ปืนลั่นที่เขาผาแดงรังกาย "ดับพิทักษ์" นักอนุรักษ์แห่งลุ่มน้ำชมพู

เสียงปืนขนาด .9 ม.ม.รั่วติดกัน 6 นัดซ้อน เมื่อบ่ายวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ร่างชายหนุ่ม
กระตุกเฮือกใหญ่ก่อนสิ้นลมหายใจอยู่ริมทางหลังกลับจากการประชุมพิจารณาเรื่องโรงโม่หิน
ที่ อ.เนินมะปราง ทิ้งเมียและลูกน้อยวัยขวบเศษไว้เผชิญชะตากรรมอยู่ตามลำพัง

ทิ้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้ตั้งคำถามว่า "ภูเขาเล็กๆ ที่มีแต่หินเหล่านี้ ถึงขนาด

ต้องแก่งแย่งเข่นฆ่ากันด้วยหรือ ?" ชีวิตคนดีๆ ถ้าขัดกับผลประโยชน์...ก็ไร้ค่า สมควรตาย!! เพราะนี่เป็นการตายของนักอนุรักษ์รายที่ 3 แล้ว ในรอบปีนี้ ในรัฐบาลนี้...

พิทักษ์ โตนวุธ ผู้รักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากรั่วลูกพ่อขุน ก้าวเดินมาสู่ บ้านชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ตั้งแต่ครั้งเป็นนักศึกษา ที่มองเห็นเขาแดงรังกายอย่างหวงแหน ได้ร่วมใช้ชีวิตกับชาวบ้าน ศึกษาต้นสายปลายเหตุ ใครหมกปกปิดอะไรบ้าง? ต่อการสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่านี้ จนที่สุดก็ค้นพบว่า "ที่นี่มีทิวทัศน์ที่สวยงาม เป็นป่าต้นน้ำลำธารที่อยู่ติดเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เป็นแหล่งโบราณสถานโบราณวัตถุ และยังมีถ้ำจำนวนมากมาย บางถ้ำก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ซึ่งกรมศิลปากรก็ออกหนังสือยืนยันมาด้วย

แต่ทั้งหมด"รัฐ" ก็ยืนยันและตรวจสอบแล้ว เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2535 ว่าไม่มีอะไรสำคัญ"เป็นเพียงภูเขาหินเปล่าๆ"จึงพิจารณาอนุมัติให้ระเบิดและย่อยหินได้ มีอายุสัมปทานจนถึงปี 2540

หลังจากนั้นพิทักษ์ โตนวุธ ก็คลุกคลีร่วมกับชาวบ้าน จัดตั้ง"กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมลุ่มน้ำชมพู "ขึ้นเพื่อคัดค้านโรงโม่หินและพัฒนาชุมชน และหลังจากนั้นก็ริเริ่มฟื้นฟูสภาพแวดล้อมภายในชุมชนมีการปลูกป่าชุมชน มีการนำอาชีพใหม่ๆ มาส่งเสริมชาวบ้านได้ทำกัน เช่น เกษตรยั่งยืน หรือเกษตรปลอดสารพิษ

จากจุดเล็กๆ ของการพัฒนานั่นเอง ทำให้ พิทักษ์และชาวบ้านเริ่มหันมามองการปรับปรุงชุมชนและเขาผาแดงรังกายให้เป็นแหล่ง
ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและโบราณวัตถุขึ้น ซึ่งสวนกระแสความต้องการของกลุ่มนายทุนโรงโม่หินโดยสิ้นเชิง แล้วเหตุการณ์
ความขัดแย้งก็เริ่มปะทุขึ้นเรื่อยๆ มีการแย่งชิงฐานมวลชน ซึ่งก็คือชาวบ้านกันมากขึ้น ฝ่ายหนึ่งคือชาวบ้านที่ปรารถนาการพัฒนา
เชิงอนุรักษ์ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งโดยมีผู้ใหญ่บ้านและกำนันเป็นแกนนำก็สนับสนุนการตั้งโรงโม่หิน ความขัดแย้งและการเผชิญหน้า
ดำเนินมาเรื่อยๆ จน ครบกำหนดหมดอายุประทานบัตร 2540 เจ้าของกิจการโรงโม่หินเริ่มเคลื่อนไหวขอต่ออายุสัญญาอีกครั้ง

"4 มกราคม 2541 การชุมนุมครั้งแรกของชาวบ้านก็เริ่มขึ้น ครั้งนั้นพิทักษ์ ตั้งคำถามจนผู้ใหญ่ระดับจังหวัดไม่อาจจะตอบได้ ทำให้มีผลมาสู่การตรวจสอบโรงโม่หินของนางสาว นริฏา สินค้างาม จนกระทั่งมีการสั่งยุติชั่วคราวจาก กรมทรัพยากรธรณี
เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2541 ถึง 2 โรง คือ บ.ศิลาชมพู จำกัด และ หจก.อนุมัติการศิลา เพื่อให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานภายใน
60 วัน แต่ชาวบ้านยังสู้ เพราะสิ่งที่ชาวบ้านต้องการคือยกเลิกโรงโม่หินอย่างถาวร...ไม่ใช่ยุติเพื่อปรับปรุง !!!

จนเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2543 อุตสาหกรรมจังหวัด ได้อนุญาตให้ดำเนินกิจการโรงโม่อีกครั้ง ทำให้ชาวบ้านเริ่มเคลื่อนไหว
คัดค้าน ขณะเดียวกันก็เร่งพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและปลูกป่าชุมชนลงในพื้นที่ต่างๆ มีการประชุมระดับอำเภอ และจังหวัดหลายครั้ง เพื่อเจรจาหาข้อยุติร่วมกัน จนถึง ปี 2544 ก็หาข้อตกลงอันเป็นที่ยุติไม่ได้ !!

17 พฤษภาคม 2544 เสียงปืนก็ดังขึ้น พร้อมกับการจากไปของ พิทักษ์ โตนวุธ...!!(ข้อมูลจากสำนักข่าวไทอีสาน)"

ทีมข่าว thaingo ได้ติดตามข่าว การสังหารนายพิทักษ์ โตนวุธ นักอนุรักษ์แห่งลุ่มน้ำชมพู อย่างต่อเนื่องโดยขณะนี้ได้มีการเคลื่อนไหวจัดงาน"สืบสานอุดมการณ์พิทักษ์"ที่วัดชมพู ต.ชมพู อ.เนินมะปราง พิษณุโลก ซึ่งทางทีมข่าวได้รับการให้สัมภาษณ์ต่อกรณีการสังหารครั้งนี้จาก นายพิสาร หมื่นไกร เพื่อนร่วมงานนายพิทักษ์ นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ จากกลุ่มเพื่อนประชาชน,อดีตแกนนำคัดค้านโรงโม่หินที่อ.วังสะพุง จ.เลยและ อ.สุรพล ดวงแข นักอนุรักษ์อาวุโส จากมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย โดยทั้ง 3 ท่าน มีมุมมองต่อประเด็นนี้ว่า...


"จุดเริ่มต้นพี่โจและพวกเรารักงานตรงนี้อยู่แล้ว เมื่อได้ไปร่วมลงพื้นที่กับชาวบ้าน ซึ่งทำให้เรา
มองเห็นว่าสิ่งแวดล้อมตรงนั้นถูกกระทบจริงๆ และชาวบ้านก็ค่อนข้างจะลำบากมาก ไม่รู้จะไป
หาใครช่วยได้

ทำให้มองเห็นกันว่าน่าจะลงมาช่วยเหลือชาวบ้าน ตอนแรกๆ บทบาทจะอยู่ในฐานะแค่ที่ปรึกษา เช่น การเขียน-การยื่นหนังสือ เพื่อให้ปัญหาของเขาถูกนำไปสู่การแก้ไข แล้วจากนั้นบทบาทก็เริ่มมีมากขึ้น บางอย่างก็ออกไปจากความเป็นนักศึกษาบ้าง ในการเรียกร้องช่วยชาวบ้าน เพราะในช่วงแรกๆ ชาวบ้านยังไม่สามารถนำพากลุ่มตนเองเข้าไปสู่การเรียกร้องได้ ตรงนั้นพี่พิทักษ์ หรือพี่โจ ก็เลยเข้าไปช่วยเต็มตัวและอยู่กับชาวบ้านเรื่อยมา " (อ่านต่อด้านล่าง)

นายพิสาร หมื่นไกร


"ทำไมรัฐบาลมักจะประกาศมีนโยบายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ทำไมกรณีนี้กลับมาให้ระเบิดหินกัน สาเหตุหนึ่งของการ
เสียชีวิตของพิทักษ์ ซึ่งเป็นนักศึกษา ม.รามคำแหง ซึ่งหากคิดดูแล้ว คนที่ทำงานเพื่อสังคม คือคนที่ควรได้รับการยกย่อง ไม่น่า
จะต้องมาเสียชีวิต เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า นโยบายการอนุรักษ์ของรัฐบาล มันสวนทางกับคำพูด ประเด็นที่สอง คนที่ทำงาน
ด้านการอนุรักษ์ รัฐบาลควรจะยกย่องด้วยซ้ำไป แต่ทั้งๆ ที่มันเกิดเหตุการณ์ขึ้น ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จากรัฐบาล"


" ถ้าหันมามองในเรื่องกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ ตอนนี้ผมคิดว่า เรามีทรัพยากรไม่เพียงพอกับความต้องการแล้ว แต่เราคง
ต้องอาศัยการรณรงค์ระยะหนึ่ง และถ้าเรามีการรณรงค์เรื่องนี้ขึ้น ก็คงจะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เนื่องจากว่าคนกลุ่มหนึ่ง ยังต้องการที่จะให้มีการพัฒนาที่ต้องใช้หิน ใช้ปูน อะไรต่างๆ ดังนั้นเรื่องนี้ผมค่อนข้างเห็นด้วยหากให้มีการยกเลิกกฎหมาย
การสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติ เพราะมันน้อยลงแล้ว" (อ่านต่อด้านล่าง)

นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์



"จะมีกลุ่มคนที่เป็น NGOs หรือกลุ่มนักศึกษา ลงไปให้ความช่วยเหลือ เพราะคนเหล่านี้จะเสียเปรียบมากในเรื่องของข้อมูล
ข่าวสาร เรื่องของกฎหมาย และเมื่อลงไปช่วยเหลือก็จะมีการกล่าวหาว่ายุยง หรือเป็นฝ่ายตรงข้ามอะไรทำนองนี้เป็นต้น ทีนี้พอ
ถึงจุดหนึ่งก็จะมีการเผชิญหน้ากัน ระหว่างเจ้าของกิจการนั้นๆและ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนคัดค้านเหล่านี้ และก็มีการคิดง่ายๆ
คือ ฆ่าคนเหล่านี้เสีย แล้วก็จบ เพราะจะทำให้พวกที่เหลือกลัว ทั้งหมดนี้คือความคิดของคนที่อยู่ใกล้อำนาจ แล้วก็มองว่าตัวเอง
เคยดูแลเลี้ยงดูข้าราชการในจังหวัด นอกจากนั้นถือว่าตนคือผู้ทำประโยชน์ให้จังหวัด เป็นผู้เสียภาษี ให้รัฐ แล้วก็รู้สึกว่าความชอบ
ธรรมเขามีมากกว่า ดังนั้นการตัดสินใจว่า หาใครสักคนมายิงเสีย จึงเป็นเรื่องไม่ยาก "

"แต่ขั้นแรกผมว่า ในคดีอย่างนี้ต้องแก้ปัญหาในเรื่องการจับต้นตอ แล้วก็หยุดยั้งขบวนการเหล่านี้ ไม่อย่างนั้นคนที่เป็นเจ้าของ
กิจการมักจะคิดอะไรง่ายๆ อย่างนี้ อีก เพราะมันเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง แล้วเขาก็ลอยนวลอยู่ได้ ซึ่งก็จะทำอย่างนี้อีก ทำให้เราสูญเสียคนดีๆ ไป และอีกอย่างหนึ่งคือพลังชุมชนที่เขาต่อสู้อยู่ขณะนี้ ต่อไปจะใช้ความรุนแรงกลับบ้าง หมายถึงว่า ต่อไปเขาจะไม่ประท้วงแล้ว แต่เขาจะยิงเลย เหมือนกับบ้านกรูด เหมือนกับจะนะ ซึ่งตอนนี้บ้านกรูดกับจะนะ เขาก็ประกาศยิงแล้ว " (อ่านต่อด้านล่าง)

อ.สุรพล ดวงแข



นายพิสาร เพื่อนร่วมงานอนุรักษ์ฯ จากชมรมเดียวกันกล่าวถึง เหตุจูงใจที่นายพิทักษ์เลือกบ้านชมพู ในการลงช่วยเหลือ
ชาวบ้านว่า


"โดยสรุปที่มาที่ไปแล้วนะครับ ระยะแรกๆ กลุ่มชาวบ้านมี 2 กลุ่ม คือคัดค้านกับเห็นด้วย ในตอนนนั้นพี่โจเขาเป็นประธาน
ชมรมอนุรักษ์ฯ ที่ ม.รามคำแหง อยู่ ตอนแรกๆ เราก็ไปทำงานกับเยาวชนกันก่อน แล้วจากนั้นก็ได้พูดคุยกับชาวบ้าน ก็เลย
ทำให้ชาวบ้านได้รวมกลุ่มกัน คัดค้าน ซึ่งทำให้มีโครงสร้างการทำงานกันได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ได้คุยกันแล้วสรุปปัญหา
ออกมาทั้งหมด แล้วก็หาทางออกกัน อย่างแรกที่เราเห็นคือทำให้มันมีข่าว เพื่อให้รัฐหันมาจัดการปัญหาให้ได้ ซึ่งในนั้น
ก็ประมาณ เดือนมกราคม 2540 หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน ก็มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงก็ได้
มติขึ้นมาเพราะขณะนั้นได้มีการระเบิดหินนอกพื้นที่สัมปทานออกไปมาก จาก 5 ไร่ ก็ระเบิดไปอีก 2 ไร่ กว่า ส่วนในด้าน
ข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมมันก็ชัดเจนออกมาแล้ว และพื้นที่ตรงนั้นมันน่าจะพัฒนาเป็นที่ ท่องเที่ยวหรือที่ศึกษา
ทางประวัติศาสตร์มากกว่า

จุดเริ่มต้นพี่โจและพวกเรารักงานตรงนี้อยู่แล้ว เมื่อได้ไปร่วมลงพื้นที่กับชาวบ้าน ซึ่งทำให้เรามองเห็นว่าสิ่งแวดล้อมตรงนั้นถูก
กระทบจริงๆ และชาวบ้านก็ค่อนข้างจะลำบากมาก ไม่รู้จะไปหาใครช่วยได้ ทำให้มองเห็นกันว่าน่าจะลงมาช่วยเหลือชาวบ้าน ตอนแรกๆ บทบาทจะอยู่ในฐานะแค่ที่ปรึกษา เช่น การเขียน-การยื่นหนังสือ เพื่อให้ปัญหาของเขาถูกนำไปสู่การแก้ไข แล้ว
จากนั้นบทบาทก็เริ่มมีมากขึ้น บางอย่างก็ออกไปจากความเป็นนักศึกษาบ้าง ในการเรียกร้องช่วยชาวบ้าน เพราะในช่วงแรกๆ ชาวบ้านยังไม่สามารถนำพากลุ่มตนเองเข้าไปสู่การเรียกร้องได้ ตรงนั้นพี่พิทักษ์ หรือพี่โจ ก็เลยเข้าไปช่วยเต็มตัวและ
อยู่กับชาวบ้านเรื่อยมา ที่นี้พอหลังจากนั้น ชาวบ้านก็เริ่มพบข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ เรื่องกระเบื้อง
ที่มีอายุก่อนประวัติศาสตร์ อีกทั้งบริเวณนั้นจะมีถ้ำเยอะมาก แล้วก็ยังมีประวัติศาสตร์การเดินทัพของพระนเรศวร ซึ่งได้พัก
ทัพที่นั่น เพราะมีการขุดพบทั้งกระบี่ ทั้งดาบโบราณสมัยนั้นมากมาย และตรงนี้กรมศิลปากรก็ได้เข้าไปสำรวจแล้วทำ
เป็นเอกสารสรุปออกมา ที่นี้ก็เลยได้เอาเรื่องนี้ขึ้นถวายฎีกาเข้าวังใหม่ ซึ่งตอนนั้นก็ได้มีการสั่งฟ้องโรงโม่ ทั้งเรื่องการระเบิด
เรื่องผลกระทบก จนให้มีการหยุดกิจการโรงโม่ไปก่อน หลังจากนั้นชาวบ้านเริ่มพัฒนาบทบาทมากขึ้น หันมาเพิ่มงาน
พัฒนาขึ้นอีกในหมู่บ้าน เช่น เรื่องเกษตรยั่งยืน เกษตรปลอดสารพิษ เรื่องอาชีพและก็พยายามผลักดันให้เกิดพิพิธภัณฑ์ โดย
การเก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่มีอยู่ในพื้นที่มาไว้ ก็เลยคุยกันว่า อยากเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ที่นี้พอชาวบ้าน
เริ่มเปลี่ยนแนวทางการทำงาน กระแสข่าวภายในก็มีคำสั่งยกเลิกการสั่งพักกิจการโรงโม่หินและ การฟ้องโรงโม่หิน เพราะ
หาผู้กระทำความผิดไม่ได้

ส่วนเรื่องมลพิษเองทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกมาแจ้งว่า ให้โรงโม่หินปรับปรุงแก้ไข ภายใน 60 วัน ซึ่งนั่น ไม่ใช่ข้อ
เรียกร้องของชาวบ้าน เพราะที่ชาวบ้านเขาเรียกร้องคือต้องการให้เพิกถอนโรงโม่หิน ออกจากพื้นที่ เพื่อที่ชาวบ้านเขาจะจัด
การทำเป็นป่าชุมชน และก็ปลุกป่าเพื่อให้ชุมชนได้ใช้ที่ตรงนั้น แล้วก็พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ปัญหาที่เราคือ การประกาศที่ตรงนั้น ไม่ระบุเลยว่ามีทรัพยากรธรรมชาติ มีสัตว์ป่า มีแหล่งน้ำ มันผิดตั้งแต่ขั้นตอนแรก คือ ขั้นตอนการอนุมัติแล้ว ที่บอกว่ามันไม่มีอะไรสำคัญเลยในบริเวณนี้ แต่สุดท้าย กลับพบว่ามันมีสิ่งเหล่านี้อยู่ และลักษณะการ
ประกาศของทางอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงเองก็ ไม่ได้มาวางมาตรการอะไรกับเขา เพราะบริเวณตรงนั้นเป็นพื้นที่ป่าสงวน
ทั้งหมดนะครับ ขั้นตอนการประกาศมันไม่โปร่งใสแต่แรกแล้ว เพราะมันมีการระบุว่า ที่ตั้ง ไม่ใช่หมู่บ้านตรงนั้น ในขณะนั้น มี
นายเด่น โตะมีนา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ดูแล สุดท้าย เมื่อชาวบ้านร่วมกันลงชื่อคัดค้านก็มาเจอ
แกนนำบางคนหรือบางพวก นำชื่อชาวบ้านไปแจ้งให้การรับรองเห็นชอบการตั้งโรงโม่หิน โดยมีการเปลี่ยนใบปะหน้าใหม่ ซึ่งต่อมาชาวบ้านก็พยายามเรียกร้องรายชื่อตนคืน แต่มีสถานการณ์ยุ่งๆ ทั้งเรื่องการเลือกตั้ง อบต. ด้วย ก็เลยเรียกร้องไปทาง
อำเภอ ไปทางจังหวัดแทน พร้อมให้ทางป่าไม้จังหวัดมาจัดการแก้ไขปัญหา เรื่องก็เลยยืดยาวเรื่อยมา

โรงโม่หิน ขณะนี้มีทั้งหมด 8 บริษัท ซึ่งตอนแรกๆ ก็มี 2 บริษัท แต่ก็เพิ่มมาเรื่อยๆ พอช่วงระยะหลังๆ มีกระแสเรียกร้องทาง อบต.ก็ระงับการอนุมัติไว้ก่อน ส่วนความขัดแย้งหลักๆ ก็คือ ให้มีการเพิกถอนไปเลย เพราะถ้ามีโรงโม่แล้วมันก็จะมีกระบวน
การอื่นๆ ตามมาอีก เช่น การลักลอบตัดไม้ในเขตอุทยาน ซึ่งมันทำได้ง่ายมาก สามารถผ่านออกไปได้พร้อมกับการขนส่งหิน
เลย แล้วก็เรื่องยาเสพติดที่มาพร้อมกับกลุ่มคนงาน คนขับรถบรรทุกหินทำให้ชาวบ้านมองว่าต้องมีการเคลื่อนไหวและนี่อาจ
เป็นสาเหตุหนึ่งด้วย โดยเฉพาะบริษัทอนุมัติการศิลา นั้นค่อนข้างมีท่าทีไม่ยอมมากที่สุด กับการเคลื่อนไหวนี้ นอกนั้นก็
เคลื่อนไหวเงียบๆอย่าง บ.ร็อก แอนด์ สโตนส์ เป็นต้น

การเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่ผ่านๆ มาไม่ได้รับการสนับสนุน และไม่ได้รับความเป็นกลางจากหน่วยงานของรัฐเลย แม้แต่
ผู้นำชาวบ้านอย่างผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นผู้นำท้องถิ่นเองก็ไม่วางตัวเป็นกลาง แต่กลับโน้มเอียงไปเข้าข้างเจ้าของโรงโม่หินหรือ
นายทุนด้วยซ้ำไป อีกทั้งมีการพยายามจัดตั้งม๊อบมาชนม๊อบ อีกด้วย กลายเป็นการสร้างความขัดแย้งกันเองภายในชาวบ้าน

ระยะห่างจากโรงโม่หินกับบ้านหลังแรกที่ใกล้ที่สุด คือเพียง 50 เมตร และในบริเวณนั้นจะมีน้ำพุธรรมชาติด้วย ซึ่งชาวบ้าน
ใช้กันอยู่ ฉะนั้น ถ้าในยามระเบิดหิน หมู่บ้านซึ่งมีลักษณะเป็นก้นกะทะ มีภูเขาล้อมรอบย่อมได้รับฝุ่นละอองโดยไม่สามารถ
หนีไปไหนได้เลย มี 2 หมู่บ้านก็ประมาณ 200 กว่าหลังคาเรือนได้"ต่อกรณีการสังหารพิทักษ์ครั้งนี้ นายพิสารกล่าวแต่เพียง
สั้นๆ ว่า

"กับเหตุการณ์นี้ เท่าที่เราร่วมงานกันมา เท่าที่คุยกับชาวบ้าน สาเหตุการสังหารนายพิทักษ์ โตนวุธ หรือพี่โจ ครั้งนี้ เราคิดว่ามีเรื่องเดียวเท่านั้นคือเรื่องโรงโม่หิน เพราะทำให้มีชนวนขัดแย้งอื่นๆ ตามมา ทั้งเรื่องผู้ใหญ่บ้าน เรื่องการลักลอบตัดไม้ แต่ที่ใหญ่โตมากที่สุดก็นี่แหละครับ โรงโม่หิน เพราะนายพิทักษ์ โดยนิสัยส่วนตัวไม่ค่อยยุ่งกับใครมากนัก ไม่ค่อยผูกใจเจ็บใคร เป็นคนชอบทำงานเงียบๆ อยู่กับชาวบ้าน ซึ่งคดีตอนนี้ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย...จนเราคิดว่าต้องช่วยกันเคลื่อนไหวอะไรกันบ้าง เพราะนายพิทักษ์เป็นรายที่ 3 แล้วในปีนี้ ..".นายพิสารกล่าว


นายพิสาร หมื่นไกร
นักศึกษาและเป็นสมาชิกชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยรามคำแหง




ส่วนทางนายนิติรัตน์ อดีตนักสู้คัดค้านโรงโม่หิน ที่อ.วังสะพุง จ.เลย กล่าวถึงสิ่งที่รัฐบาลต้องจัดการ ในกรณีที่นายพิทักษ์
ถูกสังหารครั้งนี้และยังเพิ่มเติมอีกว่านโยบายรัฐบาลต้องชัดเจน ในการแก้ปัญหา ไม่ใช่โฆษณาหาเสียงอย่างเดียว


"จริงๆ แล้วเรื่องนโยบายการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่งจะมาฮิตกันในช่วงหลังๆ นี่เองนะครับ ซึ่งรัฐบาลก็พยายาม
โหมการโฆษณา ว่ารัฐเป็นรัฐบาลที่รักษาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งเรื่องป่าไม้ ดูจากการที่อธิบดีกรมป่าไม้ ออกมาดำเนินการกับ
ชาวบ้าน ซึ่งกำลังพิพาทกันเรื่องที่ดินจนจับกุมกัน แต่ว่า ในทางรูปธรรมแล้วมันสวนทางกัน เช่น กรณีของโรงโม่หินในพื้นที่นี้ ซึ่งเป็นสาเหตุของการลอบสังหารนายพิทักษ์

ประเด็นหลักๆ ในการอนุรักษ์เรื่องนี้ก็คือ ชาวบ้านเองเขาไม่อยากที่จะให้ใครไประเบิดหิน
ต่างๆ เพราะว่าบริเวณนั้นเป็นพื้นที่อุดมณ์สมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร และติดกับอุทยาน
แห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ซึ่งเป็นแหล่งลุ่มน้ำชั้น 1 A มีถ้ำ มีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จำนวนมาก ตรงนี้แหละทำให้ผมคิดว่า ทำไมรัฐบาลมักจะประกาศมีนโยบายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ทำไมกรณีนี้กลับมาให้ระเบิดหินกัน สาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตของพิทักษ์ ซึ่งเป็นนักศึกษา ม.รามคำแหง


ถ้าหากคิดดูแล้ว คนที่ทำงานเพื่อสังคม คือคนที่ควรได้รับการยกย่อง ไม่น่าจะต้องมาเสียชีวิต เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า นโยบาย
การอนุรักษ์ของรัฐบาล มันสวนทางกับคำพูด ประเด็นที่สอง คนที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ รัฐบาลควรจะยกย่องด้วยซ้ำไป แต่ทั้งๆ ที่มันเกิดเหตุการณ์ขึ้น ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จากรัฐบาล ซึ่งตำรวจที่ให้ไปควบคุมคดี เราก็รู้ๆ กันอยู่ เพราะผมเคยไป
เคลื่อนไหวเรื่องโรงโม่หินที่วังสะพุง จ.เลย จนครูประเวียน บุญหนัก ถูกลอบสังหาร ซึ่งให้ตำรวจในพื้นที่คุมคดี ทั้งๆ ที่เจ้าของ
โรงโม่หิน คือประธานสภาจังหวัด หรือหอการค้าจังหวัด อย่างนี้จะไม่ให้ตำรวจเขากลัวอิทธิพลในพื้นที่ได้อย่างไร เพราะพวก
เจ้าของกิจการโรงโม่หินคือพวกที่มีอำนาจเงิน มีทุนสูง แต่ก็ไม่ได้ติติงเขานะว่า เขาบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือเปล่า

แต่ว่าโดยกระบวนการแล้ว รัฐบาลควรจะส่งกองปราบจากส่วนกลางเข้าไปควบคุมคดี เพื่อให้มันโปร่งใส เพราะอย่างน้อยรัฐบาล
ก็ไม่ได้ช่วยเหลือดูแลอะไร ก็ควรที่จะลงไปทำตรงนี้ หรือมีกองทุนอะไรก็ได้ช่วยเหลือครอบครัวเขาหน่อย เพราะลูกของเขาตอน
นี้ก็อายุประมาณ 1 เดือนกว่าเท่านั้นเอง

และที่เห็นบ่อยครั้ง อำนาจรัฐมักเล็กกว่ากลุ่มทุน หรือผสมผสานกันอยู่กับกลุ่มทุน ซึ่งในส่วนนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว มันก็จะต้องมีการคลี่คลายคดี โดยเฉพาะทีมงานที่มาจากส่วนกลาง และรัฐบาลจะต้องลงไปช่วยเหลือครอบครัวเขาด้วย เพราะประเด็นเรื่องโรงโม่หินมันยังไม่มีเครือข่ายทรัพยากรฯ หรือ NGOs เขาออกมาทำงานเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งมันเกิดสภาวะนี้อย่างมาก ดูอย่างที่สระบุรี สภาพแวดล้อมมันถูกทำลายลงอย่างชัดเจนมาก ภูเขาหายไปทั้งลูก สุขภาพคนก็เกิดโรคฝุ่นหินในปอด แม่น้ำลำธารก็ถูกทำลาย มีผลทางอ้อมถึงเรื่องอื่นๆ อย่างที่พิษณุโลก ก็ส่งผลถึงสัตว์ป่า ระบบนิเวศน์อื่นๆ อีกมากมาย ตรงนี้นะครับ ถ้ารัฐบาลมีนโยบายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหรือ แม้แต่กรมป่าไม้ทำไมกรณีนี้ เท่าที่ได้ติดตามดูนะครับ ก็ไม่เห็นออกมากระตือรือร้นเลย

ถ้าหันมามองในเรื่องกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ ตอนนี้ผมคิดว่า เรามีทรัพยากรไม่เพียงพอกับความต้องการแล้ว แต่เราคง
ต้องอาศัยการรณรงค์ระยะหนึ่ง และถ้าเรามีการรณรงค์เรื่องนี้ขึ้น ก็คงจะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เนื่องจากว่าคนกลุ่ม
หนึ่ง ยังต้องการที่จะให้มีการพัฒนาที่ต้องใช้หิน ใช้ปูน อะไรต่างๆ ดังนั้นเรื่องนี้ผมค่อนข้างเห็นด้วยหากให้มีการยกเลิกกฎหมาย
การสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติ เพราะมันน้อยลงแล้ว

ปัจจุบันนี้ เราซึ่งเป็นคนทำงานทางด้านสังคมนั้น บางทีก็เสี่ยงเหมือนกันน่ะ เพราะว่าการที่เราลงไปเคลื่อนไหว ช่วยชาวบ้าน
ในท้องถิ่น โดยเฉพาะมันเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องผลประโยชน์ อย่างเช่น เรื่องโรงโม่หิน

แต่ประเด็นสำคัญคือ เรามักจะมองแต่ที่ปลายเหตุ คือให้มาช่วยดำเนินคดี ให้มันโปร่งใส แล้วก็หาทางช่วยเหลือครอบครัว ซึ่งเราไม่รู้เหมือนกันว่าในจุดเริ่มแรก เราจะทำในขั้นตอนไหน เพราะว่าในบางครั้งเมื่อมันมีกลไกรัฐธรรมนูญ ก็จะมีรัฐนี่เอง หยิบกลไกมาใช้ อย่างแบบประชาพิจารณ์ ซึ่งมันอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น แล้วก็มานั่งคุยกันบนโต้ะ แต่รัฐบาลก็อาจ
จะนำมาใช้แบบที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาล โดยไม่ใช้การประชาพิจารณ์ ซึ่งเราก็พยายามจะรณรงค์หากลไก หาอะไรต่างๆ
เพื่อทำให้ ความขัดแย้งที่มันเกิดขึ้นได้มีโอกาสพูดคุยได้มีโอกาสการเจรจา อย่าปล่อยให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีก.."นายนิติรัตน์
กล่าว



นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์

กลุ่มเพื่อนประชาชน และ
อดีตแกนนำคัดค้านโรงโม่หิน ที่ อ.วังสะพุง จ.เลย
ร่วมกับครูประเวียน บุญหนัก ซึ่งถูกลอบสังหารเสียชีวิตในครั้งนั้นด้วย



ขณะที่อาจารย์สุรพล ซึ่งทำงานด้านอนุรักษ์มานาน ก็มองถึงประเด็นการรื้อกฎหมายสัมปทานใหม่ว่าตนเห็นด้วยและมอง
ถึงกระบวนการยุติธรรมว่า มันไม่โปร่งใสเลยในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่กฎหมาย มันศักดิ์สิทธิ์พออยู่แล้ว แต่รัฐมักหาช่องโหว่แสวง
ประโยชน์

"ประเด็นในเรื่องนี้ ถ้าพูดถึงการแก้ไขคงจะยาก เพราะว่ามันพัฒนาการมาจากเรื่องของปัญหาที่สะสมกันมานาน ก็คือว่า ปัญหาแรกเลย คือการพัฒนาที่ผ่านมามันเป็นภาพของการทำเงินทำทอง ซึ่งภาครัฐเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก โดยจะเปิดโอกาสให้ทำได้สะดวกนั่นเอง ถ้าให้กันง่ายๆ นะครับ แล้วก็ที่ผ่านๆ มาผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนา ไม่ว่าจะ
เป็นของเอกชน หรือของรัฐก็ตาม มันสร้างสมปัญหาไว้เยอะมาก อย่างเรื่องโรงโม่หินนี้ มันมีปัญหามานานแล้ว เกี่ยวกับผล
กระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชนที่อยู่ใกล้ๆ ตั้งแต่การระเบิด การสั่นสะเทือน ที่มีฝุ่นละอองแล้วก็รถขนหินบรรทุกปูน

ซึ่งปัญหาเหล่านี้มันไม่เคยได้รับการแก้ไขปัญหา เพราะว่ามันเป็นการหลีกทางให้ผู้ที่ลงทุนนั่นเอง และในท้องถิ่นเองก็จะ
มีผลประโยชน์ร่วม ทั้งในเรื่องรายได้ของจังหวัดด้วย อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องที่อาจจะมีนายทุนใหญ่ มาเป็นสปอนเซอร์ให้กับ
ข้าราชการในจังหวัด ในด้านกิจกรรม เช่น การรับรับแขกของจังหวัด มันจะมีความสัมพันธ์ในลักษณะนี้อยู่ เมื่อมีผลกระทบ
เกี่ยวกับประชาชนจึงไม่ค่อยได้รับการแก้ไข

ปัจจุบันนี้คนจำนวนมาก ผมหมายถึงประชาชน ค่อนข้างที่จะรับรู้เรื่องพวกนี้มากขึ้น อีกส่วนหนึ่งเมื่อรับรู้แล้วก็คิดจะพยายาม
หาทางแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดขึ้น ดังนั้นจึงมีปัญหาขึ้นมาว่า เมื่อมีกระแสหยุดยั้ง ก็จะมีกลุ่มคนที่เป็น NGOs หรือกลุ่มนักศึกษา ลงไปให้ความช่วยเหลือ เพราะคนเหล่านี้จะเสียเปรียบมากในเรื่องของข้อมูลข่าวสาร เรื่องของกฎหมาย และเมื่อลงไปช่วยเหลือ
ก็จะมีการกล่าวหาว่ายุยง หรือเป็นฝ่ายตรงข้ามอะไรทำนองนี้เป็นต้น ทีนี้พอถึงจุดหนึ่งก็จะมีการเผชิญหน้ากัน ระหว่างเจ้าของ
กิจการนั้นๆและ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนคัดค้านเหล่านี้ และก็มีการคิดง่ายๆ คือ ฆ่าคนเหล่านี้เสีย แล้วก็จบเพราะจะทำให้พวก
ที่เหลือกลัว ทั้งหมดนี้คือความคิดของคนที่อยู่ใกล้อำนาจ แล้วก็มองว่าตัวเองเคยดูแลเลี้ยงดูข้าราชการในจังหวัด นอกจากนั้น
ถือว่าตนคือผู้ทำประโยชน์ให้จังหวัด เป็นผู้เสียภาษี ให้รัฐ แล้วก็รู้สึกว่าความชอบธรรมเขามีมากกว่า ดังนั้นการตัดสินใจว่า หาใครสักคนมายิงเสีย จึงเป็นเรื่องไม่ยาก

แต่ขณะเดียวกัน นักอนุรักษ์ อย่างคุณพิทักษ์ หรือถอยหลังไปก็ลุงนรินทร์ โพธิ์แดง คนพวกนี้จะมองแต่เพียงว่า การกระทำ
ของเขาทำเพื่อคนส่วนรวม คือการเรียกร้องความเป็นธรรม เขาไม่เคยคิดว่าคนเหล่านี้จะต้องเอาชีวิตเขา แล้วเขาก็คิดอีกด้วย
ว่า เรื่องผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นนี้ นายทุนมีทางเลือกอื่นๆ มากกว่านี้ ซึ่งมันคิดต่างกันมาก เขาคิดในทางที่ดีว่า มันเป็นเรื่อง
ไม่ใหญ่โตมากนัก เป็นเรื่องของส่วนรวมที่จะเสียหาย นายทุนน่าจะละเว้นบางเรื่อง แล้วไปทำอย่างอื่นได้ไหม? หรือลดอะไรบาง
อย่างลง ถ้ามองในทางที่ดี มันเป็นโลกที่ไม่มีอะไรเสียหายเท่าไหร่สำหรับนายทุน แต่โลกของนายทุนเขาก็มองว่า เขามีพรรค
พวกอยู่แล้ว มีนักเลงหัวไม้ในมืออยู่แล้ว และมีข้าราชการเป็นพรรคพวกอีก ทำอะไรไปก็คงไม่ผิด ตรงนี้แหละทำให้เกิดการ
ตัดสินใจอย่างนี้ขึ้น

ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมก็เลยตกเป็นเหยื่อ คือต้องกลายเป็นทาสรับใช้ของกลุ่มคนเหล่านี้ ทำให้คนดีๆ มักจะตายเปล่าบ่อย
ครั้ง ตรงนี้หมายถึงว่า ขั้นแรก ก็อาจจะมีการสอบสวนของตำรวจ แต่ต่อมาอัยการก็อาจจะไม่ฟ้อง หรือว่าพออัยการส่งฟ้อง พยาน
ต่างๆ ก็อาจจะไม่ค่อยมี พอไม่มี ในชั้นศาลก็มักจะหลุดไป เพราะฉะนั้น กลุ่มผลประโยชน์ซึ่งมันมองเห็นตรงนี้ ก็มีความเชื่อ
มั่นว่า การลงทุนด้วยเงินจำนวนหนึ่งจะจบปัญหาโดยเร็ว ซึ่งตรงนี้ก็เป็นความรับผิดชอบของแนวนโยบายบ้านเมือง ที่เขามอง
ประเด็นอย่างนี้อย่างไร เขามองเป็นคดีธรรมดาหรือเปล่า ถ้าเขามองเป็นคดีธรรมดา บ้านเมืองนี้ก็จะมีปัญหาอย่างนี้เรื่อยไป และต่อไปก็คงจะไม่ใช่แค่ถูกยิงอย่างนี้ แต่จะมีการยิงตอบ นั่นเพราะว่า ขณะนี้กลุ่มผู้อนุรักษ์เองเขาคิดเรื่องเหล่านี้บริสุทธิ์เกิน
ไป เขามองว่าการทำเช่นนี้มันไม่น่าถึงขนาดต้องมาฆ่าเขา ซึ่งพอฆ่ากันมากๆ ขึ้น ก็จะมีการโต้กลับกันบ้าง ซึ่งตรงนั้นน่า
เป็นห่วง เพราะจะมีการแบ่งเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย เกิดขึ้น แล้วก็ล้างแค้นกันไปล้างแค้นกันมา

การคุยกันเรื่องรื้อกฎหมายสัมปทาน ผมคิดว่าต้องมีนโยบายเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะอย่างโรงโม่หินที่มีปัญหานั้น เขาจะไม่ขาย
ก้อนหินที่ไกลจากการก่อสร้าง เขาจะหาที่สะดวก และการหาที่สะดวกนั้น เรื่องการลดหรือควบคุมผลกระทบเขาจะไม่ค่อยสนใจ ฉะนั้นถ้าหากว่าเราจะต้องพัฒนาต่อไป เรื่องการก่อสร้างต่างๆ การสร้างทาง สร้างถนน ผมว่ารัฐบาลควรที่จะกำหนดจุดให้มัน
ชัดเจนแล้วก็กำหนดจุดระเบิดหินให้มันกระจายออกไปให้มันมากหรือน้อยแค่ไหน อย่างไรบ้าง

รัฐบาลควรจะต้องทำแผนอะไรออกมาให้มันชัดเจน หรือว่าจะกระจายจากนายทุนใหญ่ไปให้นายทุนย่อยในภูมิภาคได้หรือเปล่า เพื่อลดอำนาจในการไปบีบท้องถิ่น จนกระทั่งเขากลายเป็นผู้มีอิทธิพลใหญ่ในท้องถิ่น รัฐบาลควรลดตรงนั้นลง ซึ่งตรงนี้ผม
ว่ามันมีหลายทาง

แต่ขั้นแรกผมว่า ในคดีอย่างนี้ต้องแก้ปัญหาในเรื่องการจับต้นตอ แล้วก็หยุดยั้งขบวนการเหล่านี้ ไม่อย่างนั้นคนที่เป็นเจ้าของ
กิจการมักจะคิดอะไรง่ายๆ อย่างนี้ อีก เพราะมันเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง แล้วเขาก็ลอยนวลอยู่ได้

ซึ่งก็จะทำอย่างนี้อีก ทำให้เราสูญเสียคนดีๆ ไป และอีกอย่างหนึ่งคือพลังชุมชนที่เขาต่อสู้อยู่
ขณะนี้ ต่อไปจะใช้ความรุนแรงกลับบ้าง หมายถึงว่า ต่อไปเขาจะไม่ประท้วงแล้ว แต่เขาจะยิง
เลย เหมือนกับบ้านกรูด เหมือนกับจะนะ ซึ่งตอนนี้บ้านกรูดกับจะนะ เขาก็ประกาศยิงแล้ว

