เปิดค่ายผู้ลี้ภัย "มองหาชีวิต"

"มองให้เห็นความจริงของชีวิตที่อาศัยแผ่นดินคนอื่นหายใจ"

การพูดถึงผู้ลี้ภัยทั้งในฐานะเพื่อนมนุษย์และในฐานะเพื่อนบ้านที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์นั้น บางทีก็มองกันตามกระแสบ้าง บางทีก็มองอย่างเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันบ้าง ทั้งที่ชีวิตคนทุกคนมีรัก มีฝัน มีผูกพันแผ่นดินไม่ผิดแผกแตกต่างกัน

ผู้ลี้ภัยคือใคร คือประชากรของรัฐอื่น ที่หนีจากการสู้รบ การเข่นฆ่ากันภายในรัฐของตน มาอาศัยหลบภัยในรัฐไทย ในฐานะเพื่อนมนุษย์ มนุษย์ที่ต้องมีหลักเมตตาธรรมคอยช่วยเหลือกัน ดังนั้นการช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือผู้ลี้ภัย จึงเป็นบรรทัดฐานของมนุษย์ทุกชาติทุกเหล่า เผ่าพันธุ์พึงมีเมตตาต่อกัน

เนื่องจากประเทศไทยมีพรมแดนติดกับประเทศต่างๆ ถึง 4 ประเทศ และ 2 ในประเทศ ยังมีปัญหาขัดแย้งอยู่ โดยเฉพาะพม่า ประเทศที่มีชนกลุ่มน้อยหลากหลายมากที่สุดประเทศหนึ่ง ยังคงคุกรุ่นกับการต่อสู้ระหว่าง
ชนกลุ่มน้อยที่ต้องการอิสระกับรัฐบาลพม่า

ซึ่งการรบนั้นมีแพ้มีชนะ เมื่อแพ้การล่าถอยหนีเอาชีวิตรอดก็ย่อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่ง และในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยเท่านั้นที่มั่นคง ใกล้ และเปิดรับมากที่สุด เมื่อเข้ามาแล้วและเชื่อมั่นว่า ประเทศนี้ให้ความปลอดภัย
ได้ แน่ แต่ในความจริง ตรงนี้ ชีวิตเขาอยู่กันอย่างไร มีแต่อ้อมแขนที่อบอุ่นหรือมีแต่กำมือปีศาจคอยข่มเหงรังแก โลกภายนอกยากนักจะรู้ได้ เพราะชีวิตผู้ลี้ภัยคือชีวิตที่ไร้ราคาที่สุดบนแผ่นดินที่เรีกว่า
"ค่ายผู้ลี้ภัย"...

สำนักข่าว thaingo หยิบประเด็นใหญ่ เปิดประตูค่ายผู้ลี้ภัย เพื่อดูและ
ฟังชีวิตเพื่อนบ้านที่รอนแรมมาพักพิงหลบภัยนับ 10 ปีแล้ว ว่าพวกเขาอยู่และ
มีชีวิตกันอย่างไร นางสาวพรสุข เกิดสว่าง ผู้ประสานงานจากโครง
การเพื่อนไร้พรมแดน
ได้เปิดประตูค่ายฯให้ทีมงาน thaingo ฟังถึง
ที่มาที่ไปของค่ายฯ ลี้ภัยว่า

"ตอนนี้ในประเทศเรามีผู้ลี้ภัยประมาณแสนกว่าคน เป็นค่ายที่จดทะเบียนกับทางมหาดไทยอย่างเป็นทางการ
ประมาณ 10 แห่ง ส่วนความช่วยเเหลือทั้งหมดเรื่องอาหารที่พัก แล้วก็เสื้อผ้า อะไรเหล่านี้ จะอยู่ในการดูแล
ของเอ็นจีโอต่างประเทศ รัฐบาลไทยจะดูแลเฉพาะเรื่องสถานที่เป็นหลัก ที่สำคัญเอ็นจีโอต่างประเทศ
ที่เข้ามาดูแลทั้งหมดจะต้องจดทะเบียนกับมหาดไทยด้วย แล้วก็ต้องตกลงกันเป็นปีๆว่าจะต้องช่วยเหลือกันเท่านั้น
เท่านี้ เช่น อาหาร ยารักษาโรค ข้าวสาร ปลาร้า เกลือ ถั่วเหลือง น้ำมัน เท่านั้นพอแล้ว จะให้ดีกว่านี้ไม่ได้ ....

