เสียงเพลงและตัวตนคนเขมร

วิถีชีวิตชาวเขมรแต่โบราณนั้น มีชีวิตที่เรียบง่าย ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ อาหารหลักของชาวเขมร คือ ข้าวเจ้า ปลาร้าเขมร ปลาจ่อม ปลาแห้ง ปลาย่าง ปลาต้ม น้ำพริกจิ้มผัก ผลไม้ได้แก่ กล้วย น้อยหน่า มะม่วง มะพร้าว ส่วนขนมก็หลากหลาย อาทิ ได้แก่ ขนมโชค ขนมเนียล ขนมกันตาราง ขนมกระมอล ขนมมุก เป็นต้น

ชาวเขมรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ช่วงเข้าพรรษาจะมีประเพณี “กันซง” ซึ่งเป็นประเพณีการถือศีล นำอาหารไปทำบุญ ที่วัด 8 วัน หรือ 15 วัน นอกจากนั้นยังมีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ จะมีประเพณีไหว้บรรพบุรุษ เรียกว่า ประเพณีเบ็น หรืองาน “แคเบ็น” ซึ่งตรงกับสารทไทย พิธีมงก็วลจองได เป็นพิธีสู่ขวัญแบบพื้นบ้าน นิยมจัดในงานมงคล เช่น งานมงคลสมรส ขวัญนาค เป็นต้น

พิธีกรรมมากมาย อาทิ โกนจุก ยกเสาเอก ขึ้นบ้านใหม่ หรือ พิธีมอม็วด เป็นพิธีที่ทำเพื่อหาสาเหตุการเจ็บป่วย นอกจากนั้น ชาวเขมรยังเชื่อเรื่องโชคราง ของขลัง ฤกษ์ยาม เครื่องราง

ชาวเขมรสุรินทร์ในอดีต มีการละเล่นพื้นบ้านมากมาย ได้แก่ จเรียง เป็นการขับร้องหรือแหล่กลอนสด มี เนียะจเรียง หมายถึง ผู้ขับร้อง ภาษาที่ใช้เป็นภาษาเขมรโบราณ บทเพลงเจรียงเอง มีด้วยกันหลายประเภท เช่น จเรียงนอรแกว จเรียงอาไย จเรียงซันตูจ เป็นการร้องรำ เล่นกันที่สนุกสนานของหนุ่มสาว หรือ จเรียงตรัว จะเป็นการร้องประกอบเสียงซอ จเรียงจรวง เป็นการร้อง ประกอบเสียงปี่

นอกนั้นก็มี กันตรึม เป็นการละเล่นประกอบดนตรี รำตรุษ เล่นในเทศกาลสงกรานต์ (แคแจด) รำสาก เป็น การรำประกอบเสียงดนตรี และเสียงกระทบสาก เป็นต้น

วัฒนธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนในการอยู่ร่วมกันในแต่ละสังคม วัฒนธรรมจึงประกอบด้วยระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อม กับทรัพยากร กับความเชื่อ ซึ่งถือเป็นมรดกอันล้ำค่าทางสังคม ที่สืบทอด เรียนรู้กันมายาวนาน กระนั้นวัฒนธรรมก็ไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง เป็นแก่นแกนที่อัมตะ แต่วัฒนธรรมกลับเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหว ปรับตัว เปลี่ยนแปลง ตามเงื่อนไข สภาพปัจจัย เพราะวัฒนธรรม คือระบบความสัมพันธ์ที่รองรับวิถีชีวิตมนุษย์ ซึ่งสร้างขึ้น หรือคิดค้น ตีความขึ้นมาเพื่อจัดระบบความสัมพันธ์คนในสังคม

การละเล่นพื้นเมืองต่างๆ ตั้งแต่อดีต มาจนถึงการมีกิจกรรมสมัยใหม่ อาทิ กีฬาและ ดนตรีแนวต่างๆ ตลอดจนถึงกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ ของชาวไทยเชื้อสายเขมร บ้านตะกุย อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ นับได้ว่าเป็นอีกชุดวัฒนธรรมหนึ่ง ที่ผสมผสานกันกันอย่างโดดเด่นลงตัว ในเขตอีสานใต้ ซึ่งเป็นชุมชนที่ใช้ภาษาเขมร ลาว กุย เป็นภาษาถิ่น

ตามประวัติศาสตร์วัฒนธรรมแต่โบราณ ชาวเขมรมักนิยมร้องรำทำเพลงกันในชุมชน อาทิ ในงานพิธี ประเพณี งานเทศกาลรื่นเริงต่างๆ และหรือ แม้แต่ในงานกิจกรรมวิถีการผลิต การลงแรงเก็บเกี่ยวผลผลิต ภาพของ “การร้องรำทำเพลง” จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ที่สร้างความผ่อนคลาย และกระตุ้นให้บรรยากาศการทำงานมีสีสัน ครึกครื้นอีกด้วย ดังนั้น “การร้องทำเพลง” จึงมีความหมายทั้งใน การละเล่นเพื่อบันเทิง การศึกษาถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิต กระบวนการทางสังคม และบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มวัฒนธรรมของตน

