|
ค่ายสร้างสรรค์
ประวัติศาสตร์ชุมชนห้วยละห้า
ค่ายเรียนรู้และสร้างสรรค์ชุมชนห้วยละห้า เมื่อวันที่ 22-26
ตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็นกำเนิดค่ายรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
โรงเรียนนาตาลใต้ ตำบลนาตาล กิ่งอำเภอนาตาล อุบลราชธานี
มีนักศึกษาเข้าร่วมจำนวน 60 คน กลายเป็นค่ายสร้างของโครงการนี้
ภายใต้การสนับสนุนโดย มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม มูลนิธิประชาสังคม
กลุ่มพัฒนาสตรีกิ่งอำเภอนาตาล มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
คณะกรรมการสถานศึกษาและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอื่นๆอีกมากมาย

อาจารย์สุรสม กฤษณะจูฑะ
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า
เราเอาค่ายเป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างชุมชนกับชาวบ้าน และชาวบ้านกับนักศึกษา
อีกมิติหนึ่งคือมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)
ควรทำกิจกรรมเฉพาะจุดกับนักศึกษาบางสถาบันอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
จุดประสงค์หลักของค่ายนี้คือ ต้องการรื้อฟื้นชีวิตกิจกรรมของนักศึกษาให้งอกงามมากขึ้น
และได้เรียนรู้ชุมชน ดั่งคำที่กล่าวไว้ว่า 'ในห้องเรียนมีความรู้
ในชุมชนมีความจริง' ทุกคนมาเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
รวมถึงวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ของชุมชน ถ้าเป็นไปได้ในอนาคตอยากพัฒนาอาชีพให้กับชุมชนด้วย
นักศึกษาในค่ายมาจากหลายสถาบัน แต่ละคนมีพื้นฐานที่ต่างกันมาก
รุ่นพี่ที่เคยทำกิจกรรมมาก่อนจะช่วยรุ่นน้องในการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตร่วมกัน
เราอยากให้มีประสบการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในค่ายแห่งนี้ ประกอบกับการช่วยเหลือด้านอาหารจากชาวบ้าน
ความขัดแย้งอาจลึกมาเป็นร้อยปี
การแก้ปัญหา 3-4 วันอาจยาก เราจึงพยายามทำให้ทุกจุดประสงค์ดำเนินไปสู่การสร้างความสัมพันธ์
เนื่องจากการเรียนรู้ความสัมพันธ์ของคนในปัจจุบันยิ่งห่างมากขึ้น
หากค่ายนี้ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร
แต่เราต้องการทำให้พวกเขาเป็นพี่น้องและพิสูจน์ด้วยใจกันว่า
นับญาติและลูกหลานกันได้หรือเปล่า แรงผลักดันที่ทำให้เกิดค่ายนี้คือ
มีคนบ่นออกมามากว่า นักศึกษาไม่ทำกิจกรรม แต่มุ่งไปอีกด้านของชีวิตที่มีแต่ความฟุ้งเฟ้อ
เราคิดว่าควรให้พื้นที่แก่นักศึกษาที่คิดดี ทำดี อยากทำเพื่อชุมชนได้มีเวทีแสดงออกมากขึ้น
ซึ่งน่าจุดประกายให้คนดีๆมารวมตัวกัน ตอนผมเป็นนักศึกษาผมไม่เคยจัดงานค่าย
ครั้งนี้เป็นค่ายแรกของผมเช่นกัน
อาจารย์ธีรพล
อันมัย อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และเป็นทีมงานร่วมจัด
กล่าวว่า ค่ายนี้เป็นการปลูกฝังให้นักศึกษาได้ทำงานกับชุมชนและเป็นการทำกิจกรรมกับชุมชน
ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ได้มากที่สุด ห้วยละห้ามีปัญหาเราต้องมานั่งคุยกันเพื่อให้เขาได้ทราบว่า