หากถามว่า เขาออยู่ยังไง ก็ต้องตอบว่า สภาพชีวิตเขาจริงๆ เขามีกินน่ะ มีเพราะ องค์กร NGOs มาแจกให้ ...ให้อย่างไร ?.. ความจริงชีวิตคนซึ่งต้องมาอยู่ในสถานที่
ซึ่งปิดกั้นอย่างนี้ ถึงมีกินก็กินของเดิมๆซ้ำๆ ตลอดปีและกินอย่างนี้มาหลายปี เขาจะสุขได้หรือ อีกทั้งห้ามออกไปไหน ต้องถูกจำกัดบริเวณ ห้ามทำงานรับจ้าง ห้ามออกไปข้างนอกค่าย

ยกเว้นเมื่อป่วยหนัก ซึ่งเอ็นจีโอจะเป็นผู้พาไปโรงพยาบาล เพราะในค่ายฯ เขาจะมีคลินิกประจำคอยช่วยเหลือกัน
อยู่แล้ว แต่ถ้าป่วยหนักจริงๆ เอ็นจีโอก็จะเป็นผู้พาไปและรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้
ก็คือข้อเท็จจริง ที่ผู้ลี้ภัยดำรงอยู่ ซึ่งเวลารัฐบาลจะพูดออกสื่ออะไรอย่างนี้ ก็จะบอกว่ารัฐบาลใช้งบประมาณจ่าย
ค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้ลี้ภัย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว รัฐบาลไทยอาจจะเสียในด้านบุคลากรมาทำการรักษาให้หรือ เจียดเวลาหมอมาช่วยรักษา แต่นั่นไม่เกี่ยวกับตัวเงินเลย เขามีเงินจ่ายค่ารักษา ส่วนเงินที่รัฐบาลไทยต้องจ่ายจริงๆ คือเงินค่าจ้าง อาสาสมัคร(อส.) ในการดูแลค่ายผู้ลี้ภัย "

นางสาวพรสุข กล่าว ก่อนจะพูดถึงว่าแล้วเด็กๆ อยู่อย่างไร การจัดระบบการศึกษา และให้สิทธิเด็กในค่ายผู้ลี้ภัย
ได้เรียนภาษาไทยนั้น นางสาวพรสุขกล่าวว่า

"ความจริงการเข้ามาเรียนในโรงเรียนไทยนั้น มันเป็นไม่ได้อยู่แล้ว เพราะรัฐจะไม่ได้อนุญาต
ให้ออกมาข้างนอกเลย ที่อนุญาตก็แค่ให้มีการจัดการศึกษากันในค่ายฯ ในระดับเบื้องต้น ตามสิทธิเด็กที่ควรได้รับการศึกษาพื้นฐาน ซึ่งก็จะอนุญาตให้เรียนเฉพาะภาษาและวัฒนธรรม
ของตน แล้วก็มีเอ็นจีโอเข้าไปช่วยเหลือบ้างแต่ที่นี่ การสอนภาษาไทยก็ยังเป็นปัญหา อยู่บ้าง ปัญหานี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของกฎหมายหรอก

น่าจะเป็นความคิดของเจ้าหน้าที่รัฐเองมากกว่า ที่คิดว่าการสอนภาษาไทยนั้น จะทำให้พวกเขาอยู่กันนานขึ้น ไม่อยากกลับบ้านตัวเอง ก็เลยไม่ให้สอนภาษาไทย เด็กๆที่นี่เลยพูดไทยกันไม่ค่อยได้ ด้วยเหตุผลกลัวจะอยู่นาน อยากอยู่ที่นี่ต่อหรือแม้แต่เรื่องอยู่สบายก็ไม่ได้ เพราะถ้าอยู่กันสุขสบายเดี๋ยวจะอยู่กันนานอีก เพราะฉะนั้นทุกอย่าง จะต้องอยู่อย่างจำกัด จะได้ลำบากมากๆ เพื่อจะได้นึกอยากกลับไปบ้านเร็วๆ

