ลาไม ผืนดินสุดท้ายของการมีชีวิตอยู่

เสียงคนลาไมก้องดัง “เงินมีค่าน้อยกว่าที่ดินทำกินที่เราก่อร่างสร้างตัว เรารักบ้านจึงรักประเทศชาติได้ โจรปล้นก็ยังดีกว่าไฟไหม้ อย่างน้อยมันก็เอาไปไม่หมด เหลือบ้านเหลือแผ่นดินให้ทำกิน แต่นี่มันหมดทุกอย่าง จะลอยแพให้เราไปอยู่ที่ไหน เพื่อนมนุษยชาติต้องเอ็นดูซึ่งกันและกัน และรัฐบาลต้องเอ็นดูเราเช่นกัน”

ท่ามกลางบรรยากาศสงบแบบสวนป่า กระแสเขื่อนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ดูเหมือนหลังจากมีกรมชลประทานลอบเข้าไปขุดสำรวจพื้นที่เมื่อปี พ.ศ.2536และปลายปี2547 โดยไม่มีการถามความคิดเห็นของชาวบ้าน ไม่มีการทำประชาพิจารณ์มาก่อน เรื่องดังกล่าวเป็นที่ถกเถียงกันถึงสิทธิมนุษยชนและเป็นบทเรียนซ้ำรอย รวมไปถึงกระแสการสร้างเขื่อนที่ถูกเบี่ยงเบนจากการใช้น้ำภาคเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม ทั้งกระแสการอ้างถึงโครงการพระราชดำริฯที่ต้องรอการพิสูจน์ความจริงอย่างเร่งด่วน ชาวบ้านลาไมที่เคยเชื่อมั่นต่อหน่วยงานรัฐและปฏิบัติตามมาตลอด บัดนี้มีอะไรทำให้พวกเขาต้องขัดขืนดิ้นรนเพื่อการมีชีวิตอยู่

บ้านลาไม เป็นชื่อบ้าน ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 ตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่บางส่วนติดกับถนนสายเอเชียทางทิศตะวันออก และจดกับเขาบรรทัดทางทิศตะวันตก มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบเชิงเขาและริมแม่น้ำ มีลำห้วยหลายสายไหลผ่าน โดยเฉพาะคลองลาไมเป็นแหล่งน้ำสายสำคัญ ที่คนในหมู่บ้านนี้ได้ใช้ประโยชน์มาตั้งแต่เริ่มตั้งหมู่บ้าน เมื่อก่อนนั้นบ้านลาไมเป็นพื้นที่ป่าแก่ ภายหลังจากรัฐเข้าสัมปทานป่าไม้ออกไปแล้วก็ให้ชาวบ้านเข้าจับจองที่ทำกิน และได้รับสิทธิ์เป็นโฉนด สปก.4-01 และ นส.3

ในช่วงหลังจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ จนมีคนอพยพหลีกหนีความลำบากมาจากพื้นที่อื่น เพื่อหาที่ประกอบอาชีพ เมื่อก่อนนั้นอาชีพส่วนมากคือการทำไร่ เสร็จจากงานไร่ชาวบ้านก็พากันทำสวนยางพาราและบางส่วนทำสวนผลไม้ ปี พ.ศ.2521 ทางชาวบ้านร่วมกับหน่วยงานราชการได้สร้างโรงเรียนขึ้นมา 1 แห่ง คือโรงเรียนบ้านหนองนนทรี ปัจจุบันเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ชุมชนแห่งนี้ได้เจริญงอกงามมาด้วยการผลักดันจากชาวบ้าน จนบางครั้งอาจมีการกล่าวกันว่า “สร้างมาท่ามกลางควันปืน” เพราะที่นี่เคยเป็นพื้นที่สีแดงของพรรคคอมมิวนิสต์ จึงเป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของเมืองไทย

