เกี่ยวกับ พิทักษ์ โตนวุธ
หรือโจ
พิทักษ์
โตนวุธ- นักศึกษาแกนนำคัดค้านโรงโม่หินบ้านชมพู อ.เนินมะปราง
จ.พิษณุโลก
พิทักษ์ โตนวุธ เป็นคนบุรีรัมย์โดยกำเนิด
เกิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2514บิดาชื่อ นายสมชาย โตนวุธ
มารดาชื่อ นางก้วง โตนวุธ สมรสกับนางยุภาภรณ์ โตนวุธ มีบุตร
1 คน ชื่อเด็กหญิง หงษ์พิชฌา โตนวุธ ประวัติการศึกษาและการทำงาน
- พ.ศ.2526 เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนห้วยศาลา
หลังจากจบชั้นประถมได้บรรพชาเป็นสามเณรเพื่อศึกษาต่อที่วัดตลาดโพธิ์
จนสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค (นักธรรมเอก)
- พ.ศ.2534 อุปสมบทเป็นพระภิกษุ พร้อมทั้งบวชหน้าไฟให้มารดา
สอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค ในขณะเดียวกันก็สามารถสอบเทียบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้
จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน
- พ.ศ.2538 ลาสิกขาบทเพื่อศึกษาทางโลก โดยเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นสมาชิกชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
และร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม
- พ.ศ.2539 เป็นคณะกรรมการบริหารชมรมฯ ในตำแหน่งเลขานุการ
ขณะที่ทำงานได้มีการประสานงาน และร่วมทำกิจกรรมกับคณะกรรมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม
16 สถาบัน(คอทส.) และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)
- พ.ศ.2540 ได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรมอนุรักษ์ฯนโยบายปีนี้เน้นที่การศึกษาเรื่องสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรและวิถีคนอยู่กับป่า
ในช่วงนี้ได้เกิดกระแสการต่อสู้ คัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-พม่า
ที่มีแนวการวางท่อผ่านผืนป่าบริเวณ จ.กาญจนบุรี ทางคณะทำงานชมรมฯ
ซึ่งมีการประสานงานกับคอทส.อยู่แล้ว และกรณีนี้ก็สอดคล้องกับแนวนโยบาย
จึงมีมติลงพื้นที่ดังกล่าวเพื่อศึกษาและร่วมคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-พม่านี้ด้วย
จากนั้นได้รับการติดต่อ
จากนักศึกษาปริญญา โท ม.รามคำแหง ให้ลงพื้นที่บ้านชมพู
อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก เนื่องจากโรงโม่ที่ดำเนินการอยู่ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว
ได้ก่อให้เกิดฝุ่นละอองซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้าน
และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศใกล้เคียง ทางชมรมฯจึงลงศึกษาปัญหา
พร้อมทั้งได้จัดค่ายเยาวชนขึ้นเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- พ.ศ.2541 เป็นที่ปรึกษาเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู
(คอลภ.) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อเรียกร้องให้เพิกถอนโรงโม่
ทั้ง 2 แห่ง ซึ่งก่อความเดือดร้อน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งต้นน้ำลำธาร
เป็นแกนนำในการร่วมต่อสู้กับชาวบ้าน
- พ.ศ.2543 ริเริ่มโครงการปลูกป่าและแนวทางเกษตรปลอดสารพิษ
รวมทั้งโครงการพิพิธภัณฑ์บ้านชมภูร่วมคัดค้านในกรณีที่โรงโม่ขออนุญาตดำเนินการต่อ
หลังจากที่จังหวัดมีคำสั่งให้ยุติสัมปทาน และเกิดความขัดแย้งกับผู้ใหญ่บ้าน
จนถึงขั้นเรียกร้องให้ขอถอดถอนตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านโดยเร็ว
- พ.ศ.2544 มอบตัวที่ สภอ.เนินมะปราง จากรายชื่อผู้มอบตัวทั้งหมด
14 คน ติดตามคดีการขนย้ายของโรงโม่ คดีจวนผู้ว่า และคดีถอดถอนผู้ใหญ่
ยื่นหนังสือถึงนายอำเภอเรื่องขอทราบลายละเอียดการขอถอดถอนผู้ใหญ่และขอแต่งให้ตนเองเป็นคณะกรรมการตรวจสอบที่ดินโรงโม่
รวมถึงกองทุน SIF ซึ่งได้ดำเนินเรื่องขอทุนไว้
- 17 พ.ค.2544 นายพิทักษ์ โตนวุธ ถูกลอบสังหาร ด้วยอำนาจอิทธิพลมืด
ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาช้านานปิดฉากชีวิตนักอนุรักษ์ที่ต่อสู้เพื่อประชาชน
ความเป็นมาเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู (คอลภ.)
คณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำชมภู
หรือ คอลภ. ถูกจัดตั้งขึ้น
ในปี พ.ศ.2540 จุดประสงค์เพื่อต้องการให้ทางราชการยุติสัมปทานและเพิกถอนโรงโม่หินทั้ง
2 แห่ง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านและทำลายแหล่งต้นน้ำลำธาร
โดยมีจ่าสิบเอก ประเทือง
ปั้นทอง เป็นประธานกลุ่ม ในการดำเนินการเรียกร้องขณะนั้น
ได้ติดต่อประสานงานขอความช่วยเหลือ
ไปยังชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ประธานชมรมอนุรักษ์ฯ
ในปีนั้นก็คือ นายพิทักษ์ โตนวุธ ได้ลงมาดูพื้นที่ด้วยตนเอง
และรับเป็นที่ปรึกษาให้ชาวบ้าน
ต่อมามีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งประธาน เนื่องจากจ่าสิบเอก
ประเทือง ปั้นทอง ป่วย ไม่สามารถ
ปฏิบัติงานได้ สิบตรียนต์ เสาตัน จึงได้รับตำแหน่งประธานกลุ่มแทนวันที่
4 มกราคม 2542
ครบรอบหนึ่งปีแห่งการเรียกร้อง คณะกรรมการได้มีความเห็นว่ากลุ่มควรจะปรับบทบาทไป
สู่การพัฒนาและไม่สมควรยุบคณะกรรมการอนุรักษ์ชุดนี้ แต่ควรจะปรับรูปแบบให้เป็นลักษณะ
แบบเครือข่าย โดยมีกลุ่มอาชีพที่เข้าร่วมในเบื้องต้น 8
กลุ่ม มาเป็นพลังชาวบ้านในลักษณะ
การรวมกันแบบเครือข่าย เป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น
พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้านให้ดีขึ้น
" แนวทางการทำงานของกลุ่ม คือ ยึดมั่นความถูกต้อง
ปกป้องสิ่งแวดล้อม"
กลุ่มสมาชิกเครือข่าย
1.คณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำชมภู
2.กลุ่มชมภู 1
3.กลุ่มชมภู 3
4.กลุ่มชมภู-ฟากน้ำ
5.กลุ่มอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าชมภูเหนือ
6.กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติหนองหญ้าปล้อง
7.กลุ่มอนุรักษ์เนินคล้อ
8.กลุ่มหนองทับเรืออนุรักษ์
9.กลุ่มเนินสูงพัฒนา
หมายเหตุ คณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำชมภู
ยังคงสภาพอยู่เพื่อดำเนินการในภารกิจการเรียกร้องที่เหลืออยู่
ปรับบทบาทให้เหลือเพียง
การติดตามผลการเรียกร้องกรณีโรงโม่หินเท่านั้น สำหรับสมาชิกกลุ่มเครือข่ายนั้น
จะดำเนิน
งานไปในทิศทางเดียวกัน ส่งเสริมและช่วยเหลือกัน แต่ละกลุ่มจะมีคณะกรรมการบริหาร
ภายในแต่ละกลุ่ม และมีความอิสระในการตัดสินใจ
ในอนาคต กลุ่มเครือข่ายจะเพิ่มขึ้นเป็นกลุ่มเฉพาะ เช่น
กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการปัจจุบันมีกลุ่มแม่บ้านหนองทับเรือและกลุ่มแม่บ้านหนองหญ้าปล้อง
ร่วมกิจกรรมด้วย
ลักษณะการทำงาน คณะกรรมการเครือข่ายชุดใหญ่จะทำหน้าที่ประสานงานแทนทุกกกลุ่ม
ดูแลการปฏิบัติงานของกลุ่มสมาชิกให้เป็นไปตามนโยบาย แต่จะไม่ก้าวก่ายการทำงาน
ของคณะกรรมการแต่ละกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มจะเป็นผู้ปฏิบัติและดำเนินการเรื่องอาชีพด้วยตนเอง
และร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆในกิจกรรมร่วมกัน
ผลงานของกลุ่มที่ผ่านมา
1.ทำให้หน่วยงานราชการหันมาสนใจ แก้ไขปัญหาเรื่องโรงโม่อย่างจริงจัง
