เปิดเหล้าเสรี เปิดภูมิปัญญาชาวบ้าน : มรดกที่"รัฐ"ต้องคุ้มครอง

กำเนิดการทำสุราหมัก แช่ ต้มและกลั่น มีมาแต่ดั้งเดิมคู่ชีวิตสังคมไทยมาช้านาน มีเอกลักษณ์ทั้งวิธีการผลิต การปรุงและรสชาติที่แตกต่างกัน แต่วันหนึ่ง เมื่อ"รัฐ"เข้ามาถือสิทธิผูกขาดในการผลิต การอนุญาตให้คนใดคนหนึ่งผลิต สิ่งที่ชาวบ้านเคยทำ เคยกินเป็นประจำตามงานประเพณี กลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และก็ถูกจับซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่ชุมชน ชาวบ้านเคยทำมาแต่ปู่ย่าตายาย แม้จะมี พระราชการบัญญัติสุรา ที่ร่างขึ้นเมื่อปี 2493 ที่เปิดโอกาสให้สามารถทำได้แต่จะมีสักคนที่ผ่านเงื่อนไข กฎหมายฉบับนั้นได้ เช่นทุน 20-30 ล้านบาท เนื้อที่ 350 ไร่ หากจะมีก้นายทุนผู้ร่ำรวย หรือนายทุนต่างชาติ ชาวบ้านผู้หาเช้ากินค่ำ ที่ต้ม กลั่น หมัก กินกันครัวเรือน ในชุมชน จะหาทุนตามเงื่อนไขบังคับได้อย่างไร ถึงที่สุดรัฐและกฎหมาย ก็มีขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์ให้คนรวย ขูดรีดคนจน

ประนอม เชิมชัยภูมิ หนึ่งนักสู้เลือดชาวบ้าน จากแกนนำเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคเหนือ ซึ่งได้ลุกขึ้นเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายเอาเปรียบและมองข้ามภูมิปัญญาชาวบ้านฉบับนี้ พร้อมกับสมาชิกเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคเหนือ

ถึงวันนี้ เครือข่ายเหล้าพื้นบ้านฯได้เติบโตจน ออกมาเคลื่อนไหวครอบคลุมทุกภาค ไม่ว่า ภาคอีสาน ภาคใต้ และภาคกลาง เป็นการเคลื่อนไหวที่ รัฐบาลและกรมสรรพสามิต ต้องฟัง ฟังเพราะพลังบูรณาการชุมชนไม่ยอมให้รัฐทำลายภูมิปัญญาที่ปู่ย่าตายายทิ้งไว้ให้อีกต่อไปแล้ว ชุมชนต้องได้รับการคุ้มครองมรดกทางภูมิปัญญาจากรัฐ

สำนักข่าว thaingo เกาะติดการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมาย พรบ. สุรา 2493 และเปิดให้มีการทำเหล้าเสรีขึ้น โดยทีมข่าว thaingo ต่อสายตรงและได้รับคำตอบจากนายประนอม เชิมชัยภูมิ ในการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ว่า

"ทางกระทรวงการคลัง เคยประกาศออกมาว่า เขาก็อยากส่งเสริมให้มีการทำเหล้าได้อย่างเสรี เพียงแต่มีเงื่อนไขว่า ต้องมีที่ดินอย่างน้อย 350 ไร่ ขึ้นไป มีหุ้นจดทะเบียน 20 ล้านบาทขึ้นไป อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันเป็นเงื่อนไขที่เกษตรกรหรือชาวบ้าน ไม่สามารถจะทำได้ เพราะถ้ามีทุนจดทะเบียนมากขนาดนั้นก็ไม่ต้องทำเหล้าแล้ว ผมว่าน่ะ ที่ชาวบ้านเขาทำเหล้ากันก็เพราะว่ายากจน ที่นี้พวกเราก็เลยมีการเคลื่อนไหว เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเสรี สำหรับคนยากจนเพื่อให้สามารถทำได้ เพราะคนชนบทภาคเหนือเขาหมักเหล้า ต้มเหล้ากันอยู่แล้ว ก็สามารถให้เขาต้มเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนไป เพียงแต่ว่าหากถ้าจะเอาให้มีการควบคุมมีมาตรฐานหน่อย ก็คือคนที่จะทำเหล้าเสรี ในรายครัวเรือน หรือรายกลุ่มก็ได้ ให้อยู่ในการดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต.แต่เราไม่เห็นด้วย ที่จะให้มีการใช้ระบบสหกรณ์เพราะมันใหญ่มาก แต่เราเห็นด้วยเฉพาะทำเป็นกลุ่มชุมชน กลุ่มหมู่บ้านอะไรทำนองนี้ครับ หรือเป็นรายครัวเรือนก็ได้