ส่วนปัญหาที่มักจะมีการกล่าวกันว่าค่ายผู้ลี้ภัย คือแหล่งซ่องสุมกลุ่มโจร ออกมาก่ออาชญากรรมทำความเดือดร้อน
ให้แก่คนไทย ทั้งที่ความจริงมันเป็นไปได้ยากมาก เพราะว่ามีเจ้าหน้าที่ อส. มีคณะกรรมการค่ายฯ มีคนเอ็นจีโอ
เวรยามเข้าออกตลอดเวลา แต่ถ้าจะมีอย่างกรณีที่ว่ามาบ้าง ก็คือคนในค่ายฯมันมีจำนวนเป็นหมื่นๆคน ก็อาจ
จะมีสักคนหนึ่งแอบออกมา แล้วไปขโมยผักชาวบ้านคนไทยกิน อย่างนี้อาจจะเป็นไปได้บ้าง เพราะกรณีนี้เคยมีอยู่ มันเป็นเรื่องปกติของชุมชนต่างๆ ที่มันอยู่ด้วยกันมากๆ ก็จะมีกรณีแบบนี้ขึ้น แต่ขนาดถึงกับเป็นการซ่องสุมโจร
หรือการขายยาเสพติด อย่างนี้ มันไม่มีหรอก เพราะเขาไม่มีเงิน ไม่สิทธิใดๆ เลย ในแผ่นดินไทย

แต่ก็ยอมรับว่า หลายๆครั้งมีคนเข้าใจกันว่า ผู้ลี้ภัยเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน
ในพื้นที่มาก ตรงนี้อยากขอทำความเข้าใจก่อนว่า ค่ายฯเล็กๆ ที่เคยมีตั้ง 32 แห่ง ทั่ว
ประเทศไทย มันถูกยุบมารวมกันเหลือ 10 แห่ง เมื่อรวมกันเข้า ขนาดมันก็ใหญ่ขึ้น การดูแลควบคุมมันก็เข้มงวดมากขึ้น ปัญหาที่เกิดตามมาคือ เมื่อขนาดมันใหญ่ขึ้นก็จะส่ง
ผลกระทบต่อพื้นที่ในบริเวณนั้นมากขึ้น

สภาพดินหรือน้ำที่จะใช้ร่วมกันมันก็มีผลกระทบมากขึ้น อาหาร ปกติก็ให้กินแต่ข้าว เกลือ ถั่วเหลือง ปลาร้า และน้ำมันนั้น มันก็เริ่มเบื่อ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะกินของแค่นี้ตลอด 10 ปี เขาก็พยายามหาผัก ปลา ตามป่า ตามเขากินบ้าง

ซึ่งปัญหานี้ ชาวบ้านต้องจับเข่าคุยกันกับผู้ลี้ภัยบ้าง อย่างค่ายฯแม่กองคา ก็มีการตกลงกันแล้วว่า พื้นที่นี้ ให้ผู้ลี้ภัย
เก็บกิน พื้นที่นี้ให้ชาวบ้านเก็บกิน ส่วนพื้นที่นี้ห้ามใครเก็บเป็นต้น ก็จะตกลงกันอย่างนี้ ถ้ามีใครฝ่าฝืนก็มีคณะ
กรรมการค่ายฯทำโทษกันไป ด้วยเหตุนี้จึงค่อนข้างอยู่ด้วยกันได้ ความขัดแย้งกับชาวบ้านก็เริ่มน้อยลง และอีก
อย่างหนึ่งถ้าไม่เยอะมากนัก ผู้ลี้ภัยที่นี่ เขาก็จะไปเก็บหน่อไม้ มากินตามแบบวิถีชีวิตชนเผ่าเหมือนที่เขา
อยู่บ้านอยู่กับป่า ดังนั้นการที่เขาใช้ของป่า เขาก็รู้จักใช้ และเขาใช้เป็นด้วย ไม่ใช่ว่าขุดทีเดียวเหี้ยน หรือว่าตัด
อะไร ราบไปหมด อยู่ที่นี่เขาก็ทำเหมือนที่เขาอยู่บ้านนั่นแหละ แต่ถ้ารัฐไปรวมเขาไว้ด้วยกันเยอะๆ ในพื้นที่แออัด
หนาแน่นอย่างนี้ ศักยภาพของป่าก็ผลิตไม่ทันความต้องการของเขา แต่เท่าที่เราดูหรือศึกษากันจริงๆ อย่างที่แม่
กองคานั้น ไม่มีปัญหาอะไร เขาอยู่ด้วยกันได้