2.จัดเวทีประชาคมร่วมกับคณะทำงานจากสำนักพระราชวัง
3.จัดอบรมเยาวชนเพื่อสิ่งแวดล้อม (โครงการยุวชนทุ่งแสลงหลวง)
4.จัดเวทีครบรอบรำลึก 1 ปีแห่งการต่อสู้ (โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม)
กิจกรรมที่กำลังดำเนินการ
1.ขุดลอกคลองขุนตะค้านพร้อมสระเก็บน้ำ 20 ไร่
2.จัดสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติที่บ้านชมภู
กิจกรรมของเครือข่าย
กิจกรรมของเครือข่ายเป็นกิจกรรมที่มีเนื้อหาและวัตถุประสงค์ครอบคลุมในการแก้ปัญหาทุกด้าน
โดยแบ่งลักษณะกิจกรรม หรือภารกิจออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1.กิจกรรมด้านการเมือง เป็นกิจกรรมเชิงรณรงค์เพื่อปลูกฝังจิตสำนึก
ให้ประชาชนเห็นความสำคัญ
ของการเมืองที่มีผลต่อการทำมาหากินและความเป็นอยู่ รวมทั้งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
ระบบใหม่ให้แก่ประชาชน แต่ในการดำเนินกิจกรรมด้านการเมือง
เครือข่ายจะต้องไม่เป็นฐานเสียงให้
ส.ส. จะต้องวางตัวเป็นกลาง
2.กิจกรรมด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นกิจกรรมด้านอาชีพ ส่งเสริมการสร้างรายได้แก่สมาชิก
รวม
ทั้งกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น การรณรงค์ป้องกันยาเสพย์ติดและโรคเอดส์
ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำ
ให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ตลอดจนการส่งเสริมสวัสดิการในกลุ่ม
3.กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรรมเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์
และเป็นกิจกรรมที่ให้
กลุ่มสมาชิกเครือข่ายนำไปปฏิบัติ เช่น การจัดระบบชุมชนให้น่าอยู่
การติดป้ายรณรงค์ รวมทั้งการ
เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรอันจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม
4.กิจกรรมเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย เป็นกิจกรรมที่มีเนื้อหาเหมือนกับ
3 ข้อข้างต้น แต่กำหนดกลุ่ม
เป้าหมายเป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น กลุ่มเด็ก สตรี เยาวชน
และคนชรา เพื่อให้เกิดผลตาม
เป้าหมาย
แหล่งที่มาของงบประมาณ
เนื่องจากการรวมกลุ่มของชาวบ้านมิได้เกิดจากการแต่งตั้งของฝ่ายปกครอง
เป็นการรวมกลุ่มด้วย
ความสมัครใจ จึงไม่มีงบประมาณเป็นของกลุ่ม ในการดำเนินกิจกรรมที่ผ่านมา
กลุ่มได้รับการบริจาค
จากชาวบ้านซึ่งมีทั้งข้าวสาร อาหารแห้ง และเป็นเงิน ในเบื้องต้นได้ยึดถือ
หลักการพึ่งตนเอง โดยสมาชิกจะถือหุ้นตามความสามารถของแต่ละคน
ร่วมกันรับผิดชอบในหน้าที่ต่างๆ บางโครงการ
ก็ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนบางแห่ง ซึ่งก็ไม่มากนัก
ในอนาคตเครือข่ายจะทำหน้าที่ประสานงานแหล่งงานและงบประมาณต่างๆจัดกิจกรรมระดมทุนในชุมชน
เช่น จัดผ้าป่าข้าวสาร จัดงานหารายได้ จัดทำนารวมเพื่อเอาผลกำไรเข้ากลุ่ม
เป็นต้น
สภาพปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำชมภู
ตำบลชมภูมีพื้นที่ติดต่อกับเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
อ.เนินมะปราง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่า
อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นนำลำธารของลุ่มน้ำวังทองฝั่งซ้ายและฝั่งขวา
ในเขตอำเภอวังทอง และลุ่มน้ำ
ชมภู ประชากรในพื้นที่ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมและหาของป่า
เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลไม่ค่อย
มีคนรู้จักมากนัก จึงมักประสบกับปัญหานายทุนบุกรุกและส่งเสริมชาวบ้านให้กระทำผิดกฎหมายอยู่เสมอ
ซึ่งสภาพปัญหาในพื้นที่พอจะแบ่งได้ ดังนี้
1.ปัญหาการทำเกษตรของชาวบ้าน ปัญหาที่สำคัญชาวบ้านใช้สารเคมีมาก
และพืชที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพืช
เชิงเดี่ยว ซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำและระบบนิเวศของสัตว์ขนาดเล็ก
รวมทั้งมีการพังทลายของหน้าดิน
แนวทางแก้ไข คือ ต้องปรับเปลี่ยนเป็นวิธีการทำเกษตรแบบวนเกษตรและลดการใช้สารเคมี
2.ปัญหาจากการหาของป่า อาชีพหาของเป็นอาชีพที่ทำรายได้ให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก
ในช่วงที่ทำนาเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็จะเข้าป่าเพื่อหาหน่อไม้
เก็บผัก เก็บเห็ด แต่มีชาวบ้านบางส่วนที่เข้า
ไปล่าสัตว์ ระเบิดปลาและตัดไม้หอม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าโดยตรง
ตลอดจนเป็นการรบกวน
แหล่งที่อยู่ของช้างป่า ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก
3.ปัญหาการระเบิดหิน ในพื้นที่ตำบลชมภูมีโรงโม่หินอยู่
2 แห่ง อยู่ติดกับเขตอุทยาน ในการระเบิดหิน
แต่ละครั้ง ส่งผลกระทบต่อต้นน้ำลำธารและสัตว์ป่า เพราะเป็นเขตเขาหินปูนซึ่งมีซอกหิน
และถ้ำเป็น
จำนวนมากเป็นที่อยู่อาศัยของเลียงผา ปัจจุบันโรงโม่ได้ปิดไปแล้ว
จากการเรียกร้องของกลุ่ม
เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู(ในพื้นที่ตำบลบ้านมุงซึ่งอยู่ติดกันยังมีการระเบิดอยู่)
4.ปัญหาการลักลอบตัดไม้ จากการยืนยันของชาวบ้านที่เคยรับจ้างเปิดเผยว่า
การลักลอบตัดไม้ในเขต
อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงนั้น มีการทำกันเป็นขบวนการและมีมานานแล้ว
เนื่องจากมีอิทธิพลหนุนหลัง
หลังจากที่เกิดเครือข่ายอนุรักษ์ ปัญหาดังกล่าวก็ได้รับความเอาใจใส่จากหน่วยงานราชการมากขึ้น
จนเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ในปี พ.ศ.2541 ปัจจุบันมีตำรวจชายแดนประจำอยู่ในเขตพื้นที่
ปัญหาการตัดไม้ลดลง แต่ยังคงมีการลักลอบตัดอยู่ ทางเครือข่ายจึงพยายามแก้ไขโดยการจัดตั้ง
กลุ่มอาชีพขึ้นมารองรับ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว ปัจจุบันมีชาวบ้านที่เลิกรับจ้างตัดไม้แล้วหันมา
รวมกลุ่มอาชีพเป็นบางส่วน
ลำดับเหตุการณ์การคัดค้านโรงโม่หินบ้านชมพู อำเภอเนินมะปราง
จังหวัดพิษณุโลก
อดีต - 2540 แต่เดิมนั้น ชาวบ้านชมภูมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ
พึ่งพาอาศัยและได้ประโยชน์
