สำนักข่าว thaingo www.thaingo.org

 
นักมาร์คซิสต์สนับสนุนการต่อสู้เพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าของคนจน ได้หรือไม่ ??? หรือต้องปฏิวัติอย่างเดียว
 

“ปฏิรูป หรือ ปฏิวัติ ? ”

การต่อสู้ประจำวันเพื่อการปฏิรูปเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของชนชั้นกรรมาชีพภายในกรอบของสังคม ปัจจุบันหรือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นโอกาสเดียวของชาวสังคมนิยมประชาธิปไตยที่จะลงมือ ร่วมสู้ในสงครามชนชั้น ของชนชั้นกรรมาชีพเพื่อบรรลุเป้าหมายสุดท้าย คือการยึดอำนาจทางการเมือง และทำลายระบบการจ้างงาน สำหรับชาวสังคมนิยมประชาธิปไตย การปฏิรูปทางสังคมและการปฏิวัติ มีสายใยผูกพัน เชื่อมโยงที่ไม่สามารถตัดขาดได้ วิธีการต่อสู้คือ ผลักดันการปฏิรูปเล็กๆน้อยๆ แต่เป้า หมายคือการปฏิวัติ ( จาก “ปฏิรูป หรือ ปฏิวัติ” หน้า 8 โดย โรซ่า ลัคแซมเบอร์ค)

พวกซ้ายไทยในรัฐบาลใหม่อ้างว่ายึดอำนาจรัฐแล้ว มีพวกพวกนักวิชาการเพ้อฝันที่เชื่อว่าการสะสม การปฏิรูปจะนำไปสู่การปฏิวัติ โดยมองว่าสังคมนี้ซ่อมได้ และก็มีอดีตฝ่ายซ้ายที่เข้าไปอยู่ในรัฐบาล ชุดใหม่ถึงกับกล่าวว่า “เรายึดอำนาจรัฐได้โดยไม่ต้องกินเผือกกินมัน” คือไม่ต้องเข้าป่าจับปืนเหมือน อตีตคนเดือนตุลาที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ความเข้าใจเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องบิดเบือน “ในประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัยการปฏิรูปจะเกิดขึ้นในทิศทางที่กำหนดจากการปฏิวัติครั้ง สุดท้ายเท่านั้น และจะเกิดขึ้นจนกว่าพลังของการปฏิวัติครั้งสุดท้ายยังดำรงอยู่” ( จาก “ปฏิรูป หรือ ปฏิวัติ” หน้า 49 โดย โรซ่า ลัคแซมเบอร์ค) อย่างนี้เราย่อมไม่มีเสรีภาพในการพูดเขียน หรือ แสดงความเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง หากเราไม่ลุกขึ้นสู้กับอำนาจเผด็จการเมื่อ 14 ตุลา 2516 และ เราจะไม่มีรัฐบาลพลเรือนหากนักศึกษาในยุค 6 ตุลา ไม่เข้าป่าจับปืน และกฎหมายประกัน สังคมต่างๆก็คงไม่คลอดออกมา หากกรรมาชีพไม่ประท้วง นัดหยุดงาน และต่อสู้เรียกร้อง แต่พวก นักปฏิรูปที่พอใจกับกฎหมายไม่กี่ฉบับ หรือระบบสังคมสงเคราะห์ที่เจือจารแบ่งเศษอาหารจาก นายทุนมาให้พวกเรา ถึงที่สุดแล้วก็ไม่สามารถเลิกล้มระบบการจ้างงานของนายทุนที่กดขี่เอา เปรียบค่าแรง ไม่สามารถทำลายระบบสังคมที่ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนด้วยกันไป ได้อย่างดีก็เพียงแต่ตะโกนบอกว่า “ขี่เบาๆหน่อย” เท่านั้น แล้วก็ยังรักษาอภิสิทธิ์ให้กับนายทุน กลุ่มน้อยนิดเหล่านั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า นักมาร์คซิสต์เราไม่สนใจการปฏิรูป ไม่สนใจ การต่อสู้เล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน การปฏิรูปมีความจำเป็น และเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างเงื่อนไข และหล่อหลอมนักปฏิวัติรุ่นใหม่ ในกระบวนการต่อสู้เหล่านั้น

รัฐบาลไทยรักไทยใจดีจริงหรือ ?

