บทบาทเครือข่ายเยาวชนดงรัก กับ"การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น"

ชุมชนท้องถิ่นในปัจจุบันมีปริมาณวัยรุ่นวัยหนุ่มสาวตกค้างมากขึ้น แต่กลับไม่ใช่วัยแรงงานสำหรับครัวเรือน แม้จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นก็ตาม อันเนื่องมาจากการปลูกฝังและการวางความสัมพันธ์ทางอำนาจที่จะผูกขาดในการถ่ายทอดความรู้ของโรงเรียนซึ่งตามหมู่บ้านต่างๆ ในปัจจุบันได้เปิดสอนไปถึงระดับมัธยมต้น โดยปรากฏการณ์นี้ ควรจะเป็นปัจจัยเชิงบวกให้กับแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องแรงงานขาดแคลนในภาคการเกษตรชนบท แต่ผลที่เกิดขึ้นนอกจากไม่สามารถสนับสนุนการขาดแคลนแรงงานในครัวเรือนได้แล้ว ยังกลายเป็นเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยนำไปสู่การพัฒนาให้เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของยาเสพติด การสำส่อนทางเพศ ความรุนแรง และพัฒนาไปสู่ยุวชนอาชญากรรม ดังนั้น หลักสูตรการศึกษาและกิจกรรมจึงต้องคิดหรือวางแผนให้ไกลกว่าการเรียนในห้องเรียน เพื่อพัฒนาและยกระดับจิตสำนึกเด็ก และยาวชนให้เข้าใจและตระหนักต่อสภาพของชุมชน

ในขณะที่ชุมชนหมู่บ้านเองหลังการพัฒนาขนานใหญ่ "น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ โทรทัศน์ถึง โทรศัพท์ทั่ว" ระหว่าง ทศวรรษ 30 จนถึง ทศวรรษที่ 40 ทำให้ในสถานการณ์ปัจจุบันหลายๆ ชุมชนกำลังเปลี่ยนวิถีไปเป็นเมือง โดยเฉพาะวัฒนธรรมบริโภคและการแตกห่างของความสัมพันธ์ภายในชุมชน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการศึกษา ที่ผลักดันความสัมพันธ์ออกจากชุมชน ส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลสื่อ และพลังโลกาภิวัตน์ที่ทำให้ชุมชนในปัจจุบันเร่งรีบทำการผลิตหรือสร้างรายได้เพื่อให้เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้ในระยะเวลาเพียง 20-30 ปี วิถีการผลิตคนชนบทเปลี่ยนจากชาวนาไปเป็นชาวไร่ที่ปลูกพืชอย่างหลากหลาย อาทิ มันสำปะหลัง ปอ มะม่วงหิมพาน อ้อย ยูคาร์ลิปตัส และยางพารา

วัฒนธรรมแรงงาน การลงแขก การซอแรง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ต้องใช้พลังชุมชนมากมาย ได้หายไป หายไปพร้อมๆ กับการเข้ามาของเงินและการจ้างงานทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งถูกแรงบีบของเศรษฐกิจ หนี้สิน ให้กลายไปเป็นแรงงานไร้ฝีมือในเมือง และละเลยบทบาทการกล่อมเกลาพัฒนาเด็กๆ และเยาวชนให้สมบูรณ์ทั้งในด้านจิตใจและร่างกาย ซึ่งแม้แต่บทบาทแม่ซึ่งสำคัญมากสำหรับขั้นตอนแรกของการอบรมกล่อมเกลาสมาชิกในครัวเรือนโดยเฉพาะวัยเด็ก หรือ บทบาทปู่ย่า ตายาย ไปจนถึงโครงสร้างอำนาจที่สืบทอดอุดมการณ์ของชุมชน ก็ล้วนแต่ถูกผันไปเป็นสินค้าประเภทแรงงานในภาคต่างๆ จนหมด ทำให้ลูกหลาน เยาวชนถูกซ่อนและฝากไว้กับระบบการศึกษา ในขณะที่สถาบันกล่อมเกลาความคิด จิตใจให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน อาทิ วัด ก็เริ่มไร้พระสงฆ์สถาบันอาวุโสคนเฒ่าคนแก่ในปัจจุบันก็จ่อมจมสิ้นหวังและเมามายอยู่ตามร้านค้า

