สื่อกับการเมือง พลังที่ต้องก้าวมาร่วมพัฒนาสังคมไทย

วันที่ 18 พฤษภาคม 2549 ศ.ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้กล่าวปาฐกถาประจำปี 2549 ของมูลนิธิอิศรา อมันตกุล เรื่อง “สื่อกับการเมือง” ณ ห้องอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่ง ศ.ดร.ชัยอนันต์ ได้ย้ำหนักแน่นว่า สื่อนั้นไม่มีบทบาทไปที่ความเป็นกลางทางการเมือง มีแต่บทบาทที่ต้องพิสูจน์ให้ประชาชนรับรู้และตอบรับไปสู่ความเชื่อถือเอง

สื่อกับการเมืองเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะสถานการณ์การเมืองในรอบปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่าไม่เคยมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่รัฐบาลกับสื่อ จะเผชิญหน้ากันอย่างตรงไปตรงมา ทั้งที่จะว่าไปแล้วสื่อไม่ได้เป็นสถาบันหลักที่จะต้องมาเป็นปฏิปักษ์ หรือมีบทบาทในการทำให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจ

อย่างไรก็ตามสื่อ มีบทบาทกับการเมืองมาอย่างยาวนาน แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าคิด และวิเคราะห์ว่าเหตุใดการเมืองไทยจึงเดินมาถึงจุดนี้

ผมคิดว่าทั้งสื่อและระบบการเมือง ผู้ทำสื่อหรือนักการเมือง ต่างล้วนแล้วแต่อยู่ในสังคมเดียวกัน มักมีคำพูดเสมอว่าประชาชนเป็นอย่างไร สื่อก็เป็นอย่างนั้น ก็เท่ากับว่าสื่อเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของความรู้สึกของประชาชน และการเปลี่ยนแปลงในทางสังคมที่เปลี่ยนไป

ดังนั้น จะเห็นว่าที่ผ่านมา สื่อมีการเปลี่ยนแปลงจากผลกระทบทางสังคมที่เปลี่ยนไปอยู่ 3-4 ประการ ประการแรก คือ สื่อมีความหลากหลายมากขึ้น ในอดีตผลกระทบที่สำคัญของสื่อโทรทัศน์ ที่นักวารสารศาสตร์นำมาเรียนรู้คือ การที่ประธานาธิบดีนิกสันและเคนาดี้กล่าวโต้กันทางทีวี แล้วมีคนกล่าวว่า สื่อเป็นเครื่องตัดสินที่ทำให้นิกสันแพ้ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่มีบทบาทสำคัญมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

ประการต่อมาคือ ความสัมพันธ์ของสื่อกับประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป “ปัจจุบันประชาชนไม่ได้เสพสื่อโดยตรงอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นผู้ผลิตสื่อด้วยซ้ำ ในรูปของการนำข้อความที่คิดหรือผลิตขึ้นเอง ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยลงในสื่ออินเตอร์เน็ต”

อีกประการคือ การเผยแพร่ของสื่อมีความรวดเร็วมากขึ้นในลักษณะแบบทวีคูณ โดยเฉพาะสื่ออิเล็กทรอนิกส์ กล่าวคือ หากเราจะมองดูสื่อกับการเมืองแล้ว จะเห็นว่า สังคมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ สื่อจะต้องมีทั้งความเป็นอิสระและเสรีภาพ แต่ในบางสังคมอาจพบสภาพที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเช่นนั้น คือ สื่ออาจมีเสรีภาพ แต่ไม่มีความเป็นอิสระ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนจากการควบคุมสื่อวิทยุและโทรทัศน์ จนทำให้เสรีภาพที่มีอยู่ในสังคมไม่มีช่องทางพอที่จะแสดงออก

ทั้งนี้ สถานการณ์การเมืองในรอบสองสามเดือนที่ผ่านมา ทำให้เราต้องคิดคำจำกัดความหรือแยกแยะประชาชนเสียใหม่ เพราะวันนี้มีการแยกประชาชนค่อนข้างชัดเจน โดยไม่ได้แยกจากสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่ประชาชนวันนี้ถูกแบ่งแยกตามความมากน้อยในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกในสังคมไทยเช่นกัน แล้วส่งผลให้สื่อเริ่มแสดงบทบาทสื่อในอีกบทบาทหนึ่ง