การประกันสังคม และรัฐสวัสดิการไม่ใช่สังคมนิยม แต่เป็นการผ่อนคลายปัญหาในระบบทุนนิยม และเกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้เรียกร้องของกรรมาชีพ แม้จะเป็นการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์เฉพาะ หน้า แต่ก็ฝึกฝนให้กรรมาชีพเข้าใจในพลังของตนเอง เข้าใจในเรื่องอำนาจรัฐ และการต่อสู้ทาง ชนชั้นมากยิ่งขึ้น เมื่อกรรมาชีพไม่พอใจกับสภาพชีวิตตนเอง จนรวมตัวกันต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ โดยการประท้วงนัดหยุดงาน นายทุนก็จะเริ่มกลัวว่ากำไรตนเองจะลดลง และเมื่อไม่มีความสงบ ในสถานที่ทำงาน เขาก็กลัวว่ากรรมาชีพอาจจะเกิดจิตสำนึกจากการต่อสู้จนคิดปฏิวัติโค่นล้มนาย ทุนไปเลย นี่คือสาเหตุที่รัฐมนตรี ควินติน ฮอก จากพรรคนายทุนอังกฤษเคยกล่าวไว้ในรัฐสภาอังกฤษ เมื่อปี 1944 ว่า “ถ้าเราไม่ให้รัฐสวัสดิการกับประชาชน เขาจะปฏิวัติเรา” ในยุคของรัฐบาลทักษิณ ที่เผชิญหน้ากับวิกฤตทุนนิยม และความเดือดร้อนของประชาชนที่รอวันระเบิด จากรัฐบาลชุดที่แล้วที่ไม่สนใจใยดีกับปัญหาของคนยากคนจนเลย ล้วนเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลชุด ใหม่ต้องมีนโยบายเอาใจคนจน นี่ไม่ใช่ความใจดีของทักษิณ หรือพรรคไทยรักไทยแต่อย่างใด ระบบประกันสังคม และการปฏิรูประบบสาธารณสุข ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลหรือนายทุน“ให้เรา” ด้วยความ เมตตา สิ่งที่เขา“ให้เรา”ความจริงเป็นของเราอยู่แล้ว เนื่องจากกรรมาชีพเท่านั้นที่สร้างทรัพย์สิน และมูลค่าทุกอย่างในโลก การที่เขาคืน “มูลค่าส่วนเกิน” ส่วนหนึ่งให้เราได้ในรูปแบบระบบประกัน สังคมก็เพราะเขาขโมยมาจากเราแต่แรก ที่ผ่านมาระบบประกันสังคมของไทยเป็นระบบที่เราชาว กรรมาชีพต้องสมทบจากค่าจ้างเราเอง จากมูลค่าส่วนเกินที่นายจ้างขโมยจากเราแล้วคืนให้เราใน รูปแบบการสมทบของฝ่ายนายจ้าง และจากภาษีที่เราจ่ายให้รัฐบาลแล้วกลายเป็นงบรัฐที่สมทบ กองทุนประกันสังคม ในทำนองเดียวกันในเรื่องการประกันสุขภาพ หรือการปฏิรูประบบสาธารณสุข ที่กำลังฮือฮาขณะนี้ เพราะอยู่ในนโยบายรัฐบาลทักษิณที่เรียกว่า “นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค” แน่นอนว่าผลดีย่อมเกิดกับกรรมาชีพหากทำได้จริง แต่ขณะนี้กำลังมีข้ออ้างมากมายถึง ความไม่พร้อม และต้องทำไปตาม “ลำดับขั้น”ข้อเท็จจริงคือรัฐบาลทำได้ แต่จะทำหรือไม่ เรื่องนี้ แน่นอนไม่ได้เกิดขึ้นเพราะฟ้าประทาน แต่เกิดจากกระแสกดดันรอบด้าน จากสำนึกของคนจน คนชั้นล่างที่พร้อมจะลุกขึ้นสู้เพราะวิกฤตที่ผ่านมาการต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการและการประกันสุขภาพ ก้าวสำคัญของการปฏิรูปในการประชุมการสร้างหลักประกันสุขภาพแก่ประชาชนถ้วนหน้า ตามนโยบายรัฐบาล ที่จัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลเร็วๆ นี้ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม 200 คน ทั้งนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นายแพทย์ใหญ่ นักวิชาการ และเอ็นจีโอ ต่างระดมกันมา ที่ถกเถียงกันมากก็คือเรื่องงบประมาณที่จะนำมาใช้ อ้างว่าประเทศเรายากจนไปทำอย่าง ประเทศร่ำรวยไม่ได้ แต่แปลกที่ประเทศฟิลิปปินส์ที่จนกว่าเรา ทำไมเขาทำได้ ความจริงมีอยู่ว่ารัฐ ไม่กล้าเก็บภาษีก้าวหน้ากับคนรวย รวยมากก็ต้องเก็บมาก รัฐไม่กล้าเก็บภาษีมรดก และรัฐ ไม่กล้าเก็บภาษีที่ดิน ตัวนายกเองถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์สื่อว่าจะไม่แตะภาษีเหล่านี้ (จากคนรวย และนายทุนด้วยกัน)เด็ดขาด แต่เลี่ยงไปเก็บภาษีนำเข้าสุรา และบุหรี่ เช่นนี้แล้วที่บอกว่าทำไม่ได้ ต้องไต่ไปทีละระดับจากใส่เกือกแตะเป็นรองเท้าเทวินทร์ คู่ละ 5-600 บาท ห้ามข้ามขั้นไปใส่รอง เท้าผู้ดียี่ห้อดังคู่ละ 5-6,000 บาท จากอิตาลีที่รัฐมนตรีหลายคนสวมใส่อยู่ คือจะให้บริการ พื้นฐานแบบมาตรฐานเกรด 2 ใช้ยาราคาถูก เลือกโรคพื้นๆ ไม่ยืดเยื้อเรื้อรัง รัฐนายทุนแบะ ท่าออกมาชัดว่า การประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เราหวังจะให้เกิดความเท่าเทียม และการมีสิทธิพล เมืองเป็นเรื่องแค่โปรยยาหอม ทีดีอาร์ไอบอกว่าคำนวณจากงบประมาณแล้ว ต้องรออีก 5 ปี ก็พอดีหมดยุครัฐบาลนี้