เพราะว่าในระบบสหกรณ์มันต้องจดทะเบียน กับกรมสหกรณ์ฯ และเมื่อก่อนนี้ เราเคยพยายามไปจดทะเบียนมาแล้ว จดเป็นสหกรณ์ผู้ผลิตเหล้า แต่ทางกรมสหกรณ์ฯ เขาก็ไม่ให้จดเพราะว่าติดเงื่อนไขหลายอย่าง ในการจดทะเบียนสหกรณ์ เพราะในระบบสหกรณ์ ตอนนี้มันมีแต่สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ร้านค้า แต่ไม่เคยมีสหกรณ์เหล้าแห่งประเทศไทยเลย เขาก็เลยบอกว่า ต้องรอเงื่อนไขก่อน เราก็เลยโอเคว่าไม่เป็นไร ไม่เอาระบบสหกรณ์ก็ได้ เอาระบบรายครอบครัว รายกลุ่มแทนก็ได้ เป็นกลุ่มเล็กๆ ซึ่งคิดว่าอิสระมากกว่า และที่นี้เราเสนอว่า คนที่จะผลิตเหล้าได้ ก็ต้องไปจดทะเบียนนี่แหละ ไปจดกับใครก็ได้ อาจจะจดกับ อบต. เพื่อให้ อบต.เป็นผู้ควบคุมการผลิตให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งเก็บภาษี ซึ่งเรื่องนี้เราก็รณรงค์กันอยู่แล้ว "

นายประนอมกล่าว พร้อมนำเสนอแนวทางที่จะผลักดันรัฐบาล ตามที่เครือข่ายฯได้ประชุมกัน เมื่อครั้งที่ผ่านมาว่า

" เป้าหมายก็คือเราต้องการให้มีการยกเลิก พรบ.สุรา ปี 2493 เพราะว่า พรบ.ตัวนี้ เป็นอุปสรรคการผลิตเหล้าพื้นบ้าน เหมือนที่กล่าวมาแล้ว และที่สำคัญมันต้องมีทุนจดทะเบียน มีนู้นมีนี่ เป็นเงื่อนไขเยอะมาก จนชาวบ้านทำไม่ได้เลย ยกเว้นมาตรา 5 มาตราเดียวใน พรบ.ฉบับนี้ ที่พูดว่า "คนที่ผลิตเหล้าได้ต้องไปขออนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพสามิต" ถ้าหากอธิบดีอนุญาตก็โอเค แต่ที่ผ่านมาอธิบดีอนุญาตแต่พวกบริษัท โรงงาน เท่านั้นที่ทำเหล้าได้ แต่ชาวบ้านหลายครอบครัวที่ขออนุญาต ก็ไม่อนุญาตให้นี่แหละคือปัญหาของ พรบ. สุรา 2493 ก็เลยเสนอขอให้มีการยกเลิกกฎหมายนี้ซะ

ส่วนการยกร่าง พรบ. เหล้าพื้นบ้านเสรี เราเสนอออกมาว่าให้ภาครัฐ ร่วมกับทางกลุ่มเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านฯในการทำยกร่าง พรบ.สุราพื้นบ้าน อย่างน้อยๆ ก็รับรองสิทธิการทำเหล้าพื้นบ้าน เพื่อให้การทำเหล้าพื้นบ้านเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายและเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิทางภูมิปัญญาด้วย คุ้มครองไม่ให้มันสูญหายไป เพราะการทำเหล้าของชาวบ้านมันมีความหลากหลายมาก ทั้งวิธีการและรสชาติ จึงต้องการให้รัฐเข้ามาคุ้มครองตรงนี้ด้วย"

นายประนอมกล่าวย้ำ หลังจากนั้นได้กล่าวถึงการที่ถูกสรรพสามิต ตั้งข้อหาอั้งยี่ให้กับเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคเหนือ เมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า