ส่วนที่ แม่ฮ่องสอน ท่าสองยาง อุ้มผางและก็ผู้ลี้ภัยไทยใหญ่ซึ่งไม่ได้อยู่ในค่ายฯ กลุ่มเหล่านี้เราจะเห็นว่าศักยภาพ
ของป่าก็ยังโอเคอยู่มาก และถ้าไม่มีการย้ายค่ายฯ ปรับที่กัน ทิ้งไว้สัก 2-3 ปี ป่าเหล่านี้ก็จะมีการฟื้นคืนสู่สภาพ
สมบูรณ์เหมือนเดิม เว้นแต่ที่ค่ายฯแม่หลัก กับค่ายฯท่าสองยาง ซึ่งเอาคนไปรวมกันไว้ตั้ง 4 หมื่น คน ซึ่งคนแออัด
มาก ขณะที่พื้นที่เล็กนิดเดียว และพื้นที่ตรงนั้นเป็นที่สัมปทานของนักธุรกิจเพื่อให้ปลูกป่า คือเป็นที่โล่งโปร่งอยู่แล้ว และตรงนั้นก็จะมีปัญหาเรื่องน้ำมาก และการจะออกไปเก็บอะไรกินแต่ละครั้งก็ยากมากเพราะว่าป่ามันไม่มีแล้ว

ยิ่งเรื่องน้ำนี่ เมื่อก่อนเคยมีเหมือนกันเกี่ยวกับโรคระบาดที่เกิดจากน้ำไม่สะอาด แต่ระยะหลังๆ เอ็นจีโอหันมาสนใจ
เกี่ยวกับสุขาภิบาลมากขึ้น พยายามเรื่องการกำจัดขยะ สิ่งปฏิกูล เพราะน้ำมันจะไหลลงชุมชนชาวไทยด้วย ซึ่งถ้าไม่แก้ไขก็จะเกิดปัญหาไปถึงชุมชนข้างล่าง ด้วยเหตุนี้ทั้งเอ็นจีโอ ทั้งผู้ลี้ภัยเขาพยายามหาทางแก้ปัญหา
ช่วยกันตลอดเวลา เขาพยายามจะทำอะไรหลายๆ อย่าง ร่วมกันขึ้น เช่น หนองน้ำที่น้ำเริ่มจะเสีย ก็จะไปปลูกพืชไว้
บริเวณริมหนองน้ำ เพื่อให้มันดูดซึม และคายน้ำคืนมาสู่ธรรมชาติ หรือไม่ก็ เอาขยะ เอาพลาสติกมารีไซต์เคิลทำ
ตะกร้า ทำร่มพลาสติกที่ให้พลังงานแสงอาทิตย์ ไว้หุงข้าว ปัญหาส่วนนี้เขามีความพยายามมาตลอดน่ะ แม้แต่เรื่อง
ผักสวนครัวนี่ สมัยก่อนไทยเขาไม่อนุญาตให้ปลูกผักสวนครัวเพราะเขากลัวผู้ลี้ภัยจะอยู่นาน แต่เดี๋ยวนี้ เขาก็ค่อน
ข้างอลุ่มอะล่วยให้ มันทำให้เขาไม่ต้องออกไปข้างนอก และไม่รู้สึกเบื่อกับการอยู่เฉยๆ"

นางสาวพรสุข กล่าวเพิ่ม จากนั้นยังอธิบายถึงสาเหตุว่า ปัญหาการออกมาค้าประเวณี ออกมารับจ้างเป็นแรงงาน
ต่างด้าวหรือเกี่ยวข้องการค้ายาเสพติดนั้น เกิดจากอะไร ?...และแม้กระทั่งปัญหาคนไทย เจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย
ละเมิดทางเพศผู้ลี้ภัยนั้น นางสาวพรสุขเองก็ยอมรับว่ามี