และมันไม่ใช่เรื่องกฎหมายเราไม่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะไม่ว่าด้วยเรื่องอะไร กฎหมายมันไม่ถูกใช้เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่สังคม กฎหมายแทบทุกฉบับในวันนี้ถ้าเป็นหน่วยราชการที่ถือกฎหมาย มันก็จะดูแต่ช่องโหว่เพื่อเอาไปเปิดช่องทางให้กับผู้แสวง
ผลประโยชน์ เพื่อจะมีการรับใต้โต้ะ เขาจะมองตรงนั้นมากกว่า ขณะเดียวกันอีกฝ่ายหนึ่งหรืออีกส่วนหนึ่งก็จะมองว่า จุดแข็ง
ของกฎหมาย ข้อบังคับบทลงโทษนั้นอยู่ตรงไหน เพื่อเอาไว้เป็นเครื่องมือข่มขู่หรือเพื่อที่จะไว้รับสินบนกับรายย่อยต่อไป

เพราะฉะนั้นกฎหมายมักจะถูกใช้ในลักษณะนี้ มาก เช่น กฎหมายป่าไม้ เป็นกฎหมายหนึ่งที่ไม่ได้มีปัญหามากนัก ถึงแม้จะเก่า แต่ก็มีกฎหมายฉบับใหม่ๆ เกิดขึ้นรองรับ อีกทั้งยังมีระเบียบอื่นๆ บังคับด้วย ซึ่งไม่ได้มีปัญหาอย่างที่คิด เพียงแต่ว่าผู้บริหาร ในระดับอธิบดีจนถึงรัฐมนตรี พวกนี้ไม่สามารถบริหารหน่วยงานที่ตนเองดูแลได้

การบังคับใช้กฎหมายจึงอยู่ในกลุ่มคนซึ่งเป็นมาเฟียชอบยึดกฎหมาย หมายถึงว่า ทุกหน่วยงานจะมีกฎหมาย มี พรบ. ประจำ อย่างกรมป่าไม้ ก็มี พรบ.ป่าสงวน มี พรบ.อุทยานแห่งชาติ แต่ว่าคนที่รู้เรื่องราวนี้ดีก็คือคนที่อยู่ระดับกลางๆ ถึงระดับล่างที่เป็น
ผู้ตัดสินใจว่าจะเสนอเรื่องหรือไม่ ที่จะแนะนำหรือไม่ว่าควรจะทำอย่างไรให้ถูกต้องตามระเบียบ

ดังนั้นถ้าเราไปขออะไรที่มันถูกต้องโดยไม่เอาเงินไปวางนั้น จะถูกถ่วงเวลาเพราะว่ามันมีขั้นตอนเยอะ แล้วก็จะไม่มีการอนุมัติ ด้วยเหตุนี้เราจะเห็นว่า การใช้กฎหมายในปัจจุบันนี้ ถ้าพูดไปแล้วคือมันไม่โปร่งใส อย่างเช่น นะครับ การระเบิดหินมันผิด
ระเบียบอย่างไร? ขั้นตอนไหน? และต้องถามใคร? ใครควรจะรู้ตรงนี้ ประชาชนจะรู้หรือเปล่า ถ้าประชาชนไม่รู้ การที่จะไปทำ
ให้เขาหยุดการกระทำที่ไม่ถูกต้อง คนที่สั่งก็จะไม่สั่ง เพราะว่าถ้าไม่สั่งก็ไม่เห็นมีใครมาว่าอะไรเขาได้ หรือว่าตำรวจ ถ้าหาก
เกิดคดีนี้ขึ้น แล้วเขาทำสำนวนให้เป็นประโยชน์กับผู้ต้องหา ...ถามว่าใครจะรู้ตรงนี้? ไม่มีใครรู้ ? หรือแม้แต่อัยการ ถ้ามีการสั่ง
ไม่ฟ้องขึ้นมา ไม่มีใครมีสิทธิ์ที่จะไปล่วงรู้ได้ในขณะนั้นว่า เขามีเหตุผลอะไร ? หรือมีระดับผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้นที่จะสั่ง
ตรวจดูสอบถามได้ ถ้าระดับผู้ว่าฯเป็นพวกเขาอีก แล้วที่นี้พวกที่เป็นโจทก์หรือผู้เสียหาย เขาจะไปทำอะไรได้ จะไปถามผู้ว่าฯ ได้หรือเปล่า ? ว่าทำไมถึงสั่งไม่ฟ้อง?

ดังนั้นเราจะเห็นว่า กระบวนการในตัวกฎหมาย ผมว่าตรงนี้ผมไม่ติดใจ แต่ผมติดใจกระบวนการบริหารบ้านเมืองขณะนี้ ว่า ความโปร่งใสทุกขั้นตอนนั้นไม่มี อันที่สำคัญคือ ตรงไหนก็แล้วแต่ ที่มีกิจการที่ทำเงิน ตรงนั้นจะเริ่มเป็นการก่อตัวมาเฟียระดับ
ท้องถิ่น จากนั้นก็เข้ามาครอบงำระบบราชการ เพราะฉะนั้นประชาชนก็จะตกเป็นคนรับเคราะห์กรรม ที่นี้ใครออกโต้แย้ง ใคร
เพียงแต่บอกว่าเรื่องนี้น่าสงสัย คนเหล่านั้นก็อาจจะถูกกำจัดได้โดยง่าย เพราะเขาจะตกเหยื่อทันที

และสิ่งที่รัฐบาลต้องทำเร่งด่วนตอนนี้คือ ทำเรื่องนี้ให้เป็นตัวอย่าง ว่ากระบวนการมาเฟีย นายทุน ที่ไปมีอิทธิพลต่อระบบ
ราชการนั้น มันไม่ได้ผลแล้ว ต้องทำให้เห็นว่าความยุติธรรมมันมี ถ้าทำตรงนี้ได้เมื่อไหร่ พวกนายทุนที่ใช้วิธีลัดอย่างนี้ก็จะต้อง
คิดมากขึ้น การฆ่าก็จะลดลง แล้วหลังจากนั้นพวกระเบียบต่างๆ ต้องทำให้โปร่งใส ต้องสามารถให้ประชาชนไปเปิดดูได้ หรือ
ต้องเขียนให้ชัดเจน เช่น ระเบียบการขออนุญาตอะไรต่างๆ มีขั้นตอนอย่างไร และถ้าเผื่อผิดขั้นตอนอย่างนี้ จะห้ามจะหยุดกัน
อย่างไร ซึ่งตรงนี้ต้องมีศูนย์ให้ข้อมูล หรือเป็นที่ที่ประชาชนจะมาปรึกษา

เพราะตอนนี้มีอะไรขึ้นมา ประชาชนก็มักจะมาปรึกษา NGOs เดือดร้อนอะไรก็ NGOs ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วควรจะเป็นหน้าที่
ศูนย์ข้อมูล หรือบทบาทของรัฐ เช่น ระดับจังหวัด หรือระดับอำเภอ ดังนั้นรัฐน่าจะมีศูนย์ให้ข้อมูลพวกนี้กับชาวบ้าน หรือไม่อย่าง
นั้น รัฐบาลก็น่าจะหา NGOs ที่มีเครือข่ายกันอยู่แล้วในขณะนี้ เพื่อมอบหมายหน้าที่กันไปเลยว่า NGOs เป็นผู้ให้ข้อมูล
แก่ประชาชน แล้วก็เป็นผู้ที่จะช่วยสอดส่องการบริหารจัดการของรัฐ ซึ่งภาครัฐเองก็จะได้ประโยชน์จากการแก้ไข ส่วนผู้ที่
ประพฤติไม่ดีก็จะได้ถูกกันออกไปด้วย...


อ.สุรพล ดวงแข
เลขาธิการ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย



เกี่ยวกับ พิทักษ์ โตนวุธ หรือโจ

พิทักษ์ โตนวุธ- นักศึกษาแกนนำคัดค้านโรงโม่หินบ้านชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก
พิทักษ์ โตนวุธ เป็นคนบุรีรัมย์โดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2514บิดาชื่อ นายสมชาย โตนวุธ มารดาชื่อ นางก้วง โตนวุธ สมรสกับนางยุภาภรณ์ โตนวุธ มีบุตร 1 คน ชื่อเด็กหญิง หงษ์พิชฌา โตนวุธ

ประวัติการศึกษาและการทำงาน
-
พ.ศ.2526 เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนห้วยศาลา หลังจากจบชั้นประถมได้บรรพชาเป็นสามเณรเพื่อศึกษาต่อที่วัดตลาดโพธิ์ จนสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค (นักธรรมเอก)
- พ.ศ.2534 อุปสมบทเป็นพระภิกษุ พร้อมทั้งบวชหน้าไฟให้มารดา สอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค ในขณะเดียวกันก็สามารถสอบเทียบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้ จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน
- พ.ศ.2538 ลาสิกขาบทเพื่อศึกษาทางโลก โดยเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นสมาชิกชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม
- พ.ศ.2539 เป็นคณะกรรมการบริหารชมรมฯ ในตำแหน่งเลขานุการ ขณะที่ทำงานได้มีการประสานงาน และร่วมทำกิจกรรมกับคณะกรรมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม 16 สถาบัน(คอทส.) และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)
- พ.ศ.2540 ได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรมอนุรักษ์ฯนโยบายปีนี้เน้นที่การศึกษาเรื่องสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรและวิถีคนอยู่กับป่า ในช่วงนี้ได้เกิดกระแสการต่อสู้ คัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-พม่า ที่มีแนวการวางท่อผ่านผืนป่าบริเวณ จ.กาญจนบุรี ทางคณะทำงานชมรมฯ ซึ่งมีการประสานงานกับคอทส.อยู่แล้ว และกรณีนี้ก็สอดคล้องกับแนวนโยบาย จึงมีมติลงพื้นที่ดังกล่าวเพื่อศึกษาและร่วมคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-พม่านี้ด้วย จากนั้นได้รับการติดต่อ
จากนักศึกษาปริญญา โท ม.รามคำแหง ให้ลงพื้นที่บ้านชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก เนื่องจากโรงโม่ที่ดำเนินการอยู่ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดฝุ่นละอองซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้าน และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศใกล้เคียง ทางชมรมฯจึงลงศึกษาปัญหา พร้อมทั้งได้จัดค่ายเยาวชนขึ้นเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- พ.ศ.2541 เป็นที่ปรึกษาเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู (คอลภ.) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อเรียกร้องให้เพิกถอนโรงโม่ ทั้ง 2 แห่ง ซึ่งก่อความเดือดร้อน ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งต้นน้ำลำธาร เป็นแกนนำในการร่วมต่อสู้กับชาวบ้าน
- พ.ศ.2543 ริเริ่มโครงการปลูกป่าและแนวทางเกษตรปลอดสารพิษ รวมทั้งโครงการพิพิธภัณฑ์บ้านชมภูร่วมคัดค้านในกรณีที่โรงโม่ขออนุญาตดำเนินการต่อ หลังจากที่จังหวัดมีคำสั่งให้ยุติสัมปทาน และเกิดความขัดแย้งกับผู้ใหญ่บ้าน จนถึงขั้นเรียกร้องให้ขอถอดถอนตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านโดยเร็ว
- พ.ศ.2544 มอบตัวที่ สภอ.เนินมะปราง จากรายชื่อผู้มอบตัวทั้งหมด 14 คน ติดตามคดีการขนย้ายของโรงโม่ คดีจวนผู้ว่า และคดีถอดถอนผู้ใหญ่ ยื่นหนังสือถึงนายอำเภอเรื่องขอทราบลายละเอียดการขอถอดถอนผู้ใหญ่และขอแต่งให้ตนเองเป็นคณะกรรมการตรวจสอบที่ดินโรงโม่ รวมถึงกองทุน SIF ซึ่งได้ดำเนินเรื่องขอทุนไว้
- 17 พ.ค.2544 นายพิทักษ์ โตนวุธ ถูกลอบสังหาร ด้วยอำนาจอิทธิพลมืด ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาช้านานปิดฉากชีวิตนักอนุรักษ์ที่ต่อสู้เพื่อประชาชน