จะทำอะไรให้กับชุมชนได้บ้าง แรกเริ่มเข้าใจว่าเป็นความขัดแย้งของหน่วยงานรัฐกับชาวบ้าน
แต่ลึกๆแล้วชาวบ้านขัดแย้งแตกแยกกันเอง พวกเขาจึงต้องเรียนรู้ในการคลี่คลายปัญหา
ค่ายนี้เป็นการเริ่มต้น เป็นการเปิดพื้นที่ในชุมชนครั้งแรก
งานสร้างสรรค์พัฒนาและงานชุมชนสัมพันธ์กลายเป็นหัวใจหลักในการเข้าถึงข้อมูลชุมชน
เนื่องจากเป็นค่ายที่แปลกใหม่ ในระยะแรกยังมีการหยั่งเชิงกันอยู่
บางคนมาค่ายนี้เป็นค่ายแรก บางคนมีประสบการณ์มาก่อนแต่สุดท้ายก็หลอมรวมกันได้
มีการคิดกันไว้บ้างว่าถ้าทำห้องสมุดเสร็จแล้วอาจมีการทอดผ้าป่าหนังสือเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระชุมชนต่อไป
น.ส.ศิรินันท์
สันเมืองมูล (น้ำฝน) คณะศิลปศาสตร์ สาขาพัฒนาสังคม
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กลุ่มแอบนอนเว็น กล่าวถึงความประทับใจกับค่ายแรกในชีวิตว่า
รู้สึกดีมากกับค่ายนี้ แม้จะเหนื่อยยากลำบากทั้งที่ไม่เคยจับงานก่อสร้างมาก่อน
แต่ได้เพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ชุมชนแห่งนี้ยังขาดแคลนและต้องมีการพัฒนาอีกมาก
พวกเราอยากให้มีค่ายนี้ต่อๆไป เพราะได้ทำให้เกิดเครือข่ายนักศึกษาที่ปรารถนาทำงานเพื่อสังคมขึ้นมา
รู้สึกดีที่ได้เป็นแบบอย่างให้กับรุ่นน้องในมหาวิทยาลัย
น้ำฝนมีแนวความคิดว่า ได้เห็นชาวนาแล้วรู้สึกประทับใจ
พวกเขาเป็นคนเก่ง ที่สามารถเลี้ยงคนทั้งประเทศและส่งลูกหลานเข้าเรียนได้
แต่ปัจจุบันชาวนากลับเป็นอาชีพที่ไม่มีใครอยากทำ เพราะมองเป็นเรื่องความยากลำบากทั้งที่มีวิถีชีวิต
ดังนั้นการพัฒนาประเทศให้เข้มแข็งได้ ต้องเริ่มจากการพัฒนาชุมชนก่อน
น้ำฝนกล่าวทิ้งท้ายว่า ในเมื่อเด็กๆยังต้องการความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น
การสร้างห้องสมุดในครั้งนี้จึงไม่สูญเปล่า พวกเราจะพาน้องๆมาห้วยละห้ากันอีกครั้งพร้อมกับหนังสือมาบริจาค
นายเมธี
พลศักดิ์ นักศึกษาคณะวิทยาการสารสนเทศ เอกการสื่อสารมวลชน
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ตนมาในนามของมดตะนอย
อยากมาสัมผัสสถานที่ชุมชนจริงๆ ค่ายนี้เป็นค่ายที่แปลกใหม่ซึ่งมาในรูปแบบการพัฒนา
แต่เชื่อว่ามดตะนอยทุกคนถนัดค่ายทักษะและกิจกรรมมากกว่า โดยส่วนตัวในฐานะนักศึกษาถ้าเราเห็นว่าอะไรทำให้บ้านเกิดตัวเองเจริญก็น่าทำ
ความคาดหวังของกลุ่มแอบนอนเว็น คือต้องการศึกษาวิถีชีวิตชุมชน
ทำให้เห็นว่าความเป็นชนบทยังมีเสน่ห์ การมาค่ายครั้งนี้อาจทำให้รู้ว่า
เราไม่ถนัดในการใช้แรง แต่ทำให้เราได้รู้จักตัวเอง
ได้ฝึกความอดทนและการเสียสละ คนที่ทำค่ายจะมีอุดมการณ์เดียวกัน
ขบวนการในกลุ่มเริ่มละลายเข้าหากัน ซึ่งถ้าเป็นค่ายของมดตะนอยจะเป็นรูปแบบของแง่คิด
กล้าแสดงออก
เสน่ห์ของวัฒนธรรมการกินที่นี่คือ
ข้าวปุ้น ชาวบ้านสามารถทำได้จากวัตถุดิบในท้องถิ่นมานานตั้งแต่สมัยบรรพกาลโดยไม่ถูกแทนที่ด้วย
เฟรนฟราย อย่างเรื่องบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อก่อนห้วยละห้าไม่ได้ขาดน้ำ
เพียงแต่มีแหล่งอื่นมาทดแทนจึงทำให้ผู้คนปล่อยปละละเลย ไม่เหลียวแลแหล่งน้ำเดิม