รัฐบาลทักษิณแกล้งจน แทนการรักษาฟรี !

อาจมีคนสงสัยว่าถ้าประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาเรามีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการบริการ สุขภาพอนามัยอย่างทั่วถึงแก่พลเมืองหรือไม่ ขณะที่พรรคไทยรักไทยเสนอให้จ่ายค่าบริการ 30 บาท โดยบอกว่าต้องทุ่มเงินรัฐถึง 400 ล้านใน 6 จังหวัดที่เป็นโครงการนำร่องแต่มีเงื่อนไขมากมาย ถ้ารัฐจะบริการอย่างทั่วถึงเพื่อตอบสนองความต้องการจริง ซึ่งต่างจากความต้องการในตลาดที่ คำนวณจากพลังการซื้อของผู้มีเงิน รัฐจะต้องนำทรัพยากรของชาติมาใช้ในการอุดหนุนการบริการ สุขภาพอนามัยฟรีสำหรับพลเมืองทุกคน เพราะขณะนี้พลเมืองส่วนใหญ่ของชาติถูกกดค่าแรง และอยู่ในสภาพที่ไม่มีเงินสำรองออมไว้เพียงพอเพื่อการรักษาพยาบาลตนเองและสมาชิกในครอบครัว ขณะที่อดีตนายกชวนที่กลายเป็นหัวพรรคฝ่ายแค้น บอกว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศร่ำรวย จึง ให้สวัสดิการพื้นฐานกับพลเมืองไม่ได้ แต่กลับอุ้มหนี้เน่าๆแทนคนรวยในยุคของเขาได้ แถมยังนำเงินทองที่มีผู้บริจาคจำนวนมากให้กับหลวงตาบัว ไปใช้จ่ายเพื่ออุ้มบรรดานายทุน เอ็นพีแอลอื่นๆ อีกด้วย ดังนั้นการประเมินว่าประเทศไทยยากจนขาดแคลนทรัพยากรจึงเป็นเรื่อง โกหกทั้งเพ ดูให้ดีทุกวันนี้เรามีโรงพยาบาล สถานพยาบาล บุคลากรทางแพทย์และเครื่องมือ แพทย์ที่ทันสมัยที่สุด เฉพาะในกรุงเทพฯ ก็มากกว่าประเทศในยุโรปทั้งประเทศด้วยซ้ำ ตัวเลขนำ เข้าเครื่องมือแพทย์ของเราสูงจนวงการสาธารณสุขนานาชาติต้องตกใจ แต่เครื่องมือเหล่านี้ไปไหน ก็ไปตั้งทิ้งไว้ตามโรงพยาบาลเอกชนที่แข่งขันกันทางธุรกิจ ไปบริการคนรวยหยิบมือเดียว แทนที่จะกระจายการใช้ให้คุ้มค่า กระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆในขณะที่ชนบทห่างไกล ขาดแคลน

คำว่าเสมอภาค เท่าเทียม อยู่ที่ไหน ในสังคมชนชั้น ?

ขณะที่ทรัพยากรมากมายทางการแพทย์อยู่ในมือนายทุนที่ทำกิจการโรงพยาบาลเอกชน พวกเขาเอาการเจ็บป่วยของพลเมืองมาเป็นเรื่องซื้อขาย บางโรงพยาบาลมีห้อง ไอซียู และเครื่อง มือทันสมัยที่ใช้ไม่เต็มที่ ห้องผ่าตัดว่าง เตียงคนป่วยเหลือเฟือ มีเจ้าหน้าที่ล้นงาน แต่โรงพยาบาล ของรัฐกลับแออัดไปด้วยคนไข้ นี่คือผลจากปัญหาพื้นฐานของกลไกตลาดในระบบทุนนิยมที่ไม่ สามารถให้บริการสาธารณะสุขเพื่อพลเมืองได้ การใช้เงินตราแลกเปลี่ยนการมีสุขภาพดี ก็คืออำนาจ กดขี่ทางชนชั้น ที่คนรวยหยิบมือเดียวสามารถซื้อหาได้ตามต้องการ แต่กรรมาชีพและคนส่วนใหญ่ ผู้สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับสังคม กลับไม่สามารถซื้อสุขภาพให้ตนเอง และครอบครัวได้ ประเด็นเรื่องการดึงโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเข้ามาอยู่ในระบบประกันสุขภาพ 30 บาทนั้น มีการ ถกเถียงกันมาก เพราะมีโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาล รามาธิบดี ที่ไม่ต้องการเข้ามาอยู่ในระบบประกันสุขภาพ 30 บาท โดยให้เหตุผลว่า “โรงพยาบาลมี ต้นทุนการรักษาสูง อาจไม่คุ้มกับงบประมาณที่จะได้รับจากกองทุนประกันสุขภาพ 30 บาท” มีผู้อำนวยการโรงพยาบาลรัฐ อย่างศิริราชโต้แย้งเรื่องการให้สิทธิผู้ป่วยในการเลือกสถานพยาบาลว่า กลัวจะเพิ่มงานให้โรงพยาบาลมากยิ่งขึ้น ตอนนี้สถานที่ก็แออัดไม้พอจะรับคนไข้อยู่แล้ว เพราะ ธรรมชาติของคนอยากรักษากับหมอเก่งๆ ดังนั้นจึงขอให้ตัดสิทธิการเลือกสถานพยาบาล นี่เป็นเหตุผล ที่ฟังไม่ขึ้นเลย ก็หมอที่อื่นมีปัญหาคุณภาพก็ต้องไปแก้ตรงนั้นต้องยกมาตรฐานให้เท่ากัน แทนการตัดสิทธิของพลเมืองและขอโทษ ความจริงห้องว่างในโรงพยาบาลศิริราช รามา หรือจุฬา ก็ยังมีอีกมาก ที่สำรองให้พวกอภิสิทธิ์ชนคนขั้นสูง พวกเล่นเส้นเล่นสาย พวกช้าราชการใหญ่ๆโตๆ นี่แหละความเท่าเทียม !!!