ความเป็นมาเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู (คอลภ.)

คณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำชมภู หรือ คอลภ. ถูกจัดตั้งขึ้น
ในปี พ.ศ.2540 จุดประสงค์เพื่อต้องการให้ทางราชการยุติสัมปทานและเพิกถอนโรงโม่หินทั้ง
2 แห่ง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านและทำลายแหล่งต้นน้ำลำธาร โดยมีจ่าสิบเอก ประเทือง
ปั้นทอง เป็นประธานกลุ่ม ในการดำเนินการเรียกร้องขณะนั้น ได้ติดต่อประสานงานขอความช่วยเหลือ
ไปยังชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประธานชมรมอนุรักษ์ฯ
ในปีนั้นก็คือ นายพิทักษ์ โตนวุธ ได้ลงมาดูพื้นที่ด้วยตนเอง และรับเป็นที่ปรึกษาให้ชาวบ้าน

ต่อมามีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งประธาน เนื่องจากจ่าสิบเอก ประเทือง ปั้นทอง ป่วย ไม่สามารถ
ปฏิบัติงานได้ สิบตรียนต์ เสาตัน จึงได้รับตำแหน่งประธานกลุ่มแทนวันที่ 4 มกราคม 2542
ครบรอบหนึ่งปีแห่งการเรียกร้อง คณะกรรมการได้มีความเห็นว่ากลุ่มควรจะปรับบทบาทไป
สู่การพัฒนาและไม่สมควรยุบคณะกรรมการอนุรักษ์ชุดนี้ แต่ควรจะปรับรูปแบบให้เป็นลักษณะ
แบบเครือข่าย โดยมีกลุ่มอาชีพที่เข้าร่วมในเบื้องต้น 8 กลุ่ม มาเป็นพลังชาวบ้านในลักษณะ
การรวมกันแบบเครือข่าย เป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้านให้ดีขึ้น

" แนวทางการทำงานของกลุ่ม คือ ยึดมั่นความถูกต้อง ปกป้องสิ่งแวดล้อม"

กลุ่มสมาชิกเครือข่าย

1.คณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำชมภู
2.กลุ่มชมภู 1
3.กลุ่มชมภู 3
4.กลุ่มชมภู-ฟากน้ำ
5.กลุ่มอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าชมภูเหนือ
6.กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติหนองหญ้าปล้อง
7.กลุ่มอนุรักษ์เนินคล้อ
8.กลุ่มหนองทับเรืออนุรักษ์
9.กลุ่มเนินสูงพัฒนา

หมายเหตุ คณะกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำชมภู ยังคงสภาพอยู่เพื่อดำเนินการในภารกิจการเรียกร้องที่เหลืออยู่ ปรับบทบาทให้เหลือเพียง
การติดตามผลการเรียกร้องกรณีโรงโม่หินเท่านั้น สำหรับสมาชิกกลุ่มเครือข่ายนั้น จะดำเนิน
งานไปในทิศทางเดียวกัน ส่งเสริมและช่วยเหลือกัน แต่ละกลุ่มจะมีคณะกรรมการบริหาร
ภายในแต่ละกลุ่ม และมีความอิสระในการตัดสินใจ

ในอนาคต กลุ่มเครือข่ายจะเพิ่มขึ้นเป็นกลุ่มเฉพาะ เช่น กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการปัจจุบันมีกลุ่มแม่บ้านหนองทับเรือและกลุ่มแม่บ้านหนองหญ้าปล้อง
ร่วมกิจกรรมด้วย

ลักษณะการทำงาน คณะกรรมการเครือข่ายชุดใหญ่จะทำหน้าที่ประสานงานแทนทุกกกลุ่ม ดูแลการปฏิบัติงานของกลุ่มสมาชิกให้เป็นไปตามนโยบาย แต่จะไม่ก้าวก่ายการทำงาน
ของคณะกรรมการแต่ละกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มจะเป็นผู้ปฏิบัติและดำเนินการเรื่องอาชีพด้วยตนเอง
และร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆในกิจกรรมร่วมกัน

ผลงานของกลุ่มที่ผ่านมา

1.ทำให้หน่วยงานราชการหันมาสนใจ แก้ไขปัญหาเรื่องโรงโม่อย่างจริงจัง
2.จัดเวทีประชาคมร่วมกับคณะทำงานจากสำนักพระราชวัง
3.จัดอบรมเยาวชนเพื่อสิ่งแวดล้อม (โครงการยุวชนทุ่งแสลงหลวง)
4.จัดเวทีครบรอบรำลึก 1 ปีแห่งการต่อสู้ (โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม)

กิจกรรมที่กำลังดำเนินการ

1.ขุดลอกคลองขุนตะค้านพร้อมสระเก็บน้ำ 20 ไร่
2.จัดสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติที่บ้านชมภู

กิจกรรมของเครือข่าย

กิจกรรมของเครือข่ายเป็นกิจกรรมที่มีเนื้อหาและวัตถุประสงค์ครอบคลุมในการแก้ปัญหาทุกด้าน
โดยแบ่งลักษณะกิจกรรม หรือภารกิจออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1.กิจกรรมด้านการเมือง เป็นกิจกรรมเชิงรณรงค์เพื่อปลูกฝังจิตสำนึก ให้ประชาชนเห็นความสำคัญ
ของการเมืองที่มีผลต่อการทำมาหากินและความเป็นอยู่ รวมทั้งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
ระบบใหม่ให้แก่ประชาชน แต่ในการดำเนินกิจกรรมด้านการเมือง เครือข่ายจะต้องไม่เป็นฐานเสียงให้
ส.ส. จะต้องวางตัวเป็นกลาง

2.กิจกรรมด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นกิจกรรมด้านอาชีพ ส่งเสริมการสร้างรายได้แก่สมาชิก รวม
ทั้งกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น การรณรงค์ป้องกันยาเสพย์ติดและโรคเอดส์ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำ
ให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ตลอดจนการส่งเสริมสวัสดิการในกลุ่ม

3.กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เป็นกิจกรรมเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ และเป็นกิจกรรมที่ให้
กลุ่มสมาชิกเครือข่ายนำไปปฏิบัติ เช่น การจัดระบบชุมชนให้น่าอยู่ การติดป้ายรณรงค์ รวมทั้งการ
เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรอันจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม

4.กิจกรรมเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย เป็นกิจกรรมที่มีเนื้อหาเหมือนกับ 3 ข้อข้างต้น แต่กำหนดกลุ่ม
เป้าหมายเป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น กลุ่มเด็ก สตรี เยาวชน และคนชรา เพื่อให้เกิดผลตาม
เป้าหมาย

แหล่งที่มาของงบประมาณ

เนื่องจากการรวมกลุ่มของชาวบ้านมิได้เกิดจากการแต่งตั้งของฝ่ายปกครอง เป็นการรวมกลุ่มด้วย
ความสมัครใจ จึงไม่มีงบประมาณเป็นของกลุ่ม ในการดำเนินกิจกรรมที่ผ่านมา กลุ่มได้รับการบริจาค
จากชาวบ้านซึ่งมีทั้งข้าวสาร อาหารแห้ง และเป็นเงิน ในเบื้องต้นได้ยึดถือ หลักการพึ่งตนเอง โดยสมาชิกจะถือหุ้นตามความสามารถของแต่ละคน ร่วมกันรับผิดชอบในหน้าที่ต่างๆ บางโครงการ
ก็ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนบางแห่ง ซึ่งก็ไม่มากนัก

ในอนาคตเครือข่ายจะทำหน้าที่ประสานงานแหล่งงานและงบประมาณต่างๆจัดกิจกรรมระดมทุนในชุมชน
เช่น จัดผ้าป่าข้าวสาร จัดงานหารายได้ จัดทำนารวมเพื่อเอาผลกำไรเข้ากลุ่ม เป็นต้น

สภาพปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำชมภู

ตำบลชมภูมีพื้นที่ติดต่อกับเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง อ.เนินมะปราง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพป่า
อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นนำลำธารของลุ่มน้ำวังทองฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ในเขตอำเภอวังทอง และลุ่มน้ำ
ชมภู ประชากรในพื้นที่ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรมและหาของป่า เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลไม่ค่อย
มีคนรู้จักมากนัก จึงมักประสบกับปัญหานายทุนบุกรุกและส่งเสริมชาวบ้านให้กระทำผิดกฎหมายอยู่เสมอ ซึ่งสภาพปัญหาในพื้นที่พอจะแบ่งได้ ดังนี้

