|
แม่บ้านทุ่งส้มป่อย ยกครกมาตำพริก
สร้างชุมชนเข้มแข็ง
วัฒนธรรมการกินในสังคมไทยปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปมาก เปลี่ยนแปลงลงไปลึกถึงในชนบท
ในครัวเรือนที่ห่างไกล ที่เคยแตกต่างจากวิถีชีวิตที่เรียกว่า
เมือง แต่ในปัจจุบันคนชนบทไม่ใช่เช่นนั้น เพราะคนชนบทก็ต้อง
ซื้อผัก ซื้อปลา ซื้อข้าว จากแพ็คกิ้งคล้ายกับคนเมือง จากพ่อค้าคนกลางคนเดียวกัน
ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่า ปลาตัวนี้มาจากแห่งหนตำบลใด ใกล้ หรือ
ไกลจากตัวเอง ข้าว หรือ ผัก ก็เช่นกัน
คงไม่ต้องเอ่ยว่า ความสำคัญหรือสิทธิผู้บริโภคอยู่ที่ไหน ความสะอาดปลอดภัยและราคาเป็นธรรมเพียงใด
ในโลกปัจจุบันผู้ผลิตไม่รู้จักผู้ซื้อ และผู้ซื้อไม่เคยถามถึงผู้ผลิต
ทุกอย่างถูกตัดขาดจากกันโดยพ่อค้าคนกลาง ระบบตลาด ซึ่งเป็นผู้กำหนดให้ทุกอย่าง
ในอดีต ชีวิตคนชนบทสร้างสรรค์วิถีชีวิตตนเองไว้อย่างรอบคอบ
มัธยัสถ์ สอดคล้องกับธรรมชาติทรัพยากร เน้นการพึ่งพาตนเองและพึ่งพากันและกัน
นอกจากไม่เร่งรีบกับชีวิตประจำวันแล้ว ยังเน้นความมั่นคงในปัจจัยสี่
อีกทั้งยังต้องสะอาดและมีคุณภาพด้วย
ในยุคที่อำนาจตลาดและสินค้าจากพ่อค้าคนกลางเข้าถึงชุมชนชนบท
มาพร้อมความสะดวกสบาย และวัฒนธรรมการบริโภคแบบสมัยใหม่ ที่เน้นสำเร็จรูป
ทำให้ชุมชนต้องหันไปสร้างรายรับเป็นตัวเงินเพื่อให้เพียงพอกับรายจ่าย
สิ่งที่เคยทำเอง ปลูกเอง และพึ่งพากันก็เสื่อมสลายไป ยิ่งกว่านั้น
สิ่งที่ต้องบริโภคกลับค้นหาหรือเรียกร้องเอาความมั่นใจในความปลอดภัยและก่อผลดีกับสุขภาพแทบไม่ได้เลย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรสชาติเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในวัฒนธรรมการกินของชุมชนชนบทในท้องถิ่นปักษ์ใต้
การตำพริกแกงของกลุ่มแม่บ้าน บ้านทุ่งส้มป่อย ต.ละมอ อ.นาโยง
ตรัง กระบวนการฟื้นบทเรียนจากการ ตำ ของเหล่าแม่บ้าน
ที่สร้างประสบการณ์และกลไกตลาดซื้อขายในชุมชนที่เน้นสุขภาพชุมชน
ซึ่งก็คือการพึ่งพาตนเองอย่างเป็นระบบ กลายเป็นกระบวนการหนึ่งที่คอยหนุนให้เกิดความเข้มแข็งในด้านต่างๆ
ให้กับชุมชน และกว่า 3-4 ปี พัฒนาการของกลุ่มแม่บ้านตำพริกแกงเพื่อกินและเหลือจึงขาย