ลุงหนู พิทักษ์ ชาวบ้านลาไม หมู่ที่2 ต.วังอ่าง วัย 76 ปี กล่าวว่า “ลุงเกิดที่นี่มาแต่กำเนิด พ่อแม่ พี่น้องก็อยู่ใกล้กัน 18 ครอบครัว เหตุผลที่อยู่ถึงกันหมดเพื่อช่วยกันเฝ้าระวังช้างป่าที่อาจเข้ามากินพืชผล เพราะในขณะนั้นที่นี่เป็นป่าดิบ ชาวบ้านที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานก็เลือกที่จะอยู่บนพื้นที่ราบริมฝั่งคลอง ตอนอายุ 7 ปี จำต้องเดินไปเรียนที่วัดดิษฐาวราราม อ.ชะอวด เพราะเมื่อก่อนไม่มีโรงเรียนอยู่ในพื้นที่นี้เลย เมื่อเรียนชั้น ป.4 ก็ไม่ได้สอบเพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งอายุได้ 21 ปีก็บวชแล้วเลือกทหาร และต้องไปเลือกที่อ.ร่อนพิบูลย์เพราะ ชะอวดยังมีสถานะเป็นกิ่งอำเภอ หลังกลับจากเลือกทหารก็คิดหาเมีย ที่วัดใหม่ซึ่งห่างไกลออกไปมาก ในสมัยนั้นต้องหอบเอาผลหมากรากไม้เดินกันเป็นครึ่งวัน หลังจากได้ครอบครัวแล้วพี่ชายของตนก็ไปตามให้กลับมาอยู่ที่บ้านลาไม เพราะมีสวนทุเรียนเยอะมาก ประกอบกับเถ้าแก่ลิ้มซึ่งเป็นนายทุนค้าไม้กำลังเข้ามาตัดไม้สัมปทาน ก็ตัดสินใจมาปลูกขนำทำห้างอยู่ที่สวนแห่งนี้ หลังจากนั้นผู้คนก็เข้ามามากขึ้นนับตั้งแต่เหตุการณ์ 16 ตุลา

เมื่อครั้งสร้างโรงเรียนหนองนนทรีในปี 2521 ลุงกับเพื่อนๆก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผลักดัน ซึ่งมีเพียงเสากับผนังไม้ไผ่ แต่ในขณะนั้นมีคอมมิวนิสต์อยู่มาก ลุงก็ถูกทางการกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าคอมที่คอยหาแนวร่วมก่อการ ก็ถูกจับพร้อมกับเพื่อนอีก 2 คน ในขณะที่ถูกจับกุมก็บอกกับผู้กองคนหนึ่งที่เป็นหัวหน้าตำรวจตระเวนชายแดนว่า ช่วยหาหลังคาจากสร้างโรงเรียนให้ด้วย ผู้กองก็ถามว่า สักกี่ร้อย ลุงก็ว่าประมาณ 6-7 ร้อย หลังจากอยู่ในค่ายกักกัน 2 เดือนกับ 16 วันก็ถูกทางการปล่อยตัวกลับมา เหตุการณ์นี้เป็นที่มาของการช่วยเหลือจากทางรัฐเป็นครั้งแรก ชาวบ้านก็เสนอว่าโรงเรียนต้องการพัฒนา สะพานของหมู่บ้านก็ยังไม่มี ทางการจึงสั่งให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ออกประกาศในพื้นที่สีแดงนี้ว่า เราไม่ได้มารบกัน เรามาพัฒนาในพื้นที่แห่งนี้ มาช่วยเหลือกัน ใครที่หลงผิดให้ออกมามอบตัว มาพูดคุยว่าจะเอายังไง จึงมีการวางปืนกันทั้งสองฝ่าย

เรามีหลักประกันขึ้นมาแล้ว นั่นคือ กฎหมายฉบับนี้ที่ได้ให้สิทธิของเรามากมาย เช่นในมาตรา 290 เขาให้สิทธิแก่เราที่อยู่มาแต่ดั้งเดิม เราชาวบ้านต้องรักษาสิทธิของเรา ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี เขาจะละเมิดสิทธิของเราไม่ได้ เรานึกอยู่เสมอว่า ผลประโยชน์ที่ฝ่ายรัฐบาลทำขึ้นมา เขาคิดแต่เพียงให้ตัวเองร่ำรวย เราชาวบ้านจะอยู่อย่างไรก็ช่างมัน จะให้กรมชลประทานเข้ามาสร้างปัญหาขึ้นอีก เราไม่ยอมแน่นอน เราจะไม่สละแผ่นดินตรงนี้ เพราะเรารู้รักสามัคคี คำนี้เป็นคำสำคัญที่พระราชทานมา ท่านว่าให้รู้รักแล้วสามัคคีจะมาเอง รู้เขารู้เรา รู้ไปถึงครอบครัว เพื่อนๆว่าอยู่กันอย่างไร”