"หลังจากเราเสนอประเด็นนี้ออกไปสู่สาธารณชน มากขึ้น ก็มีพี่น้องจากภาคอีสานให้ความสนใจมาก และก็มีตามมาทั้งภาคกลางและก็ภาคใต้ ที่ความสนใจ เราก็เลย จัดให้มีการประชุมกันครั้งแรกในระดับประเทศขึ้น เมื่อ วันที่ 10 มีนาคม 2544 ที่ผ่านมา ที่จังหวัดเชียงราย และเราก็เห็นร่วมกันว่า เราต้องมีการผลักดันเรื่องนี้ร่วมกัน ในนามของเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทย และหลังจากนั้นก็มีการวางแผนร่วมกัน ในการรณรงค์ เรียกร้องร่วมกัน เช่นงานที่ใกล้จะจัดครั้งนี้ คือ งานจัดมหกรรม เหล้าพื้นบ้าน หรือมหกรรมภูมิปัญญาพื้นบ้านอีสานไทย ตรงนี้จะจัดเป็นภาคๆ ไป ก็จะมีในช่วงวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2544 นี้ ที่จังหวัดเชียงรายบริเวณทะเลสาบหนองหลวง

ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องอั้งยี่ ที่เครือข่ายทำเหล้าพื้นบ้านฯ โดนกล่าวหา ตามข่าวที่ออกตามสื่อมวลชนที่ผ่านมาก็คือว่า เครือข่ายฯมีการควบคุม จัดการช่วยเหลือกันภายในเครือข่ายฯโดยออกบัตรสมาชิก เพื่อการรณรงค์ให้ความรู้การทำเหล้าพื้นบ้านร่วมกัน และเพื่อผลักดันนโยบายให้รัฐบาลเปิดการทำเหล้าเสรี นี้คือเป้าหมายของเครือข่ายฯเลยน่ะครับ ที่นี้พอออกบัตรสมาชิก ทางสรรพสามิตเขาก็เลยหารือกับทางอัยการ จ.พะเยาว่ามีความผิดฐานใดบ้าง อัยการก็เลยตอบหารือว่า การที่ชาวบ้านออกบัตรสมาชิก ตั้งกลุ่มผลักดันการทำเหล้าก็มีความผิดเข้าข่ายอั้งยี่ พูดง่ายๆ คือระบบสมาชิกก็คืออั้งยี่

สาเหตุ คือ พรบ.สุรา 2493 ที่ใช้ทุกวันนี้เรามองว่ามันไม่มีความชอบธรรมแล้ว ในการนำมาใช้ เพราะมันขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 2 มาตรา คือ มาตรา 46 การอนุรักษ์ฟื้นฟูจารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่น และ มาตรา 50 ว่าด้วยเรื่องการผูกขาดการทำกิจการ เราก็เลยมองว่ากฎหมายที่มันขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมันสมควรต้องยกเลิก เพราะฉะนั้นเมื่อสมควรต้องยกเลิก เราก็เลยคิดว่า ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม อีกต่อไป กรณีแบบนี้แหละก็เลยถูกทางราชการเรียกว่าอั้งยี่"

นายประนอม กล่าวเพิ่ม ก่อนจะทิ้งท้ายกล่าวถึงเนื้อหาเรื่อง พรบ.สุรา ฉบับใหม่ที่อยากจะให้มีการตั้งคณะยกร่างร่วมกันระหว่างตัวแทนจากเครือข่ายและตัวแทนรัฐ ครั้งนี้ว่า

"ส่วนกฎหมายใหม่ที่จะผลักดันให้มีการยกร่าง ที่ได้แลกเปลี่ยนกันไว้ก็มีหลักๆ คร่าวๆ คือ คนที่จะทำเหล้าได้ต้องไปขึ้นทะเบียนกับทาง องค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. อาจจะจดทะเบียนเป็นกลุ่ม ก็ได้ อีกเรื่องคือต้องเสียภาษีให้ อบต. อย่างคุยกันคร่าวๆ ว่า ประมาณ ร้อยละ 5 บาท เป็นต้น เพราะ อบต. เป็นผู้ดูแลจัดการ ส่วนเรื่องทุนจดทะเบียนนี่ เราไม่ได้คุยกันเลย เพราะเกษตรกรไม่มีทุนอยู่แล้ว เพียงแต่คิดว่า ให้เกษตรกรมีความรู้ แล้วก็ผลิตเหล้าเองได้แค่นั้น เอง" นายประนอมกล่าว

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540

"มาตรา 46 บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการการบำรุงรักษา การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ"

"มาตรา 50 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ ประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยตามบทบัญญัติตามกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาด หรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน"

 

สำนักข่าว thaingo รายงาน
cheeriver@hotmail.com