รัฐประชาธิปไตยในบทบาทสร้างเป็นธรรม กรณีปฏิรูปที่ดิน
ย้อนไปเมื่อ 3-4 ปีก่อน ขบวนการประชาชนรากหญ้า ได้ปฏิบัติการสำคัญ
คือตอบโต้ นโยบายรัฐ ในเรื่องการจัดสรรทรัพยากร อย่างไม่เป็นธรรม
โดยเฉพาะกรณี ที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของครอบครัวคนชนบท
ในเรื่องความมั่นทางเศรษฐกิจ
เหตุการณ์นั้น แม้ว่า ขบวนการชาวบ้าน ซึ่งชิงลงมือ ปฏิบัติการแทบทุกแห่ง
ทั้งพื้นที่ ภาคเหนือ จังหวัดลำพูน พื้นที่ภาคอีสาน มุกดาหาร และพื้นที่ภาคใต้
สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา และนครศรีธรรมราช จะไม่ชนะแถมถูกกฎหมายของรัฐตามเล่นงาน
กับขบวนการคนจนไร้ที่ทำกิน แต่ก็ตั้งคำถามถึง จุดยืนของรัฐว่า
มีความเป็นธรรม ปฏิบัติเท่าเทียมหรือลำเอียงและคุ้มครองกลุ่มนายทุนกันแน่?
กรณีภาคใต้
ที่รัฐให้นายทุนต่างชาติ (สัญชาติมาเลย์)
ต่อสัญญาเช่า ที่ดินทำสวนปาล์ม บางรายเกือบ 100,000 ไร่
นับว่าเป็น จุดยืนเชิงรูปธรรมที่ชัดเจน ว่า รัฐ ไม่ได้จริงใจในการปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน
ทำให้เกิดการรวมตัวของประชาชนระดับรากหญ้า ในนาม เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจนไร้ที่ทำกิน
ขึ้น เมื่อปี 2545 เพื่อทำการตรวจสอบ การให้นายทุนต่อสัญญาเช่าที่ดินทำกินขนาดใหญ่
และเพื่อเรียกร้องให้รัฐปฏิรูปและกระจายที่ดินทำกินให้กับคนจนไร้ที่ทำกิน
ท่าทีรัฐที่ดำเนินนโยบายอย่างไม่เป็นธรรมระลอกแรก นั้น เริ่มจาก
ปัญหาภาวะไร้ที่ดินทำกิน กำลังทวีความรุนแรง มากขึ้นทุกวัน เพียงลำพังรัฐ
ออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบให้กลุ่มนายทุน (ไทย)
ที่เข้ามากว้านซื้อที่ดิน แต่ล่าช้าในการออกเอกสารสิทธิ์ให้เกษตรกรก็หนักแล้ว
แต่ผ่านมารัฐให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน บนที่ดินทำกินคนไทย ในหลายๆ
รูปแบบ ยิ่งนับว่าก่อให้เกิดปัญหาเบียดขับ ให้คนจน จนตรอก ยิ่งขึ้น
มากกว่านั้น รัฐยังมีนโยบาย (มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล
นายชวน หลีกภัย มาจนถึง สมัย ทักษิณ ชินวัตร) เปิดลู่ทางให้ทุน
เข้ามากวาดซื้อได้อีก โดยเฉพาะ การออกกฎหมายให้ต่างชาติมีสิทธิ์ครอบครองกรรมสิทธิ์
และ นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ทำให้ที่ดินทำกินของเกษตรกร ถูกแปลงไปสู่มือนายทุน
ง่ายขึ้น ถูกครอบครองโดยนายทุนหนักไปอีก จนปัจจุบัน ที่ดินชายฝั่งของชุมชน
ซึ่งด้านหนึ่ง คือเหมาะสำหรับการลงทุนด้านท่องเที่ยว และจัดตั้งท่าเรือน้ำลึก
ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ถูกออกเอกสารสิทธิ์โดยนายทุนเกือบหมด
ที่ดินเพื่อการเกษตรสำคัญๆ ถูกครอบครองโดยนายทุน ไม่กี่ราย
นโยบายเศรษฐกิจ และการพัฒนา ที่นำตัวเลขการเติบโตของ GDP และ GNP
มาชูและฉายภาพ แล้วปกปิดปัญหาการตกหล่นของประชาชนคนยากคนจน ที่ถูกกระทำโดยรัฐมาตลอด
และก่อนถึงปัญหากาจัดสรรอย่างไม่เป็นธรรม แท้จริง กลุ่มคนจนไร้ที่ดินทำกิน