ชุมชนบ้านลาไมทั้งในอดีตและปัจจุบันมีความสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คนในชุมชนได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ในการเลี้ยงชีพ จากความอุดมสมบูรณ์ที่มีอยู่ในชุมชน การจัดสรรแบ่งปันความอุดมสมบูรณ์ มีกติกาในการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นพี่เป็นน้อง ชุมชนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลตามวิถีที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด ที่ดินผืนนี้เป็นผู้เลี้ยงลูกหลานในชุมชนได้เติบใหญ่ ได้รับการศึกษามาเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีกลุ่มออมทรัพย์ที่เข้มแข็ง เดิมทีสวนยางพาราบางส่วนเป็นยางพันธุ์พื้นเมือง จากเวลาที่ผ่านมาเมื่อกองทุนสงเคราะห์จากกองทุนสวนยางเข้ามา ส่งเสริมจากการปลูกยางพาราทั้งหมด ได้เปลี่ยนเป็นยางพันธุ์ดี ประกอบกับราคายางพาราในขณะนั้นมีราคาสูงจึงทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ดีขึ้น คนบ้านลาไมมีอาชีพในการกรีดยาง 90 เปอร์เซ็นต์และ 10 เปอร์เซ็นต์ทำสวนผลไม้ ในชุมชนมีรายได้จากการกรีดยางพารา ครอบครัวล่ะประมาณ 1,500-2000 บาท โดยภาพรวมของรายได้ทั้งหมดในแต่ละวันทั้งหมู่บ้านประมาณ 800,00 บาทต่อวัน

อนันต์ ด้วงแก้ว อาจารย์ประจำชั้นโรงเรียนบ้านหนองนนทรี และที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติบ้านลาไม กล่าวว่า “ผมเรียนจบจากวิทยาลัยครูยะลา ในปี 2516 แล้วก็สอบบรรจุเป็นครูในปี 2524 ผมคลุกคลีอยู่ในพื้นที่บ้านลาไมมานานมากเพราะมีญาติพี่น้องอาศัยอยู่ที่นี่ พ่อแม่ผมเป็นเกษตรกร ทำสวนทำนา ต่อมาที่บ้านลาไมมีครอบครัวและเด็กเพิ่มมากขึ้น เด็กๆต้องเดินไปเรียนอีกตำบลหนึ่งซึ่งไกลมาก โรงเรียนแห่งนี้จึงถูกผลักดันโดยชาวบ้าน ตอนย้ายมาสอนที่นี่ใหม่ๆสภาพโรงเรียนมีเพียงไม้ไผ่กั้น ในภายหลังก็ได้รับการพัฒนาจากหน่วยงานราชการ ในความรู้สึกของผมโครงการนี้ไม่ควรสร้างเลย เพราะไม่ใช่คนในท้องที่เดิมเพียงอย่างเดียว แต่มาจากคนยากจน ลำบากจากหมู่บ้านใกล้เคียงเข้ามา และพื้นที่ตรงนี้ได้สร้างโอกาสให้กับคนรับจ้างมากมาย จนทุกวันนี้ยางมีราคาสูงทำให้ชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลง เห็นได้จากบ้านทุกหลังเปลี่ยนเป็นบ้านปูนมุงกระเบื้อง กลายเป็นที่อยู่ถาวรมั่นคง วันที่กรมชลประทานมาพบกับชาวบ้านลาไม เด็กนักเรียนเข้ามาจับมือผมแล้วถามว่า ครูครับเขาจะทำอะไรกับพวกเรา ผมก็เล่าให้เด็กๆฟัง เพราะในความรู้สึกของเด็กก็ย่อมได้รับฟังจากความรู้สึกของพ่อแม่เช่นเดียวกัน”