"เรื่องการออกมาค้าประเวณี รับจ้าง หรือค้ายาเสพติดของผู้ลี้ภัยนั้น เราต้องเข้าใจว่า เมื่อคนมันอยู่ร่วมกันตั้งแสน
กว่าคน แล้วก็อยู่ในสภาพแออัดอย่างนี้นั้น ถ้าเราเป็นหนุ่มสาว เราก็ไม่อยากนั่งเฉยๆ ทั้งวัน ดังนั้นมันก็จะมี
ความอยากออกมารับจ้าง เพื่อจะได้มีเงินบ้าง สักวันละ 30 บาท ก็ยังดี ยังพอได้ซื้อเสื้อผ้า ขนม บ้าง ก็เลยแอบ
ออกมารับจ้างตามไร่ตามนา กัน บางส่วนชาวบ้านก็ชวนให้มาช่วยทำไร่ทำนาก็จะได้ผัก พริก เหล่านี้กลับไป

ที่นี้ส่วนกลุ่มที่จะออกไปรับจ้างไกลๆ อย่างนี้ก็จะมีช่วงที่รัฐบาลชอบสั่งย้ายค่ายฯ ก็จะทำให้เกิดคนหาย เพราะ
บางคนอยู่อย่างนี้มา 10 ปี แล้ว เขาก็อยากทำงานหาเงินบ้าง ซึ่งเวลาออกไปทำงานคนเหล่านี้ก็จะมีนายหน้ามารับ คิดค่าหัว ค่าอะไรกันไป ส่วนจะพาไปไหนก็ไม่รู้ บางส่วนก็อาจพาไปยังสถานบริการทางเพศก็ได้ บางคนที่หายไป
ก็หายไปเลยก็มี แต่บางคนก็หนีกลับมา ได้ ตรงนี้อาจจะไม่ใช่คนที่หนีมาจากสถานบริการทางเพศ มีคนหนึ่งเขา
ถูกพาไปทำงานโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งเขาเดาว่าน่าจะเป็นพิษณุโลก ซึ่งที่นั่นเขาถูกทำร้ายมาก มากจนเกือบจะเสียสติ
เลยก็ว่าได้ พูดไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว เพราะถูกเฆี่ยน ถูกล่อนผม ถูกอะไรสารพัด ซึ่งปัญหาอย่างนี้ยังมีอยู่มาก
ที่ผู้ลี้ภัยแอบหนีออกไปทำงานแล้วต้องเผชิญกันข้างนอก

ส่วนเรื่องมีการละเมิดละเมิดทางเพศกับผู้ลี้ภัยนั้น ก็ยอมรับว่ามีอยู่บ้าง ทั้งประเด็นที่ออกไป
ข้างนอกแล้วเจอ เหตุการณ์อย่างนี้ แต่เรื่องของเรื่องคือมันทำอะไรไม่ได้ เขาไม่รู้จะสู้ยังไง เพราะเขารู้สึกเสมอว่า การที่เขาออกมาจากค่ายฯนี่ เขามีความผิดแล้ว ตัวเขาเองก็กลัว อีกทั้งตัวคณะกรรมการค่ายฯ เองก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรมากนัก ที่จะไปเรียกร้องเอาความ
ยุติธรรมจากเหตุการณ์เหล่านี้

คณะกรรมการค่ายฯเองก็รู้สึกว่าตนมีความผิดที่ปล่อยคนออกไป แต่มันก็เป็นเรื่องเข้าใจของคนทุกคนว่า ในสภาพอย่างนั้น ถ้ามีโอกาส ทุกคนก็อยากจะออกไปแสวงหาอะไรให้ชีวิตเหมือนกัน ซึ่งหลายคนคิดว่าไป
แป๊ปเดียวก็กลับมาบ้าน ทั้งที่มีหลายคนนะที่ไปแล้วก็ไม่มีโอกาสได้กลับมาเลย