ต้องตีทะเบียนคนยากจน แค่เป็นคนไม่มีสิทธิ !

การที่กระทรวงสาธารณสุขจะนำร่องใน 6 จังหวัดไม่ถึง 10 % ของพลเมือง ทั้งยังต้องพิสูจน์ความเป็น พลเมืองด้วยทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน บัตรทองที่จะรับรองว่านำไปใช้เป็นใบเบิกทางได้ รัฐยอมทุ่ม เงินจัดทำบัตร จัดเจ้าหน้าที่ทำเอกสาร จัดตั้งคณะกรรมประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งสำนักงาน จัด กรรมการตีทะเบียนพิสูจน์ความเป็นพลเมือง แต่ไม่ยอมลงทุนกับค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น ไม่ยอม รักษาโรคร้ายที่อาจแพร่กระจายไปสู่สังคม มันเป็นเรื่องของวิธีคิดที่กลับหัวกลับหางของกลไกตลาด ระบบทุนนิยม ไม่ต่างกับการยอมลงทุนจ้างผู้จัดการบุคคลราคาแพง ค่าตัวสูงมาคุมกรรมกรตาม โรงงาน แทนที่จะแบ่งค่าแรงนั้นตอบแทนคนงาน เพราะยังไงๆ การควบคุม และรักษาอำนาจการกด ขี่ของนายทุนย่อมสำคัญกว่าคุณภาพชีวิตที่ดีของกรรมาชีพ ระเบียบต่างๆ และขั้นตอนขอรับบริการ ตามนโยบายพรรคไทยรักไทย ที่นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมช.สาธารณสุข อดีตนักกิจกรรม ฝ่ายซ้ายแจกแจงมา โดยการให้ผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยกรอกแบบฟอร์มสารพัดพร้อมสำเนาทะเบียน บ้าน บัตรประชาชน ไปยังสถานีอนามัย ไปทำทะเบียนเข้ารักษา เพื่อพิสูจน์ด้วยความอับอาย ขายหน้าว่าเขายากจน โดยรัฐอ้างว่าเพื่อพิสูจน์การเป็นพลเมืองก่อนเข้ารักษาในอัตราครั้งละ 30 บาท สะท้อนความไม่จริงใจของรัฐและแสดงออกว่าระบบข้าราชการที่เต็มไปด้วยขั้นตอน อืดอาดล่าช้ายังมีประสิทธิภาพในสายตาไทยรักไทย ที่เสนอว่าให้ “คิดใหม่ ทำใหม่” อยากถามว่า แค่พิสูจน์ตนเองว่าเป็นผู้ป่วย พิสูจน์ว่าเป็น “คน” ไม่เพียงพอกระนั้นหรือ? ในการเข้ารับการ รักษาพยาบาลจากสังคมนี้

ด้วยสาเหตุนี้เราจึงควรคัดค้านอย่างถึงที่สุดข้อเสนอที่ว่าควรมีการเก็บค่าบริการ แม้จะเก็บใน ระดับต่ำเพียง 30 บาทก็ตาม หรือแม้จะมีการยกเว้นค่าบริการให้คนจนจริงๆ เพราะการเก็บค่า บริการระดับต่ำยังเป็นอุปสรรคสำหรับหลายคนในการเข้าถึงระบบ และโอกาสที่รัฐจะอ้างขึ้นค่า บริการก็มีความเป็นไปได้มาก