กลับประสบผลสำเร็จจนสามารถขยายออกเป็น 4 กลุ่มเชื่อมโยงเป็นระบบการผลิตเพื่อกิน
คือ กลุ่มผู้ตำ กลุ่มผู้ปลูก กลุ่มผู้ซื้อ และผู้ขาย
ซึ่ง 3 กลุ่มแรกต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิกกลุ่ม

นางนงเยาว์ ดวงแก้ว แกนนำกลุ่มแม่บ้านตำพริกแกง
ซึ่งขยับบทบาทจากผู้รับผิดชอบปากท้องและสุขภาพคนในครอบครัว มาสู่บทบาทแกนนำกลุ่มแม่บ้านที่เข้มแข็งและคาดหวังถึง
การสร้างพลังชุมชนเข้มแข็ง ตราบจนเรื่องปากท้องและสุขภาพชุมชน
วันนี้ น่งนงเยาว์ได้เริ่มต้นย้อนถึงการนำครกมาตำในที่สาธารณะสร้างชุมชนเข้มแข็งครั้งนี้ว่า
ก็คงจากการที่เราไปสำรวจความต้องการในหมู่บ้านว่าเขาต้องการอะไรกันแน่
ถึงพอไปสำรวจก็พบว่า เขานี่ซื้อเครื่องแกงกันมาก ทำไมซื้อเครื่องแกงกันมาก
ก็เพราะที่นี่เขาต้องตัดยาง เขาตื่นแต่เที่ยงคืนอะไรแบบนี้ กลับมาถึงแทนที่เขาจะต้องนั่งตำเครื่อง
เขาไปซื้อเครื่องแกงซัก 5 บาท แล้วช่วงที่เวลาที่เขาตำนั้น เขาได้นอนพักผ่อน
จึงเห็นถึงความสำคัญตรงนั้น ว่าเราน่าจะมาตำเครื่องแกงขายกันดีกว่าน่ะ
อย่างน้อยๆ เราก็ได้รู้ว่า เครื่องแกงที่เราตำนั่นมันสะอาดหรือไม่อย่างไร
มันดีไหม เพราะเราทำนั้น เราทำเพื่อกินเอง ไม่ได้หวังเพื่อที่จะขาย
เราคำนึงถึงคนในหมู่บ้านของเรา ไม่จำเป็นต้องไปกินของที่เราไม่รู้ว่าสะอาดไหม
อีกอย่างหนึ่งคนแก่ๆ จะได้มีงานทำ นั่งอยู่บ้านเปล่าๆ
แถมทำให้มีเงินหมุนเวียนในหมู่บ้านของเราด้วย ไม่ต้องเอาไปให้คนข้างนอก
พอเราคิดกันได้แล้วก็จัดตั้งกลุ่มกันขึ้นมา แบ่งเป็นฝ่าย ฝ่ายจัดซื้อ
ก็ไปซื้อของ คนไปซื้อของก็ต้องดูเหมือนกันว่า พริก ถ้าเป็นราไม่เอาน่ะ
ไม่ว่าราคาถูกอย่างไรเราไม่เอา ที่ไม่เอาเพราะว่าเราไม่หวังจะค้าขายหรือค้ากำไรน่ะ
สุขภาพของเรา เราทำกินกันเอง ตอนนั้นเรามีนางอารี มีป้าเดื่องไปด้วยกัน
พอไปซื้อที่ร้านเขาก็ถามว่าเอาไปทำอะไร เราก็บอกว่าเอาไปตำเครื่องแกงขาย
เขาก็บอกว่า มีขายให้ราคาอีกราคาหนึ่ง ลูกอะไรมันจะเหมือนกัน
ซึ่งถ้าไม่สังเกตจะดูไม่ออก ซึ่งร้านบอกว่าให้เอาไปเถอะถ้าเอาไปขายมันจะได้กำไรมากกว่า
แต่ว่าฝ่ายจัดซื้อก็สงสัยว่าทำไมเขาคะยั้นคะยอให้เอา ก็ไปหักดู
พอหักดูก็เห็นเชื้อราข้างใน จึงบอกไม่เอา น่ะ ถ้าเป็นเชื้อราข้างใน
เราจึงสรุปว่า เราไม่ได้ทำขาย เราทำกิน