โลกปัจจุบัน เป็นโลกที่สื่อสารถึงกัน และยังซึมซับรับวัฒนธรรมของกันและกัน ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ เคลื่อนไหวและมีวิวัฒนาการของการละเล่นไปด้วย เช่น การเล่น หรือนิยมนำเครื่องดนตรีสากลมาผสมหรือมาใช้กับดนตรีพื้นเมือง ซึ่งแต่เดิมอาจจะเล่นเพลงปฏิพากย์ มีกลองที่เรียกว่า "กลองกันตรึม" เป็นหลัก แล้วเริ่มต้นด้วยบทไหว้ครู เพื่อระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระวิศวกรรม ครูบาอาจารย์ และเริ่มทักทายกัน

ส่วนเครื่องดนตรีในยุคนั้น ก็ประกอบด้วย กลอง ซอ ปี่อ้อ ขลุ่ย ฉิ่ง กรับ ฉาบ รูปแบบการร้องและการรำ ของชาวเขมร ก็มีท่วงทำนองเพลงกันตรึม กว่า 100 ทำนอง มีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่เรื่องทั่วๆไป เรื่องเกี้ยวพาราสี โอ้โลม ชมธรรมชาติ แข่งขันปฏิภาณ สู่ขวัญ เล่าเรื่อง สุขทุกข์ ระทม ตรอมใจ ฯลฯ

ปัจจุบันโลกได้เคลื่อนตัวเปลี่ยนแปลงไป ชุมชน สังคม หรือแม้แต่เยาวชนบ้านตะกุย ก็ได้ปรับตัว เปลี่ยนแปลงไปตาม เนื่องจากเยาวชน คนรุ่นใหม่ๆ ชาวบ้านตะกุย ชาวตำบลตรมไพร แม้ว่า ด้านหนึ่งก็ซึมซับศิลปวัฒนธรรมแบบพื้นบ้านดั้งเดิม แต่อีกด้านหนึ่งก็ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมอาทิ ศิลปะ ดนตรี ทั้งสากล สตริง ลูกทุ่ง จากกระแสภายนอก จากเทคโนโลยี ทำให้ดนตรีและศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านเองก็เกิดกระบวนการผสมผสาน เรียนรู้ต่อกันไปในตัว เพื่อให้เข้าและกลมกลืนกับยุคสมัย

ความชาญฉลาดอีกประการหนึ่ง คือ ชุมชนท้องถิ่นสามารถจำแนก หรือลำดับพื้นที่วัฒนธรรมไปตามความสำคัญได้อีกด้วย เพื่อให้เข้ากับ กลุ่ม วัย เพื่อให้เข้ากับสีสันบรรยากาศ ที่ชุมชนเองก็อยู่สัมพันธ์กับโลก และยุคสมัย เพราะว่าชุมชนชาวเขมรปัจจุบัน ก็เป็นส่วนหนึ่งกับกระแสโลก รับรู้แฟชั่น และดนตรีแนวใหม่ เข้าใจท่วงทำนอง เข้าใจวิธีการเล่นเครื่องดนตรีสมัยใหม่

เมื่อประมาณต้นทศวรรษที่ 30 เกิดนักร้องขวัญใจวัยรุ่นเขมร ในสไตล์เพลงกันตรึมแบบชาวเขมรสุรินทร์ ที่ผสมผสานเอกลักษณ์ทางดนตรีกับเครื่องดนตรีสมัยใหม่ ทำให้เพลงเขมรโด่งดังเปิดพื้นที่ทางสังคม เผยแพร่วัฒนธรรมชาวเขมรออกไปสู่สังคมและวัฒนธรรมอื่นๆ ต่อมาในต้นทศวรรษ 40 ก็เกิดกันตรึมร็อคคงคย ร็อคเอาะเย๊าะ หรือ กันตรึมร็อคอาเจาเยย เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบัน นอกจากกันตรึมแล้ว ยังมีบทเพลงแนวเพื่อชีวิตแบบสไตล์ชาวเขมร ทั้งวิธีคิด วัฒนธรรมออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ วงวรมัน อาทิ อะกงก๊ด ,คนสุรินทร์เหลา,พี่มันกระดุม,ออยบายเตียและอะกาแซ

สะท้อนถึงรากฐานศิลปวัฒนธรรม ความสามารถใน การละเล่น และร้องรำทำเพลงของชาวเขมร ที่มีวิวัฒนาการ ปรับตัวและคงความเป็นชาวเขมรไว้ได้

แม้ว่าคนเขมรจะเรียนรู้และเดินตามโลกอย่างไร แต่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชุมชน ยังสืบสานงานประเพณี ศรัทธาในพิธีกรรม ความเชื่อต่อบรรพบุรุษ และรู้จักนำวัฒนธรรมสมัยใหม่มาไว้ ในพื้นที่ที่ไม่กระทบทำลาย รากเหง้าทางวัฒนธรรม แต่กลับกัน ยิ่งส่งเสริมสนับสนุนให้กิจกรรมของชุมชนมีความสนุกสนาน สามัคคี และยังนำดนตรีมาเป็นกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ให้เยาวชนปลอดจากยาเสพติด และส่งเสริมให้มีกิจกรรมสร้างรายได้อีกด้วย

ดนตรีของชาวเขมร จึงไม่เพียงแต่เข้ามามีบทบาทเพิ่มเติมสนับสนุนให้ชุมชน มีทางเลือกในการบริโภคศิลปดนตรีเท่านั้น แต่กิจกรรมดนตรีของยังเข้ามาเป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชน สร้างความภาคภูมิใจแก่ตนเองและแก่ชุมชน เนื่องจากสามารถใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางอธิบายวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความรับรู้ต่อโลกสมัยใหม่ได้ด้วย

อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

20 ตุลาคม 2548