แท้จริงชาวบ้านควรนำทรัพยากรน้ำกลับมาใช้อย่างคุ้มค่า สำหรับยายไฮ
เมื่อได้เจอก็ทำให้ทราบว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่มีความรู้ทางด้านกฏหมาย
แต่รู้ว่าตัวเองเป็นคนไทยและมีสิทธิ และเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ที่ทำอะไรได้มากมาย
โดยอุปนิสัยของชาวอีสานเป็นคนมีน้ำใจ ยังมีชุมชนอีกหลายพื้นที่ๆยังรอการมาของนิสิตเข้ามาช่วยเหลือ
ในฐานะเยาวชนบ้านนอกคนหนึ่งคิดว่า ควรมีค่ายแบบนี้ในรูปแบบพัฒนาและเสริมสร้างการเรียนรู้ต่อๆไป
อยากให้ชาวบ้านประทับใจกับค่ายแรกในประวัติศาสตร์ของชุมชนที่เราร่วมสร้างด้วยกัน
นายพฤมนต์ เธียรศรีเจริญ (เดียร์)
และนายศักดา สาแก้ว (ปั๋ง)
นักศึกษาคณะวิทยาการสารสนเทศ เอกสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
กลุ่มทางดิน กล่าวว่า เราทั้งสองทำกิจกรรมมดตะนอยในมหาวิทยาลัย
ตอนแรกไม่ทราบว่าเป็นค่ายอะไร ทราบเพียงมาพัฒนาท้องถิ่นและห้องสมุด
ที่ผ่านมาไม่เคยจับงานลักษณะนี้มาก่อน ปกติกลุ่มมดตะนอยใช้การทำกิจกรรมละครเกี่ยวกับชุมชนที่ไปออกค่าย
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ต้องมาสร้าง การลงชุมชนเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ทุกคนชื่นชอบ
ทำให้เราได้ทราบสภาพความเป็นอยู่เกี่ยวกับชาวบ้านว่า เขาทำอาชีพอะไร
มีความเป็นอยู่อย่างไร ค่ายนี้เปรียบเสมือนการศึกษานอกห้องเรียนที่ดีมาก
เรื่องภูมิปัญญาชาวบ้านคือสิ่งที่กลุ่มของผมสนใจมาก โดยเฉพาะการต้มเหล้าพื้นบ้านว่าเขาต้มอย่างไร
จะได้กลับไปต้มบ้าง (หัวเราะ)
พัฒนาการภายในกลุ่มทางดิน
เริ่มมีความกล้าแสดงออกมากขึ้นเมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ
ถึงแม้เราทั้งสองไม่ได้ทำกิจกกรรมกับเยาวชนสัมพันธ์ซึ่งเป็นความถนัดเฉพาะตัว
เช่น อยากพาเด็กๆไปเล่น ร่วมร้องเพลง แต่เรากลับได้ประสบการณ์แปลกใหม่
บทบาทของนักศึกษาที่มาแต่ละคนมีประสบการณ์ที่ต่างกัน ท้ายที่สุดเราสามารถใช้ระบบการแลกเปลี่ยนกันได้ในเวลาไม่นานนัก
การออกค่ายครั้งนี้เราได้การสนับสนุนจากชาวบ้านคอยทำอาหารมาจัดเลี้ยงทุกมื้อ
แค่นี้ก็ทำให้พวกเรามีกำลังใจมากพอในการทำค่าย แม้จะอึดอัดไม่ได้พูดเรื่องยายไฮแต่เราพอเข้าใจความขัดแย้งภายในชุมชนอยู่บ้าง
ความคาดหวังของเราคือ หลังจากที่ยายไฮได้ที่นาแล้วชาวบ้านจะเข้าใจมากขึ้น
เรามาในฐานะผู้สร้างความเข้าใจอันดีกับชาวบ้าน คิดว่าต้องใช้ระยะเวลานาน
นายวันชัย
เชี่ยวชาญธนกิจ (แจ็ค) นักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์
เอกบรรณารักษ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงประสบการณ์ออกค่ายในครั้งนี้ว่า
ตอนอยู่ที่ ม.ช.ได้ทำกิจกรรมพานักศึกษาลงพื้นที่ศึกษาปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน
เป็นกิจกรรมในรูปแบบพรรคชื่อว่า ยุวธิปัตย์ โดยส่วนตัวรู้สึกว่าถนัดงานด้านสังคมมาก
เคยศึกษางานของสหพันธ์นิสิตนักศึกษา(สนนท.) และนำรูปแบบมาสานต่อเครือข่ายในภาคเหนือ
ค่ายเรียนรู้ครั้งนี้ได้ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนต่างสถาบัน