เมื่อเยาวชน 2 กลุ่ม ส่วนหนึ่งคือกลุ่มนักเรียน อีกส่วนหนึ่งกลุ่มที่ไม่เรียนกลายเป็นกลุ่มเดียวกัน อาศัยอยู่ร่วมกันในชุมชน แต่ขาดการหยิบยื่นเข้ามาดูแลจากหน่วยงานต่างๆ ขาดกระบวนการกระตุ้นให้ตระหนัก ขาดการส่งเสริมในด้านที่สร้างสรรค์ ทำให้ปัญหาการรวมกลุ่มเป็นแก๊ง เป็นก๊วน แล้วมีพฤติกรรมลอกเลียนแบบเด็กเมืองหรือดาราทีวีก็เริ่มมีมากขึ้น

ดังนั้น "โครงการค่ายเยาวชนทำสื่อ (รักคนอ่าน)" เพื่อพัฒนาทักษะผู้นำเยาวชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นโครงการร่วมมือระหว่าง เครือข่ายเพื่อการพัฒนาเยาวชนอำเภอพนมดงรัก กับ ไทยเอ็นจีโอ โปรเจกส์ / มูลนิธิกองทุนไทย จึงเกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายก็เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนในชุมชนให้มีความสามารถในการคิด การนำ การตัดสินใจ และมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมส่วนรวม

นอกจากนั้นก็ผลักดันให้เกิดการสร้างพลังเครือข่าย เวที เพื่อการเรียนรู้ในด้านต่างๆ อาทิ กิจกรรมวิทยุชุมชน กิจกรรมด้านศิลปะวัฒนธรรม การกีฬา กิจกรรมไอที / อินเตอร์เน็ต เป็นต้น นอกจากนั้น การนำกิจกรรมมาพัฒนาเยาวชนสามารถสร้างประสบกาณณ์ในการเข้าใจถึงหลักการและวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยได้อีกด้วย

นายชัยพฤกษ์ สมานรักษ์ ชาวบ้านอำปึล ต.บักได อ.พนมดงรัก สุรินทร์ หนึ่งในแกนนำก่อตั้ง เครือข่ายเพื่อการพัฒนาเยาวชนอำเภอพนมดงรัก ได้สรุปแนวคิดค่ายเยาวชนทำสื่อ (รักคนอ่าน) ในครั้งนี้อย่างกระชับว่า

"เยาวชนเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศ ถ้าหากเยาวชนไม่ได้รับการพัฒนาให้ถูกทาง สังคมไทยก็อาจจะเกิดปัญหาตามมา ซึ่งนับวันยิ่งรุนแรงซับซ้อน โดยเฉพาะเยาวชนกลุ่มเสี่ยงที่ต้องตกเป็นเหยื่อ อันเนื่องมาจากการขาดกระบวนการพัฒนาด้านหลักคิด การสร้างความรู้ความเข้าใจ ต่อความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของสังคม

เครือข่ายเพื่อการพัฒนาเยาวชนอำเภอพนมดงรัก ริเริ่มมีแนวคิดการสร้างศักยภาพเยาวชนมา ตั้งแต่ปี 2544 โดยเราใช้กิจกรรมเป็นกระบวนการเสริมให้เยาวชนได้คิดได้เรียนรู้ เพื่อยกระดับทางความคิด จิตสำนึกและพัฒนาไปเป็นบุคลากรของสังคมที่มีคุณภาพในอนาคต

โครงการค่ายเยาวชนทำสื่อ (รักคนอ่าน) เพื่อพัฒนาทักษะผู้นำอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ เรียกง่ายๆ ว่า "ค่ายต้นกล้าพนมดงรัก" เกิดมาจากแนวคิดว่า ทำอย่างไรจะเชื่อมร้อยกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ให้ได้เข้ามาทำงานเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของตัวเองได้

บวกกับปัจจุบัน สถานการณ์ภาวะโลกร้อน การลดลงจนนำไปสู่การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ที่ดิน และปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะอำเภอพนมดงรัก มีพื้นที่ 1 แสนกว่าไร่ ซึ่งในอดีตเคยมีทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์มาก แต่ปัจจุบันแทบจะไม่เหลือให้ได้เห็นอีกแล้ว เนื่องจากถูกบุกรุกแผ้วถางมาโดยตลอด และอีกไม่นานคงจะไม่เหลือเลย แต่จะแปรเปลี่ยนเป็นไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง และสวนยางพารา ดังนั้น กิจกรรมนี้เองจึงมุ่งเน้นว่า ทำอย่างไร ที่จะให้เยาวชนอำเภอพนมดงรักรู้สึก ตระหนักและปกป้องหวงแหนทรัพยากรในท้องถิ่นของตนครับ"



อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมข่าวไทยเอ็นจีโอ รายงาน
20 กุมภาพันธ์ 2551