ครู 10 บาท ก้าวที่หนึ่งของโครงการแก้ปัญหาขาดแคลนครู

หลังการเปลี่ยนแปลงพัฒนาให้ชุมชนมีวิถีกลายเป็นเมือง เพราะพ่อแม่ต่างตื่นแต่เช้าเร่งรีบกับการทำงานเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว และเพื่อเก็บออมไว้วางรากฐานให้อนาคตลูกๆ ด้วยการศึกษา ในสถานศึกษาที่ดีๆ มีคุณภาพ กระนั้นบางคนโดยเฉพาะกับชุมชนชนบทห่างไกล ไม่น้อยที่ไม่สามารถหารายได้เพียงพอจำต้องให้บุตรหลานเล่าเรียนในโรงเรียนประจำหมู่บ้านของตน

ในขณะที่นโยบายกระทรวงศึกษาในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงไปมากมายเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ ดังนั้นแม้ด้านหนึ่งจะเอื้ออำนวยทั้งในด้านการบริหาร การกระจายทรัพยากร การให้โอกาสกับเด็กๆ กลุ่มใหญ่ แต่ด้านหนึ่งก็ตัดโอกาสกลุ่มเด็กๆ กลุ่มเล้กตามท้องถิ่นชนบท อันเนื่องมาจากการคำนวนบุคลากรครู และงบประมาณขึ้นอยู่จำนวนเด็กๆ

เมื่อประสานเข้ากับสถานการณ์แรงงานชนบทที่จำต้องโยกย้ายครัวเรือนไปตามสถานที่ขายแรงงาน เด็กๆ ก็ต้องย้ายตามพ่อแม่ผู้ปกครองทำให้โรงเรียนตามชุมชนชนบทล้วนเผชิญปัญหาขาดแคลนครู จนบางโรงเรียนมีครูเพียง 1 หรือ 2 หรือ 3 คน ต่อจำนวนนักเรียน 8 ชั้น คือ ชั้นอนุบาล 1-2 และชั้นประถม 1-6

โครงการ ครู 10 บาท เกิด และต่อเนื่องมาจากโครงการครูอาสา ที่ซึ่งเป็นกิจกรรมเชิงอาสาสมัครโดยมีแนวคิดหลักคือ "เป็นครูของชุมชน" โดยชุมชนให้การดูแล อาทิ ที่พัก อาหาร ในขณะที่โรงเรียนให้การสนับสนุนด้านพื้นที่กิจกรรม แต่จากการดำเนินโครงการตลอดระยะ 6 เดือน ในปี 2549 กลับพบว่า ครูอาสามีข้อจำกัด อาทิ ค่าใช้จ่ายบางอย่างเกี่ยวกับส่วนตัวของครูอาสา ค่าเดินทางตั้งต้นชีวิตหลังจากพ้นจากโครงการ และการสร้างการตระหนักเกี่ยวกับอนาคตของลูกหลานชุมชน และที่สำคัญช่องทางการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมยังไม่มี ซึ่งนำมาสู่โครงการที่สะท้อนให้เห็นการลงทุนเพื่อการศึกษา คือ ครู 10 บาท (ต่อเดือน) ในขณะเดียวกันเป็นการเปิดโอกาสให้กิจกรรมอาสาสมัครสามารถเติบโตสร้างรากฐานการให้แก่สังคม ที่เหมาะสมสำหรับคนหนุ่มสาวที่เพิ่งจบจากรั้วมหาวิทยาลัยและยังเป็นการนำความรู้คืนสู่หมู่บ้าน อีกด้วย

โรงเรียนบ้านวังหอน ต.วังอ่าง อ.ชะอวด นครศรีธรรมราช เป็น 1 ใน 5 หมู่บ้านนำร่อง ที่สำรวจพบเกี่ยวกับปัญหาเด็กๆ ขาดแคลนครู เนื่องจากอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองนครศรีธรรมราชถึง 130 กม. ซึ่ง ทีมงานไทยเอ็นจีโอ โปรเจคส์ / มูลนิธิกองทุนไทย กำลังเร่งผลักดันสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจากชุมชน โรงเรียนและโครงการอาสาสมัคร เพื่อให้เกิดโครงการขึ้นภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งหากประสบความสำเร็จสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนครูตามโรงเรียนขนาดเล็กในที่ห่างไกลได้ และได้ความร่วมมือจากภาคต่างๆ ก็จะขยายโครงการและยกระดับไปสู่นโยบายเพื่อให้ภาครัฐและภาคต่างๆ เข้ามาร่วมสนับสนุนต่อไป