จากการ ทำเกษตรและหาของป่าตามฤดูกาลเพื่อหาเลี้ยงชีพ โดยมีเขาผาแดงรังกายเป็นแหล่งทรัพยากร
ที่สำคัญในการดำรงชีวิต จนกระทั่งมีสัมปทานการระเบิดและย่อยหินขึ้นในพื้นที่
ผลจากการ ดำเนินการ
ได้ก่อให้เกิดฝุ่นละออง สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน
ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวด ล้อมและระบบนิเวศน์
ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันเรียกร้องความชอบธรรม และประสานงานมายัง
ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม ม.รามคำแหง ต่อมา ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม
องค์กรอนุรักษ์ ภายใต้ชื่อว่า
คณะกรรมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำชมภู
หรือ คอลภ. โดยการประสานงาน
ของ นายเกื้อ ช่างเชื้อลาว ซึ่งการรวมกลุ่มนั้นมีเป้าหมาย
คือ การคัดค้านและเรียกร้องให้ยุติสัมปทาน
โรงโม่หินที่กำลังเป็นกรณีปัญหาอยู่
4 ม.ค. 2541 ชาวบ้านได้ชุมนุมกันที่บริเวณหน้าโรงโม่หิน
โดยการชุมนุมในครั้งนี้ ได้ถูกปรามาส
จากฝ่ายเจ้าหน้าที่อำเภอถึงขั้นที่ปลัด ถกล แซมหิรัญ ได้ประกาศตัวว่า
หากสลายการชุมนุมไม่ได้จะ
ขอย้ายตัวเอง
6 ม.ค. 2541 นายนิธิศักดิ์ ราชพิตร ผู้ว่าในขณะนั้นพร้อมกับนายวัลลภ
วรรณาดิเรก นายอำเภอเนิน
มะปราง ได้เดินทางมาพบชาวบ้านถึงหน้าโรงโม่ ทางผู้ว่าได้มีคำสั่งให้ปิดโรงโม่ชั่วคราวเพื่อปรับปรุง
แต่ชาวบ้านต้องการเรียกร้องเพื่อให้โรงโม่ยุติการดำเนินงาน
จึงมีการชุมนุมกันบ่อยครั้งและส่งจดหมาย
ร้องเรียนหน่วยราชการต่างๆที่เกี่ยวข้อง แต่ก็มีกลุ่มชาวบ้านบางส่วนที่ออกมาต้าน
ซึ่งเห็นด้วย
ที่จะมีโรงโม่ในพื้นที่ มีการกล่าวอ้างถึงการพัฒนา และเห็นว่าการต่อต้านโรง
โม่นั้นเป็นความคิดที่ล้าหลัง
ชาวบ้านได้แตกออกเป็น 2 กลุ่ม ชาวบ้านที่เห็นด้วยกับโรงโม่นั้น
มีผู้ใหญ่บ้านเป็นแกนนำแขวงการทาง
ได้แจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำและนักศึกษาฝ่ายคัดค้าน
27 ก.ค. 2541 นางไพเราะ คงเพชรศักดิ์ ผู้ช่วยอุตสาหกรรมจังหวัดได้มีคำสั่งอนุญาตให้โรงโม่เปิด
ดำเนินการ
ปี พ.ศ. 2542 ในระยะนี้กรณีการเคลื่อนไหวต่อต้านโรงโม่ได้เริ่มผ่อนคลายลง
เนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆ
ที่ผ่านมา ส่งผลให้โรงโม่ต้องปิดกิจการชั่วคราว เพื่อปรับปรุงแก้ไข
และมีการดำเนินคดีในกรณี ที่โรงโม่
ระเบิดนอกเขตสัมปทาน ทำให้ทางกลุ่มและชาวบ้านได้เริ่มกลับมาตั้งหลักเพื่อพัฒนา
กลุ่มและชุมชน
เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานของรัฐ
ทำให้ชาวบ้านจำ
ต้องพึ่งตนเองให้มาก จึงได้ร่วมกันคิดและทำงาน
17 ส.ค. 2543 ชุมนุมหน้าที่ทำการอบต.ชมพู ยื่นหนังสือผ่านปลัดดุษฎี
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 นำคนมาชุมนุม
สนับสนุนโรงโม่หิน และนายประนอม ริ้วงาม อบต.น้ำปาด ได้พาคนมาสมทบกับผู้ใหญ่บ้าน
18 ส.ค. 2543 กรรมการยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด
โดยผ่านนาย ณัฐพล วิเชียรเพริศ หน.สนง.