โรซา ลัคแซมเบอร์ค กล่าวว่า “ในทุกยุคทุกสมัยงานปฏิรูปทุกชนิดจะทำในกรอบและขอบเขตสังคม ที่ถูกสร้างจากการปฏิวัติครั้งก่อน นี่คือหัวใจของปัญหา” กรรมาชีพต้องกล้าต่อสู้และสะสมประสบ การณ์ให้ตนเองทั้งในกรอบและนอกกรอบ นักมาร์คซิสต์สนับสนุนการต่อสู้เพื่อประโยชน์เฉพาะหน้า ของคนจน เพื่อนำไปสู่การปฏิวัติ ระบบรัฐสวัสดิการเป็นระบบที่ช่วยบรรเทาความอดอยากภายใต้ ระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบทุนนิยมระดับหนึ่ง แต่ในขั้นตอนสุดท้ายความมั่นคงในชีวิต และการกำจัด ความอดอยากจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรายกเลิกระบบทุนนิยมและสร้างสังคมนิยมขึ้นมาแทน เนื่องจาก การปฏิรูประบบประกันสุขภาพสำหรับพลเมืองกำลังเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมไทยในยุคนี้ ขบวนการ แรงงานไทย โดยเฉพาะชนชั้นกรรมาชีพที่เป็นลูกจ้างขายแรงงานกาย แรงงานสมอง เป็นมนุษย์กินเงิน เดือนที่ไร้ปัจจัยการผลิต รวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน และประชาชนคนยากคนจน ตลอดจนกลุ่มองค์กร ประชาชนต่างๆ ควรมีความเข้าใจว่า ข้อเรียกร้องของกรรมาชีพในเรื่องประกันสุขภาพควรจะมีองค์ ประกอบสำคัญอย่างไรบ้าง?สวัสดิการเป็นสิทธิของพลเมืองทุกคน โดยส่วนใหญ่ระบบสวัสดิการ เริ่มแรกของอังกฤษจัดขึ้นภายใต้ความคิดที่เสนอว่าสวัสดิการเป็นสิทธิของพลเมือง ไม่ใช่การให้ทาน หรือกุศล ทุกคนในสังคมจะอยู่ในระบบรัฐสวัสดิการโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรเลยเกี่ยวกับรายได้ ลักษณะ ของสถานที่ทำงาน หรือระยะเวลาที่เคยทำงาน และทุกคนจะมีการประกันจากรัฐว่าจะได้รายได้พื้น ฐานไม่ว่าจะมีงานทำหรือไม่มีงานทำ นอกจากนี้ระบบสวัสดิการจะมีระบบเดียว ไม่ใช่หลายระบบแบบ ในไทยที่มีระบบหนึ่งสำหรับข้าราชการ อีกระบบหนึ่งสำหรับคนงานอุตสาหกรรมและสำหรับ คนในชนบทไม่มีอะไรเลย?