จำนวนมากว่าครึ่งหนึ่งก็ล้วนมาจากภาวะ ประสบปัญหาล้มละลาย เพราะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
เพื่อการส่งออกด้วย อาทิ ล้มละเลยจากอาชีพเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ล้มละเลยจากอาชีพประมงพื้นบ้าน
ล้มละลายจากการถูกยึด ถูกเวรคืนที่ดิน เพื่อสร้างโครงการขนาดใหญ่
อาทิ นิคมอุตสาหกรรม เขื่อน การสร้างเมืองมหาวิทยาลัย ศูนย์ราชการใหญ่ๆ
และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ตลอดจนการขยายตัวของเมืองใหญ่ ที่ต้องขับไล่คนจนออกไป
และการขยายตัวของครัวเรือนชนบทด้วย
ยิ่งเมื่อฝ่ายการเมืองหันมาใช้นโยบายประชานิยม ซึ่งต้องระดมเม็ดเงิน
จำนวนมหาศาลมาอัดฉีด แจกจ่าย ก็ยิ่งทำให้รัฐเร่งผลักไสคนยากคนจนออกไป
เพื่อยึดและแย่งทรัพยากรมาแปลงเป็นทุนตอบสนองนโยบาย อาทิ กรณี
ภาคใต้ ซึ่งข้อมูล เมื่อปี 2544-2545 พบว่า มีครัวเรือนไร้ที่ดินทำกินมากถึง
10.71% ในขณะที่ที่ดินภาคใต้นั้นมีจำนวนจำกัด เพียง 19.139 ล้านไร่
เท่านั้น
จากตัวเลข
ที่รัฐเอาป่าสงวนแห่งชาติ ให้บริษัทเอกชน ทั้งไทยและต่างประเทศเช่าปลูกปาล์มนั้น
รวมแล้ว อาจจะ มากกว่า 300,000 หรือ 400,000 ไร่ เช่น ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมากกว่า
200,000 ไร่ ในจังหวัด กระบี่ มากกว่า 80,000 ไร่ เป็นต้น (ข้อมูลเมื่อปี
2546) ซึ่งมีที่ดินจำนวนไม่น้อย อยู่ในเขตป่าสงวน ที่มีสภาพป่าเขายังดงดิบสมบูรณ์
แต่กลับปล่อยให้มีการบุกรุกเพิ่ม นอกเหนือจากพื้นที่ทำสัญญาเช่า
และข้อเท็จจริงทั้งหมด ก็ถูกยืนยันได้โดยการสำรวจ ดาวเทียว GPS
มาแล้ว
และจากการตรวจสอบข้อมูลเอกสาร การชำระภาษี การทำสัญญาเช่า ซึ่งกำลังหมดอายุลงหลายแปลงของ
คณะปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจนฯ ในครั้งนั้น พบว่า รัฐมิได้นำพาปัญหา
การจัดสรรการถือครองที่ดินเพื่อความเป็นธรรมและเท่าเทียมมาดำเนินการ
อย่างจริงจัง เหมือนนโยบายการเมือง ที่เคยให้ไว้ก่อนเลือกตั้ง
(ซึ่งเหมือนกันทุกๆ รัฐบาล) นำมาสู่การปฏิบัติการ ยึดที่ดิน
เมื่อปี 2545 และถูกสลายไปเมื่อ 2546 ทั้งหมดก็เพื่อเรียกร้องให้รัฐลงมา
รับทราบปัญหา และเร่งดำเนินการแก้ไข กระจายการถือครองที่ดิน จนถึงที่สุด
ขบวนการ ปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจนฯ ก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐ ปราบปรามและสลายการชุมนุม
คนจนถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และแกนนำถูกหมายหัวปลิดชีวิตโดยนายทุนอิทธิพล
นี่คือ ภาพของการไม่ได้รับความเป็นธรรม ระลอกที่ 2 จากรัฐ
บทสรุปใน ครั้งนั้น มีข้อค้นพบที่ชัดเจน ในเบื้องหลังว่า
1 ) การปล่อยปละละเลย มอบให้ รัฐ แต่เพียงผู้เดียว เป็นผู้จัดสรรทรัพยากร
เพื่อความอยู่ดีมีสุข เท่าเทียมเป็นธรรม โดยประชาชน ไม่เคยรับรู้ข้อมูล
ไม่เคยมีส่วนร่วมตรวจสอบ กำหนดนโยบาย ในทุกๆ ระดับ นั้น คือความผิดพลาด