ไม่เอาพริกถูกๆ เพราะเขาไม่คำนึงถึงสุขภาพคนกินเลย เขาไม่คำนึงเลยไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ช่าง
แต่ว่าของเราคำนึงถึงสุขภาพของเราและของเพื่อนบ้านด้วย พูดง่ายๆ
คือนึกถึงผู้บริโภคทั้งหมด วันก่อนไปที่ อ.ย่านตาขาว มีคนแก่คนหนึ่งพูดว่า
ลูกเฮ้อ กูหม้ายซื่อพึดของข๊ายในล๊าด
ไรเติ่นหม้ายซื้อ
ขี้หมิ่นมันกะหม้ายลาง ไคร้มันกะใส่ทั้งโตน ดีปลีกะไส่ทั้งวาร
พริกแกงที่นี่ฉันล้างทั้งหมด เพราะเชื้อรามันไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าได้
และเราไม่ได้ยอมรับว่ามันจะสะอาดหมด แต่ก็กำจัดไปได้นิดหนึ่ง
เพราะก็ไม่รู้ว่ามันมีอะไรบ้าง แต่ถ้าได้ล้างให้สะอาดก็น่าจะไป
(สะอาด) ได้ระดับหนึ่ง
พอมาตำกันก็ได้เห็นๆ
ว่ามีคนแก่ได้มีงานทำ อีกส่วนหนึ่งคือคนปลูก ขมิ้น ปลูกตะไคร้
ปลูกแล้วก็ไม่รู้จะขายให้ใคร ไปขายพ่อค้าคนกลางก็ถูกกดราคา ปีแรกๆ
ลำบากมากต้องไปหาซื้อจากข้างนอก ตะไคร้ ขมิ้นอะไรพวกนี้ ต้องไปหาซื้อจากข้างนอก
ลำบากมาก หลังจากนั้นเราก็พยายามพูดคุยกับคนแก่ๆ เติ่น (เธอ)
ว่างๆ ไม่ได้ทำอะไร ก็ขุดหลุมปลูกตะไคร้กันดีกว่า ไม่ต้องซื้อตลอดเวลา
เวลาขายก็ไม่ต้องขายให้ใคร มาขึ้นชื่อเป็นสมาชิกกลุ่มขายให้กลุ่ม
คือ เขาปลูกแล้วมาขาย ไม่ต้องมาตำ ก็เป็นสมาชิกของกลุ่มได้ เราแบ่งบทบาทกัน
บางคนก็เป็นสมาชิกปลูกด้วย มาตำด้วยและเป็นสมาชิกซื้อไปกินด้วย
อีกอย่าง พวก ขมิ้น ตะไคร้ พอไปซื้อจากข้องนอกก็พบว่า
เขาใส่ปุ๋ยเพื่อให้หัวขมิ้นมันเติบ (ใหญ่) ซึ่งเราพยายามอยู่แล้วว่าไม่ต้องการให้ได้สารเคมี
สิ่งที่เราทำเราพยายามปลอดสารเคมี เพื่อสุขภาพจริงๆ จึงมาพูดกันว่า
เรามาเอาจากบ้านเราเอง มาปลูกกันเองดีกว่า เพราะขมิ้นบ้านเราไม่ต้องใส่ปุ๋ยนิ
ดินงามปลูกงาม ถ้าใส่ก็ใส่ขี้วัวขี้ไก่ได้ หลังจากนั้นเราก็ไม่ซื้อจากข้องนอกเลย
อย่างพริกก็ยังซื้ออยู่บ้าง เพราะปลูกแล้วไม่ค่อยได้ผล เพราะปลูกเสร็จเก็บได้สักลังหนึ่งมันก็ตาย
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไร
ส่วนความคิดเรื่องรวมกลุ่มกันทำงาน มาจากประสบการณ์เรื่องอื่น
คือเริ่มตั้งแต่กิจกรรมอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ หลายปีมาแล้ว ตั้งแต่