รัฐสวัสดิการมี 5 องค์ประกอบหลัก คือ

หนึ่งสวัสดิการในรูปแบบเงิน(ลาป่วย บำนาญ ว่างงาน ฯลฯ) สองระบบรักษาพยาบาลและยาฟรีที่ไม่ต้อง จ่ายล่วงหน้าสามระบบการศึกษาฟรีถึงระดับมหาวิทยาลัยพร้อมทุนศึกษาแบบ “ให้เลย” สี่ความมั่นคง ในการมีที่อยู่อาศัยที่สร้างโดยรัฐในราคาถูกแต่มีคุณภาพ และห้าระบบการคมนาคมมวลชน ในราคาถูกที่รัฐอุดหนุน ?แหล่งทุนรัฐสวัสดิการใช้การเก็บภาษีจากคนรวย รัฐสวัสดิการอังกฤษจะ มีแหล่งทุนสองแหล่ง แหล่งแรกเก็บจากการเงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้างแบบในไทย(ลูกจ้าง อังกฤษจ่าย 9% ของเงินเดือน) แต่ แหล่งสำคัญอีกแหล่งหนึ่งคือการเก็บภาษีจากคนรวยในรูปแบบ ภาษีเงินได้และภาษีมรดกเพื่อสมทบทุนรัฐสวัสดิการ ตรงนี้รัฐบาลไทยและผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย แหล่ไม่เคยพูดถึง ?พอประกาศใช้รัฐสวัสดิการทุกคนได้สวัสดิการทันที ไม่ต้องรอให้เงินสมทบ ถึงขั้นเพียงพอเพราะรายได้กองทุนมาจากการเก็บภาษี ดังนั้นข้ออ้างต่างๆ ของรัฐบาลไทยว่าเราต้อง จ่ายเงินสมทบกองทุนก่อนที่จะมีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการใหม่ได้ เป็นข้ออ้างที่ไร้น้ำหนัก ? มีการยึดโรงพยาบาลและโรงเรียนเอกชนมาเป็นของรัฐ ดังนั้นไม่ต้องรอให้รัฐสร้างโรงพยาบาล ใหม่หรือโรงเรียนใหม่ และถึงแม้ว่าหมอรวยๆ บางคนไม่พอใจกับระบบใหม่ แต่หมอส่วนใหญ่ เห็นประโยชน์และคุณค่าของระบบรักษาพยาบาลรัฐสวัสดิการ จนกลายเป็นกำลังสำคัญในการปกป้อง ระบบนี้ในปัจจุบัน เป็นที่น่าสลดใจว่าในยุคนี้รัฐบาลไทยมีนโยบายตรงกันข้าม คือต้องการโอน โรงพยาบาลรัฐให้เป็นเอกชน

ควรเก็บล่วงหน้าในรูปแบบพรีเมี่ยมกับภาษีรายได้ หรือภาษีมรดกของคนรวย เพราะจริงๆ แล้วระบบ ที่ไม่มีการเก็บเงินในสถานที่รักษาพยาบาลมีข้อดีที่สำคัญสองประการคือ หนึ่งทำให้คนไข้สบายใจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการรักษาสุขภาพทางกาย สองเป็นการประหยัดบุคลากรที่มาทำงานด้าน บัญชีในโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อเน้นบุคลากรทางแพทย์แทน

การรับบริการสาธารณะสุขในสังคมอารยะควรจะเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน ดังนั้นเมื่อ พลเมืองต้องการใช้บริการนี้ไม่ควรต้องมีการพิสูจน์ตรวจบัตร แค่เป็นมนุษย์ที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็เป็น ข้อพิสูจน์เพียงพอ

ข้อเสนอทั้งหมดนี้ไม่ใช่ระบบสังคมนิยม ถ้าเป็นระบบสังคมนิยมจะไม่มีการเก็บภาษี และ ไม่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคม(ชนชั้น) เพราะในระบบสังคมนิยมปัจจัยการผลิตทั้งหมดจะ เป็นของประชาชนชาวกรรมาชีพและชาวนายากจน ระบบที่เสนอมานี้เป็นระบบรัฐสวัสดิการภาย ใต้เศรษฐกิจทุนนิยม และเป็นระบบที่มีอยู่ในประเทศอื่นหลายประเทศแล้ว แต่ที่สำคัญที่สุด คือ ไทยมีทรัพยากรเพียงพอที่จะนำระบบนี้มาใช้ได้

ดังนั้นถ้าได้ยินนักการเมืองคนใดพูดว่า “เป็นไปไม่ได้” “ประเทศไทยยังยากจน” จงเข้าใจว่าเขา หมายความว่า “เป็นไปไม่ได้ที่ผมและเพื่อนๆ ชนชั้นนายทุน จะยอมเสียผลประโยชน์และ อภิสิทธิ์ต่างๆ เพื่อให้พวกคุณคนยากคนจน พลเมืองไทย มีระบบสาธารณะสุขที่เป็นธรรม


สำนักข่าว thaingo รายงาน

cheeriver@hotmail.com