สำหรับกิจกรรมนี้ นายสำอาง ไพยจิตร ประธานกรรมการการศึกษาโรงเรียนบ้านวังหอนได้สะท้อนปัญหาระบบการศึกษาและสถานการศึกษาในปัจจุบันว่า

"นโยบายการศึกษาบ้านเรามันเหมือนลูกมะพร้าวลูกนี้ มันไม่ได้งอกสักที มันจะไปงอกได้อย่างไร เพราะมันถูกยกไปนู้นที ไปโน้นที หมายถึงว่า ทั้งรัฐมนตรีเปลี่ยนใหม่ ครูเปลี่ยนใหม่ งานการศึกษาไม่ได้ปะติดปะต่อ นโยบายบางคนดีอยู่แล้ว พอรัฐมนตรี คนใหม่มา ไม่เอานโยบายคนนี้ต้องเปลี่ยนทั้งๆ ที่ดีอยู่แล้ว แต่ไม่เป็นของตนเองไม่เอา

โรงเรียนก็เหมือนกันเปลี่ยนผู้บริหารบ่อย อย่างที่เขาว่า “ตัดไม้ลายหลา ทอดผ้าป่าแล้วก็ไปเลย” มันสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริหารโรงเรียนมีวิธีคิดแบบชอบโค่นไม้ที่ชาวบ้านปลูกไว้แล้ว เพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม จึงสั่งโค่น ลายหลา หมายถึงศาลา ก็ชอบมารื้อเอาออก ทอดผ้าป่าแล้วก็ไป ก็หมายถึง ในยุคสมัยหนึ่งที่งบประมาณไม่ค่อยมี ชาวบ้าน ครู ก็จะใช้วิธีการทอดผ้าป่าหาเงิน ซึ่งครูประเภทนี้ พอทอดผ้าป่าได้เงินเสร็จก็ย้ายออกไป

มันหมายถึง โรงเรียนไม่เคยเห็นคุณค่าสิ่งเก่าๆ ถือว่าเป็นครู เป็นอาจารย์ เป็นเจ้านาย นึกอยากทำอะไรก็ทำ ตัดต้นไม้ที่ชาวบ้านเขาปลูกเขาผูกพันมานานก็มาตัดทิ้ง เพื่อสร้างทัศนียภาพในมุมมองตัวเอง ไม่ให้ชุมชนเข้ามามีกระบวนการมีส่วนร่วมเลย

สภาพโรงเรียนในปัจจุบันก็แบบนี้ ทำให้กลุ่มนักพัฒนาเอกชนทั้งหลายต้องมานั่งคิดกัน เหมือนวันนี้ ว่าจะจัดระบบอย่างไรให้แน่นอน อีกอย่างหลักสูตรทำไมต้องเปลี่ยนเยอะ นี่ถ้าไม่ช่วยกันเด็กๆ มันจะไปอยู่ที่โรงเรียนเอกชนหมด พูดแล้วมันน้อยใจเหมือนกัน ผมเป็นประธานกรรมการมาหลายปี ต่อสู้มานานมาก กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง น้อยใจเพราะเขาไม่ฟังเราเลย เขาหาว่าเราไม่มีความรู้ไม่ได้จบดอกเตอร์จากต่างประเทศ" นายสำอางว่า และเสนอแนวทางเกี่ยวกับหลักสูตรซึ่งฝากถึงครูอาสาว่าอยากให้เข้ามาช่วยอีกแรงว่า

"ก่อนอื่นอยากเด็กๆ ได้เอาความรู้มาจินตนาการมันถึงจะดีที่สุด แต่อย่าเอาความรู้มาแสดงความเห็นนะ เพราะที่เถียงๆ กันมากมายในสภา ก็มาจากความเห็นกันนี่แหละ

เรื่องหลักสูตรการศึกษาของดีที่มีอยู่แล้วในชุมชนเด็กๆ ไม่รู้ อย่างเช่นที่นี่รู้ไหมว่า ที่นี่คือป่าต้นน้ำของแม่น้ำปากพนัง ถามว่าเด็กๆ มันรู้กันไหม จะรักษาป่าผืนนี้ได้ยังไงน้ำมันไหลได้ตลอดได้ยังไง มีสมุนไพรกี่อย่าง ที่คนเมื่อก่อนใช้กันอยู่ สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของหมู่บ้านมีอะไรบ้าง แล้วจะช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของคนสมัยก่อนที่เขาอนุรักษ์ ได้อย่างไรถึงได้มีสภาพแบบนี้