อย่างกรณีผู้ชายถ้าออกไปข้างนอกแล้วก็อาจจะโดนซ้อม โดนทำร้าย ก็มีเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้แจ้งความอะไร มีบางคนโดนทำร้ายจนเสียชีวิตแล้วเขาก็ให้ค่าทำขวัญไป 5,000 บาท ก็จบเรื่องไป ไม่มีการแจ้งความอะไร เพราะ
ถ้าผู้ลี้ภัยมามีปัญหาทำผิดกฎหมายไทย ก็มักจะไม่มีการสืบสวนสอบสวนอะไร ส่วน UNHCR ที่เข้ามาดูแล
ผู้ลี้ภัยเองที่ก็มักใช้วิธีเจรจายอมความกันมากกว่า อย่างกรณีล่าสุด คือมีผู้หญิงคนหนึ่ง เขาจะไปทำงานที่อุ้มผาง
แล้วก็ถูกจับได้พร้อมกับกลุ่มญาติๆ ซึ่งก็มีสามีรวมอยู่ด้วย ผู้หญิงก็อายุประมาณ 17 ปี พอ อส. เขาจับได้ก็เลยเอา
มาทำโทษ โดยการให้ทำงาน ผู้ชายก็ทำสวน ผู้หญิงก็ทำงานบ้าน แล้วก็ข่มขืน ผู้หญิงก็ไปร้องเรียน ปรากฏว่า
ทางเจ้าหน้าที่ให้ใจเย็นๆ แล้วก็ให้รอก่อน เดี๋ยวจะจัดการให้ โดยให้จ่ายค่าชดใช้อะไรอย่างนี้ UNHCR ก็เงียบๆ กับเรื่องนี้ แล้วเรื่องมันก็เงียบไป จนเจ้าทุกข์เองก็หมดกำลังใจ ที่จะได้รับค่าเสียหาย หรือการดำเนินคดีเอาความ"

นางพรสุข กล่าว ก่อนที่จะวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า อนาคตผู้ลี้ภัยเหล่านี้จะมีโอกาสได้กลับไปบ้านเกิดได้ไหม โดยเฉพาะ
ภาพความขัดแย้งของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่า ในเวลานี้

"เป็นความจริงที่รัฐบาลไทยพยายามบีบให้ผู้ลี้ภัยกลับไปบ้านตลอดเวลา ทั้งที่ไม่แน่ใจเลยว่าพม่าเขาจะรับไหม หรือ
ถ้ารับก็รับเพียงเพราะเหตุผลทางการเมืองมากว่า เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าประเทศเขาสงบเรียบร้อยดีแล้ว บางครั้ง
ยังมีพวกกะเหรี่ยงพุทธเข้ามาชักชวนให้กลับไปอยู่ในหมู่บ้านที่เขาจัดตั้งไว้ แล้วบอกว่า ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วไม่มี
ปัญหาอะไร และถ้าเขารับเขาก็รับเฉพาะบางส่วนเท่านั้น ที่เชื่อฟังเขา แต่ปัญหาจริงๆ สภาพการณ์ทุกอย่างมันยัง
ไม่เรียบร้อย มันไม่ใช่แค่การสู้รบอย่างเดียว หรือไม่ใช่แค่การเอาปืนมายิงกันระหว่างทหารกับทหาร แต่มันมีเรื่อง
ทหารรัฐบาลเข้ามาทำลาย ทำร้ายคน หรือชาวบ้าน เมื่อการต่อสู้มันยังไม่จบ แต่มีการมาตกลงกันระหว่าง 2 รัฐบาล
คือ ไทยกับพม่า ว่ากลับได้แล้วอย่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลไทยเองก็พยายามเจรจาให้เขากลับไป โดยไม่
ดูเลยว่าปัญหาการเมืองบ้านเขามันแก้ได้หรือยัง อาจเป็นเพราะ สภาความมั่นคง(สมช.)เขาพูด ไว้ตั้งแต่ ปี 2542
แล้ว แต่ก็ไม่ได้ขนย้ายกลับไปสักที จน 3 ปี มาแล้ว นั่นเพราะมันเป็นไปได้ยาก แต่ก็ยังมีการสร้างกระแสให้กับ
ปัญหาตรงนี้มากขึ้นว่า ผู้ลี้ภัยเข้ามาทำความเดือดร้อน

ส่วนผู้ลี้ภัยเองเขารู้ ว่าเขาต้องกลับบ้าน และทุกคนก็อยากกลับกันทั้งนั้น แต่มันยังกลับไปไม่ได้ หากไปถาม ก็พูด
เหมือนกันหมดแหละว่า ถ้าเขากลับได้ ไม่ต้องไล่เขาหรอก ถ้าวันนี้กลับได้ก็กลับวันนี้เลย ถ้ารู้ตอนนี้คืนนี้กลับเลย
และก็มีหลายคน ที่เขารู้ว่าช่วงนี้ทหารพม่าไม่เข้ามาเขาก็จะข้ามกลับไปดูลาดเลาที่บ้าน ว่าพออยู่ได้ไหม ซึ่งเขา
เองก็อยากรู้ตลอดเวลา ว่าเขากลับได้หรือยัง