1.ปัญหาการทำเกษตรของชาวบ้าน ปัญหาที่สำคัญชาวบ้านใช้สารเคมีมาก และพืชที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นพืช
เชิงเดี่ยว ซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำและระบบนิเวศของสัตว์ขนาดเล็ก รวมทั้งมีการพังทลายของหน้าดิน
แนวทางแก้ไข คือ ต้องปรับเปลี่ยนเป็นวิธีการทำเกษตรแบบวนเกษตรและลดการใช้สารเคมี

2.ปัญหาจากการหาของป่า อาชีพหาของเป็นอาชีพที่ทำรายได้ให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างมาก ในช่วงที่ทำนาเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็จะเข้าป่าเพื่อหาหน่อไม้ เก็บผัก เก็บเห็ด แต่มีชาวบ้านบางส่วนที่เข้า
ไปล่าสัตว์ ระเบิดปลาและตัดไม้หอม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าโดยตรง ตลอดจนเป็นการรบกวน
แหล่งที่อยู่ของช้างป่า ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก

3.ปัญหาการระเบิดหิน ในพื้นที่ตำบลชมภูมีโรงโม่หินอยู่ 2 แห่ง อยู่ติดกับเขตอุทยาน ในการระเบิดหิน
แต่ละครั้ง ส่งผลกระทบต่อต้นน้ำลำธารและสัตว์ป่า เพราะเป็นเขตเขาหินปูนซึ่งมีซอกหิน และถ้ำเป็น
จำนวนมากเป็นที่อยู่อาศัยของเลียงผา ปัจจุบันโรงโม่ได้ปิดไปแล้ว จากการเรียกร้องของกลุ่ม
เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภู(ในพื้นที่ตำบลบ้านมุงซึ่งอยู่ติดกันยังมีการระเบิดอยู่)

4.ปัญหาการลักลอบตัดไม้ จากการยืนยันของชาวบ้านที่เคยรับจ้างเปิดเผยว่า การลักลอบตัดไม้ในเขต
อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงนั้น มีการทำกันเป็นขบวนการและมีมานานแล้ว เนื่องจากมีอิทธิพลหนุนหลัง
หลังจากที่เกิดเครือข่ายอนุรักษ์ ปัญหาดังกล่าวก็ได้รับความเอาใจใส่จากหน่วยงานราชการมากขึ้น จนเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ในปี พ.ศ.2541 ปัจจุบันมีตำรวจชายแดนประจำอยู่ในเขตพื้นที่
ปัญหาการตัดไม้ลดลง แต่ยังคงมีการลักลอบตัดอยู่ ทางเครือข่ายจึงพยายามแก้ไขโดยการจัดตั้ง
กลุ่มอาชีพขึ้นมารองรับ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว ปัจจุบันมีชาวบ้านที่เลิกรับจ้างตัดไม้แล้วหันมา
รวมกลุ่มอาชีพเป็นบางส่วน

ลำดับเหตุการณ์การคัดค้านโรงโม่หินบ้านชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก

อดีต - 2540 แต่เดิมนั้น ชาวบ้านชมภูมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ พึ่งพาอาศัยและได้ประโยชน์
จากการ ทำเกษตรและหาของป่าตามฤดูกาลเพื่อหาเลี้ยงชีพ โดยมีเขาผาแดงรังกายเป็นแหล่งทรัพยากร
ที่สำคัญในการดำรงชีวิต จนกระทั่งมีสัมปทานการระเบิดและย่อยหินขึ้นในพื้นที่ ผลจากการ ดำเนินการ
ได้ก่อให้เกิดฝุ่นละออง สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวด ล้อมและระบบนิเวศน์
ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันเรียกร้องความชอบธรรม และประสานงานมายัง ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม ม.รามคำแหง ต่อมา ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม องค์กรอนุรักษ์ ภายใต้ชื่อว่า
“คณะกรรมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำชมภู” หรือ คอลภ. โดยการประสานงาน
ของ นายเกื้อ ช่างเชื้อลาว ซึ่งการรวมกลุ่มนั้นมีเป้าหมาย คือ การคัดค้านและเรียกร้องให้ยุติสัมปทาน
โรงโม่หินที่กำลังเป็นกรณีปัญหาอยู่

4 ม.ค. 2541 ชาวบ้านได้ชุมนุมกันที่บริเวณหน้าโรงโม่หิน โดยการชุมนุมในครั้งนี้ ได้ถูกปรามาส
จากฝ่ายเจ้าหน้าที่อำเภอถึงขั้นที่ปลัด ถกล แซมหิรัญ ได้ประกาศตัวว่า หากสลายการชุมนุมไม่ได้จะ
ขอย้ายตัวเอง

6 ม.ค. 2541 นายนิธิศักดิ์ ราชพิตร ผู้ว่าในขณะนั้นพร้อมกับนายวัลลภ วรรณาดิเรก นายอำเภอเนิน
มะปราง ได้เดินทางมาพบชาวบ้านถึงหน้าโรงโม่ ทางผู้ว่าได้มีคำสั่งให้ปิดโรงโม่ชั่วคราวเพื่อปรับปรุง
แต่ชาวบ้านต้องการเรียกร้องเพื่อให้โรงโม่ยุติการดำเนินงาน จึงมีการชุมนุมกันบ่อยครั้งและส่งจดหมาย
ร้องเรียนหน่วยราชการต่างๆที่เกี่ยวข้อง แต่ก็มีกลุ่มชาวบ้านบางส่วนที่ออกมาต้าน ซึ่งเห็นด้วย
ที่จะมีโรงโม่ในพื้นที่ มีการกล่าวอ้างถึงการพัฒนา และเห็นว่าการต่อต้านโรง โม่นั้นเป็นความคิดที่ล้าหลัง
ชาวบ้านได้แตกออกเป็น 2 กลุ่ม ชาวบ้านที่เห็นด้วยกับโรงโม่นั้น มีผู้ใหญ่บ้านเป็นแกนนำแขวงการทาง
ได้แจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำและนักศึกษาฝ่ายคัดค้าน

27 ก.ค. 2541 นางไพเราะ คงเพชรศักดิ์ ผู้ช่วยอุตสาหกรรมจังหวัดได้มีคำสั่งอนุญาตให้โรงโม่เปิด
ดำเนินการ

ปี พ.ศ. 2542 ในระยะนี้กรณีการเคลื่อนไหวต่อต้านโรงโม่ได้เริ่มผ่อนคลายลง เนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆ
ที่ผ่านมา ส่งผลให้โรงโม่ต้องปิดกิจการชั่วคราว เพื่อปรับปรุงแก้ไข และมีการดำเนินคดีในกรณี ที่โรงโม่
ระเบิดนอกเขตสัมปทาน ทำให้ทางกลุ่มและชาวบ้านได้เริ่มกลับมาตั้งหลักเพื่อพัฒนา กลุ่มและชุมชน
เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานของรัฐ ทำให้ชาวบ้านจำ
ต้องพึ่งตนเองให้มาก จึงได้ร่วมกันคิดและทำงาน

17 ส.ค. 2543 ชุมนุมหน้าที่ทำการอบต.ชมพู ยื่นหนังสือผ่านปลัดดุษฎี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 นำคนมาชุมนุม
สนับสนุนโรงโม่หิน และนายประนอม ริ้วงาม อบต.น้ำปาด ได้พาคนมาสมทบกับผู้ใหญ่บ้าน

18 ส.ค. 2543 กรรมการยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด โดยผ่านนาย ณัฐพล วิเชียรเพริศ หน.สนง.

8 ก.ย. 2543 ผู้ใหญ่สมบัติ บุญปู่ ได้นำผู้สนับสนุนโรงโม่ ไปชุมนุมยื่นหนังสือ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอเนินมะปรางออกมารับหนังสือ

9 ก.ย. 2543 ตัวแทนเครือข่ายอนุรักษ์ไปยื่นหนังสือต่อท่านนายกรัฐมนตรี ที่โรงเรียนเนินมะปรางศึกษา
14 ก.ย. 2543 ได้มีตำรวจมาจับกุมนาย คำตัน เวลุตัง ที่บ้านหนองหญ้าปล้อง ในคดีเมื่อครั้งปิดโรงโม่
และ มีการปิดถนนในปี 2541

15 ก.ย. 2543 ชาวบ้านทราบข่าวการจับกุมนายคำตัน จึงได้เดินทางไปศาลากลางจังหวัดพร้อมนักศึกษา
เพื่อยื่นหนังสือให้ยุติการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม และขอให้สอบสวนผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 3 ตำบล
ชมพูในขณะที่เข้าไปอยู่ในห้องทำงานของนาย ณัฐพล วิเชิยรเพริศ เพื่อรอพบ ผู้ว่าได้มีตำรวจสภอ.เมือง
เข้าจับกุม จากการเจรจาตกลงกันว่าจะมอบตัวที่สภอ.เนินมะปราง เมื่อเดินทางถึงสภอ.เนินมะปราง
ก็พบกลุ่มผู้สนับสนุนอยู่ที่สถานีตำรวจ ทางตำรวจเห็นว่า สถานการณ์เริ่มตึงเครียด เพราะมีข่าวว่า
จะมีคนของฝ่ายสนับสนุนมากันอีก จึงได้ประสานกับตชด. เพื่อนำชาวบ้านผู้คัดค้านกลับ เหตุการณ์จึง
เข้าสู่สภาวะปกติ

1 ต.ค. 2543 ชาวบ้านปักหลักชุมนุมที่ สภอ.เนินมะปราง เพื่อขอทราบรายละเอียดในการออกหมายจับ
และเสนอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ พร้อมทั้งปรึกษาหารือกันในการล่าลายเซ็นเพื่อถอดถอนผู้ใหญ่บ้าน

3 ต.ค. 2543 นางสมบัติ บุญปู่ ผู้ใหญ่บ้านได้เรียกนายเสน่ห์ บางเบิด ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมลงชื่อถอดถอน
เข้ามาต่อว่าอย่างหยาบคายที่หน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นก็ได้รุกเข้าไปต่อว่านางสาวเพ็ญพร ทองหลา
ชาวบ้านจึงได้ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับนางสมบัติ บุญปู่ และเข้ายื่นหนังสือ ต่อว่าที่ร้อยตรีปรีชา
โสตถิถาวร นายอำเภอคนก่อนที่เพิ่งย้ายออกไป เพื่อขอให้ถอดถอน นางสมบัติ บุญปู่ ออกจากตำแหน

4 ต.ค. 2543 นายพิษณุ ปลัดจังหวัดพิษณุโลกรับปากว่าจะพักตำแหน่งชั่งคราวและตั้งคณะกรรมการสอบ
สวนวินัยขั้นร้ายแรงกับนางสมบัติ และให้รอฟังคำสั่งในวันรุ่งขึ้น