ส่วนเรื่องครู ผมว่าทางนโยบาย แค่ให้โรงเรียนมีครูครบทุกชั้นเท่านั้น แล้วเด็กๆ จะเพิ่มเอง ที่เป็นอยู่เด็กๆ ไม่มีเพราะผู้ปกครองขาดความเชื่อมั่น ก็โรงเรียนมีครู 3 คน สอน 8 ชั้นเรียน มันจะสอนได้ดีเท่าโรงเรียนที่ครูเยอะๆ หรือ อย่างโรงเรียนที่ อ.ชะอวด ขนาดครูเข้าห้องหมดแล้ว ยังเหลือครูนั่งว่างๆ อีก 20 คน นั่งคุยกันอยู่ แล้วทำไมจัดสรรมาให้เราไม่ได้ ที่นี่ครูเข้าห้องหมดแล้ว ยังมีห้องเหลืออยู่อีก 3 ห้อง

โครงการครูอาสาสำหรับชาวบ้านที่ต้องรับผิดชอบเรื่องอาหารครู ไม่มีปัญหาเลยชาวบ้านดีใจที่ลูกหลานมีครู และดีใจถ้าครูๆ จะไปกินข้าวที่บ้าน ยินดีมาก เรื่อง 10 บาทต่อเดือนยิ่งไม่มีปัญหา กรีดยางเช้าหนึ่งก็พอได้แล้ว กลัวแต่ครูอาสาจะอยู่ไม่ได้ เพราะอยู่บ้านนอกมันลำบากไม่สบายเหมือนในเมืองนะ" นายสำอางกล่าว

นายตฤน สุขนวล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวังหอน นั้นให้ความเห็นว่า โครงการครู 10 บาท เป็นโครงการที่ดีมากๆ ช่วยเด็กๆ ได้มาก และเหมาะสมกับสภาพชุมชนชนบทห่างไกลที่โรงเรียนขาดแคลนครูแต่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันดี โดยเฉพาะที่นี่บ้านวังหอนซึ่งชาวบ้านให้ความสำคัญมากกับการศึกษาดูได้จากประวัติศาสตร์การก่อตั้งโรงเรียน

"โรงเรียนบ้านวังหอนเป็นโรงเรียนของชุมชนจริงๆ เพราะชุมชนสร้างโรงเรียนขึ้นมาเอง สร้างจากความลำบากของชาวบ้านของลูกหลาน ตั้งแต่ปี 2503 เพราะเขาเห็นว่าลูกหลานลำบากที่ต้องออกไปเรียนข้างนอก ก็เลยร่วมกันสร้างขึ้น ชาวบ้านมาช่วยกันออกสตังค์ จ้างครู ซึ่งครูคนแรกชื่อครู อัญญา สังข์ทอง ตอนนี้ ยังมีชีวิตอยู่นะ ก็มาเริ่มการเรียนการสอน ซึ่งต่อมาหลวงก็ส่งเงินมาสนับสนุนบ้าง แต่ต่อมาช่วงปี 2518 แถวนี้กลายเป็นพื้นที่สีแดงของพรรคคอมมิวนิสต์ ก็เลยปิดโรงเรียนไป ต่อมาเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ชาวบ้านก็ไปขอร้องราชการให้มาตั้งโรงเรียนอีกครั้ง

ทำให้โรงเรียนที่นี่กับชุมชนค่อนข้างผูกพันกันมาก โรงเรียนมีปัญหาอะไรบ้างนั้น จริงๆเรื่องอื่นๆ ไม่เท่าไหร่ แต่ที่เป็นปัญหามากจริงๆ คือขาดแคลนกำลังคน เรื่องวัสดุอุปกรณ์เราคิดว่า เรามีเพียงพอนะ เราใช้อย่างประหยัดพอสมควร เด็กๆ เราก็ใช้ได้นะถ้ามีคนมาช่วยสอน ช่วยฝึกดีๆ แต่ปัญหานั่นแหละเราขาดแคลนกำลังครู เรามีครู 3 คน รับผิดชอบทั้งหมด 8 ห้อง อนุบาล 1-2 และ ป.1-ป.6 เลยลำบากพอสมควรในการจัดการ ดังนั้น ถ้ามีกำลังคนมาช่วยหน่อย ก็จะช่วยได้มาก

