Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง
เกาะเหลา - ฉันยังอยู่ที่นี่... เพื่อเธอ (การพัฒนาที่ยั่งยืน)

บางคนเชื่อว่า “ภัยพิบัติธรรมชาติ” คือ บทโทษของพระเจ้าต่อมนุษย์ผู้ทำลาย โดยแสดงอาการพิโรธออกมาให้บรรดาคนตัวเล็กตัวน้อยได้รับรู้พิษสงบ้าง แม้จะนานๆ ครั้งก็ตาม แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นการเอาคืนจากธรรมชาติอย่างสาสม เนื่องจากได้สร้างความสูญเสียต่อชีวิต และทรัพย์สินมวลมนุษยชาติเป็นอย่างมาก แม้ในทางวิทยาศาสตร์จะมองว่า มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่เลือกว่า ชนชาติใด ภาษาใด ซึ่งนับวัน ความถี่ และความรุนแรงของภัยพิบัติเหล่านั้น จะทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ดังเช่น เหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กีสถล่มที่ประเทศพม่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศจีน และเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มในแถบทะเลอันดามันเมื่อ 3 ปี ก่อน

เมื่อภัยพิบัติเหล่านั้นได้มาเยือน น้ำใจจากมวลมนุษย์ที่หลั่งไหลมาเยียวยาบาดแผล ก็ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ไม่แพ้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้น หลายคนคงจดจำ เหตุการณ์พลังคลื่นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ ที่หลั่งไหลลงสู่ภาคใต้ของไทย อย่างไม่ขาดสายและไม่เคยมีมาก่อนได้ โดยสิ่งที่เดินทางไปพร้อมๆ กับหัวใจของเหล่าอาสาเหล่านั้น คือ สิ่งของ เงิน องค์ความรู้ จากผู้คนที่มากหน้าหลายตา หลากหลายองค์กร ผ่านโครงการต่างๆ เช่นฟื้นฟูแหล่งทำกิน ส่งเสริมอาชีพ และกลุ่มสหกรณ์ เป็นต้น

แต่ในปัจจุบันจำนวนคนทำงานในพื้นที่ดูเหมือนจะกำลังเลือนหายไปพร้อมๆ กับความทรงจำของคนในสังคม 3 ปี เศษๆ ที่โครงการต่างๆ ได้ดำเนินกิจกรรมภายในพื้นที่ บางกิจกรรมก็เป็นรูปเป็นร่างแล้วจนคนในชุมชนสามารถที่จะต่อยอด พัฒนากิจกรรมไปได้เอง ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายกิจกรรมที่ยังต้องการการฟูมฟัก และการเยียวยาจากโครงการฯ อยู่เป็นจำนวนมาก

โครงการ “กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเยาวชนในชุมชนเกาะเหลา”
เป็นอีกหนึ่งโครงการหนึ่งที่ช่วยสร้างสรรค์เยาวชนไทย ให้มีความรู้ มีจินตนาการ กล้าคิด และกล้าแสดงออก โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล และเคยได้รับผลกระทบอันบอบช้ำจากภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิเช่นนี้

แม้โครงการดังกล่าวเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นการสวนกระแสกับโครงการอื่นๆ ที่เคยเข้ามาให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มถอนตัวเก็บประเป๋าออกจากพื้นที่ไปบ้างแล้ว ด้วยเหตุผลนานับประการ

“เกาะเหลา” เป็นเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่เหนือน่านน้ำไทยพม่า เขตจังหวัดระนอง ชุมชนในเกาะเหลาประกอบไปด้วยประชากร 2 กลุ่ม ได้แก่ “กลุ่มคนไทย” อาศัยอยู่บริเวณเกาะเหลาใน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธและอิสลาม ส่วนบริเวณเกาะเหลานอกเป็นที่อยู่อาศัยของ “กลุ่มมอแกน”

นางสาวบุญทริกา แก้วจุมพล หรือ “บุญ” คือ หญิงสาวร่างบาง ที่คลุกคลีทำงานกับชุมชนด้วยความแข็งขัน และเธอคือผู้ดูแลโครงการดังที่กล่าวมาในข้างต้น และยังได้เล่าที่มาที่ไปให้ฟังว่า แต่เดิมโครงการต่างๆ ที่ลงมาทำงานในพื้นที่ (ที่เกี่ยวกับสึนามิ) มีอยู่หลายองค์กร เช่น มูลนิธิเด็ก แอคชั่นเอดส์ กระจกเงา และองค์กรอื่นๆ ด้วย งานต่างๆ เช่นส่งเสริมทักษะอาชีพ ฟื้นฟูแหล่งทำกิน การรวมกลุ่มสหกรณ์ต่างๆ แต่พอครบระยะเวลา 3 ปี โครงการส่วนใหญ่ก็เริ่มทยอยปิดตัวลง แต่ในส่วนงานที่เธอรับผิดชอบ เธอกล่าวว่ายังมีงานบางส่วนที่ควรจะเดินต่อไป ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่นการเชื่อมโยงงานยังไม่เป็นเนื้อเดียวกัน และมีเงินทุนที่เหลืออยู่บางส่วน