ของระบอบประชาธิปไตย ที่รัฐดำเนินการแทนในนามกฎหมาย เพราะรัฐมักเอื้อประโยชน์ให้เฉพาะนายทุน
นักการเมือง และพวกพ้องบริวารตน
2 ) การปล่อยละเลยเช่นนี้ นำมาสู่ การเปิดโอกาสให้เกิดการบุกรุก
ทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างมโหฬาร ยิ่งเศรษฐกิจที่มีกลไกตลาดนำ
ราคาผลผลิตผันผวนสูง เกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรอง ยิ่งนำมาสู่การแผ้วถาง
บุกรุกและการคอร์รับชั่นในวงราชการสูงยิ่งขึ้น
3 ) ขบวนการภาคประชาชน ต้องมีบทบาท มีกฎหมายรองรับ ในการตรวจสอบสัญญาเช่า
การออกเอกสารสิทธิ์ และการกำหนดนโยบายปฏิรูปที่ดิน เพื่อคนจนไร้ที่ทำกิน
4 ) นอกจากนั้น รัฐ ต้องเร่งมีวาระแห่งชาติ ในการพิสูจน์สิทธิ์
การถือครองที่ดิน ทั้งประเทศ พร้อมทั้งยกเลิก จำกัด และ/หรือ ออกเอกสารสิทธิ์
เพื่อกระจายที่ดินและสร้างความเป็นธรรมธรรม ทั้ง ยึด ซื้อคืนและเจรจา
เพื่อให้ได้ซึ่งที่ดิน สำหรับแจกจ่ายให้กับประชาชน และหามาตรการป้องกัน
อำนาจตลาดเข้ากว้านซื้อที่ดินคนจนด้วย
5 ) การคุกคาม สิทธิเสรีภาพ ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ต่อคณะทำงานปฏิรูปที่ดิน เพื่อคนจน หรือ ขบวนการประชาชน ที่เรียกร้องหาความเป็นธรรม
จาก รัฐนั้น รัฐจะต้องคุ้มครอง
เกือบ 5 ปีแล้ว ที่ขบวนการปฏิรูปที่ดิน เพื่อคนจนเงียบหายไป ทำให้ข่าวสาร
การไล่รื้อการออกเอกสาร สิทธิ์ ตรวจสอบ ข้อเท็จจริงการทำสัญญาเช่าที่ดิน
และเผยแพร่สู่สาธารณะ ของขบวนการคนจนไร้ที่ดินทำกิน ก็เงียบหายไป
ทั้งๆ ที่ นี่คือกระบวนการสำคัญของภาคประชาชน ในการตรวจสอบวิจารณญาณของรัฐ
ในการดำเนินนโยบาย การจัดสรรทรัพยากร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยลุกขึ้นบุกยึดที่ดินนายทุนอย่างกล้าหาญ
เพราะออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ หรือที่รัฐให้นายทุนทำประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม
วันนี้ สถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะกลไกรัฐ กำลังเผชิญหน้ากับภาวะ
การแย่งชิงอำนาจกันของ 2 ขั้ว ความคิด จนอำนาจรัฐระส่ำระสาย ยิ่งส่งผลให้คนจน
ที่รอคอยการเข้ามาจัดสรรที่ดินทำกิน ถูกละเลยหลงลืมและจะถูกลืมไปอีก
ไม่รู้กี่ปี กี่สมัยรัฐบาล ซึ่งสำหรับชาวบ้านบางกลุ่มที่รอคอยไม่ไหว
ลุกขึ้นปฏิบัติการกันเอง อย่างท้าทายกฎหมาย ก็ถูกปราบปรามอย่างโหดร้าย
แต่กระนั้น ก็เชื่อว่า ไม่นานถ้าความไม่เป็นธรรมเช่นนี้ยังมีอยู่
ขบวนการประชาชนจะลุกขึ้นอีก เพราะรัฐในระบอบประชาธิปไตย มีหน้าที่จัดสรรความเป็นธรรม
ความเท่าเทียม และปกป้องคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ผู้ซึ่งมอบฉันทมติให้รัฐ
และรัฐบาลได้ หรือ ไม่ ??? ........
(หมายเหตุ : ข้อมูลจาก เปิดโปง ความจริงการตรวจสอบสัญญาเช่าสวนป่า
โดย เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจนภาคใต้ ศยามล ไกยูรวงศ์ บรรณาธิการ)
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
20 มิถุนายน 2549
|