กิจกรรมครูอาสา นี่ช่วยได้มากนะ เช่น ช่วยชุมชนได้มากขึ้น ช่วยดูแลเด็กได้มากขึ้น ช่วยให้เด็กมีการเรียนรู้ให้ดีขึ้น ช่วยให้การศึกษาเขาได้ดีขึ้น เพราะว่าวิธีคิดของครูที่มีอยู่ในโรงเรียนอาจจะติดกรอบข้าราชการ ดังนั้นถ้ามีคนนอกแปลกๆ มา ก็อาจจะกระตุ้นครู กระตุ้นวงการได้อีกเยอะ แล้วก็มีเวลาเยอะขึ้น

อีกอย่างก็ดีกับตัวผู้มาทำกิจกรรมเอง มาสร้างการเรียนรู้ว่าสังคมแบบนี้มันมีอีกเยอะที่เราเข้าไม่ถึง เขาก็ได้เรียนรู้ว่า ชีวิตมันมีแบบนี้แล้วเมื่อเขาได้ไปอยู่ในสังคม เขาจะมีส่วนช่วยเหลือสังคมได้ยังไงบ้าง มันเป็นการเตรียมตัวเองเพื่อเข้าไปสู่การทำงาน และการดำเนินชีวิตในระยะยาวๆ ข้างหน้านี่แหละครับ

เราไม่เรียกว่า อุดมการณ์นะ เพราะมันใหญ่เกินไป อยากจะเรียกว่ามันคือการสำนึกดี อยากมาเห็นสังคมที่ดี แต่ไม่รู้ช่วยยังไง ผมคิดว่า แค่หาโอกาสมาดูตรงนี้ สัดนิดหนึ่ง มาดูเขาอยู่ยังไง ทำยังไง ช่วยกันสักนิดเดียวพอ ครับ ถือว่า นั่นคือการเริ่มต้นที่ดีแล้ว อนาคตมันก็ยาวที่จะทำแบบนั้นได้" นายตฤนกล่าวก่อนจะเสริมเกี่ยวกับชีวิตเด็กๆ ที่นี่ก่อนจะสรุปถึงในส่วนของสังคมภายนอกว่า

"ที่นี่เด็กๆ ค่อนข้างทำอะไรด้วยตัวเองนะครับ มันเป็นวิถีของเขา จะกินข้าวเขาก็จะท่องคำขอบคุณ จำได้มั่งจำไม่ได้มั่งก็ไม่เป็นไร ถึงความรู้จะสู้เด็กๆ ในเมืองไม่ได้ แต่ผมก็คิดว่าเด็กๆ ที่นี่มีความบริสุทธิ์และสดใสกว่ามาก ทักษะชีวิตเขาก็ค่อนข้างเยอะกว่า ภาระหน้าที่ผมก็แค่พยายามให้เขาเขียนได้ อ่านออกได้ ไม่ได้คาดหวังให้เขาเก่งคณิตศาสตร์ระดับประเทศอะไร ใช้ชีวิตประจำวันได้ก็ถือว่าโอเคแล้วนะ ซึ่งจะเน้นสอนความดีมากว่าอย่างอื่นๆ แต่สังคมไทยในปัจจุบันนี้ก็ต้องทำใจนะครับผมว่า
อยากฝากถึงสังคมภายนอก ถ้าท่านสนใจกิจกรรมดีๆ อย่างนี้ อยากให้ท่านสนับสนุนให้กำลังใจ นี่เป็นอันดับแรกเลย ถ้าไม่มีกำลังอื่นๆ นะ แต่ถ้ามีกำลังช่วย ผมอยากบอกว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อยากสร้างโอกาสให้คนหันมาช่วยเหลือสังคม อยากให้ช่วยกันอาจจะเป็นงบประมาณเล็กๆน้อยๆ วัสดุอุปกรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากๆ การให้ใครคนหนึ่งออกคนเดียวมันก็เป็นภาระใหญ่ ดังนั้น ก็ช่วยๆ กันคนละบาท 10 บาท หรือเล็กๆน้อยๆ ก็ช่วยกัน หรืออุปกรณ์การเรียนการสอน ชุดนักเรียน ก็ได้ อยากให้ช่วยกันมากกว่า อยากให้ทุกๆ มือ ยื่นเข้ามาช่วย ถึงตัวเองไม่ได้มีโอกาสมาช่วย แต่ก็ส่งผ่านความหวังดี สายใยพวกนี้มาให้กันและกันนะครับ"
นายตฤนกล่าว


อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
15 กุมภาพันธ์ 2551