชื่อว่านางสมบัติเป็นลูกน้องกลุ่มโรงโม่หิน
และสามีของนางสมบัติ
ก็เป็นประธานบริหารองค์การส่วนตำบล (อบต.) ด้วย ซึ่งกุมอำนาจการตัดสินใจของชาวบ้านไว้ในมือทั้งหมด
5.เรื่องนายพิทักษ์บุกไปแจ้งความดำเนินคดีผู้ว่าราชการจังหวัดคือนายวิจารณ์
ไชยนันท์ ที่ สภ.อ.เนินมะปราง ในข้อหา
ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากทางจังหวัดหรือผู้ว่าฯได้ออกคำสั่งให้โรงโม่หินรื้อถอนออกแล้วภายใน
60 วัน แต่ ไม่มี
การดำเนินการใดๆ ทั้งจากโรงโม่หิน และจากจังหวัด จนเลย 60 วัน ทำให้นายพิทักษ์
เห็นว่าเป็นเคลื่อนไหววิ่งเต้นเปลี่ยน
คำสั่ง จึงบุกเข้าแจ้งความแต่เพียงคนเดียว ซึ่งเรื่องนี้เกิดเพียง 2 อาทิตย์
ก่อนที่นายพิทักษ์จะถูกยิงเสียชีวิต และเหตุการณ์
ที่ถูกกล่าวหาว่าจะเผาจวนผู้ว่าฯ เนื่องจากในการชุมนุมใหญ่กันครั้งแรกนั้น
ชาวบ้านโดนตัดไฟ จึงจุดคบเพลิงเดินไป
ร้องเรียนที่บ้านพักผู้ว่าฯ แต่ถูกนายตำรวจและ อส,ฉีดน้ำพร้อมเข้าสลายม็อบ
6.มีการเตรียมคัดค้านการออกเอกสารสิทธิ์
สค.1 เนื่องจากค้นพบว่ามีนายทุนกว้านซื้อที่บริเวณนี้เตรียมปลูกไม้ผล ไว้หลายพันไร่แล้ว
นายพิทักษ์และแกนนำ คอลภ. ต้องจึงการให้มี การตรวจสอบการออก สค.1 ที่ผ่านมาและที่จะออก
ใหม่ทั้งหมด เพราะชาวบ้านเริ่มไม่แน่ว่าตนเองจะได้ประโยชน์ไหมในการออก สค.1
จริงๆ เนื่องจากว่าชาวบ้านได้ข่าวว่า
นายทุนได้เตรียมการอาศัยชื่อชาวบ้านในการออก สค.1 แล้วเหมือนกัน
|