“เคยมาช่วยอบรม และทำกระบวนการกับชาวบ้าน เกี่ยวกับเด็ก เลยลงพื้นที่นี้มาจัดกระบวนการให้เด็กๆ ต่อมาก็ขอพี่เบ้ มาทำเองเลย”

เธอเล่าว่า แรกเริ่มเดิมที นายปุณพจน์ ศรีเพ็ญจันทร์ หรือ “พี่เบ้” (เพื่อนร่วมงานในช่วงที่อยู่โรงเรียนแม่มูลยั่งยืน) เป็นคนริเริ่มโครงการก่อนต่อมาจึงเกิดความสนใจและขอรับผิดชอบโครงการในพื้นที่ด้วยตนเอง โดยกิจกรรมหลักของ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นส่วนของโรงเรียนโดยการคิด และพัฒนา หลักสูตรท้องถิ่น ส่วนที่ 2 คือการพยายามเชื่อมโยงชาวบ้านชุมชน ซึ่งทางโครงการเลือกการนำเอากิจกรรม ผลผลิต ที่เด่นๆในชุมชน เช่น การทำกะปิ และปลากระชัง มาเป็นตัวประสานกลุ่มชุมชน แต่ช่วงหลังประสบปัญหาเรื่องทรัพยากรอยู่บ้าง ส่วนที่ 3 ก็เป็นเรื่องเด็ก และเยาวชน

“เกาะเหลานอก ก็จะมีมอแกน ส่วนที่นี่ เกาะเหลาใน เป็นมุสลิมกับ ไทยพุทธ เกาะกำ คนไทยเชื้อสายจีน เกาะหาดทรายขาว ก็จะมีกลุ่มคนไทยอพยพ เด็กทั้ง 4 ชุมชนมาเรียนอยู่ที่นี่”

แม้จะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่บรรดานักเรียนในโรงเรียนบ้านเกาะเหลา เรียกไว้ว่า มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง การสื่อสารก็เป็นปัญหา โดยเฉพาะภาษาไทย ความคิดเกี่ยวกับภาคสังคมก็ยังมีน้อย เนื่องจากส่วนใหญ่วิถีชีวิตชาวบ้านจะอยู่ที่การทำมาหากิน จึงเป็นที่มาของการร่างหลักสูตรท้องถิ่น เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีการดำรงชีวิตประจำวัน การหาอยู่หากินด้วยการพึ่งพิงธรรมชาติเป็นหลัก ซึ่งระยะนี้ยังอยู่ในช่วงการรวบรวมข้อมูลเพื่อที่จะร่างหลักสูตรใหม่ในเทอมหน้า ส่วนงานเด็กและเยาวชนในพื้นที่ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างบ้างแล้ว โดยการจัดตั้งเป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนขึ้นมาจากการจัดค่ายเด็กฯ ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการพัฒนาศักยาภาพเด็กไปในตัว

“ความรู้สึกที่สะสมมายาวนานคือ เด็กมอแกนยังรู้สึกว่าเขาด้วยกว่า คือ มันอาจจะเกิดเองโดยธรรมชาติอยู่แล้วว่า ตัวเองรู้ไม่เท่าทันเขา พอเห็นว่าเด็กไทยมันเล่นอย่างนั้นอย่างนี้เป็น แล้วตัวเองไม่เป็น ก็ทำให้ตนเองรู้สึกด้อยกว่า ไม่ชอบอยู่กับคนหมู่มาก แต่การที่มีคนเข้ามาในพื้นที่มันอาจจะทำให้เขาได้พัฒนาตัวเอง รู้เท่าทันมากขึ้น” บุญทริกา กล่าวถึงข้อดีจากการเปิดพื้นที่ให้เด็กมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม โดยผลที่ได้คือ เด็กมีความตื่นตัวสูง โดย จะมีพี่เบ้ ปุณพจน์ช่วยในการประมวล วิเคราะห์ ภาพรวมการทำงาน ส่วนคนทำงานหลักในพื้นที่มีเธอเพียงคนเดียว และข้อจำกัดสำคัญของโครงการก็เป็นในเรื่องของเวลา เพราะระยะเวลาโครงการที่เสนอไว้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นเอง

ภายในระยะเวลา 3 ปีหลังเหตุการณ์สึนามิ พบว่าความช่วยเหลือ และบรรเทาทุกข์จากองค์กรต่างๆ ในเกาะเหลา และพื้นที่ประสบภัยอื่นๆ คงมีสภาพไม่ต่างกัน คือ ความช่วยเหลือเริ่มส่งสัญญาณแผ่วเบาลงทุกขณะแล้ว หากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการที่ชุมชนมีความเข้มแข็ง ถูกยกระดับสู่ความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้โดยลำพังก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาหากมองในด้านดี ความช่วยเหลือจากผู้คน และองค์กรต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาในภาวะวิกฤติ อาจทำให้ชาวบ้านได้รู้จักคนภายนอกมากขึ้น เด็กๆ ได้สัมผัสผู้คนมากขึ้น กล้าคิด กล้าแสดงออก