รับธง (พระราชทานอนุรักษ์ป่า) มันเป็นจิตสำนึกของชาวบ้านจริงๆ
ตั้งแต่พ่อแม่เรา ที่ไปสวนไปถางไม้ทำลายป่าตั้งแต่สมัยแต่ก่อน
สร้างฐานะให้กับลูกหลานสร้างสวนทำสวนไว้ให้ พอทำเรื่องนี้ ก็ทำมาเรื่อยๆ
ตอนทำอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ก็ได้รับธง เขาก็มอบเงินมาให้
1 แสนบาท ตอนนั้นพระนางเจ้า อยากให้ประชาชนทำอะไรให้อิ่มท้อง
ให้ทำธนาคารข้าวอะไรแบบนี้แหละ ซึ่งบ้านเรานั้นไม่ได้มีนามากพอที่จะมาทำธนาคารข้าวได้
ก็เลยคิดกัน ตอนนั้นพี่สายัณ ทองสม เป็นผู้ใหญ่บ้าน (ปัจจุบันเกษียณ)
แกก็เลยเรียกลูกบ้านมา ว่า นี่เราทำกันพรรค์นี้ได้ไหม เพราะแกจะทำอะไร
แกจะต้องมีการประชุมกับคณะกรรมการหมู่บ้านกันตลอดเวลา ก็สรุปว่าไปซื้อข้าวสารกันดีกว่า
เพราะบ้านเราซื้อข้าวสารกันมาก
หลังจากทำข้าวสารประสบความสำเร็จ
พี่สายันอีกนั่นแหละที่เป็นคนถามว่า มีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง ที่ทำร้านสหกรณ์แล้วไม่ประสบความสำเร็จ
แต่ไม่ได้หมายถึงล้มละลายอะไร แต่เงินคืนให้สมาชิก เพราะคนขายก็อยู่ไม่ได้
เราต้องจ้างคนขาย แล้วต้องเอาของมาสต๊อค เมื่อของจะหมดอายุก็ลำบาก
มันลำบากหลายสิ่ง ก็เลยต้องยุบตัว (มีทุนเหลือ) แล้วเอาใหม่
แกนั่นแหละเป็นต้นคิดว่าเอาไหม ให้แม่บ้านเป็นคนทำ แต่เรื่องพริกแกงแม่บ้านเป็นคนทำคนคิดขึ้นเอง
จากการทำแผนแม่บทชุมชน จากการสอบถามพูดคุยกันหลายๆ คน ว่าบ้านเรามีอะไรมั้ง
ต้องการทำอะไรกันมั้ง พอความคิดหลายหลากก็ออกมาได้ และพี่สายันแกก็สนับสนุนอยู่
หลังจากว่าพอทำเรื่องข้าวสารประสบความสำเร็จก็เอาเงินอีกตัวหนึ่งไปทำร้านลอยฟ้า
พอทำร้านลอยฟ้าประสบความสำเร็จก็มาทำเรื่องพริกแกง พี่สายันเป็นคนที่คิดขึ้นมาอีกหลาวว่า
บ้านเราอย่าเอาแต่ซื้อ แต่เมื่อทำแล้วก็ให้มันได้ขายด้วยกัน
พี่สายันเป็นคนให้ความคิด ให้แง่คิดทุกสิ่งทุกอย่างแกแม่บ้าน
แกคอยนั่งมอง เมื่อมีปัญหาอะไรก็ปรึกษาแกได้ นางนงเยาว์เล่าเกริ่น
และย้ำว่าถึงจะมีโอกาสหรือไม่ก็ตาม กิจการกลุ่มแม่บ้านจะโตหรือขยาย
ยังไงก็ยังคงจะขอใช้วิธี ตำ พริกแกงเช่นเดิม
ยังไงก็คิดว่าไม่เปลี่ยนน่ะ เพราะเราสรุปชัดเจนแล้วว่า
นี่คือเครื่องแกงทำมือ จะอนุรักษ์ตรงนี้เอาไว้ เพราะไม่อย่างนั้นลูกหลานของเราในวันข้างหน้าคงจะไม่รู้จักว่า