5 ต.ค. 2543 รอฟังคำสั่งจากจังหวัดจนบ่ายใกล้หมดเวลาราชการ คำสั่งก็ยังไม่ออกมา ในขณะเดียวกัน
ก็มีคนของโรงโม่ปรากฏตัวที่ที่ว่าการอำเภอเนินมะปราง และปล่อยกระแสข่าวว่าพวกที่ชุมนุมสร้าง
ความเดือดร้อนแก่ผู้ที่มาใช้บริการ และมีการเตรียมการสลายการชุมนุมของชาวบ้าน โดยกดดันให้เกิด
อารมณ์ปะทุทำลายทรัพย์สินของทางราชการ เพื่อที่จะใช้กำลังเข้าจัดการ และสร้างกระแสว่าจะมีการ
ชุมนุมเพื่อต่อต้านพวกที่เข้ายึดอำเภอ ชาวบ้านได้ขึ้นไปพบนายอำเภอและนั่งรอด้วยความสงบ
แต่ปรากฏว่าไม่อยู่ ปลัดอำเภอก็ไม่ได้ให้คำตอบแต่อย่างใดต่อมานายวิจารณ์ ไชยนันท์ ผู้ว่าราชการ
จังหวัด พล.ต.ต.วสันต์ วัสสานนท์ นายเมฆินทร์ เมธาวิกุล และหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ได้เจรจา
เพื่อหาข้อยุติ

ผลการเจรจา


1.การสอบสวนนางสมบัติ บุญปู่ ให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน และจะให้ความเป็นธรรมที่สุด

2.พล.ต.ต.วสันต์ จะพูดคุยหาข้อยุติและนำเสนอผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 และจะไม่มี การไล่จับอีก

3.ทางจังหวัดจะสนับสนุนกิจกรรมของเครือข่ายลุ่มน้ำชมภู (คอลภ.) เช่น ปลูกป่า เวที มวยต้านภัยยา
เสพติด พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน กลุ่มออมทรัพย์ ทอผ้าไหม ฯลฯโดยทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขว่า ผู้ชุมนุมจะต้อง
รอฟังคำตอบอย่างสงบที่หอประชุม ซึ่งทาง กลุ่มก็ตกลงตามเงื่อนไขดังกล่าว

7 ต.ค. 2543 คณะกรรมการสอบสวนวินัย และสอบปากคำนางสมบัติ บุญปู่ พร้อมพยานที่สภต.ซำรัง
นางสมบัติ บุญปู่ ได้เข้าไปข่มขู่พยานของนายเสน่ห์ บางเบิด ซึ่งต้องให้ปากคำในวันจันทร์

8 ต.ค. 2543 นางลำพึง พยานของนายเสน่ห์ได้เข้าแจ้งความให้ตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

9 ต.ค. 2543 คณะกรรมการสอบสวนวินัยสอบปากคำนางลำพึง ปลัดอำเภอสอบปากคำนายแวะ สนใจ
กรณีทำหนังสือร้องเรียนให้สอบสวนผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนและมีการ
สอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์ การจ่ายเงินที่บริเวณหน้าโรงโม่หิน และพยานที่ เคยรับเงินมา

10 ต.ค. 2543 รอฟังคำตอบจากทางจังหวัด มีกระแสข่าวว่าชาวบ้านที่คัดค้านจะไม่ยอมเลิกรา ถึงแม้ว่า
จะ ปลดผู้ใหญ่บ้านได้ก็ตาม ฝ่ายสนับสนุนโรงโม่ได้นำชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ มาชุมนุมที่ศาลากลาง
ด้วยเช่นกัน มีการยกป้ายขับไล่นักศึกษาและชาวบ้านฝ่ายคัดค้าน รวมทั้งกล่าวหานักศึกษาว่าเป็นเหตุ
ทำให้ชาวบ้านแตกแยก เวลาประมาณ 15.30 น. ทางจังหวัดได้ส่งแฟกซ์มาที่อำเภอและแจ้งให้แกนนำ
ทราบ โดยมีนายเชาว์ เย็นฉ่ำ เป็นผู้เซ็นรับหนังสือสรุปคำสั่งว่า นางสมบัติ บุญปู่ ไม่ได้กระทำผิดวินัย
ร้ายแรงจึงให้ภาคทัณฑ์ เนื่องจากเป็นเพียงการใช้วาจาที่ไม่สุภาพเท่านั้น คณะกรรมการจึงปรึกษา
หารือกันเพื่อเคลื่อนไหวต่อ ผู้ใหญ่สมบัติได้นำผู้ชุมนุมมาประจันหน้า ที่หน้าบ้านนายอำเภอ
และมีการปราศรัยโจมตีนักศึกษา โดย เฉพาะนายพิทักษ์ ใกล้ค่ำกลุ่มผู้ใหญ่บ้าน ได้แยกย้ายกันกลับและ
ข่มขู่ว่าจะดักทำร้ายที่สามแยกซำรัง

11 ต.ค. 2543 รอพบกรรมการสอบสวน โดยมีเจตนาเพื่อต้องการทราบผลการสอบสวนและถอดถอน
ผู้ใหญ่บ้าน นายแวะ สนใจ ประธานเครือข่ายได้เข้ายื่นหนังสือ ถึงผู้ว่าฯ ขอให้เปิดเผยผลการสอบสวน
การเจรจาเริ่มตึงเครียด เจ้าหน้าที่ต้องการให้ชาวบ้านสลายการชุมนุม และรอฟังผลคดี แต่ชาวบ้าน
ไม่แน่ใจในเรื่องความปลอดภัย พร้อมทั้งขอให้มีการเจรจากับผู้ใหญ่บ้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเชิญ
ผู้ใหญ่บ้านมาพูดคุย โดยมีพล.ต.ต.วสันต์ ร่วมพูดคุย แต่ผู้ใหญ่ได้ปฏิเสธว่าตนเองไม่เคยพูดจาข่มขู่และ
กระทำตัวเป็นแกนนำผู้ชุมนุม แต่เนื่องจากชาวบ้านได้ ร้องขอให้พาไป ตนเป็นผู้นำหมู่บ้านก็ต้องพา
ไป พล.ต.ต.วสันต์ ขอร้องให้เลิกแล้วต่อกันและแยกย้ายกันกลับ แต่ชาวบ้านยืนยันที่จะสู้ต่อ

12 ต.ค. 2543 ชาวบ้านได้เคลื่อนขบวนไปที่ศาลากลางจังหวัด เข้าพบรองฯเมฆินทร์ และได้ขอให้เปิด
เผย สำนวนการสอบสวน เมื่อชาวบ้านได้ตรวจสอบพบว่า มีข้อความบิดเบือนหลายอย่าง ทั้งข้อความ
ที่บันทึกปากคำ ทั้งเทปก็มีการตัดต่อ รวมถึงหลักฐานที่เกี่ยวกับผู้ใหญ่บ้านที่ได้ยื่นให้ พิจารณาก็ไม่ได้
ยื่นให้กรรมการพิจารณาโดยตรง เห็นได้ว่าชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรม

2-4 ม.ค. 2544 ได้มีการเคลื่อนขบวนไปยังศาลากลางจังหวัด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ในกรณีที่เกิดขึ้น
และระหว่างทางได้เข้าพบป่าไม้จังหวัด เพื่อทวงถามเรื่องแนวเขตป่าสงวน แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบเนื่องจาก
ผู้ที่รับผิดชอบเดิมได้ย้ายไปแล้ว จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังศาลากลาง ในช่วงของวันที่ 4 ม.ค. 2544
ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ลงมาเจรจา เมื่อชุมนุมซักถามถึงข้อตกลง ผู้ว่าฯอ้างว่าจำข้อตกลงไม่ได้ จึงได้
เจรจากันต่อไป ในภายหลังผู้ว่าฯได้สรุปเรื่องโรงโม่ว่าจะออกประกาศเลิกกิจการและให้ขนย้ายออก
จากโรงโม่ภายใน 60วัน ส่วนกรณีถอดถอนผู้ใหญ่ ผู้ว่าฯกล่าวว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากได้ตัดสินใจ
ไปแล้ว

5-7 ม.ค. 2544 ได้มีการเจรจาอีกครั้ง พอสรุปประเด็นได้ว่าจะให้มีการสอบสวนกรณีผู้ใหญ่บ้านขึ้น
ใหม่ให้ เสร็จภายในเวลา 3 วัน (8 ม.ค. 2544) และในขณะเดียวกันก็มีข่าวว่านางสมบัติ บุญปู่ กับคน
ของโรงโม่จะมาชี้ตัวแกนนำเพื่อให้ตำรวจเข้าจับกุม พร้อมทั้งจะนำผู้สนับสนุนโรงโม่มาชุมนุมด้วย

8 ม.ค. 2544 ถึงกำหนดวันตัดสิน ทางฝ่ายผู้ใหญ่บ้านได้นำคนมาชุมนุม ต่อมาช่วงเย็นผู้ว่าได้สั่งให้ส่งคน
ไปฟังคำตัดสิน ผู้ชุมนุมไม่ยอมและเรียกร้องให้มีการประกาศ แต่ทางผู้ว่าเพิกเฉย จึงได้ร่วมกันวางแผน
เข้าพบผู้ว่าในคืนนี้ แต่เป็นห่วงว่าจะโดนตัดไฟ จึงได้ร่วมกันทำคบเพลิงเพื่อจะได้มีแสงสว่าง และอาจ
ทำให้ศาลากลางที่มืดมิดความถูกต้องชอบธรรม กลับมาสว่าง หลัง จากนั้นจึงเคลื่อนขบวนไปยังศาลากลาง
เพื่อพบผู้ว่า แต่โดนอส.สกัดโดยใช้น้ำฉีดและเข้าทุบตี จนทำให้ฝ่ายผู้ชุมนุมไม่สามารถเข้าพบผู้ว่าได้
หลังจากเกิดเหตุการณ์ได้มีข่าวว่า จะมีการจับแกนนำ จึงตกลงกันว่าต้องกลับบ้านชมภู

9 ม.ค. 2544 ผู้ว่าฯได้เข้าแจ้งความกล่าวหาแกนนำในข้อหาวางเพลิง บุกรุกสถานที่ราชการ พยายามฆ่า
และทางฝ่ายอำเภอได้พยายามสรุปประเด็นการชุมนุมว่ามีเบืองหน้าเบื้องหลัง อีกทั้งมีข่าวขู่ว่าจะฆ่า แกนนำ


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org