8 ก.ย. 2543 ผู้ใหญ่สมบัติ บุญปู่ ได้นำผู้สนับสนุนโรงโม่
ไปชุมนุมยื่นหนังสือ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอเนินมะปรางออกมารับหนังสือ
9 ก.ย. 2543 ตัวแทนเครือข่ายอนุรักษ์ไปยื่นหนังสือต่อท่านนายกรัฐมนตรี
ที่โรงเรียนเนินมะปรางศึกษา
14 ก.ย. 2543 ได้มีตำรวจมาจับกุมนาย คำตัน เวลุตัง ที่บ้านหนองหญ้าปล้อง
ในคดีเมื่อครั้งปิดโรงโม่
และ มีการปิดถนนในปี 2541
15 ก.ย. 2543 ชาวบ้านทราบข่าวการจับกุมนายคำตัน จึงได้เดินทางไปศาลากลางจังหวัดพร้อมนักศึกษา
เพื่อยื่นหนังสือให้ยุติการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม และขอให้สอบสวนผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่
1 และหมู่ที่ 3 ตำบล
ชมพูในขณะที่เข้าไปอยู่ในห้องทำงานของนาย ณัฐพล วิเชิยรเพริศ
เพื่อรอพบ ผู้ว่าได้มีตำรวจสภอ.เมือง
เข้าจับกุม จากการเจรจาตกลงกันว่าจะมอบตัวที่สภอ.เนินมะปราง
เมื่อเดินทางถึงสภอ.เนินมะปราง
ก็พบกลุ่มผู้สนับสนุนอยู่ที่สถานีตำรวจ ทางตำรวจเห็นว่า
สถานการณ์เริ่มตึงเครียด เพราะมีข่าวว่า
จะมีคนของฝ่ายสนับสนุนมากันอีก จึงได้ประสานกับตชด. เพื่อนำชาวบ้านผู้คัดค้านกลับ
เหตุการณ์จึง
เข้าสู่สภาวะปกติ
1 ต.ค. 2543 ชาวบ้านปักหลักชุมนุมที่ สภอ.เนินมะปราง
เพื่อขอทราบรายละเอียดในการออกหมายจับ
และเสนอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ พร้อมทั้งปรึกษาหารือกันในการล่าลายเซ็นเพื่อถอดถอนผู้ใหญ่บ้าน
3 ต.ค. 2543 นางสมบัติ บุญปู่ ผู้ใหญ่บ้านได้เรียกนายเสน่ห์
บางเบิด ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมลงชื่อถอดถอน
เข้ามาต่อว่าอย่างหยาบคายที่หน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นก็ได้รุกเข้าไปต่อว่านางสาวเพ็ญพร
ทองหลา
ชาวบ้านจึงได้ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับนางสมบัติ บุญปู่
และเข้ายื่นหนังสือ ต่อว่าที่ร้อยตรีปรีชา
โสตถิถาวร นายอำเภอคนก่อนที่เพิ่งย้ายออกไป เพื่อขอให้ถอดถอน
นางสมบัติ บุญปู่ ออกจากตำแหน
4 ต.ค. 2543 นายพิษณุ ปลัดจังหวัดพิษณุโลกรับปากว่าจะพักตำแหน่งชั่งคราวและตั้งคณะกรรมการสอบ
สวนวินัยขั้นร้ายแรงกับนางสมบัติ และให้รอฟังคำสั่งในวันรุ่งขึ้น
5 ต.ค. 2543 รอฟังคำสั่งจากจังหวัดจนบ่ายใกล้หมดเวลาราชการ
คำสั่งก็ยังไม่ออกมา ในขณะเดียวกัน
ก็มีคนของโรงโม่ปรากฏตัวที่ที่ว่าการอำเภอเนินมะปราง และปล่อยกระแสข่าวว่าพวกที่ชุมนุมสร้าง
ความเดือดร้อนแก่ผู้ที่มาใช้บริการ และมีการเตรียมการสลายการชุมนุมของชาวบ้าน
โดยกดดันให้เกิด
อารมณ์ปะทุทำลายทรัพย์สินของทางราชการ เพื่อที่จะใช้กำลังเข้าจัดการ
และสร้างกระแสว่าจะมีการ
ชุมนุมเพื่อต่อต้านพวกที่เข้ายึดอำเภอ ชาวบ้านได้ขึ้นไปพบนายอำเภอและนั่งรอด้วยความสงบ
แต่ปรากฏว่าไม่อยู่ ปลัดอำเภอก็ไม่ได้ให้คำตอบแต่อย่างใดต่อมานายวิจารณ์
ไชยนันท์ ผู้ว่าราชการ
จังหวัด พล.ต.ต.วสันต์ วัสสานนท์ นายเมฆินทร์ เมธาวิกุล
และหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ได้เจรจา
เพื่อหาข้อยุติ
ผลการเจรจา
1.การสอบสวนนางสมบัติ บุญปู่ ให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน
และจะให้ความเป็นธรรมที่สุด
2.พล.ต.ต.วสันต์ จะพูดคุยหาข้อยุติและนำเสนอผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค
6 และจะไม่มี การไล่จับอีก
3.ทางจังหวัดจะสนับสนุนกิจกรรมของเครือข่ายลุ่มน้ำชมภู
(คอลภ.) เช่น ปลูกป่า เวที มวยต้านภัยยา
เสพติด พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน กลุ่มออมทรัพย์ ทอผ้าไหม ฯลฯโดยทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขว่า
ผู้ชุมนุมจะต้อง
รอฟังคำตอบอย่างสงบที่หอประชุม ซึ่งทาง กลุ่มก็ตกลงตามเงื่อนไขดังกล่าว
7 ต.ค. 2543 คณะกรรมการสอบสวนวินัย และสอบปากคำนางสมบัติ
บุญปู่ พร้อมพยานที่สภต.ซำรัง
นางสมบัติ บุญปู่ ได้เข้าไปข่มขู่พยานของนายเสน่ห์ บางเบิด
ซึ่งต้องให้ปากคำในวันจันทร์
8 ต.ค. 2543 นางลำพึง พยานของนายเสน่ห์ได้เข้าแจ้งความให้ตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
9 ต.ค. 2543 คณะกรรมการสอบสวนวินัยสอบปากคำนางลำพึง ปลัดอำเภอสอบปากคำนายแวะ
สนใจ
กรณีทำหนังสือร้องเรียนให้สอบสวนผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1
และหมู่ที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนและมีการ
สอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์ การจ่ายเงินที่บริเวณหน้าโรงโม่หิน
และพยานที่ เคยรับเงินมา
10 ต.ค. 2543 รอฟังคำตอบจากทางจังหวัด มีกระแสข่าวว่าชาวบ้านที่คัดค้านจะไม่ยอมเลิกรา
ถึงแม้ว่า
จะ ปลดผู้ใหญ่บ้านได้ก็ตาม ฝ่ายสนับสนุนโรงโม่ได้นำชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ
มาชุมนุมที่ศาลากลาง
ด้วยเช่นกัน มีการยกป้ายขับไล่นักศึกษาและชาวบ้านฝ่ายคัดค้าน
รวมทั้งกล่าวหานักศึกษาว่าเป็นเหตุ
ทำให้ชาวบ้านแตกแยก เวลาประมาณ 15.30 น. ทางจังหวัดได้ส่งแฟกซ์มาที่อำเภอและแจ้งให้แกนนำ
ทราบ โดยมีนายเชาว์ เย็นฉ่ำ เป็นผู้เซ็นรับหนังสือสรุปคำสั่งว่า
นางสมบัติ บุญปู่ ไม่ได้กระทำผิดวินัย
ร้ายแรงจึงให้ภาคทัณฑ์ เนื่องจากเป็นเพียงการใช้วาจาที่ไม่สุภาพเท่านั้น
คณะกรรมการจึงปรึกษา
หารือกันเพื่อเคลื่อนไหวต่อ ผู้ใหญ่สมบัติได้นำผู้ชุมนุมมาประจันหน้า
ที่หน้าบ้านนายอำเภอ
และมีการปราศรัยโจมตีนักศึกษา โดย เฉพาะนายพิทักษ์ ใกล้ค่ำกลุ่มผู้ใหญ่บ้าน
ได้แยกย้ายกันกลับและ
ข่มขู่ว่าจะดักทำร้ายที่สามแยกซำรัง
11 ต.ค. 2543 รอพบกรรมการสอบสวน โดยมีเจตนาเพื่อต้องการทราบผลการสอบสวนและถอดถอน
ผู้ใหญ่บ้าน นายแวะ สนใจ ประธานเครือข่ายได้เข้ายื่นหนังสือ
ถึงผู้ว่าฯ ขอให้เปิดเผยผลการสอบสวน
การเจรจาเริ่มตึงเครียด เจ้าหน้าที่ต้องการให้ชาวบ้านสลายการชุมนุม
และรอฟังผลคดี แต่ชาวบ้าน
ไม่แน่ใจในเรื่องความปลอดภัย พร้อมทั้งขอให้มีการเจรจากับผู้ใหญ่บ้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเชิญ
ผู้ใหญ่บ้านมาพูดคุย โดยมีพล.ต.ต.วสันต์ ร่วมพูดคุย แต่ผู้ใหญ่ได้ปฏิเสธว่าตนเองไม่เคยพูดจาข่มขู่และ
กระทำตัวเป็นแกนนำผู้ชุมนุม แต่เนื่องจากชาวบ้านได้ ร้องขอให้พาไป
ตนเป็นผู้นำหมู่บ้านก็ต้องพา
ไป พล.ต.ต.วสันต์ ขอร้องให้เลิกแล้วต่อกันและแยกย้ายกันกลับ
แต่ชาวบ้านยืนยันที่จะสู้ต่อ
12 ต.ค. 2543 ชาวบ้านได้เคลื่อนขบวนไปที่ศาลากลางจังหวัด
เข้าพบรองฯเมฆินทร์ และได้ขอให้เปิด
เผย สำนวนการสอบสวน เมื่อชาวบ้านได้ตรวจสอบพบว่า มีข้อความบิดเบือนหลายอย่าง
ทั้งข้อความ
ที่บันทึกปากคำ ทั้งเทปก็มีการตัดต่อ รวมถึงหลักฐานที่เกี่ยวกับผู้ใหญ่บ้านที่ได้ยื่นให้
พิจารณาก็ไม่ได้
ยื่นให้กรรมการพิจารณาโดยตรง เห็นได้ว่าชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรม
2-4 ม.ค. 2544 ได้มีการเคลื่อนขบวนไปยังศาลากลางจังหวัด
พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ในกรณีที่เกิดขึ้น
และระหว่างทางได้เข้าพบป่าไม้จังหวัด เพื่อทวงถามเรื่องแนวเขตป่าสงวน
แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบเนื่องจาก
ผู้ที่รับผิดชอบเดิมได้ย้ายไปแล้ว จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังศาลากลาง
ในช่วงของวันที่ 4 ม.ค. 2544
ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ลงมาเจรจา เมื่อชุมนุมซักถามถึงข้อตกลง
ผู้ว่าฯอ้างว่าจำข้อตกลงไม่ได้ จึงได้
เจรจากันต่อไป ในภายหลังผู้ว่าฯได้สรุปเรื่องโรงโม่ว่าจะออกประกาศเลิกกิจการและให้ขนย้ายออก
จากโรงโม่ภายใน 60วัน ส่วนกรณีถอดถอนผู้ใหญ่ ผู้ว่าฯกล่าวว่าไม่สามารถทำได้
เนื่องจากได้ตัดสินใจ
ไปแล้ว
5-7 ม.ค. 2544 ได้มีการเจรจาอีกครั้ง พอสรุปประเด็นได้ว่าจะให้มีการสอบสวนกรณีผู้ใหญ่บ้านขึ้น
ใหม่ให้ เสร็จภายในเวลา 3 วัน (8 ม.ค. 2544) และในขณะเดียวกันก็มีข่าวว่านางสมบัติ
บุญปู่ กับคน
ของโรงโม่จะมาชี้ตัวแกนนำเพื่อให้ตำรวจเข้าจับกุม พร้อมทั้งจะนำผู้สนับสนุนโรงโม่มาชุมนุมด้วย
8 ม.ค. 2544 ถึงกำหนดวันตัดสิน ทางฝ่ายผู้ใหญ่บ้านได้นำคนมาชุมนุม
ต่อมาช่วงเย็นผู้ว่าได้สั่งให้ส่งคน
ไปฟังคำตัดสิน ผู้ชุมนุมไม่ยอมและเรียกร้องให้มีการประกาศ
แต่ทางผู้ว่าเพิกเฉย จึงได้ร่วมกันวางแผน
เข้าพบผู้ว่าในคืนนี้ แต่เป็นห่วงว่าจะโดนตัดไฟ จึงได้ร่วมกันทำคบเพลิงเพื่อจะได้มีแสงสว่าง
และอาจ
ทำให้ศาลากลางที่มืดมิดความถูกต้องชอบธรรม กลับมาสว่าง
หลัง จากนั้นจึงเคลื่อนขบวนไปยังศาลากลาง
เพื่อพบผู้ว่า แต่โดนอส.สกัดโดยใช้น้ำฉีดและเข้าทุบตี
จนทำให้ฝ่ายผู้ชุมนุมไม่สามารถเข้าพบผู้ว่าได้
หลังจากเกิดเหตุการณ์ได้มีข่าวว่า จะมีการจับแกนนำ จึงตกลงกันว่าต้องกลับบ้านชมภู
9 ม.ค. 2544 ผู้ว่าฯได้เข้าแจ้งความกล่าวหาแกนนำในข้อหาวางเพลิง
บุกรุกสถานที่ราชการ พยายามฆ่า
และทางฝ่ายอำเภอได้พยายามสรุปประเด็นการชุมนุมว่ามีเบืองหน้าเบื้องหลัง
อีกทั้งมีข่าวขู่ว่าจะฆ่า แกนนำ
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
|