อะไรคือครก อะไรคือสากกระเบือ
ตอนนี้พยายามส่งเสริมเยาวชนน่ะ เพราะเมื่อก่อนก็มีเยาวชนมาทำเหมือนกัน
มาเรียนรู้ อย่างๆ น้อยเขาก็ได้มาตำ กลับไปบ้านเขาก็ยังตำเครื่องแกงเองเป็น
พอโรงเรียนปิดเทอม ก็มาช่วย พอมีครอบครัวออกไปแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องพึ่งแกงถุงหรอก
เพราะมีความรู้ของเราแล้ว ว่าแกงกะทิใส่อะไรมั้ง แกงเหลือง แกงส้มใส่อะไรมั้ง
ส่วนประกอบกี่สิ่ง เขาสามารถจะเรียนรู้ได้ไปจากกลุ่มได้แล้ว
ไม่เป็นห่วงเลยว่าเด็กที่นี่เขาจะตำเครื่องแกงไม่เป็น เพราะเชื่อแน่ว่าต่อไปเด็กๆ
จะต้องพึ่งแกงถุง
เกี่ยวกับมาตรฐาน เรามีตาชั่งวัดปริมาณ
ส่วนประกอบทั้งหมดเราจะพึ่งตาชั่งทั้งหมด แล้วรสชาติจะออกมาเหมือนเดิม
หรือบางทีสมาชิกเราจะตรวจสอบน่ะ เช่น เคย (กะปิ) สมาชิกจะเอาไปแกงกินดู
แล้วรู้สึกว่า มันยังไง มันแปร่งๆ ไหม มันขาดอะไร เครื่องแกงทั้งหมดสมาชิกเราจะเอาไปแกงด้วย
เรื่องออร์เดอร์ถ้าปริมาณมาก เราก็มาตำกันทุกวัน
เพราะที่มาตำตำตามปริมาณที่พวกเรามาสั่งกันเองเอาไปกิน เหลือก็เอาไปขาย
จริงๆ แล้ว อย่างเดือนมกราคมนี่เรามาตำหลายครั้งแล้วน่ะ ดูตามตารางเวลาที่เรามาลงชื่อได้
เรามาตำ 9 ครั้งแล้ว
ระบบการมาตำ ไม่มีปัญหาเรื่องเวลาใครสะดวกมาเร็วก็มาก่อน
เราอาศัยความสามัคคีกัน ไม่กำหนดตายตัว มาถึงก็ลงชื่อกัน บางทีฉันติดธุระมาหลังหน่อยก็ไม่เป็นไร
หรือคนอื่น ติดธุระก็ไม่ว่ากันน่ะ เพราะขาดสามัคคีแล้วกลุ่มอยู่ไม่ได้แน่นอน
เรื่องปัญหาหลบเลี่ยงกันไม่มี คือใครมาแล้วก็มาตำช่วยกัน มานั่งด้วยกัน
อยู่ตรงนี้แหละ
เรื่องคุณภาพเรื่องเครื่องแกงเรา นี่ต้องถามคนนั้น
(อีกคนหนึ่งที่ตำอยู่) เขาเคยลองเปิดทิ้งไว้ปรากฏว่าเก็บไว้ได้นานมากไม่เสียง่ายๆ
นางนงเยาว์ยืนยันและอธิบายถึงกระบวนการสร้างเครือผู้ผลิตและแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ว่า
เคยไปดูมาแล้ว ไปที่หยงสตาร์ (อ.กันตัง)
ไปติดต่อกลุ่มทำกะปิ แต่ของเขาแพงมาก เราเลยไปรับจากร้านค้าอีกที
เพราะร้านค้าเขาไปรับมาทีละมากๆ ได้ราคาถูกกว่าเรา
เรื่องแพ็คกิ้งก็คิดเหมือนกัน
มีโลโก้ มีแพ็คเกจ ใส่ถุง มีสติ๊กเกอร์ ด้วย แต่ว่าวันก่อน สมปอง
บุญรอด (แกนนำบุกเบิกร้านลอยฟ้าในชุมชนทุ่งส้มป่อย) เคยมาคุยแล้วว่าจะ