อรปวีร์ แป้นพุ่ม เลขากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติบ้านลาไม กล่าวว่า “ตอนอายุ 11 ปีก็มาเรียนอยู่ที่โรงเรียนบ้านหนองนนทรี รุ่นแม่จะตัดต้นพ้อขาย หาของในป่าขาย ต่อมามียางพารามากขึ้น คนก็มีรายได้มากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจชุมชนดีขึ้น ในต.วังอ่าง ต้องถือว่าพื้นที่บ้านลาไมมีบ้านเรือนหนาแน่นที่สุด และทรัพยากรริมฝั่งคลองก็มาก เมื่อก่อนอยู่กันไม่กี่ครัวเรือน แต่ต่อมาก็มีคนอพยพมาจาก เชียรใหญ่ ปากพนัง หัวไทร ซึ่งเป็นคนหนีน้ำมาทั้งนั้น มีข่าวการสร้างเขื่อนจริงๆเมื่อปี 2545 ตอนที่ดิฉันทำงานเป็นประธานกลุ่มธนาคารหมู่บ้าน ก็เห็นคนเฒ่าคนแก่มาร่ำไห้และกล่าวว่า ทำพรือกันนิเหล่า เหมือนกับคนแก่กำลังหมดที่พึ่ง จากที่เคยขายขนมเลี้ยงหลานอยู่รอด 5 คนก็อาจสูญสิ้นไป เพราะเขาไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนจริงๆ มีแต่หน่วยงานรัฐที่ออกมาพูดว่า ให้เงินมากๆแล้วไปหาที่อยู่เอาเอง ซึ่งหน้าที่ของหน่วยงานรัฐต้องตอบให้ได้ว่า ชาวบ้านจะไปอยู่ที่ไหน บอกคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่มาลอยแพ”

หาญณรงค์ เยาวเลิศ อนุกรรมการด้านน้ำและแร่ กรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า “ดิน น้ำ ป่า มีความสัมพันธ์กัน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับทำงานแบบแยกส่วน มองคนละมิติ กรมชลประทานมองน้ำเป็นน้ำ กรมป่าไม้ก็มองป่าเป็นป่า นโยบายป่าไม้ที่ออกมาใหม่จึงไม่แปลกที่ถูกมองว่า ไม่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม ประกาศเขตห้ามเข้าพร้อมทำงานแบบศัตรูกับชาวบ้าน ทรัพยากรเรื่องน้ำที่ผ่านมาถูกรับเหมาโดยภาครัฐผ่านกรมชลประทาน ซึ่งมีหน้าที่ตั้งงบประมาณเสนอแผนอยู่ทุกปี แผนของกรมชลเองไม่ได้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน แม้ว่าทุกวันนี้มีการปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้วก็ตาม เรากลับพบว่าแผนบูรณาการไม่ถูกนำมาใช้ได้จริง ยังคงเห็นน้ำเป็นน้ำ วัฒนธรรมอย่างนี้เป็นสิ่งที่ควรปรับปรุงอย่างยิ่ง เพราะปล่อยให้กรมชลประทานเข้ามาสร้างปัญหากับชาวบ้าน ความเป็นจริงไม่ว่าโครงการใดก็ตามหากจะมีการสร้าง ต้องผ่านกระบวนการต่างๆตามขั้นตอน ทั้งการศึกษา EIA การทำประชาพิจารณ์ เป็นต้น

ตัวอย่างเขื่อนในประเทศไทยที่สร้างบนพื้นที่ราบ เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่มีค่าก่อสร้าง 7-8 พันล้านบาทและมีพื้นที่น้ำท่วมถึง 4 กิโลเมตร เขื่อนลำปาว เขื่อนคลองท่าด่าน สังเกตว่าการสร้างบนพื้นที่ราบมีส่วนทำให้งบประมาณการก่อสร้างถีบตัวสูงขึ้น เขื่อนลาไมเองก็เป็นเช่นนั้น และถูกเหมารวมว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพระราชดำริลุ่มน้ำปากพนัง เรื่องนี้จึงต้องทำให้ชัดเจนว่าแท้จริงเป็นอย่างไร”

หลังจากประกาศสร้างเขื่อนออกมาย่อมมีข้ออ้างว่าเพื่อประชาชน เกษตรกร ทั้งที่บทเรียนสอนไว้ว่า เขื่อนที่เสร็จกลับไปสนับสนุนภาคเมือง หรือห้างสรรพสินค้าที่ใช้ไฟฟ้าแค่คืนเดียวเท่ากับชนบทใช้กันทั้งอำเภอ แสดงว่าเป็นการหล่อเลี้ยงและเอาใจภาพเมืองโดยปล่อยให้ชาวบ้านตกอยู่ในสภาพลำบาก ถ้าแหล่งน้ำที่สร้างมาในประเทศไทยถูกแปรรูปให้นายทุนในวันข้างหน้า หรือแม้กระทั่งสิทธิการใช้น้ำภาคเกษตรที่ถูกจำกัดโดยบริษัททั้งหมด แล้วลาไมผืนดินสุดท้ายของพวกเขา จะมีทางเลือกใดอีก


พลกฤษณ์ จริงจิตร
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

26 ตุลาคม 2548