เขาพยายามเรียกร้องถึงรัฐบาลไทยและคนไทยทุกคนน่ะ เขาอยากบอกว่า เขาก็พยายามที่จะหาทางกลับอยู่เหมือน
กัน ซึ่งก็มีครั้งหนึ่งที่ทหารพม่าบุกเข้ามาเผาค่ายฯ ตรงนั้นเองแหละที่พวกเขามีการถือป้ายประท้วงเรียกร้องตรงๆ ให้ประเทศไทยช่วยเขาด้วย ช่วยคุ้มครองเขาด้วย ส่วนคนที่พอจะคุยหรือเรียกร้องอะไรได้ก็อาจจะเป็นผู้นำจึงจะคุย
อะไรได้บ้าง แต่แสนกว่าคนที่มาลี้ภัยนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน อยู่กันตามยถากรรม

ถ้า 10 ปี 20 ปีก็แล้ว ก็ยังไม่สามารถเจรจากลับบ้านกันได้ ตรงนี้รัฐบาลไทยต้องยอมรับ
ความจริงบ้าง ว่ามันกลับไปได้ยากแล้ว แม้จะพยายามพูดกันตลอดว่า มันจะกลับได้เร็วๆนี้ แต่ไม่มีการคุยกันเลยว่า แล้วจะทำยังไงกันดี โดยเฉพาะคนที่อยู่มา 10-20 ปี เด็กหลาย
คนเกิดมาไม่เคยรู้จักที่โน้น เพราะเขาเกิดและโตที่นี่ อย่างนี้ เราคิดอย่างไร......

ส่วนเรื่องการไปอยู่ประเทศที่ 3 นี่น้อยมากที่คนเหล่านี้จะพูดถึง เพราะเขารู้สึกว่าอยู่ที่นี่มันใกล้บ้านกว่า เขารักบ้าน
ของเขา แต่มันพูดยากน่ะว่า ทำไมเขาไม่อยากไป ประเทศที่ 3 ..."

นางสาวพรสุข กล่าว ก่อนจะสรุปสั้นๆ ว่า ต่อ ประเด็น ดร.ชยันต์ วรรนะภูติ นักวิชาการ จากมหาวิทยาลัย
เชียงใหม่
ที่ออกมาเคลื่อนไหวเสนอให้ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของผู้ลี้ภัยของ
สหประชาชาติ ว่า

"เรื่องการลงนามในอนุสัญญาสัญญาสถานภาพผู้ลี้ภัยนั้น ถ้ามันผลักดันได้ก็ดี เพราะถ้าไทยเราเป็นภาคีตรงนั้นด้วย
ไทยเราก็ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายมากนัก เพราะมีภาคีร่วมกันรับผิดชอบด้วย ทำให้มีหลักประกันมากขึ้น ทั้งค่า
ใช้จ่ายและการแก้ปัญหา และที่สำคัญ UNHCR ก็จะเข้ามามีบทบาทมีอำนาจในการดูแลผู้ลี้ภัยมากขึ้น ซึ่งเขาจะจัด
การอย่างดี แต่ที่รัฐบาลไทยเราไม่ลงนามภาคีเพราะกลัวจะตัดสินใจอะไรไม่ได้ ในการส่ง-รับผู้ลี้ภัย เพราะต้องผ่าน UNHCR ให้ความเห็นชอบด้วย ทำให้รัฐบาลไทยเสียสิทธิตรงนี้ไป เรียกตามภาษาฝ่ายความมั่นคงว่า"เสียเอกราช" ประมาณนั้น

ส่วนตนสำหรับความคิดเห็นเรื่องนี้แล้ว คิดว่าลงนามก็ดี ไม่ลงนามก็ดี เพราะถ้าปฏิบัติต่อเขาได้ดี ลงหรือไม่ลงก็ไม่
สำคัญหรอก เพราะ มีหลายประเทศที่ลงนามไว้แต่ดูแลผู้ลี้ภัยแย่กว่าเรา นั่นเพราะเขาไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
สหประชาชาติ หรือ UN ถึงลงนามไปมันก็แค่นั้นเอง....

( รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยชนกลุ่มน้อย)


สำนักข่าว thaingo
cheeriver@hotmail.com