แพ็คกงแพ็คกิ้ง หลายๆ คนตกใจ อะไรแพ็คกงแพ็คกิ้ง สมปองเคยเอาของคนอื่นมาให้ดู
เขาใส่กล่อง เอามาให้ลองชิมดู ก็พบว่า สมปองเฮ้อ นี่มันบูดแล้วนิ
เพราะความร้อนอุดอู้ข้างในมันทำให้เครื่องแกงบูดได้ เลยบอกว่า
สมปองไม่เอาน่ะถ้าทำพรรค์นี้ ถ้าจะใส่ถุงจริงๆ ตอนจะส่งค่อยใส่ถุง
เพราะใส่ถุงมันบูดเร็ว มันอับ ใส่ถุงมันเสียไว
ส่วนเรื่องวิธีการรับสมาชิกเข้ากลุ่มก็ยังรับอย่างนั้นแหละน่ะ
คือ ต้องสมทบทุน อย่างรุ่นแรกๆ คือ 50 บาท สมาชิกจากบ้านอื่น
ไม่มี ถ้ามีก็จะมีปัญหากันมั้ง แต่นี่บ้านเดียวทั้งหมด ซึ่งรู้ใจกัน
แรกๆ เราลงหุ้นกัน เพราะไม่มีทุนอะไรที่จะมาตั้งกลุ่มทำ
ลงหุ้นมาก่อน แล้วไปซื้อของมาลองตำ พอตำแล้วก็ขายได้ ก็เลยยืมเงินเขามา
1 หมื่นบาท เมื่อยืมมาแล้วทำยังไงให้หลุดหนี้ ก็เลยหักจากสมาชิกที่ตำ
10% เพื่อเสียหนี้ 1 หมื่น แล้วก็หักเผื่ออุปกรณ์ชำรุดจะได้ซ่อม
พอตำๆ เห็นความต้องการของชาวบ้านค่อยๆ เพิ่ม ก็คุยกับพี่สายันอีกนั่นแหละ
แกก็บอกว่าเดี๋ยวไปจะปรึกษากับ อบต.ให้ อบต. หาทุนให้ก็ได้ไปซื้อเครื่องบดมา
ก็ได้ อบต.นี่แหละสนับสนุนอีกส่วนหนึ่ง คนเข้าใหม่ก็ต้องเสีย
50 บาท เมื่อออกไปก็ให้คืนน่ะ
อย่างการปันผลคนที่มาตำ 20 ครั้ง ก็ได้เท่าจำนวนนั้น
คนเก่าคนใหม่ มาตำมากก็ได้มาก เราไม่เห็นว่าคนเก่าดีกว่าคนใหม่หรอก
ใครขยันมาตำก็ได้มาก และที่หัก 10% ไว้เป็นกองทุน หลังจากชำระหนี้หมดแล้ว
ก็ไม่ได้เอาไปไหน วันหนึ่งสมาชิกตำไม่รอดแล้ว ยุบกลุ่มก็เอามาแบ่งปันกันคืน
กับสมาชิก วิธีการปันผลก็ลงบันทึก ไว้หมด แล้ววันปันผลก็มาหารกัน
หักต้นทุน เหลือเท่าไหร่ ก็ปันผลกันตามจำนวนที่มาตำ
การปันผลมันมีหลักฐานทั้งหมดเลย สมาชิกเขาจะตรวจสอบได้
เครื่องแกงวันนี้ได้กี่กิโล เราจะจดไว้หมด ใครมาทำ จะจดไว้หมด
แกงคั่วเท่านี้ แกงส้มเท่านี้ มีหลักฐานทั้งหมด สมาชิกจะมาดูเหมือนกัน
นี่คือความโปร่งใสในการทำงาน ดังนั้น มันจะผิดพลาดไปไม่ได้ และสมาชิกเชื่อใจกัน
และถ้านับสมาชิกจะช่วยกันนับ ว่าของเติ่นขีดให้ (ขีดชื่อ) ของนงเยาว์ขีดให้
ของคนนั้นขีดให้ นางนงเยาว์อธิบายพร้อมชี้แจง ผลที่เกิดขึ้นกับสมาชิกกลุ่มและชุมชนของตนเอง
อย่างป้า
(คนตำเครื่องแกง) แกแก่แล้ว ผัวก็ไม่ค่อยรู้สา ไปเดินเก็บขี้ยางในไร่ในสวน