เราเริ่มเห็นการผสมผสานสื่อมากกว่าหนึ่งชนิด ในการเคลื่อนไหวทางสังคม ที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์พยายามรวมตัวกับโทรทัศน์ ถ้าหากเป็นไปได้ แต่อย่างที่กล่าวแล้วว่า ความเป็นอิสระของสื่อโทรทัศน์มีน้อยมาก แต่เมื่อไหร่เมื่อมีการรวมกันของหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์แล้ว เมื่อนั้นเราก็จะเห็นประสิทธิภาพในการที่จะส่งทอดข้อมูลไปยังประชาชนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้สื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับประชาชนได้

ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา มีการใช้สื่อผสมหลายอย่าง ที่มีทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ รวมถึงการส่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต และการมีส่วนร่วมของกลุ่มประชาชนเข้ามาในรูป “การให้ความรู้และความบันเทิง” จะเห็นว่า “บทบาทใหม่ของสื่อในเมืองไทยที่อีกประการที่พบคือ มีลักษณะในเรื่องการจัดตั้ง ระดมพลเตรียมการทางการผลิตหรือการจัดเวทีมากขึ้น หรืออาจเรียกว่าการมีส่วนร่วมโดยไม่จำเป็นต้องปรากฏตัว”

ถามว่าหากการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะพิเศษที่สังคมไทยไม่เคยเจอมาก่อนเช่นนี้ สื่อและประชาชนจะมีความสัมพันธ์กับระบบการเมืองที่เปลี่ยนไปอย่างไร สื่อก็จะต้องเร่งรีบในการดำเนินการในหลายประการ

ประการแรกต้องพิจารณาถึงความเป็นอิสระของโครงสร้างสื่อ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์และวิทยุ ตรงนี้อาจมีความสำคัญมากกว่าการไปแก้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เพราะที่ผ่านมาเมื่อเกิดปัญหาเรามักมองที่ระบบการเมือง แต่เรากลับไม่ได้มองสภาพแวดล้อมทางสังคมตามไปด้วย

ประการสอง “สื่อต้องย้อนดูบทบาทตัวเองว่า บทบาทในทางการเมืองของตัวเอง คงเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่าสื่อมีความเป็นกลางทางการเมือง” สื่อจะต้องแสดงบทบาทโดยให้ประชาชนเป็นผู้ประเมิน พูดง่ายๆ คือ หากเกิดสถานการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ คงไม่ใช่เรื่องของความเป็นกลางทางการเมือง และความเป็นกลางไม่ได้หมายความว่า สื่อตกอยู่ภายใต้อำนาจทุนของนักการเมือง

สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การพัฒนาบุคลากรในวงการสื่อให้ก้าวล่วง ไปจากการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ กล่าวคือ แม้จะทำงานหนักก็ตาม แต่ไม่จำเป็นต้องมีการวิจัยหรือค้นคว้า หรือการสืบค้นหาข้อมูลในเชิงข่าวสืบสวนสอบสวนมากนัก เพราะเราพบกับรัฐบาลที่ซับซ้อนมากจนเกินไป หลายเรื่องจึงเป็นไปได้ยาก แต่เราควรทำเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนหรือเรื่องยากให้เป็นเรื่องที่ง่าย

“สิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับนักหนังสือพิมพ์ในอนาคตและสื่อ ท่ามกลางการเมืองแบบนี้ คือจะต้องพร้อมอธิบาย เล่าเรื่องหรือวิเคราะห์และทำให้สนุกสนาน ตื่นเต้นเร้าใจได้ด้วยในลักษณะแบบไทยๆ”

นอกจากนี้ จะทำอย่างไรจะทำให้สื่อโทรทัศน์มีความเป็นอิสระมากขึ้น ในแง่ของความเป็นเจ้าของ รวมถึงการจัดทำรายการต่างๆ ที่จะต้องมีคณะบุคคลที่มีความมั่นคง ไม่มีผลประโยชน์และเห็นแก่ประโยชน์กับประชาชน


อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

6 มิถุนายน 2549