“แต่มุมมองความเห็นที่แตกต่างกันก็มีอยู่เยอะนะ ต้องมองถึงผลกระทบ หรือในด้านที่ไม่ดีด้วย” บุญทริกา เกริ่นถึงปัญหาการทำงานในพื้นที่ว่า บางครั้ง... คนภายนอกเองก็มีส่วนทำให้ชุมชนได้เกิดความขัดแย้งโดยไม่ได้ตั้งใจ และให้ข้อเสนอว่า

“ถ้าเกี่ยวกับองค์กรภายนอก ควรทำอย่างไรก็ได้ให้ชาวบ้านหันมาร่วมมือกัน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เพราะคนภายนอก (อาจเป็นเฉพาะบางคน) ก็มีส่วนทำให้ชาวบ้านมีความคิดไปคนละทาง คิดไปคนละอย่าง ควรเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านได้ทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง ด้านดีเรามองเห็นนะ หลักๆ ที่นี่มีองค์กรภายนอกลงมาบ่อย แต่พอคนภายนอกเข้ามา เอาวัตถุ เอาเงินเข้ามา ถ้าการจัดการไม่ดีพอ ปัญหาอื่นๆ ก็จะตามมา ทะเลาะกัน มันก็มีส่วนทำให้มองภาพขององค์กรในทางที่ไม่ดี”

เธอบอกว่าถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว คนที่เข้ามาในพื้นที่ทีหลังจะทำงานลำบากขึ้น เพราะคนอาจจะมองว่าคุณเขามาจะมาสร้างปัญหาอีกรึเปล่า?

อย่างน้อย โครงการ กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเยาวชนในชุมชนเกาะเหลา และโครงการอื่นๆ ที่ยังดำเนินอยู่ ก็เป็นบทพิสูจน์ความตั้งใจทำงานของคนในพื้นที่ๆ ที่อยากจะเห็นชุมชนเกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง เพราะถ้าโครงการสามารถเชื่อมโยงทั้ง เนื้อหาทั้ง 3 ส่วนที่วางไว้ เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน หลักสูตรท้องถิ่น เชื่อมโยงไปถึงชุมชน รวมทั้งกลุ่มเด็กและเยาวชน ที่เป็นความหวังของสังคมผูกโยงไว้ด้วยกันแล้ว ย่อมก่อเกิดชุมชนที่เข้มแข็งและมีศักยภาพในอนาคต และเธอยังกล่าวทิ้งท้ายในฐานะผู้มาใหม่ ว่า

“คนที่เข้ามาความคาดหวัง ก็ยังมีหวัง อย่างน้อยในมิติความร่วมมือกันในส่วนของลูกหลาน ระยะเวลาแค่ปีเดียว อาจทำอะไรได้ไม่มากก็ตาม”

เมื่อภัยมา เงินทุนก็มา คนทำงานก็เข้ามามากมาย โครงการนับร้อยๆ ถาโถมใส่หมู่บ้านและชุมชน แต่นั้น....มันก็ผ่านไปหมดแล้ว เพราะแหล่งทุนหรือองค์กรต่างๆ เข้ามาอยู่ในพื้นที่ก็เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่ช้าไม่นานก็คงต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านลาจากกันไป ต่างจากคนในชุมชนที่ต้องอยู่อาศัยในพื้นที่ตราบชั่วลูกหลาน ดังนั้น “เหตุการณ์สึนามิและความช่วยเหลือหลังเหตุการณ์” น่าจะเป็นของขวัญราคาแพง ที่เปลี่ยนวีถีผู้คนกลายเป็นชุมชนที่พัฒนาขึ้น เข้มแข็งขึ้น ทดแทนความสูญเสียที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เป็นสิ่งที่ดีไม่น้อย ทีเดียว เพราะอย่างน้อยที่สุด ภัยจากคลื่นสึนามิก็ยังมีคุณูปการที่คุ้มค่าให้กับชุมชน แต่ถ้าหากการเข้ามาช่วยของ "คนแปลกหน้า" นั้น สร้างรอยร้าวฉานให้กับคนที่อยู่ ก็คงไม่ต่างอะไรกับการสร้างรอยแผลใหม่...ซ้ำรอยแผลเดิม

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

4 มิถุนายน 2551

สนใจ ลงโฆษณา กับ ThaiNGO.org
ดูรายละเอียดที่นี่...
ThaiNGO Columnists
มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
6 Board
ประชาสัมพันธ์ งานกิจกรรม (Activities Board)
สมัครงาน หางาน (Jobs Board)
ร่วมปันน้ำใจ ให้สังคม (Charity Board)
ซื้อขาย แลกเปลี่ยน (Classifieds Board)
แหล่งทุน หาทุน (Grant Board)
กระดานสนทนา (ThaiNGO Webboard)






Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: 66 (0) 2318 3959 , 66 (0) 2314 4112 , 66 (0) 2314 4113 Fax: 66 (0) 2718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org