วันหนึ่งเป็นล้มเป็นแล้งไป ใครจะรู้แล้วจะไปตามหาที่ไหนเจอ มาตำพริกแกงนี่
เราได้ช่วยกันดูแล มีรายได้ อีกอย่างสุขภาพแกดีขึ้นน่ะ ได้ออกกำลังกาย
นอกจากนั้นก็มีน้ำยาล้างจาน เราทำใช้กันเอง ล้างจานก็ได้ ซักผ้าก็ได้
ล้างห้องน้ำก็ได้ ล้างรถก็ได้ มันไม่ได้แรงน่ะ แต่มันใช้ได้
คือความปลอดภัยนี่เรา ตรวจสอบน่ะ อย่างเครื่องแกงก็เคยมีนักวิชาการเข้ามาดูแล
ว่าเราทำกันอย่างไร
เรื่องการบริหารจัดการก็จะมาคุยกันน่ะ
มาลงมติ ไม่มีใครมีอำนาจ ถ้ามีแบบนั้น ก็เผด็จการแล้วสิ อย่างจะซื้ออะไรก็จะคุยกันในกลุ่ม
ว่าจะซื้อสต็อคไว้ไหม อะไรแบบนี้แหละ ระบบสั่งซื้อ เราจะมีบัญชี
เรื่องกิน 10% 5% ไม่มี เวลาไปซื้อ เวียนกันไปซื้อ ใครไปซื้อก็เหมือนกัน
โลละ 100 บาท คือใครว่างก็ไปซื้อ น่ะ แต่ก่อนวางระบบจัดซื้อเป็นฝ่ายไว้น่ะ
แต่ต่อมาฝ่ายจัดซื้อไม่ว่าง ก็เลยเอ๊า ใครว่างก็ไปซื้อ กันเลย
ไม่ต้องนั้นกันอยู่แล้ว นางนงเยาว์เน้น ก่อนสรุปถึงจุดเด่นจุดแข็งของกลุ่มแม่บ้านตำพริกแกงว่า
สิ่งที่น่าภูมิใจคือทุกคนให้ความร่วมมือกัน
และก็ไว้เนื้อเชื่อใจกัน มันไม่มีการอุบอิบกันที่หลัง ว่าคนนั้นทีคนนี้ที
ทุกคนมันเหมือนกันหมด มันมีแต่ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน โชคดีวันนี้ไม่มีการหยอกล้อกันตามปกติน่ะ
เพราะเหมือนมันน่าโกรธกันเลย ใช้คำดังๆ (หยาบๆ) แต่เราไม่เคยมีการโกรธ
เรามาตำพริกแกง มาคุยกันหยอกกัน
แล้วเราก็รู้ใจกัน มันมีลักษณะพิเศษ อย่างป้า (คนตำพริกแกง)
แกมีปัญหามา เมื่อมีปัญหามาก็คุยกับแกว่า
แม่ยายเฮ้อ คือเรามีอะไรที่พอจะพูดได้
แม่ยายต้องพรรค์นี้น่ะ คิดอะไรให้มาก คนเราอะไรก็ตามเมื่อมันมีเกิดมันก็มีแก่
ก็คอยปลอบให้กำลังใจกัน ซึ่งทำให้ทุกคนอยู่กันได้ นี่คือลักษณะพิเศษของกลุ่ม
ไม่มีที่ว่าลำบากมา แล้วไปซ้ำเติม มีแต่ให้กำลังใจ
เหมือนป้า (คนตำพริกคนเดิม) แกท้อแท้มาจากผัวแก แกก็ไม่ค่อยสบายด้วย
แล้วยังต้องทำงานคนเดียวในบ้าน ตั้งแต่หุงข้าวเลย ก็พยายามปลอบว่า
ลุงแกแก่แล้วไปตามวัยของแก เราก็ต้องทำใจ นี่คือการปลอบใจ
จุดนี้แหละที่ว่ากลุ่มเราพิเศษมีจุดเด่น คอยเชื่อมโยงกัน ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน
นางนงเยาว์กล่าว
อัฎธิชัย ศิริเทศ
7 กุมภาพันธ์ 2548
|