กระบวนการของค่ายนี้ที่สามารถนำไปใช้ได้ประการแรกคือ ลักษณะกิจกรรมที่ทำกันเป็นเครือข่ายต่อไปในอนาคต
ประการที่สองคือได้ศึกษาวัฒนธรรมของพี่น้องอีสาน ถือเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างภาค
สุดท้ายคือ วิธีการศึกษาข้อมูลจากชาวบ้านท่ามกลางความขัดแย้งว่าพวกเราต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
ผมมาที่อีสานเป็นครั้งที่ 2.พอเจอยายไฮรู้สึกว่าน่ารักดี
เป็นคนคุยสนุกสนาน จากการเรียนรู้ชีวิตยายไฮ ทำให้เราทราบว่าปัญหาที่ผ่านมาได้กลายเป็นบทเรียนให้กับชีวิตมากกกว่าการนั่งท้อแท้
ตอนมัธยมผมเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุด
ชอบบริการคนและคิดว่าได้อ่านหนังสือเยอะ พอเข้ามหาวิทยาลัยจึงเลือกเรียนบรรณารักษ์
พอมาเห็นห้องสมุดของน้องที่นี่ อยากเรียกว่าเป็นห้องเก็บตำราเรียนมากกว่า
มีหนังสือวัสดุเพื่อกระบวนการเรียนรู้น้อยมาก มีตำราเรียนเก่าๆไม่ถึง
50 เล่ม หนังสือบางส่วนที่โดนปลวกกิน พวกเราต้องนำมาซ่อมเพื่อให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้
พอนั่งจัดหนังสือของน้องทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศเก่าๆตอนเรียน
ป.3
น.ส.วาสนา ปะนะภูเต (นี)
นักศึกษาคณะวิทยาการสารสนเทศ เอกสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
กล่าวว่า จากการได้ทำกิจกรรมเยาวชนสัมพันธ์
ได้เห็นธรรมชาติของเด็กมากขึ้น เด็กบางคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง
บางครั้งโกรธกันจะแยกออกจากกลุ่ม แล้วกล่าว ฉันไม่เล่นกับเธอแล้ว
เธออย่ามายุ่งกับฉัน เราต้องระมัดระวังเรื่องคำพูดและเข้าถึงความรู้สึกของเด็กให้มากขึ้น
บรรยากาศตอนลงไปเล่นที่ทุ่งนาเด็กๆจะนึกว่าเราไปผจญภัยด้วยกัน
เล่นลมเพลมพัด และหาสิ่งที่เขาสนใจเช่น เอาฟางข้าวมาทำปี่ ปรากฏว่าเด็กทำไม่ได้
แล้วเขาจะเรียกร้องว่า ทำให้หน่อย
การสื่อสารกับเด็กในชนบทจะง่ายกว่าในเมือง
เพราะจินตนาการของเด็กจะไปกับเรา อย่างกิจกรรมสมุดทำมือทำให้เรา
เห็นสิ่งที่มีค่าของเขา ที่ตั้งใจค่อยบรรจงสร้างจินตนาการ ผลงานของเด็กดูยังไงก็สวย
มีรูปทรงเบสิค เช่น ภูเขาทรงมน ดวงอาทิตย์ต้องยิ้ม มีบ้าน ดอกไม้
บางคนก็วาดภาพแบบนามธรรมเห็นแล้วทึ่ง

ค่ายดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับชุมชนอีสานที่เผชิญกับผลกระทบจากการพัฒนา
ไม่เฉพาะปัญหาของยายไฮแต่รวมไปถึงความทุกข์ยากของชุมชนที่บรรดานักศึกษาจำเป็นต้องทำงานร่วมกับชุมชน
เรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านอันรวมไปถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ห้วยละห้าแห่งนี้
เพื่อเป็นแนวทางประสานรอยร้าวและการพัฒนาชุมชนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
ด้วยความเชื่อมั่นว่า คนหนุ่มสาว นิสิตนักศึกษา คือพลังบริสุทธิ์ที่สำคัญยิ่งของสังคมไทย
ค่ายนี้จึงเป็นประวัติศาสตร์หน้าแรกที่ต้องจารึกไว้..ที่ห้วยละห้า
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
3 พฤศจิกายน 2547
|